บุพเพธรรมะ

ตอนที่ 18 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

21 ตอน · 1,469 คำ

สายลมยามเช้ายังคงพัดเอื่อยพัดผ่านยอดไม้ใหญ่แห่งวัดป่าภาวนา ส่งเสียงซู่ซ่าคล้ายเสียงกระซิบของป่าดงพงไพร แสงทองอรุณรุ่งสาดส่องลงมาต้องผิวโลกเป็นริ้วๆ ผ่านช่องว่างระหว่างกิ่งก้านสาขาของต้นไม้ใหญ่ที่ยืนตระหง่านมานับร้อยปี ผืนป่าทั้งป่าดูราวกับถูกอาบไล้ด้วยมนต์ขลังศักดิ์สิทธิ์ นาราในชุดนุ่งขาวห่มขาวที่สะอาดตา ค่อยๆ ลืมตาขึ้นจากสมาธิใต้ต้นจันทน์ใหญ่ริมศาลาปฏิบัติธรรม ‌เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นสบายของอากาศยามเช้าที่ลูบไล้ผิวกาย และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้ป่าที่โชยมากับสายลมผสมผสานกับกลิ่นไอดินและหญ้าสดที่เพิ่งถูกน้ำค้างพรมพราวเมื่อยามราตรี

หลายเดือนที่ผ่านมา ณ วัดป่าแห่งนี้ ได้หล่อหลอมจิตใจของนาราให้สงบเย็นและมั่นคงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิตที่เคยเร่งรีบและวุ่นวาย เธอนั่งนิ่งอยู่ใต้ต้นจันทน์ใหญ่ หลับตาลงอีกครั้งเพื่อซึมซับความรู้สึกอันศักดิ์สิทธิ์นี้ไว้ให้ลึกที่สุด ​ทุกวันคือการเรียนรู้ ทุกวันคือการเติบโตภายใน ทุกวันคือการปล่อยวาง อดีตที่เคยหนักอึ้ง ความทะเยอทะยานที่เคยผลักดันให้ไขว่คว้าทุกสิ่งอย่างในทางโลกดูเลือนรางจางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่เต็มเปี่ยมไปด้วยเมตตาและความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่ง

แต่ในความสงบนั้นเอง สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เริ่มก่อตัวขึ้นช้าๆ

ขณะที่จิตของเธอดิ่งลึกลงไปในภวังค์แห่งสมาธิ ความว่างเปล่าที่เคยเป็นดุจผืนผ้าใบสีขาวบริสุทธิ์กลับเริ่มปรากฏริ้วรอยแปลกประหลาดขึ้น ‍ลมเย็นวาบหนึ่งพัดผ่านกาย ไม่ใช่ลมจากภายนอก แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านจากภายใน สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายบางอย่างที่ปะปนมากับกลิ่นดอกไม้ป่า กลิ่นหอมหวานของดอกแก้วที่ไม่ใช่กลิ่นหอมตามธรรมชาติ แต่เป็นกลิ่นหอมที่ชวนให้รู้สึกโหยหาและเศร้าสร้อยอย่างประหลาด มันไม่ใช่กลิ่นที่ทำให้จิตสงบ หากแต่เป็นกลิ่นที่ปลุกเร้าความรู้สึกบางอย่างที่หลับใหล

ภาพเงารางๆ ‌ของสตรีผู้หนึ่งปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเธอ เป็นเงาที่ลางเลือนแต่ทว่าคมชัดพอที่จะเห็นเครื่องแต่งกายสีขาวซีดจาง คล้ายชุดของแม่ชี หรือผู้ปฏิบัติธรรม ภาพนั้นยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าวจากที่เธอนั่งอยู่ เงาของหญิงสาวนั้นบอบบาง อ่อนแอ และเต็มไปด้วยความทุกข์ระทม ‍ใบหน้าที่พร่ามัวถูกบดบังด้วยม่านน้ำตาที่ไหลรินไม่ขาดสาย มือเรียวเล็กยกขึ้นประนม คล้ายกำลังวิงวอนขอความช่วยเหลือจากบางสิ่งบางอย่างที่มองไม่เห็น

