ธีรภัทร หรือ เทพ นั่งจมดิ่งอยู่กับโลกแห่งตัวเลขและรหัสมิติอันสลับซับซ้อน แสงสีเขียวเรืองรองจากหน้าจอโฮโลแกรมสาดกระทบใบหน้า เขาแทบไม่ได้ขยับตัวมาหลายชั่วโมงแล้วนับตั้งแต่รอยต่อมิติที่เขาเฝ้าสังเกตการณ์มาตลอดหลายสัปดาห์เริ่มแสดงสัญญาณผิดปกติถี่ขึ้นเรื่อยๆ สัญญาณที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงความผันผวนของพลังงาน บัดนี้กลับมีรูปแบบที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความอลหม่านนั้น
รอยต่อที่เคยสว่างไสวและมั่นคงเมื่อหนึ่งปีก่อน ณ จุดสูงสุดของการแก้ไขมิติที่ศูนย์ ตอนนี้มันกลับดูเหมือนภาพวาดที่กำลังถูกกัดกร่อน แสงที่เคยบริสุทธิ์เริ่มมีสีเทาเจือจาง และบางครั้งก็กระพริบเหมือนหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้น ข้อมูลที่หลั่งไหลเข้ามาบ่งบอกถึงความผิดปกติที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เส้นกราฟที่เคยเป็นเพียงคลื่นเต้นระริกอย่างไม่เป็นจังหวะ บัดนี้เริ่มปรากฏเป็นโครงสร้างบางอย่างที่ซ้ำไปซ้ำมา ราวกับภาษาโบราณที่กำลังก่อตัวขึ้นจากความว่างเปล่า
“คุณยังอยู่กับมันอีกหรือเทพ” เสียงนุ่มทุ้มของอาริสาดังขึ้นจากด้านหลัง เธอเดินเข้ามาในห้องทดลองที่เงียบงัน ด้วยถ้วยกาแฟอุ่นๆ ในมือ เธอวางมันลงบนโต๊ะข้างๆ เขา แต่สายตาของเทพยังคงจับจ้องอยู่ที่หน้าจอ
“มันไม่ใช่แค่ความผันผวนอีกต่อไปแล้วอาริสา” เทพตอบ เสียงของเขาแหบพร่าจากการไม่ได้พูดคุยมานาน “มันมีแพทเทิร์น มันมีจังหวะ มันเหมือน…เหมือนเสียงหายใจ”
อาริสายืนอยู่ข้างเขา มองไปยังข้อมูลที่ซับซ้อนซึ่งเธอไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เธอก็รู้สึกได้ถึงความตึงเครียดที่แผ่ออกมาจากเทพ “หายใจ? คุณหมายถึงอะไร”
“แรกเริ่มผมคิดว่ามันคือการพยายามแทรกแซงจากภายนอก เป็นการโจมตี เป็นความพยายามที่จะฉีกรอยต่อออก แต่ตอนนี้…” เทพเลื่อนหน้าจอโฮโลแกรมอีกบานหนึ่งขึ้นมา เผยให้เห็นแผนที่โลกที่มีจุดสว่างนับร้อยจุดกระจายอยู่ นั่นคือตำแหน่งของรอยต่อมิติทั่วโลกที่ NEXUS เฝ้าระวัง “ความผันผวนเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกัน เกือบจะในจังหวะเดียวกัน ความถี่ของมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และมันไม่ได้มาจากมิติที่ศูนย์”
เขากดปุ่มบางอย่าง แผนที่โลกเปลี่ยนเป็นภาพจำลองของเส้นใยจักรวาลที่เชื่อมโยงรอยต่อแต่ละจุดเข้าด้วยกัน คล้ายกับร่างแหของใยแมงมุมขนาดมหึมา และในตอนนี้ ใยแมงมุมนั้นกำลังถูกกระตุกพร้อมกัน “ลองฟังนี่สิ”
เทพเปิดลำโพง ข้อมูลพลังงานที่เคยแสดงผลเป็นกราฟถูกแปลงเป็นคลื่นเสียง ทันทีที่เสียงเริ่มดัง อาริสาก็ขมวดคิ้ว มันไม่ใช่เสียงรบกวนแบบสถิตทั่วไป แต่มันเป็นเสียงต่ำๆ ที่สม่ำเสมอ เหมือนเสียงกลองที่ถูกตีด้วยจังหวะที่ซับซ้อน เหมือนเสียงเครื่องจักรโบราณที่กำลังทำงานอย่างช้าๆ แต่ทรงพลัง และที่น่าขนลุกที่สุดคือมันมี ความรู้สึก เหมือนเสียงที่กำลัง มีชีวิต
