ลมหายใจของเทพผะแผ่วราวกับสายลมยามสนธยาที่พัดผ่านช่องว่างระหว่างโลก ความจริงที่ปรากฏเบื้องหน้าเขาเมื่อครู่ยังคงตรึงแน่นอยู่ในโสตประสาท ภาพของรอยแยกสีดำทะมึนที่ฉีกผืนฟ้าออกเป็นเสี่ยงๆ ราวกับบาดแผลฉกรรจ์บนผืนผ้าไหมโบราณ มันไม่ใช่เพียงแค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ หากแต่เป็นประตูบานใหญ่ที่เปิดออกสู่ห้วงมิติที่ไร้ซึ่งความเข้าใจของมนุษย์
“นี่คือ…รอยต่อที่แตกสลายงั้นหรือ?” เสียงของเทพแหบพร่า เขาหันไปมองอาริสาที่ยืนนิ่งอยู่ข้างกาย ดวงตาของหญิงสาวสะท้อนความตื่นตระหนกไม่ต่างกัน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความมุ่งมั่นที่คุ้นเคย
“ใช่แล้วเทพ” อาริสาตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นเครือ “นี่คือรอยแยกแรกเริ่มที่ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจนที่สุดในรอบหลายสหัสวรรษ…และมันไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลย”
เบื้องหลังพวกเขา ไคโร ผู้พิทักษ์มิติที่ 7 ยืนสงบนิ่งราวกับรูปปั้นหินโบราณ ดวงตาที่ทอประกายสีเงินจับจ้องไปยังรอยแยกนั้นด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา เขามีชีวิตอยู่มานับล้านปี ผ่านการเปลี่ยนแปลงของมิติมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ครั้งนี้…มันแตกต่างออกไป
“มิติที่ศูนย์” ไคโรเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มลึกราวกับเสียงสะท้อนจากก้นบึ้งของจักรวาล “พวกมันกำลังพยายามแทรกซึมเข้ามา”
เทพขมวดคิ้ว “มิติที่ศูนย์? คุณหมายถึงอะไรกันแน่ไคโร? ผมเคยอ่านทฤษฎีเกี่ยวกับมิติที่ไร้ซึ่งมวลสาร ไร้ซึ่งเวลา…แต่ไม่คิดว่ามันจะมีอยู่จริง”
“มิติที่ศูนย์ไม่ใช่แค่ทฤษฎีเด็กๆ ของพวกเจ้า” ไคโรหันมามองเทพ แววตาของเขาฉายความรู้ที่มนุษย์ไม่อาจหยั่งถึง “มันคือห้วงแห่งความว่างเปล่าที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ไร้ซึ่งการดำรงอยู่ตามความเข้าใจของพวกเจ้า แต่ในความว่างเปล่านั้น…กลับมีสิ่งมีชีวิตที่ถือกำเนิดขึ้น พวกมันคือ ‘ความว่างเปล่าที่มีชีวิต’ และความปรารถนาเดียวของพวกมันคือการกลืนกินทุกสิ่งให้กลับคืนสู่ความว่างเปล่า”
คำอธิบายของไคโรทำให้เทพรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงไขสันหลัง เขานึกถึงสมการที่ค้นพบ สมการที่เปิดเผยถึงโครงสร้างที่ซับซ้อนของมิติที่ซ้อนทับกันอยู่ และช่องว่างเล็กๆ ที่เขาเคยคิดว่าเป็นเพียงข้อผิดพลาดทางคณิตศาสตร์ บัดนี้มันกลับกลายเป็นประตูแห่งหายนะ
“แต่ทำไมตอนนี้?” อาริสาถาม “ทำไมถึงเป็นตอนนี้ที่พวกมันปรากฏตัวขึ้น?”
ไคโรถอนหายใจเบาๆ “พลังงานที่ปลดปล่อยออกมาจากการค้นพบของเจ้าเทพ มันเป็นเหมือนสัญญาณที่พวกมันรอคอยมานานแสนนาน สมการของเจ้าได้กระตุ้น ‘รอยต่อ’ ที่เปราะบางอยู่แล้วให้เปิดออกกว้างขึ้น”
เทพรู้สึกผิดชอบชั่วดีถาโถมเข้าใส่ เขาคือผู้ที่เปิดประตูแห่งหายนะนี้งั้นหรือ? ความทะเยอทะยานทางวิทยาศาสตร์ของเขาได้นำพาภัยพิบัติมาสู่ทุกสรรพสิ่ง?
“แล้วเราจะทำอย่างไรได้บ้าง?” เทพถาม เสียงของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“เราต้องปิดรอยแยกนี้” ไคโรตอบ “ก่อนที่พวกมันจะหลั่งไหลเข้ามาอย่างสมบูรณ์”
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างสีดำสนิทก็พวยพุ่งออกมาจากรอยแยกนั้น มันไม่ใช่แสงที่ให้ความอบอุ่น หากแต่เป็นแสงที่ดูดกลืนทุกสิ่งให้มืดมิดลง สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายเงาเลือนรางนับร้อยนับพันเริ่มทะลักออกมาจากรอยแยกนั้น พวกมันไม่มีรูปร่างที่แน่นอน เปลี่ยนแปลงไปมาคล้ายควันสีดำที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว
“เตรียมตัว!” อาริสาตะโกน เธอชักปืนพกพลังงานออกจากซองข้างเอว ปืนนั้นส่องประกายสีฟ้าอ่อนๆ “พวกมันมาแล้ว!”
เงาเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วเหนือเสียง เทพไม่เคยเห็นสิ่งมีชีวิตใดที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วและไร้ทิศทางเช่นนี้มาก่อน เขารู้สึกเหมือนถูกโจมตีจากทุกทิศทางพร้อมกัน
“พวกมันไม่สามารถจับต้องได้!” เทพตะโกนบอก เมื่อเงาตนหนึ่งพุ่งผ่านตัวเขาไปอย่างง่ายดายราวกับเขาไม่มีตัวตน แต่เขากลับรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แทรกซึมเข้ามาในจิตใจ ราวกับพลังชีวิตกำลังถูกดูดกลืน
“พวกมันโจมตีจิตวิญญาณ!” ไคโรเตือน “อย่าให้พวกมันเข้าใกล้จิตใจของเจ้า!”
อาริสาเริ่มยิงปืนพลังงานออกไป ลำแสงสีฟ้าพุ่งเข้าใส่เงาเหล่านั้น แต่ดูเหมือนจะไม่มีผลกระทบใดๆ เงาเหล่านั้นยังคงพุ่งทะลุผ่านลำแสงไปได้ราวกับมันไม่มีอยู่จริง
“ปืนพลังงานไร้ผล!” อาริสาตะโกนด้วยความหงุดหงิด
ไคโรยกมือขึ้น แสงสีเงินสว่างวาบจากฝ่ามือของเขา พลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นพุ่งออกไปปะทะกับเงาเหล่านั้น คราวนี้เงาบางส่วนสลายหายไปราวกับควันไฟที่ถูกพัดพาด้วยสายลม แต่ก็มีเงาอีกจำนวนมากที่ยังคงพุ่งเข้ามาอย่างไม่ลดละ
“พลังงานของพวกมันคือการดูดกลืน” ไคโรอธิบายขณะที่เขายังคงใช้พลังป้องกัน “พวกมันไม่มีรูปร่างทางกายภาพ การโจมตีทางกายภาพจึงไร้ผล ต้องใช้พลังงานที่บริสุทธิ์และมีคลื่นความถี่สูงเท่านั้นจึงจะสามารถทำลายพวกมันได้”
เทพพยายามรวบรวมสมาธิ เขานึกถึงสมการที่เขาค้นพบ สมการที่อธิบายถึงคลื่นพลังงานที่ซ่อนอยู่ในทุกอณูของจักรวาล หากเขาสามารถควบคุมพลังงานเหล่านั้นได้…
“ไคโร! อาริสา! ถ่วงเวลาพวกมันไว้!” เทพตะโกนบอก เขานั่งลงกับพื้น หลับตาลง และพยายามเชื่อมโยงจิตใจเข้ากับทฤษฎีที่เขาสร้างขึ้น
อาริสาและไคโรหันมามองกัน ไคโรพยักหน้าเล็กน้อย เขารู้ดีว่าเทพกำลังพยายามทำอะไรบางอย่างที่อาจเป็นความหวังเดียวของพวกเขา
อาริสาเปลี่ยนยุทธวิธี เธอเริ่มใช้ทักษะการต่อสู้ระยะประชิดที่เธอได้รับการฝึกฝนมา เธอหลบหลีกเงาเหล่านั้นด้วยความคล่องแคล่วราวกับพยัคฆ์สาว บางครั้งเธอก็ใช้มีดสั้นที่เคลือบด้วยพลังงานพิเศษที่ NEXUS พัฒนาขึ้นเพื่อปัดป้องเงาที่พุ่งเข้ามาใกล้เกินไป แต่เธอก็ยังคงรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่พยายามแทรกซึมเข้ามาในจิตใจทุกครั้งที่เงาเหล่านั้นเฉียดผ่าน
ส่วนไคโร เขายืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับภูผาที่ไม่มีวันสั่นคลอน แสงสีเงินจากฝ่ามือของเขาส่องสว่างมากขึ้นเรื่อยๆ เขาสร้างกำแพงพลังงานที่มองไม่เห็นขึ้นมาป้องกันเทพและอาริสาไว้ เงาเหล่านั้นพุ่งชนกำแพงพลังงานด้วยเสียงที่ไร้เสียง แต่ก็ไม่สามารถทะลุผ่านไปได้