นารารู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนภายในจิตใจอย่างรุนแรง ความสงบที่เคยมีมลายหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความรู้สึกสับสนและหวาดหวั่น เธอพยายามจะสลัดภาพนั้นทิ้ง พยายามจะกลับไปสู่ความว่างเปล่า แต่ภาพนั้นกลับยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ​เสียงสะอื้นไห้แผ่วเบาเล็ดลอดเข้ามาในโสตประสาทของเธอ ไม่ใช่เสียงที่ได้ยินด้วยหู แต่เป็นเสียงที่รับรู้ได้ด้วยใจ มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความคับแค้น และความผิดหวัง

หญิงสาวในชุดขาวซีดนั้นค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ทีละน้อย ราวกับต้องการสื่อสารบางอย่าง ​ดวงตาที่พร่ามัวด้วยน้ำตาเงยขึ้นมองนารา สายตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความอ้อนวอนอย่างสุดซึ้ง ความรู้สึกหนาวเหน็บแล่นไปทั่วร่างของนารา เธอพยายามจะลืมตา แต่เหมือนมีบางสิ่งบางอย่างเหนี่ยวรั้งเปลือกตาของเธอไว้ไม่ให้เปิดออก เธอถูกกักขังอยู่ในภวังค์นี้ พร้อมกับภาพของหญิงสาวผู้โศกเศร้า

ทันใดนั้น ภาพของหญิงสาวในชุดขาวก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ​กลายเป็นภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต ภาพของวัดป่าภาวนาที่ดูแตกต่างจากปัจจุบันเล็กน้อย มีผู้คนแต่งกายแบบโบราณเดินขวักไขว่ เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยดังขึ้นแผ่วเบา แล้วภาพก็ตัดฉับไปที่หญิงสาวคนเดิม เธอถูกลากไปตามพื้นดินอย่างทารุณ เสื้อผ้าขาดวิ่น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและคราบเลือด เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวดังระงม ก่อนที่ภาพจะมืดดับไปพร้อมกับเสียงอึกทึกครึกโครมราวกับเสียงการต่อสู้

นาราผงะเฮือกออกจากสมาธิ ดวงตาเบิกโพลง หอบหายใจอย่างรุนแรง เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วแผ่นหลัง ความเย็นยะเยือกยังคงเกาะกุมอยู่ในอก แต่ไม่ใช่ความเย็นสบายของอากาศยามเช้า หากเป็นความเย็นที่ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เธอสำรวจรอบกายอย่างรวดเร็ว แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ต้นจันทน์ใหญ่ยังคงยืนสงบ ผืนป่ายังคงโอบล้อมด้วยความเงียบเชียบ แสงแดดยามเช้ายังคงสาดส่องลงมาอย่างอ่อนโยน

“เมื่อกี้...มันคืออะไรกัน?” เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือ ภาพเหตุการณ์ที่เห็นยังคงติดตาตรึงใจ เสียงกรีดร้องยังคงก้องอยู่ในหู มันไม่ใช่แค่ภาพนิมิตธรรมดา ไม่ใช่ความฝัน แต่มันรู้สึกจริงยิ่งกว่าความจริงใดๆ ที่เธอเคยสัมผัส

ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา จิตใจของเธอนิ่งสงบมาโดยตลอด ไม่เคยมีภาพหลอนหรือนิมิตแปลกประหลาดเช่นนี้เกิดขึ้น เธอเคยคิดว่าเธอได้ปล่อยวางทุกสิ่งและพ้นจากเรื่องราวทางโลกไปแล้ว แต่แล้วทำไมสิ่งเหล่านี้ถึงมาปรากฏขึ้นกับเธอ? หรือว่านี่คือ "ปริศนาของวิญญาณ" ที่เคยมีคนกล่าวถึงในวัดแห่งนี้? "ความจริงเบื้องลึกในอดีต" ที่ยังคงหลับใหลอยู่ใต้ผืนดินศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้?

นาราลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้า ขาของเธออ่อนแรงเล็กน้อย เธอเดินออกห่างจากต้นจันทน์ใหญ่ไปยังศาลาปฏิบัติธรรมด้วยความรู้สึกที่ยังไม่สงบ เธอตัดสินใจว่าต้องไปพบหลวงพ่อทันที เพื่อเล่าเรื่องราวที่เธอประสบพบเจอ หลวงพ่อคงจะสามารถให้คำตอบหรือชี้แนะแนวทางให้เธอได้

เมื่อเดินมาถึงกุฏิไม้เก่าแก่ของหลวงพ่อ เธอกำลังจะกราบเรียนเรื่องทั้งหมด แต่หลวงพ่อกลับชิงเอ่ยขึ้นก่อน ใบหน้าของท่านยังคงสงบนิ่ง แต่ดวงตาฉายแววรู้ทัน “นาราลูก… วันนี้จิตใจว้าวุ่นนักรึ” หลวงพ่อเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอันเมตตา “มีสิ่งใดรบกวนจิตใจลูกหรือ”

นาราถึงกับตะลึง หลวงพ่อรู้ได้อย่างไร? เธอทรุดตัวลงกราบหลวงพ่อด้วยความเคารพ แล้วเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างละเอียด เสียงของเธอเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดกลัว หลวงพ่อฟังอย่างตั้งใจ ไม่ได้แสดงอาการตกใจหรือประหลาดใจแต่อย่างใด มีเพียงรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้าที่ดูอ่อนโยน

“อาตมาเข้าใจ... สิ่งที่ลูกเห็นนั้น ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับวัดแห่งนี้” หลวงพ่อเอ่ยขึ้นเมื่อนาราเล่าจบ “จิตของลูกบริสุทธิ์และสงบมากพอ จึงสามารถรับรู้ถึงคลื่นความถี่บางอย่างที่คนทั่วไปสัมผัสไม่ได้” “หมายความว่า... เป็นวิญญาณจริงๆ หรือเจ้าคะหลวงพ่อ?” นาราถามด้วยความกล้าๆ กลัวๆ

หลวงพ่อพยักหน้าช้าๆ “ใช่แล้วลูก วิญญาณที่ยังไม่ไปสู่สุคติ ยังคงวนเวียนอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ด้วยแรงอธิษฐาน แรงอาฆาต หรือแรงปรารถนาที่ยังไม่ได้รับการปลดปล่อย” “แล้ว... วิญญาณนั้นคือใครเจ้าคะ? ทำไมถึงมาปรากฏแก่ลูก? และภาพที่ลูกเห็น... คืออะไร?” คำถามหลั่งไหลออกจากปากของนาราอย่างไม่หยุดยั้ง ความอยากรู้อยากเห็นเข้าครอบงำความกลัว

หลวงพ่อลูบเคราขาวอย่างช้าๆ “เรื่องราวของวัดป่าภาวนาแห่งนี้มีประวัติยาวนานนัก มีเรื่องราวทั้งดีและร้ายซุกซ่อนอยู่ใต้ผืนดินแห่งนี้มานับร้อยปี วิญญาณที่ลูกเห็นนั้น... อาตมาไม่แน่ใจว่าเป็นใคร แต่ภาพเหตุการณ์ที่ลูกเห็นนั้น... ช่างคลับคล้ายกับตำนานเรื่องหนึ่งที่เล่าขานกันมานานหลายชั่วอายุคน”

“ตำนานอะไรหรือเจ้าคะหลวงพ่อ?” นาราแทบจะกลั้นหายใจรอฟัง “ตำนานของ ‘แม่ชีแก้ว’ ผู้ถูกใส่ร้ายและสังหารอย่างทารุณในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ ที่แห่งนี้” หลวงพ่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา แต่ทุกถ้อยคำกลับก้องกังวานในใจของนารา “เธอเป็นผู้บริสุทธิ์ที่อุทิศตนให้พระพุทธศาสนา แต่กลับต้องจบชีวิตลงด้วยความอิจฉาริษยาและความโลภของคนบางกลุ่ม และวิญญาณของเธอก็ยังคงวนเวียน รอคอยใครสักคนที่จะมาคลี่คลายความจริง และปลดปล่อยเธอให้พ้นจากพันธนาการแห่งทุกข์”

นารารู้สึกเหมือนมีสายฟ้าฟาดลงกลางใจ ภาพหญิงสาวในชุดขาวซีดที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นในนิมิต ปะติดปะต่อกันเป็นเรื่องราวที่น่าสะเทือนใจ เธอเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงได้เห็นวิญญาณนั้น และทำไมเรื่องราวในอดีตถึงมาปรากฏขึ้นตรงหน้าเธอในวันนี้

“แล้ว... ลูกจะช่วยเธอได้อย่างไรเจ้าคะหลวงพ่อ?” นาราถามด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากความกลัวเป็นความมุ่งมั่น หลวงพ่อมองนาราด้วยแววตาที่ลึกซึ้ง “บางที... การที่วิญญาณนั้นปรากฏแก่ลูก อาจเป็นเพราะชะตากรรมที่นำพาลูกมาที่นี่ เพื่อให้ลูกได้ทำหน้าที่บางอย่างที่ยังไม่สำเร็จลุล่วง” หลวงพ่อหยุดชั่วครู่ เหมือนกำลังครุ่นคิดถึงบางสิ่ง “ตามตำนานเล่าว่า ก่อนที่แม่ชีแก้วจะสิ้นใจ เธอได้ซ่อนหลักฐานสำคัญบางอย่างไว้ เพื่อเปิดโปงความจริงของผู้ที่ทำร้ายเธอ หลักฐานนั้นเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยปลดปล่อยเธอได้ แต่ไม่มีใครเคยหามันพบ”

“หลักฐานหรือเจ้าคะ?” นาราถามอย่างกระตือรือร้น “มันอยู่ที่ไหนเจ้าคะ?” “ในส่วนที่ลึกที่สุดของวัดแห่งนี้ ที่ซึ่งแสงอาทิตย์ไม่อาจสาดส่องไปถึง ที่ซึ่งความลับถูกเก็บงำมานานนับร้อยปี” หลวงพ่อตอบอย่างคลุมเครือ “อาตมาไม่อาจบอกตำแหน่งที่แน่ชัดได้ เพราะมันถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียน และผู้ที่รู้ความลับนั้นก็ล้มหายตายจากไปนานแล้ว สิ่งที่ลูกต้องทำคือใช้จิต ใช้สมาธิ ใช้ปัญญาของลูกค้นหา และระลึกไว้เสมอว่า... ความจริงมักซ่อนอยู่ในที่ที่คาดไม่ถึงเสมอ”

นาราลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ความกลัวหายไปสิ้น เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือวิญญาณที่ถูกจองจำ เธอรู้สึกราวกับว่านี่คือภารกิจที่เธอต้องทำ ไม่ใช่เพื่อใคร แต่เพื่อความสงบสุขของจิตวิญญาณที่ถูกรังแก และเพื่อปลดปล่อยความจริงที่ถูกฝังกลบมานาน “ลูกจะลองดูเจ้าค่ะหลวงพ่อ ลูกจะพยายามค้นหาหลักฐานนั้นให้พบ” นาราเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

หลวงพ่อพยักหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความหวัง “จงทำความดีต่อไปลูก และจงระลึกไว้เสมอว่า... ความดีเท่านั้นที่จะนำพาทุกสรรพสิ่งให้พ้นทุกข์”

เมื่อได้รับอนุญาตจากหลวงพ่อ นาราไม่ได้กลับไปยังศาลาปฏิบัติธรรมตามปกติ แต่กลับเดินลึกเข้าไปในป่าด้านหลังวัด ซึ่งเป็นเขตที่มักจะไม่มีใครเข้าไปนัก ต้นไม้ใหญ่ขึ้นรกทึบ แสงแดดส่องลงมาได้เพียงรำไร บรรยากาศเงียบสงัดและวังเวงผิดจากส่วนอื่นๆ ของวัด

เธอเดินไปเรื่อยๆ โดยอาศัยเพียงสัญชาตญาณและความรู้สึกนำทาง ในใจของเธอเต็มไปด้วยภาพของแม่ชีแก้ว และเสียงสะอื้นไห้ที่ยังคงก้องกังวาน ความรู้สึกบางอย่างดึงดูดเธอให้เดินไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของป่า ซึ่งเป็นบริเวณที่ต้นไม้เก่าแก่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ รากไม้แผ่ขยายปกคลุมพื้นดินเป็นวงกว้าง มีเถาวัลย์ขนาดใหญ่เลื้อยพันจนดูเหมือนอุโมงค์สีเขียวขจี

เธอเดินลอดเถาวัลย์เหล่านั้นเข้าไปอย่างช้าๆ บรรยากาศภายในยิ่งมืดมิดและอับชื้น กลิ่นดินและกลิ่นอับของไม้เก่าผสมผสานกันจนรู้สึกได้ถึงความเก่าแก่และลึกลับ เธอสังเกตเห็นว่าที่พื้นดินนั้นมีตะไคร่น้ำเกาะหนาแน่น ราวกับว่าไม่มีใครเหยียบย่างเข้ามาในบริเวณนี้เป็นเวลานานแสนนาน

ทันใดนั้น ดวงตาของนาราก็ไปสะดุดกับสิ่งหนึ่งที่อยู่ใต้โคนต้นไม้ใหญ่ที่สุดต้นหนึ่ง เป็นโขดหินขนาดใหญ่ที่ถูกปกคลุมด้วยมอสและเถาวัลย์หนาทึบจนแทบมองไม่เห็น แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอคือรอยสลักบางอย่างที่ปรากฏอยู่บนพื้นผิวของหิน เมื่อเธอพยายามปัดป่าใบไม้และมอสออก ก็พบว่ามันเป็นแผ่นหินสลักที่มีอักษรโบราณบางอย่าง และใต้แผ่นหินนั้น... มีช่องว่างเล็กๆ คล้ายอุโมงค์ขนาดเท่าตัวคน หรือเป็นทางเข้าสู่ถ้ำบางอย่างที่ซ่อนเร้นอยู่

ความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่านี่คือสิ่งที่เธอตามหา นี่คือ "ส่วนที่ลึกที่สุดของวัดแห่งนี้ ที่ซึ่งแสงอาทิตย์ไม่อาจสาดส่องไปถึง" เธอรู้สึกถึงพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากช่องว่างมืดมิดนั้น เป็นพลังงานที่ทั้งดึงดูดและน่าหวาดกลัวไปพร้อมๆ กัน

นารากลืนน้ำลายอึกใหญ่ หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความประหวั่นพรั่นพรึง เธอค่อยๆ คุกเข่าลง แสงสว่างที่ลอดเข้ามาจากภายนอกทำให้เธอพอมองเห็นปากช่องนั้นได้รางๆ มันมืดสนิทและดูเหมือนว่าจะนำไปสู่ความลึกที่ไม่สิ้นสุด ทว่าแรงดึงดูดจากภายในนั้นรุนแรงเกินกว่าจะต้านทานได้ ราวกับมีเสียงกระซิบจากวิญญาณแม่ชีแก้วเรียกหาเธอจากส่วนลึกที่สุดของความมืดมิด

เธอเอื้อมมือออกไปสัมผัสขอบปากช่องนั้นด้วยความกล้าๆ กลัวๆ ทันใดนั้น ความเย็นยะเยือกที่เคยสัมผัสได้ในสมาธิก็กลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้รุนแรงกว่าเดิมมาก พร้อมกับเสียงกระซิบที่ชัดเจนขึ้นในหูของเธอ เป็นเสียงผู้หญิงที่ฟังดูโหยหวนและเจ็บปวด เธอก้าวเท้าเข้าไปในความมืดมิดนั้นอย่างไม่ลังเล ราวกับมีพลังลึกลับบางอย่างฉุดรั้งเธอเข้าไปข้างใน ทิ้งไว้เพียงแสงสว่างเลือนรางจากภายนอกที่ค่อยๆ จางหายไปเมื่อเธอเดินลึกเข้าไปสู่ใจกลางของความลับที่ถูกฝังกลบมานานนับร้อยปี และในความมืดมิดนั้นเอง เธอรู้สึกได้ถึงการปรากฏตัวของบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม...ใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจเย็นยะเยือกที่รินรดอยู่ข้างหู.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บุพเพธรรมะ

บุพเพธรรมะ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!