“นี่มัน…เป็นไปได้ยังไง” อาริสาพึมพำ “คุณแน่ใจนะว่านี่ไม่ใช่สัญญาณรบกวนจากอย่างอื่น”
“ผมตรวจสอบทุกแหล่งแล้ว สัญญาณนี้มาจากแกนกลางของรอยต่อโดยตรง” เทพตอบ น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่แน่ใจและความหวาดระแวง “มันไม่ใช่แค่พลังงานที่รั่วไหล แต่มันคือ ข้อความ หรือไม่ก็ กระบวนการ บางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นภายในตัวรอยต่อเอง”
เขาลุกขึ้นยืน เดินไปที่กระจกบานใหญ่ที่มองออกไปเห็นรอยต่อมิติในห้องทดลองของเขา รอยต่อที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียงแค่รอยแยกเล็กๆ ในอากาศ ตอนนี้มันมีขนาดใหญ่ขึ้นเกือบสองเท่า ส่องแสงเรืองรองอย่างน่ากลัวอยู่กลางห้อง แสงนั้นไม่ได้บริสุทธิ์เหมือนเมื่อก่อน มันมีเส้นใยสีดำจางๆ พันเกี่ยวอยู่ภายใน คล้ายเส้นเลือดที่กำลังสูบฉีดความมืดมิด
“ตั้งแต่เหตุการณ์มิติที่ศูนย์ เราเข้าใจว่ารอยต่อเป็นเพียงช่องทาง เป็นประตู แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะอาริสา” เทพหันกลับมามองเธอ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก “ถ้าหากรอยต่อเหล่านี้ไม่ใช่แค่ประตู แต่เป็น สิ่งมีชีวิต ชนิดหนึ่ง หรือเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่ามาก”
อาริสาเดินเข้าไปใกล้เขา “คุณกำลังจะบอกว่ารอยต่อกำลัง…เติบโต?”
“อาจจะไม่ใช่แค่เติบโต” เทพส่ายหน้า “แต่กำลัง เปลี่ยนแปลง มันกำลังวิวัฒนาการ หรือไม่ก็…กำลังถูก ปลุก ให้ตื่นขึ้น”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องทดลอง เสียงกลองต่ำๆ จากลำโพงยังคงดำเนินต่อไปอย่างสม่ำเสมอ อาริสารู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านเข้ามา เธอเคยเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตจากมิติที่ศูนย์ที่ดุร้ายและน่ากลัว แต่ความคิดที่ว่ารอยต่อที่พวกเขาเคยพึ่งพาอาศัยมาตลอดกำลังกลายเป็นภัยคุกคามเสียเองนั้นน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า
“ถ้าอย่างนั้น ไอ้เสียงที่คุณได้ยิน มันกำลังพยายามจะบอกอะไรเรา” อาริษาถาม
เทพเดินกลับไปที่หน้าจอโฮโลแกรมอีกครั้ง นิ้วเรียวของเขาวิ่งไปบนแผงควบคุมอย่างรวดเร็ว เขากำลังพยายามถอดรหัสรูปแบบที่ซับซ้อนนั้น “ผมยังไม่แน่ใจ แต่มันมีบางอย่างที่ผมพอจะจับได้ มันไม่ใช่ภาษาที่เราคุ้นเคย แต่มันมีโครงสร้างทางคณิตศาสตร์ที่ชัดเจน”
เขาซูมเข้าไปในคลื่นเสียงที่ถูกแปลงเป็นกราฟิก แสดงให้เห็นถึงรูปแบบที่ซ้ำกันของเส้นโค้งและจุดที่เชื่อมโยงกันอย่างประหลาด “มันเป็นเหมือนซิมโฟนีของมิติ เป็นเหมือนการเต้นรำของอนุภาค แต่มี เจตนา ซ่อนอยู่”
ทันใดนั้น หน้าจอโฮโลแกรมก็เริ่มกะพริบ สัญญาณเตือนสีแดงฉานกะพริบถี่ขึ้น เสียงเตือนดิจิทัลดังขึ้นอย่างรัวเร็ว บ่งบอกถึงความผิดปกติที่พุ่งขึ้นถึงขีดอันตราย
“เกิดอะไรขึ้น!” อาริสาถามอย่างตกใจ
“รอยต่อหลักในไซบีเรีย!” เทพอุทาน ดวงตาของเขาเบิกกว้าง “มันกำลัง…มันกำลังถูกปิดผนึก!”
ภาพแผนที่โลกกลับมาอีกครั้ง จุดสว่างที่ไซบีเรียซึ่งเป็นหนึ่งในรอยต่อมิติที่ใหญ่ที่สุดและเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งบนโลก กำลังกระพริบเป็นสีแดงสลับกับสีดำ ก่อนที่มันจะดับวูบไปอย่างสมบูรณ์ ราวกับว่าใครบางคนได้กดสวิตช์ปิดมันลง
“ปิดผนึก? โดยใคร? หรืออะไร?” อาริสาก้าวเข้าไปหาเทพ
“ไม่รู้…ข้อมูลทั้งหมดหยุดลงกะทันหัน เหมือนถูกตัดขาดจากระบบ” เทพพึมพำ ใบหน้าของเขาซีดเผือด “แต่สัญญาณที่ผมกำลังวิเคราะห์อยู่…มันพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงทันทีหลังจากรอยต่อไซบีเรียถูกปิดผนึก มันเหมือนกับ…เหมือนกับการตอบสนอง”
เสียงกลองต่ำๆ ที่เคยสม่ำเสมอ บัดนี้เริ่มเร่งจังหวะขึ้นอย่างบ้าคลั่ง เสียงทุ้มลึกกลายเป็นเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งห้องทดลอง มันไม่ใช่เสียงหายใจที่เคยสงบอีกต่อไป แต่เป็นเสียงของการเร่งรีบ เสียงของการตื่นตัว และเสียงของ…ความโกรธ
“นี่มันไม่ใช่แค่การปิดผนึกรอยต่ออาริสา” เทพหันไปมองรอยต่อในห้องทดลองที่กำลังส่องแสงสีดำปนแดงอย่างน่ากลัว มันขยายตัวขึ้นอีกเล็กน้อย และเส้นใยสีดำภายในก็เต้นระริกอย่างรุนแรง “มันเป็นการ เรียก พวกมันกำลังปลุกบางสิ่งบางอย่างให้ตื่นขึ้น และผมคิดว่า…เรากำลังเป็นเป้าหมายต่อไป”
ทันใดนั้น แสงที่เรืองรองภายในรอยต่อกลางห้องทดลองก็ระเบิดออกเป็นประกายไฟสีดำพร่างพราย เศษประกายนั้นลอยฟุ้งไปทั่วห้อง ก่อนจะรวมตัวกันเป็นโครงสร้างแปลกประหลาดที่ค่อยๆ ก่อร่างขึ้นตรงหน้าพวกเขา มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต ไม่มีแขนขา ไม่มีใบหน้า แต่มันคือรูปทรงเรขาคณิตสีดำสนิทที่ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ มันดูดซับแสงรอบข้างจนห้องมืดมิดลงอย่างฉับพลัน
แล้วรูปทรงเรขาคณิตนั้นก็เริ่มหมุนช้าๆ พร้อมกับส่งคลื่นเสียงที่เทพเคยได้ยินออกมาโดยตรงจากตัวมันเอง คลื่นเสียงนั้นไม่ได้เข้าหู แต่เข้าสู่จิตสำนึกโดยตรง มันเต็มไปด้วยความหนาวเย็น ความว่างเปล่า และความมืดมิดที่ไม่เคยมีใครสัมผัสมาก่อน
“นี่มันอะไรกันแน่…” อาริสาพูดเสียงสั่น เธอพยายามจะเอื้อมมือไปคว้าปืนพกที่เอว แต่ร่างกายของเธอกลับแข็งทื่อราวกับถูกตรึงไว้ด้วยแรงกดดันที่มองไม่เห็น
เทพมองไปยังรูปทรงเรขาคณิตสีดำที่ลอยอยู่ตรงหน้าอย่างไม่กะพริบตา เขารู้สึกถึงความหมายของมัน ราวกับภาษาที่เขากำลังพยายามถอดรหัสได้เผยความลับออกมาอย่างเต็มตัว รูปทรงนั้นไม่ใช่แค่การปรากฏตัว แต่เป็น คำเตือน
“มันไม่ใช่แค่การปลุกบางสิ่งให้ตื่นขึ้นอาริสา” เทพพึมพำ ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความเข้าใจอันน่าสะพรึงกลัว “มันกำลัง สร้าง สิ่งใหม่ขึ้นมา…และมันเริ่มต้นที่รอยต่อนี้…ที่ห้องทดลองของผม”
ทันใดนั้น รูปทรงเรขาคณิตสีดำก็เริ่มฉายภาพบางอย่างออกมา ภาพที่บิดเบี้ยวและมืดมิด แต่เทพก็สามารถรับรู้ได้ถึงสิ่งที่มันกำลังแสดง ภาพของจักรวาลที่แตกสลาย มิติที่ถูกกลืนกิน และเงาขนาดมหึมาที่กำลังแผ่ขยายออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุด ท่ามกลางความมืดมิดนั้น มีดวงตาสีแดงฉานคู่หนึ่งจ้องมองตรงมาที่พวกเขาจากความว่างเปล่าอันไกลโพ้น…ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหิวโหยและความพินาศ…และมันกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนเทพรู้สึกได้ถึงลมหายใจเย็นยะเยือกที่กำลังพัดผ่านเข้ามาในห้องราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง…และนั่นไม่ใช่ลมหายใจของมิติที่ศูนย์ที่พวกเขารู้จักอีกต่อไป…แต่มันคือลมหายใจของ ความว่างเปล่า ที่ลึกกว่านั้น…ลึกจนเกินหยั่งถึง…และมันกำลังจะเปิดปากกลืนกินพวกเขาในไม่ช้า…

พิทักษ์รอยมิติ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก