โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
30 ตอน · 852 คำ
ห้องปฏิบัติการลับของ NEXUS สว่างไสวด้วยแสงสีฟ้าอ่อนๆ จากเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่กำลังทำงานอย่างเต็มกำลัง แท่นส่งพลังงานขนาดใหญ่เปล่งแสงสีขาวนวลออกมาอย่างต่อเนื่อง เทพยืนอยู่หน้าแผงควบคุม จ้องมองสมการที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอโฮโลแกรมด้วยความตั้งใจ อาริสายืนอยู่ข้างกายเขาในชุดรัดรูปสีดำที่คล่องตัว พร้อมอาวุธครบมือ ส่วนไคโรยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังพวกเขา ดวงตาของเขาทอประกายสีเงินจับจ้องไปยังแท่นส่งพลังงานนั้น
“พร้อมหรือยังเทพ?” อาริสาถาม เสียงของเธอแฝงความตื่นเต้นและกังวลในเวลาเดียวกัน
เทพพยักหน้า “สมการพร้อมแล้ว พลังงานพร้อมแล้ว…นี่คือการเดินทางครั้งสุดท้ายของเรา”
“จงระวังตัวให้ดี” ไคโรกล่าว “มิติแห่งกาลเวลาไม่ใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะสามารถเข้าใจได้ง่ายๆ มันเต็มไปด้วยความบิดเบี้ยวและสิ่งมีชีวิตที่สามารถควบคุมกาลเวลาได้”
เทพสูดหายใจเข้าลึกๆ เขานึกถึงความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ที่แบกรับอยู่บนบ่า หากเขาทำผิดพลาดเพียงเล็กน้อย ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจเป็นหายนะที่ไม่อาจแก้ไขได้
“เอาล่ะ” เทพกล่าวด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น “เริ่มกระบวนการได้เลย”
เจ้าหน้าที่ของ NEXUS เริ่มกดปุ่มบนแผงควบคุม เครื่องจักรขนาดใหญ่เริ่มส่งเสียงคำราม พลังงานสีขาวนวลที่เปล่งออกมาจากแท่นส่งพลังงานเริ่มก่อตัวเป็นวงกลมขนาดใหญ่กลางห้อง มันหมุนวนอย่างรวดเร็วและค่อยๆ ขยายขนาดออกไป
วงกลมพลังงานนั้นค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นประตูบานใหญ่ที่ส่องประกายระยิบระยับ ราวกับผืนน้ำที่สะท้อนแสงดาวนับล้านดวง แต่คราวนี้มันไม่ใช่แค่ช่องว่างที่บิดเบี้ยวของมิติ หากแต่เป็นช่องว่างที่เต็มไปด้วยภาพที่บิดเบี้ยวของอดีต ปัจจุบัน และอนาคตที่ซ้อนทับกันอยู่
“นี่คือ…ประตูสู่มิติที่ 10” เทพพึมพำด้วยความทึ่ง เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างที่พุ่งออกมาจากประตูนั้น ราวกับมันกำลังเชื้อเชิญให้เขาและคณะก้าวเข้าไป
ไคโรเดินนำหน้า เขาเป็นคนแรกที่ก้าวเท้าเข้าไปในประตูมิติ ร่างของเขาหายลับไปในพริบตา อาริสาตามเข้าไปเป็นคนที่สอง และเทพเป็นคนสุดท้ายที่ก้าวผ่านช่องว่างแห่งมิตินั้นไป
วินาทีที่เทพก้าวผ่านประตูมิติ เขารู้สึกเหมือนร่างกายของเขากำลังถูกฉีกออกเป็นเสี่ยงๆ และถูกประกอบกลับคืนมาใหม่ในเวลาเดียวกัน แต่คราวนี้มันรุนแรงกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เขารู้สึกเหมือนกาลเวลากำลังไหลย้อนกลับและพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน ความรู้สึกเวียนหัวและคลื่นไส้ถาโถมเข้าใส่ แต่เขาก็พยายามควบคุมตัวเอง
เมื่อความรู้สึกเหล่านั้นจางหายไป เทพลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่เขาเห็นคือทิวทัศน์ที่บิดเบี้ยวและเปลี่ยนแปลงไปมาอย่างรวดเร็ว ต้นไม้ที่เคยเขียวขจีกลายเป็นซากฟอสซิลในพริบตา ก่อนจะกลับมาเป็นต้นกล้าที่เพิ่งงอกขึ้นมาใหม่ ท้องฟ้าเปลี่ยนจากสีฟ้าสดใสเป็นสีแดงฉานยามสนธยา ก่อนจะกลับมาเป็นสีฟ้าอีกครั้ง
อากาศในมิติที่ 10 เต็มไปด้วยพลังงานที่แปลกประหลาด กลิ่นของดินโบราณผสมกับกลิ่นของดอกไม้ที่เพิ่งผลิบาน เสียงของสิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดดังระงมไปทั่ว ราวกับบทเพลงของกาลเวลาที่บรรเลงอยู่ในห้วงมิติอื่น
“นี่คือ…อาณาจักรแห่งกาลเวลา” เทพพึมพำด้วยความทึ่ง เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ในภาพลวงตาที่ไม่มีวันสิ้นสุด
“จงระวังตัวให้ดี” ไคโรกล่าว “ที่นี่กาลเวลาไม่ได้เดินไปข้างหน้าอย่างเป็นเส้นตรง”
ทันใดนั้นเอง เงาร่างนับสิบก็ปรากฏขึ้นจากความบิดเบี้ยวของกาลเวลา พวกมันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์ แต่มีผิวหนังที่โปร่งแสงและดวงตาที่ส่องประกายสีทอง พวกมันเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและไร้เสียง
“พวกมันคือ ‘ผู้เฝ้ากาลเวลา’” ไคโรอธิบาย “สิ่งมีชีวิตที่สามารถควบคุมกาลเวลาได้”
ผู้เฝ้ากาลเวลาเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ พวกมันพยายามที่จะจับตัวพวกเขาไว้ แต่ก็ไม่สามารถทำได้ ร่างกายของพวกมันดูเหมือนจะทะลุผ่านพวกเขาไปได้อย่างง่ายดาย
“พวกมันโจมตีเราไม่ได้!” อาริสาอุทานด้วยความประหลาดใจ
“พวกมันไม่ได้ต้องการโจมตีพวกเจ้า” ไคโรตอบ “พวกมันต้องการที่จะหยุดพวกเจ้าไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกาลเวลา”
เทพ อาริสา และไคโร พยายามที่จะหลบหลีกผู้เฝ้ากาลเวลาเหล่านั้น แต่พวกมันก็มีจำนวนมากเกินไป และพวกมันก็สามารถปรากฏตัวขึ้นจากทุกทิศทาง
“เราต้องหาทางผ่านพวกมันไปให้ได้!” เทพตะโกน
“ชิ้นส่วนสุดท้ายของแก่นแท้แห่งจักรวาลถูกซ่อนอยู่ใน ‘วิหารแห่งกาลเวลา’ ที่อยู่ใจกลางมิติแห่งนี้” ไคโรกล่าว “เราต้องไปที่นั่น”
เทพพยายามรวบรวมสมาธิ แสงสีขาวบริสุทธิ์เปล่งประกายออกมาจากร่างของเขาอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่แสงที่แผ่วเบา หากแต่เป็นแสงที่ทรงพลังที่ส่องสว่างไปทั่วบริเวณ แสงนั้นดูเหมือนจะมีผลกระทบต่อผู้เฝ้ากาลเวลา ทำให้พวกมันถอยร่นออกไปเล็กน้อย
“พลังของเจ้าสามารถรบกวนการควบคุมกาลเวลาของพวกมันได้!” ไคโรกล่าว “จงใช้พลังนั้นนำทางเราไป!”
เทพใช้พลังแสงสีขาวบริสุทธิ์ของเขาในการสร้างทางเดินผ่านผู้เฝ้ากาลเวลาเหล่านั้น แสงนั้นส่องสว่างไปข้างหน้า ทำให้พวกเขาเห็นทางเดินที่ชัดเจน
ทั้งสามคนวิ่งไปตามทางเดินนั้นอย่างรวดเร็ว หลบหลีกผู้เฝ้ากาลเวลาที่พยายามจะหยุดพวกเขาไว้
ในที่สุด หลังจากผ่านพ้นความบิดเบี้ยวของกาลเวลาและผู้เฝ้ากาลเวลาที่นับไม่ถ้วน พวกเขาก็มาถึงยังสถานที่ที่ไคโรเรียกว่า ‘วิหารแห่งกาลเวลา’
มันเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นจากหินสีขาวบริสุทธิ์ที่เปล่งแสงเรืองรอง วิหารนั้นดูเหมือนจะลอยอยู่กลางอากาศ และมีนาฬิกาทรายขนาดมหึมาตั้งอยู่กลางวิหาร ทรายในนาฬิกาทรายนั้นไหลลงมาอย่างช้าๆ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีวันหมด
กลางวิหารมีแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่ประดิษฐานผลึกสีทองอร่ามขนาดเท่ากำปั้น มันเปล่งแสงเรืองรองและมีพลังงานบางอย่างที่สัมผัสได้แผ่ออกมาจากมัน
“นั่นคือชิ้นส่วนสุดท้ายของแก่นแท้แห่งจักรวาล” ไคโรกล่าว “มันคือ ‘แก่นแท้แห่งกาลเวลา’”
เทพเดินเข้าไปใกล้แท่นบูชาอย่างระมัดระวัง เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดบางอย่างจากผลึกนั้น มันเป็นพลังที่บริสุทธิ์และทรงพลัง
“จงรับมันไป เทพ” เสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากเงามืด “และนำสมดุลกลับคืนมา”
ผู้เฝ้ากาลเวลาตนหนึ่งปรากฏตัวขึ้นจากเงามืด คราวนี้มันไม่ได้พยายามที่จะหยุดพวกเขาไว้ หากแต่เป็นผู้ที่นำทางพวกเขามา
เทพเอื้อมมือออกไปรับผลึกนั้น ทันทีที่มือของเขาสัมผัสกับผลึกนั้น เขาก็รู้สึกถึงพลังงานอันมหาศาลที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายของเขา มันเป็นความรู้สึกที่อบอุ่นและทรงพลัง ราวกับเขากำลังเชื่อมโยงกับทุกสรรพสิ่งในจักรวาล และเขาก็รู้สึกว่าเขาเข้าใจความลับของกาลเวลาแล้ว
ชิ้นส่วนสุดท้ายของแก่นแท้แห่งจักรวาลถูกรวบรวมได้แล้ว!
“เราทำสำเร็จแล้ว!” อาริสาอุทานด้วยความตื่นเต้น
“ยังไม่หมด” ไคโรกล่าว “เราต้องกลับไปที่รอยแยก และใช้พลังของแก่นแท้แห่งจักรวาลทั้งหมดเพื่อผนึกมันไว้”
เทพมองไปยังผลึกสีทองอร่ามในมือของเขา เขารู้สึกถึงความหวังที่เพิ่มขึ้นในจิตใจ เขารู้ว่าเขาจะต้องทำมันให้สำเร็จ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อทุกสรรพสิ่งในทุกมิติ
การเดินทางเพื่อตามหาชิ้นส่วนแห่งแก่นแท้แห่งจักรวาลได้มาถึงบทสรุปแล้ว แต่ภารกิจที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น การต่อสู้เพื่อรักษาสมดุลแห่งมิติ และหาคำตอบว่าราคาของการรักษาสมดุลแห่งมิติต่างๆ นั้นคุ้มค่าแค่ไหน
เทพ อาริสา และไคโร หันหลังกลับและเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางกลับไปยังโลกของพวกเขา เพื่อเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่รออยู่เบื้องหน้า

พิทักษ์รอยมิติ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก