พิทักษ์รอยมิติ

ตอนที่ 19 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,260 คำ

แสงสีเขียวซีดจากหน้าจอโฮโลแกรมไม่ได้เป็นเพียงแสงสว่างเดียวที่หลงเหลืออยู่ในความมืดมิดของห้องทดลองใต้ดินอีกต่อไป ทว่ามันได้แปรเปลี่ยนเป็นเงาสะท้อนของความเป็นจริงที่กำลังปริแตก ธีรภัทร หรือ เทพ ไม่ได้รู้สึกถึงความอ่อนล้าอีกแล้ว ร่างกายของเขาเลยจุดนั้นไปไกลแสนไกล สมองของเขาถูกขับเคลื่อนด้วยเชื้อเพลิงชนิดเดียวที่ยังคงหลงเหลืออยู่: ‌ความสิ้นหวังที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ดวงตาที่พร่ามัวจากการจ้องมองตัวเลขและรหัสมิติอันสลับซับซ้อนมานับร้อยชั่วโมงบัดนี้มองเห็นทะลุปรุโปร่ง ราวกับว่าความเหนื่อยล้าได้ถูกกลืนกินไปโดยความเข้าใจอันลึกซึ้งที่กำลังก่อตัวขึ้น

ตัวเลขและสัญลักษณ์เรขาคณิตที่ไม่คุ้นตาเต้นระริกอยู่ตรงหน้าเขา ไม่ได้เป็นเพียงข้อมูลดิบที่ต้องวิเคราะห์อีกต่อไป แต่เป็นภาษา เป็นการกระซิบจากจักรวาล มันไม่ใช่การคำนวณที่ต้องใช้สมองส่วนตรรกะอีกแล้ว แต่เป็นการเชื่อมโยง ​การหยั่งรู้ด้วยสัญชาตญาณ เทพรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ จิตวิญญาณของเขาล่องลอยไปตามกระแสข้อมูลที่พุ่งผ่านหน้าจอ เขาเห็นมัน เห็นรอยต่อที่เคยคิดว่าไร้รูปแบบ เห็นความจริงเบื้องหลังความว่างเปล่า

รอยต่อระหว่างมิติไม่ได้เป็นเพียง “รอยร้าว” หรือ ‍“แผล” อย่างที่เขาเคยเข้าใจ มันคือ “จุดเชื่อม” คือ “เส้นประสาท” ของโครงสร้างที่ใหญ่กว่า และสิ่งที่มาจากมิติที่ศูนย์ไม่ใช่แค่ ‌"สิ่งมีชีวิต" แต่มันคือ "ปฏิกิริยา" บางอย่าง การตอบสนองต่อการสั่นสะเทือนบางอย่างที่มนุษย์เราได้ก่อขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“มันไม่ใช่การโจมตี…” เขาพึมพำเสียงแหบพร่า ดวงตาเบิกกว้าง “มันคือ…การสื่อสาร”

สมการที่เขาค้นพบไม่ใช่แค่กุญแจสู่มิติ ‍แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารที่ทรงพลังที่สุดเท่าที่เคยมีมา มันไม่ได้มีไว้เพื่อ "ปิด" หรือ "เปิด" ประตู แต่เพื่อ "ควบคุม" ​การไหลเวียนของข้อมูลระหว่างจักรวาล เทพรู้แล้วว่าเขาต้องทำอะไร

มือของเขาสั่นระริกขณะป้อนชุดข้อมูลสุดท้ายลงไปในแผงควบคุมโฮโลแกรม ตัวอักษรและตัวเลขประหลาดเรียงร้อยกันเป็นรหัสที่ซับซ้อนเกินกว่ามนุษย์ทั่วไปจะเข้าใจ แต่สำหรับเทพในตอนนี้ มันคือบทเพลง คือบทกวีที่สมบูรณ์แบบ แสงสีเขียวบนจอโฮโลแกรมเริ่มเต้นแรงขึ้น มันไม่ได้เป็นเพียงแสงจากหน้าจออีกต่อไป ​แต่เป็นคลื่นพลังงานที่มองเห็นได้ ที่สัมผัสได้ คลื่นนั้นแผ่ออกไปรอบห้องทดลองใต้ดิน ทำให้เครื่องจักรโบราณและสายเคเบิลที่พันกันยุ่งเหยิงสั่นสะเทือน

เสียงหึ่งต่ำๆ เริ่มดังขึ้นจากใจกลางของเครื่องจำลองมิติ เสียงนั้นค่อยๆ ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงกระดูก ​เทพไม่สนใจความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วร่าง เขาจ้องมองไปยังหน้าจอที่บัดนี้ไม่ได้แสดงเพียงตัวเลขอีกต่อไป แต่เป็นภาพที่พร่ามัว คล้ายกับผิวน้ำที่ถูกรบกวน ทว่าภาพนั้นกลับค่อยๆ ชัดเจนขึ้น ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เผยให้เห็นถึงบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เบื้องหลังมิติที่เขาเคยรู้จัก

“เราทำได้…” เขาแทบจะกระซิบออกมาด้วยความอัศจรรย์ใจและความหวาดหวั่นปนกัน “เรา…กำลังจะเห็นมัน”

ภาพบนจอโฮโลแกรมฉายให้เห็นถึงพิกเซลที่บิดเบี้ยวและแตกสลาย ก่อนที่จะรวมตัวกันเป็นรูปเป็นร่าง สิ่งที่ปรากฏไม่ใช่ความว่างเปล่าสีดำสนิทที่เขาคาดไว้จากมิติที่ศูนย์ แต่เป็นบางสิ่งที่ประหลาดกว่านั้นมาก มันคือผืนป่า ผืนป่าที่เต็มไปด้วยต้นไม้สูงเสียดฟ้า ลำต้นบิดเกลียวเป็นรูปทรงแปลกประหลาด ใบไม้เรืองแสงสีม่วงอมน้ำเงิน ท้องฟ้าปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกสีแดงฉาน และมีดวงจันทร์สามดวงโคจรอยู่เหนือหัว แสงจากดวงจันทร์เหล่านั้นสาดส่องลงมายังพื้นป่า ทำให้เกิดเงาที่เต้นระริกราวกับมีชีวิต

มันคือมิติใหม่ มิติที่ไม่มีใครเคยจินตนาการถึง มิติที่เขาได้เปิดมันออกด้วยสมการของเขาเอง

ในขณะที่เทพกำลังจมดิ่งลงไปในความงดงามและความลึกลับของผืนป่าต่างมิติ เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางเข้าห้องทดลอง ประตูเหล็กกล้าถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เผยให้เห็นร่างของอาริสาที่พุ่งพรวดเข้ามา ดวงตาของเธอกวาดมองไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะหยุดลงที่เทพและภาพบนหน้าจอโฮโลแกรม

“เทพ! เกิดอะไรขึ้น!?” อาริสาตะโกนถาม เสียงของเธอเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก เธอสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังงานประหลาดที่แผ่ออกมาจากห้องทดลองตลอดหลายนาทีที่ผ่านมา และมันไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย

เทพหันไปมองอาริสา ดวงตาของเขาแดงก่ำจากการอดนอน แต่กลับเต็มไปด้วยประกายแห่งความเข้าใจอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขายิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มที่ดูเหนื่อยล้าและเจ็บปวด แต่ก็เปี่ยมไปด้วยชัยชนะ

“ฉันเจอแล้วอาริสา…” เขาพูดเสียงแผ่ว “ฉันเจอทางที่จะสื่อสารกับมัน…แต่มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันคิดไว้เลย”

ก่อนที่อาริสาจะได้ถามอะไรต่อ ภาพบนหน้าจอโฮโลแกรมก็เริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่บนหน้าจออีกต่อไป แต่ผืนอากาศเบื้องหน้าพวกเขากำลังบิดเบี้ยว แสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นราวกับแสงแฟลช มันไม่ใช่แค่การฉายภาพ แต่มันกำลังกลายเป็นช่องว่าง ช่องว่างที่บิดเป็นเกลียว กลืนกินอากาศและแสงสว่างในห้องทดลอง

“มันกำลังเปิด…!” อาริสาอุทาน เธอพุ่งตัวเข้าไปหาเทพ ดึงเขาออกห่างจากเครื่องควบคุม instinctively “ถอยออกไปเทพ! เราไม่รู้ว่ามันคืออะไร!”

แต่เทพกลับไม่ยอมขยับ เขายังคงจ้องมองไปยังช่องว่างที่กำลังก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความหลงใหลและหวาดกลัว ปฏิกิริยาของเขาไม่ใช่ความกลัวอย่างสิ้นเชิง แต่เป็นการรับรู้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะเข้าใจ

ช่องว่างนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็วจนมีขนาดเท่าประตู มันไม่ใช่เพียงภาพสามมิติที่ฉายจากโฮโลแกรมอีกต่อไป แต่มันคือประตูสู่มิติอื่นที่กำลังปรากฏขึ้นจริงตรงหน้าพวกเขา ลมที่เย็นยะเยือกและไม่คุ้นเคยพัดผ่านประตูนั้นเข้ามาในห้องทดลอง กลิ่นดิน กลิ่นพืชพรรณแปลกประหลาด และกลิ่นอายของพลังงานที่ไม่ใช่ของโลกนี้ปะทะเข้ากับโสตประสาทของพวกเขา

อาริสาเตรียมพร้อมที่จะยิงอาวุธในมือ เธอรู้ว่านี่คือช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด เป็นช่วงเวลาที่ "สิ่งที่มาจากมิติที่ศูนย์" อาจจะพุ่งพรวดออกมาจากประตูบานนั้น

แต่สิ่งที่ปรากฏขึ้นกลับไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่น่าสะพรึงกลัวอย่างที่เธอคาดไว้

จากความมืดมิดที่ปลายอีกด้านของประตู สองร่างปรากฏขึ้น ร่างแรกมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ ผมยาวสีเงินสว่างไสว เสื้อผ้าดูเหมือนทำจากเส้นใยพืชที่เรืองแสงได้ ดวงตาของร่างนั้นเป็นสีทองอร่ามราวกับดวงอาทิตย์ที่กำลังขึ้น

ส่วนร่างที่สอง… ร่างนั้นดูคุ้นตาอย่างประหลาด มันมีรูปร่างผอมสูง บอบบาง แต่เต็มไปด้วยพลังงานที่คุ้นเคย มันกำลังลอยอยู่ในอากาศเหนือพื้นดินเพียงเล็กน้อย แสงสีเขียวเรืองรองแผ่ออกมาจากตัวของมัน ร่างนั้นค่อยๆ ก้าวผ่านประตูออกมาสู่ห้องทดลองใต้ดินของพวกเขา

เทพและอาริสาแข็งทื่อไปกับที่ สายตาของพวกเขาจับจ้องไปยังร่างที่สองที่ปรากฏตัวขึ้นจากมิติที่เพิ่งถูกเปิดออก

เพราะนั่นคือร่างของ…ไคโร

แต่ไคโรที่ปรากฏตัวขึ้นไม่ใช่ไคโรที่พวกเขารู้จัก

ไคโรที่พวกเขาเห็นในตอนนี้ดูอ่อนเยาว์กว่ามาก ใบหน้าของเขาเกลี้ยงเกลาไร้รอยย่นของกาลเวลา ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีฟ้าเข้มราวกับท้องฟ้ายามค่ำคืน แต่สิ่งที่น่าตกใจที่สุดคือรอยยิ้มที่ปรากฏบนริมฝีปากของเขา รอยยิ้มที่ไม่ใช่ความเมตตา ไม่ใช่ความเยือกเย็น แต่เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความสุข ความหวัง และ…ความเยาว์วัย

และในมือของไคโรที่อ่อนเยาว์นั้น เขากำบางสิ่งบางอย่างเอาไว้ มันคือผลึกสีขาวขุ่นที่ส่องประกายระยิบระยับอยู่ภายใน ผลึกนั้นไม่ใช่แค่สวยงาม แต่มันส่งคลื่นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงพลังอย่างเหลือเชื่อออกมา คลื่นพลังงานที่ทำให้เทพรู้สึกถึงความสมบูรณ์แบบของจักรวาล

ไคโรในร่างที่อ่อนเยาว์ก้าวเข้ามาในห้องทดลองอย่างช้าๆ ร่างกายของเขาส่องแสงสีเขียวอ่อนๆ ราวกับดวงดาวที่เพิ่งกำเนิด ดวงตาคู่สีฟ้าของเขากวาดมองเทพและอาริสา ก่อนที่จะหยุดลงที่เทพ เขายิ้มอีกครั้ง รอยยิ้มที่ทำให้เทพรู้สึกสับสนอย่างที่สุด

“ในที่สุด…เจ้าก็เปิดมันออกได้” เสียงของไคโรในร่างอ่อนเยาว์นั้นกังวานและไพเราะกว่าเสียงที่เทพเคยได้ยินมาก่อน “ข้าเฝ้ารอวันนี้มานานแสนนาน…ผู้พิทักษ์คนใหม่แห่งรอยต่อ”

ผลึกในมือของไคโรเริ่มเปล่งแสงเจิดจ้ายิ่งขึ้น แสงนั้นพุ่งตรงไปยังเทพ ราวกับจะโอบอุ้มเขาไว้ และในเสี้ยววินาทีนั้น ภาพที่เทพเคยเห็นในความฝันยามที่เขาหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า ก็ฉายชัดขึ้นในสมองของเขาอีกครั้ง

ภาพของอาริสาในชุดคลุมสีขาวราวกับเทพธิดา, ภาพของไคโรในวัยชราที่กำลังยื่นมือมาหาเขาด้วยความสิ้นหวัง, และภาพของตัวเขาเองที่กำลังยืนอยู่ท่ามกลางมิติที่แตกสลาย

แต่ภาพเหล่านั้นกลับดูพร่าเลือนไปหมด สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือรอยยิ้มของไคโรในร่างที่อ่อนเยาว์ และคำพูดสุดท้ายที่สะท้อนอยู่ในโสตประสาทของเทพ

“ทุกสิ่งทุกอย่าง…ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าเห็น”

ก่อนที่เทพจะทันได้ประมวลผลอะไร ผลึกในมือของไคโรก็ส่องแสงจ้าจนกลืนกินทุกสิ่ง แสงนั้นไม่ใช่แค่แสงสว่าง แต่เป็นพลังงานที่พุ่งเข้าใส่เทพอย่างรุนแรง พลังงานที่ไม่ได้มีเจตนาจะทำร้าย แต่กลับทะลวงผ่านทุกกำแพงของจิตสำนึกของเขาอย่างง่ายดาย

โลกของเทพหมุนคว้าง ภาพของอาริสาที่กำลังกรีดร้อง ภาพของประตูมิติที่กำลังขยายใหญ่ขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ และรอยยิ้มอันลึกลับของไคโรในร่างที่อ่อนเยาว์ ทุกอย่างเลือนหายไปในความมืดมิด

เมื่อแสงสว่างจางลง เทพพบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนพื้นผิวที่ขรุขระ คล้ายกับผืนหินที่ไม่รู้จัก ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้เรืองแสงสีม่วง ดวงจันทร์สามดวงส่องแสงจากฟากฟ้าสีแดงฉาน กลิ่นอายของมิติอื่นปะทะเข้ากับร่างกายของเขาอย่างรุนแรง

เขาหันกลับไปมอง แต่ประตูมิติที่เขาเพิ่งผ่านมาได้หายไปแล้ว เหลือเพียงผนังหินทึบตัน

และที่สำคัญที่สุด เขาสัมผัสได้ว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียว

เบื้องหน้าของเขา คือสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมา รูปร่างคล้ายปลาวาฬ แต่มีปีกที่ทำจากแสงสว่าง ลอยอยู่กลางอากาศ สิ่งนั้นไม่มีดวงตา แต่กลับแผ่รังสีแห่งการรับรู้ออกมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

และจากใต้เงาของสิ่งมีชีวิตมหึมานั้น ร่างของไคโรในวัยชรา – ไคโรที่เขารู้จัก – ก็ปรากฏตัวขึ้น เขาดูเหนื่อยล้าและอ่อนแรงกว่าที่เคย ใบหน้าเต็มไปด้วยความวิตกกังวล และในมือของเขา… เขากำผลึกสีขาวขุ่นที่กำลังส่องแสงริบหรี่อยู่

ไคโรในวัยชรากวาดสายตามายังเทพ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ก่อนที่จะเอ่ยปากพูดด้วยเสียงที่แหบพร่า “เจ้ามาที่นี่ไม่ได้…เทพ”

แต่ยังไม่ทันที่เทพจะได้ถามอะไร ร่างของไคโรในวัยชราก็ทรุดตัวลง ผลึกในมือของเขาร่วงหลุดจากมือ กลิ้งไปกระทบกับพื้นหินแล้วแตกกระจายออกเป็นเสี่ยงๆ พร้อมกับแสงสว่างสุดท้ายที่ริบหรี่แล้วดับลง

โลกของเทพมืดมิดลงอีกครั้ง แต่คราวนี้เป็นความมืดที่แท้จริง ไม่ใช่แค่แสงที่ดับไป แต่เป็นความหวังที่กำลังมอดดับลงพร้อมกับไคโร

และเขาก็รู้ในทันทีว่า... เขาได้ทำผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตแล้ว

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พิทักษ์รอยมิติ

พิทักษ์รอยมิติ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!