ภายในจิตใจของเทพ เขากำลังดำดิ่งลงสู่ห้วงลึกของสมการ เขามองเห็นคลื่นพลังงานที่สั่นสะเทือนอยู่ในทุกสรรพสิ่ง เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขาเอง และพลังงานที่แผ่ซ่านออกมาจากรอยแยกนั้น
“คลื่นความถี่สูง…พลังงานบริสุทธิ์…” เทพพึมพำกับตัวเอง เขานึกถึงทฤษฎีควอนตัมที่เขาศึกษามาตลอดชีวิต หากเขาสามารถปรับคลื่นความถี่ของพลังงานในตัวเขาให้สูงพอที่จะรบกวนคลื่นความถี่ของสิ่งมีชีวิตจากมิติที่ศูนย์ได้…
เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วใบหน้าของเทพ เขาพยายามอย่างหนักที่จะควบคุมพลังงานที่เขาสัมผัสได้ มันเป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะจินตนาการได้ แต่เขาก็รู้ว่านี่คือหนทางเดียว
ทันใดนั้นเอง แสงสีขาวบริสุทธิ์ก็เริ่มเปล่งประกายออกมาจากร่างของเทพ มันไม่ใช่แสงที่เจิดจ้าจนแสบตา หากแต่เป็นแสงที่ให้ความรู้สึกสงบและบริสุทธิ์ แสงนั้นค่อยๆ แผ่ขยายออกไปรอบตัวเขา
ไคโรและอาริสาต่างก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลง พวกเขามองเทพด้วยความประหลาดใจ แสงนั้นดูเหมือนจะมีผลกระทบต่อเงาเหล่านั้น เงาที่สัมผัสกับแสงสีขาวบริสุทธิ์จะสลายหายไปในทันที ราวกับถูกลบเลือนออกจากความจริง
“เขาทำได้!” อาริสาอุทานด้วยความตื่นเต้น
“พลังงานแห่งการสร้างสรรค์…ตรงข้ามกับพลังงานแห่งความว่างเปล่า” ไคโรพึมพำด้วยรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า “เจ้าช่างน่าทึ่งจริงๆ เทพ”
เทพลืมตาขึ้น ดวงตาของเขาส่องประกายสีขาวนวลราวกับดวงดาวที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้น แสงสีขาวบริสุทธิ์จากร่างของเขาก็แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่การโจมตีที่รุนแรง หากแต่เป็นการสลายตัวอย่างช้าๆ ของเงาเหล่านั้น
เงาจากมิติที่ศูนย์กรีดร้องด้วยเสียงที่ไร้เสียง พวกมันพยายามหลบหนีจากแสงนั้น แต่แสงสีขาวก็ยังคงแผ่ขยายออกไปอย่างไม่หยุดยั้ง กลืนกินเงาเหล่านั้นให้หายไปในความว่างเปล่า
ในที่สุด เงาทุกตนก็สลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความเงียบงันที่น่าขนลุก และรอยแยกสีดำทะมึนที่ยังคงเปิดอ้าอยู่บนท้องฟ้า
เทพหอบหายใจอย่างหนัก แสงสีขาวจากร่างของเขาหรี่ลงและหายไปในที่สุด เขารู้สึกอ่อนแรงราวกับถูกสูบพลังงานออกไปจนหมดสิ้น แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
“เราหยุดพวกมันได้แล้ว” อาริสาเดินเข้ามาประคองเทพด้วยความเป็นห่วง
“ยังไม่หมด” ไคโรเอ่ยขึ้น ดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปยังรอยแยกนั้น “นี่เป็นเพียงแค่การโจมตีระลอกแรกเท่านั้น ตราบใดที่รอยแยกยังคงเปิดอยู่ พวกมันก็จะยังคงพยายามเข้ามา”
เทพมองไปยังรอยแยกนั้นด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความโล่งใจที่รอดมาได้ ความเหนื่อยล้าจากการใช้พลังงานมหาศาล และความกังวลถึงอนาคตที่ยังคงมืดมิด
“เราต้องปิดมันให้ได้” เทพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม”
คำกล่าวของเทพสะท้อนก้องอยู่ในความเงียบงันของสถานที่นั้น มันเป็นคำมั่นสัญญาที่เขาให้ไว้กับตัวเอง กับอาริสา กับไคโร และกับทุกสรรพสิ่งในทุกมิติที่กำลังถูกคุกคาม นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริง การเดินทางเพื่อปกป้องรอยต่อแห่งจักรวาล และหาคำตอบว่าราคาของการรักษาสมดุลแห่งมิติต่างๆ นั้นคุ้มค่าแค่ไหน

พิทักษ์รอยมิติ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก