โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
30 ตอน · 5,496 คำ
ผู้แต่ง: หยกเจียงหนาน
เกริ่นนำ
ในห้วงเวลาอันยาวนานแห่งราชวงศ์ต้าถัง ยุคสมัยที่ความรุ่งเรืองแผ่ไพศาลไปทั่วหล้า วัฒนธรรมและศิลปะเบ่งบานดุจดอกเหมยยามเหมันต์ ทว่าภายใต้ความงดงามอันตระการตาของนครฉางอาน เมืองหลวงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก กลับซุกซ่อนความมืดมิดและปริศนาที่ยากจะหยั่งถึง วังต้องห้าม สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์และเร้นลับ เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจและชีวิตของจักรพรรดิผู้ทรงอำนาจสูงสุด กำแพงสีแดงสูงตระหง่านโอบล้อมอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาล ประตูทองเหลืองบานมหึมาปิดกั้นโลกภายนอกออกจากความลับภายใน สถาปัตยกรรมอันวิจิตรบรรจง หลังคากระเบื้องสีทองอร่ามสะท้อนแสงตะวันยามเช้า ดุจเกล็ดมังกรที่ทอประกายระยิบระยับ ทว่ายามราตรีมาเยือน แสงจันทร์สีนวลฉาบไล้ทั่วทั้งวังหลวง กลับขับเน้นเงาตะคุ่มของตำหนักน้อยใหญ่ให้ดูน่าพรั่นพรึงยิ่งขึ้น เสียงลมหวีดหวิวพัดผ่านช่องลมของระเบียงทางเดินยาวเหยียด ดุจเสียงกระซิบกระซาบของวิญญาณที่ยังคงวนเวียนไม่ไปไหน
วังต้องห้ามแห่งนี้เป็นดั่งจักรวาลย่อมๆ ที่มีกฎเกณฑ์และชีวิตเป็นของตนเอง นางกำนัลนับพัน ขันทีนับหมื่น ต่างใช้ชีวิตอยู่ภายใต้สายตาอันเข้มงวดของเหล่าผู้คุมกฎ ทุกย่างก้าว ทุกคำพูด ล้วนต้องระมัดระวัง เพราะเพียงความผิดพลาดเล็กน้อย อาจหมายถึงจุดจบของชีวิตได้ง่ายดาย ความหรูหราฟุ่มเฟือยของราชสำนักตัดกับความอ้างว้างเปลี่ยวเหงาของตำหนักร้างที่ถูกทิ้งขว้าง ความสุขสำราญของงานเลี้ยงฉลองสลับกับความหวาดกลัวที่แฝงเร้นอยู่ในทุกซอกมุมของวังหลวง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคืนเดือนเพ็ญ เมื่อดวงจันทร์กลมโตลอยเด่นอยู่กลางนภา แสงสีเงินยวงสาดส่องลงมายังลานกว้างหน้าตำหนักไท่เหอ ความเงียบสงัดจะเข้าปกคลุมทั่วทั้งวังหลวง จนได้ยินแม้กระทั่งเสียงใบไม้ไหว เสียงกระซิบของสายลมที่พัดพาความหนาวเย็นเข้ามาในจิตใจของผู้คน ในคืนเช่นนี้เองที่เรื่องราวอันน่าสะพรึงกลัวได้เริ่มต้นขึ้น ศพปริศนาปรากฏขึ้นในวังต้องห้ามอย่างต่อเนื่อง เหยื่อทุกคนเป็นคนในวังหลวง ไม่ว่าจะเป็นนางกำนัล ขันที หรือแม้แต่ขุนนางชั้นผู้น้อย ทุกศพล้วนมีลักษณะคล้ายกันอย่างน่าขนลุก พวกเขานั่งอยู่ในท่าขัดสมาธิ ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองไปยังเบื้องบน ราวกับกำลังมองเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ไม่มีใครมองเห็น และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ บนใบหน้าของศพเหล่านั้นกลับปรากฏรอยยิ้มอันน่าขนลุก รอยยิ้มที่ดูสงบ สุขุม ราวกับว่าพวกเขาได้พบเจอความสุขสูงสุดก่อนที่จะสิ้นใจ
ข่าวลือเรื่องผีร้ายในวังหลวงแพร่สะพัดไปทั่ว ดุจไฟลามทุ่ง สร้างความหวาดกลัวให้กับทุกคนที่อาศัยอยู่ในวังต้องห้าม แม้แต่เหล่าทหารองครักษ์ผู้กล้าหาญก็ยังไม่อาจซ่อนความหวาดหวั่นในแววตาได้ จักรพรรดิผู้ทรงอำนาจเองก็ทรงวิตกกังวลเป็นอย่างมาก เพราะเหตุการณ์เหล่านี้ไม่เพียงแต่สร้างความปั่นป่วนในวังหลวงเท่านั้น แต่ยังสั่นคลอนความเชื่อมั่นของราษฎรที่มีต่อราชสำนักอีกด้วย พระองค์ทรงมีรับสั่งให้เหล่าขุนนางและนักปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์เข้ามาตรวจสอบ แต่ก็ไม่มีใครสามารถไขปริศนาอันดำมืดนี้ได้เลยแม้แต่น้อย ความตายยังคงคืบคลานเข้ามาในวังหลวงทุกคืนเดือนเพ็ญ ดุจเงาปีศาจที่รอคอยเหยื่อรายต่อไป ความหวังเดียวของราชสำนักต้าถังจึงตกอยู่กับนักสืบหลวงผู้เฉลียวฉลาดนามว่า หลิวเฉิน ชายหนุ่มผู้มีสติปัญญาเป็นเลิศ และมีสายตาที่คมกริบราวกับเหยี่ยว เขาคือความหวังสุดท้ายที่จะหยุดยั้งความตายอันลึกลับนี้ ก่อนที่มันจะคืบคลานไปถึงองค์จักรพรรดิเอง
บรรยากาศในวังหลวงยามนี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดและความหวาดระแวง ทุกคนต่างมองหน้ากันด้วยความสงสัย ไม่มีใครรู้ว่าใครคือฆาตกร หรือใครคือเหยื่อรายต่อไป เสียงกระซิบกระซาบถึงเรื่องราวเหนือธรรมชาติ ตำนานผีสาง และคำสาปแช่งโบราณดังขึ้นทั่วทุกมุมวังหลวง ยิ่งทำให้ความหวาดกลัวทวีคูณขึ้นไปอีก แสงเทียนที่ส่องสว่างในยามค่ำคืนดูริบหรี่ลงทุกที ราวกับจะดับมอดไปพร้อมกับความหวังของผู้คน ความมืดมิดที่ปกคลุมวังต้องห้ามในคืนเดือนเพ็ญนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความมืดของราตรี แต่เป็นความมืดมิดที่กัดกินจิตใจของผู้คน ความมืดมิดที่เกิดจากความกลัว ความไม่รู้ และความลับที่ถูกซุกซ่อนมาอย่างยาวนาน
วังต้องห้ามที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งโรจน์ บัดนี้กลับกลายเป็นกรงขังแห่งความหวาดกลัว เป็นสถานที่ที่ความตายคืบคลานเข้ามาอย่างเงียบงัน และทิ้งไว้เพียงปริศนาที่รอคอยการคลี่คลาย ปริศนาที่อาจนำไปสู่ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตายใดๆ ทั้งมวล
ตัวละครหลัก
หลิวเฉิน (Liu Chen) – ชายหนุ่มวัย 28 ปี ผู้ดำรงตำแหน่งนักสืบหลวงแห่งราชสำนักต้าถัง เขามีรูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคาย ดวงตาเรียวคมดุจเหยี่ยวที่สามารถมองทะลุปรุโปร่งทุกสิ่งอย่างได้ ริมฝีปากบางเฉียบมักจะแย้มยิ้มเล็กน้อยเมื่อครุ่นคิดถึงปริศนาที่ซับซ้อน หลิวเฉินเป็นคนที่มีสติปัญญาเป็นเลิศ เฉลียวฉลาดหลักแหลม มีไหวพริบปฏิภาณเป็นเยี่ยม เขามักจะสังเกตเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นมองข้ามไป และสามารถเชื่อมโยงสิ่งเหล่านั้นเข้าด้วยกันเพื่อไขคดีที่ดูเหมือนจะไร้ทางออกได้เสมอ บุคลิกของเขาดูสงบเยือกเย็น สุขุมรอบคอบ ไม่เคยแสดงอารมณ์ออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ทำให้ยากที่จะคาดเดาความคิดภายในใจได้ เขามีความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง และยึดมั่นในหลักการของตนเองอย่างเคร่งครัด แม้จะต้องเผชิญหน้ากับอำนาจมืดใดๆ ก็ตาม แรงจูงใจหลักของหลิวเฉินคือการนำความจริงมาเปิดเผย และปกป้องความสงบสุขของแผ่นดิน เขาเชื่อว่าทุกชีวิตมีค่า และความตายทุกครั้งย่อมมีเบื้องหลังที่ต้องได้รับการคลี่คลาย เขาไม่เคยเกรงกลัวต่อสิ่งลี้ลับหรืออำนาจเหนือธรรมชาติ แต่กลับมองว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่ยังไม่ถูกอธิบายด้วยเหตุผลเท่านั้น เขามีความรู้กว้างขวางทั้งด้านการแพทย์ โหราศาสตร์ และประวัติศาสตร์โบราณ ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสืบสวนคดีต่างๆ
เม่ยหลิน (Mei Lin) – หญิงสาววัย 24 ปี แพทย์หลวงประจำวังหลวง เธอมีใบหน้างดงามอ่อนหวาน ผิวขาวผ่องราวหิมะ ดวงตากลมโตเป็นประกายฉายแววฉลาดเฉลียว ผมยาวสลวยสีดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย เม่ยหลินเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรและยาพิษ เธอมีความรู้เรื่องพืชพรรณต่างๆ อย่างลึกซึ้ง และสามารถปรุงยาถอนพิษหรือยาพิษร้ายแรงได้อย่างชำนาญ บุคลิกของเธอภายนอกดูอ่อนโยน ใจดี มีเมตตา แต่ภายในกลับซ่อนความลับบางอย่างไว้ เธอไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องราวส่วนตัวให้ใครฟัง และมักจะเก็บงำความรู้สึกที่แท้จริงไว้ภายใต้รอยยิ้มอันอ่อนหวาน แรงจูงใจของเม่ยหลินยังคงเป็นปริศนา เธอทำงานอย่างขยันขันแข็งในฐานะแพทย์หลวง แต่บางครั้งก็ดูเหมือนว่าเธอกำลังค้นหาสิ่งใดสิ่งหนึ่งอยู่ เธอมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของปริศนาในวังต้องห้าม เธอเป็นคนเดียวที่ดูเหมือนจะรู้เบาะแสบางอย่างเกี่ยวกับศพปริศนา แต่ก็เลือกที่จะเก็บงำความลับนั้นไว้ เม่ยหลินมีความสามารถในการใช้เข็มเงินในการรักษาและป้องกันตัว เธอเป็นคนที่มีความกล้าหาญและเด็ดเดี่ยว แม้จะดูบอบบาง แต่ก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับอันตรายเพื่อปกป้องสิ่งที่เธอเชื่อมั่น
ขันทีหลี่ (Eunuch Li) – ขันทีอาวุโสผู้ดูแลกิจการภายในวังหลวง เขามีรูปร่างอ้วนท้วม ใบหน้ากลมเกลี้ยงดูใจดี แต่แววตาเล็กๆ กลับฉายแววเจ้าเล่ห์และซ่อนเร้น ขันทีหลี่เป็นคนที่มีอำนาจและอิทธิพลอย่างมากในวังหลวง เขารู้จักทุกซอกทุกมุมของวัง และรู้เรื่องราวภายในของทุกคนเป็นอย่างดี บุคลิกของเขาดูสุภาพอ่อนน้อม แต่ก็แฝงไปด้วยความทะเยอทะยานและความกระหายในอำนาจ เขาเป็นผู้ร้ายที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ทั้งหมด พยายามบงการและชักใยทุกสิ่งอย่างเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง แรงจูงใจของขันทีหลี่คือการแก้แค้นและช่วงชิงอำนาจสูงสุด เขาเชื่อว่าตนเองถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมในอดีต และต้องการที่จะทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของเขา ขันทีหลี่มีความสามารถในการวางแผนและหลอกล่อผู้คน เขาใช้ความน่าเชื่อถือและตำแหน่งของตนเองในการสร้างเครือข่ายอำนาจ และใช้ยาพิษที่ไม่มีใครตรวจพบได้ในการกำจัดศัตรู เขาเป็นคนที่ฉลาดแกมโกง และยากที่จะจับผิดได้ เขาคือเงาที่คืบคลานอยู่ในความมืดมิดของวังหลวง รอคอยโอกาสที่จะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา
ตัวละครสำคัญอื่นๆ
องค์จักรพรรดิ – ผู้ปกครองสูงสุดแห่งราชวงศ์ต้าถัง ทรงเป็นผู้ที่ทรงอำนาจและเป็นที่เคารพยำเกรง แต่ก็ทรงวิตกกังวลกับเหตุการณ์ศพปริศนาที่เกิดขึ้นในวังหลวง พระองค์ทรงมอบหมายให้หลิวเฉินเป็นผู้ไขคดีนี้ โดยมีความหวังว่าความสงบสุขจะกลับคืนสู่วังหลวงอีกครั้ง
หัวหน้าองครักษ์จาง – หัวหน้าหน่วยองครักษ์ผู้ซื่อสัตย์และจงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ เขามีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยภายในวังหลวง และคอยให้ความช่วยเหลือหลิวเฉินในการสืบสวนคดีต่างๆ
นางกำนัลซู – นางกำนัลผู้ใกล้ชิดกับเหยื่อรายแรกๆ เธอเป็นคนขี้กลัวและไม่ค่อยกล้าพูด แต่ก็อาจมีเบาะแสสำคัญที่ซ่อนอยู่
นักบวชเต๋าเหวิน – นักบวชเต๋าผู้เชี่ยวชาญด้านไสยศาสตร์และพิธีกรรมโบราณ ถูกเรียกตัวเข้ามาในวังหลวงเพื่อปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย แต่ก็ไม่สามารถไขปริศนาได้ เขามีความรู้เกี่ยวกับตำนานและคำสาปโบราณที่อาจเกี่ยวข้องกับคดีนี้
บทที่ 1: ศพแรกในคืนเดือนเพ็ญ
ราตรีแห่งนครฉางอานในคืนเดือนเพ็ญนั้นงดงามจับใจ แสงจันทร์สีนวลสาดส่องลงมาอาบไล้หลังคากระเบื้องเคลือบของพระราชวังต้องห้ามจนเกิดเป็นประกายสีเงินยวงระยิบระยับจับตา ทว่าความงดงามนั้นกลับแฝงไปด้วยความเยือกเย็นอันน่าประหลาด ราวกับเป็นลางบอกเหตุร้ายที่กำลังจะมาเยือน ภายในเขตพระราชฐานชั้นในอันเป็นที่พำนักของเหล่านางกำนัลและขันที ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวที่พัดผ่านช่องหน้าต่างและเสียงใบไม้เสียดสีกันเบาๆ เท่านั้นที่ดังขึ้นเป็นระยะ
ณ ตำหนักซิ่วหนี่ว์กง ซึ่งเป็นที่พักของเหล่านางกำนัลฝึกหัด ร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางความมืดมิด นางคือนางกำนัลเสี่ยวชุ่ย หญิงสาววัยสิบหกปีผู้มีใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดู นางกำลังเดินกลับจากห้องเครื่องหลังจากนำผลไม้ไปถวายพระสนมเอกในยามดึก แม้จะรู้สึกหวาดกลัวกับบรรยากาศอันวังเวงของวังหลวงในยามค่ำคืน แต่เสี่ยวชุ่ยก็พยายามข่มความกลัวและเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นเพื่อกลับไปยังห้องพักของตนโดยเร็วที่สุด
ทันใดนั้นเอง สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นเงาตะคุ่มของใครบางคนที่นั่งอยู่ใต้ต้นหลิวใหญ่ริมสระบัวในสวนหย่อมเล็กๆ ข้างทางเดิน ด้วยความสงสัยใคร่รู้ เสี่ยวชุ่ยจึงค่อยๆ ย่องเข้าไปดูใกล้ๆ เมื่อเข้าไปใกล้พอที่จะมองเห็นได้ชัดเจน นางก็ต้องตกใจจนแทบสิ้นสติ ร่างที่นั่งอยู่ใต้ต้นหลิวนั้นคือร่างของนางกำนัลผู้หนึ่งซึ่งนางรู้จักดี นางนั่งขัดสมาธิอย่างสงบนิ่ง ดวงตาเบิกโพลงจ้องมองไปยังท้องฟ้าเบื้องบน และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือบนใบหน้าของนางกลับมีรอยยิ้มอันน่าขนลุกประดับอยู่ รอยยิ้มที่ดูไม่เหมือนรอยยิ้มของคนที่มีความสุข แต่เป็นรอยยิ้มที่แข็งทื่อและผิดธรรมชาติอย่างน่าประหลาด
เสี่ยวชุ่ยกรีดร้องออกมาสุดเสียงด้วยความตกใจ เสียงกรีดร้องของนางดังก้องไปทั่วบริเวณ ปลุกให้ทุกคนที่อยู่ในตำหนักใกล้เคียงตื่นขึ้นมาดูเหตุการณ์ ไม่นานนัก เหล่าทหารองครักษ์และขันทีผู้ดูแลความเรียบร้อยก็กรูกันเข้ามายังที่เกิดเหตุ เมื่อได้เห็นสภาพของศพ ทุกคนต่างก็ตกตะลึงและหวาดกลัวไปตามๆ กัน ข่าวการตายอย่างปริศนาของนางกำนัลแพร่สะพัดไปทั่ววังหลวงอย่างรวดเร็ว สร้างความโกลาหลและความหวาดวิตกให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก
ในเวลาต่อมา หลิวเฉิน นักสืบหลวงผู้ได้รับมอบหมายให้คลี่คลายคดีนี้ก็เดินทางมาถึงที่เกิดเหตุ เขาเดินสำรวจรอบๆ บริเวณอย่างละเอียดถี่ถ้วน สายตาคมกริบของเขากวาดมองทุกสิ่งทุกอย่างราวกับจะจดจำทุกรายละเอียดไว้ในสมอง เขาคุกเข่าลงข้างๆ ศพและพิจารณาสภาพของนางอย่างพินิจพิเคราะห์ “นางตายนานแค่ไหนแล้ว?” เขาเอ่ยถามแพทย์หลวงเม่ยหลินที่กำลังชันสูตรศพอยู่ข้างๆ
“ประมาณสองชั่วยามพ่ะย่ะค่ะ” เม่ยหลินตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ไม่มีร่องรอยการต่อสู้หรือบาดแผลภายนอกใดๆ ทั้งสิ้น ดูเหมือนว่านางจะสิ้นใจอย่างสงบ”
“สงบงั้นรึ?” หลิวเฉินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “รอยยิ้มบนใบหน้าของนางดูไม่เหมือนคนที่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย มันดูเหมือน...”
“เหมือนคนที่เห็นภาพลวงตาบางอย่างก่อนตาย” เม่ยหลินพูดต่อ “ข้าเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับยาพิษชนิดหนึ่งที่สามารถทำให้คนเห็นภาพหลอนและตายอย่างสงบได้ แต่มันเป็นเพียงตำนานที่เล่าต่อๆ กันมาเท่านั้น”
หลิวเฉินพยักหน้าอย่างครุ่นคิด เขาลุกขึ้นยืนและเดินไปรอบๆ ต้นหลิวอีกครั้งหนึ่ง “มีใครพบเห็นสิ่งผิดปกติใดๆ ก่อนที่จะพบศพหรือไม่?” เขาถามเหล่าทหารองครักษ์ที่ยืนคุมเชิงอยู่รอบๆ
“ไม่มีเลยขอรับท่านนักสืบหลวง” ทหารองครักษ์คนหนึ่งตอบ “ข้าหลวงตรวจตราบริเวณนี้อยู่ตลอดทั้งคืน แต่ก็ไม่พบเห็นสิ่งใดผิดปกติเลยแม้แต่น้อย”
หลิวเฉินขมวดคิ้วมุ่น คดีนี้ดูเหมือนจะซับซ้อนกว่าที่เขาคิดไว้มากนัก การตายที่ไร้ร่องรอย ไร้พยาน และไร้แรงจูงใจ มันคือการฆาตกรรมที่สมบูรณ์แบบ หรือเป็นฝีมือของสิ่งลี้ลับที่มองไม่เห็นกันแน่? เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าที่ดวงจันทร์ยังคงลอยเด่นอยู่ แสงจันทร์สีนวลที่เคยดูงดงาม บัดนี้กลับดูน่าขนลุกอย่างประหลาด ราวกับว่ามันกำลังซ่อนความลับอันดำมืดของวังต้องห้ามแห่งนี้เอาไว้
บทที่ 2: เงื่อนงำจากอดีต
เช้าวันรุ่งขึ้น หลิวเฉินเริ่มต้นการสืบสวนอย่างเป็นทางการ เขาเรียกประชุมเหล่าขุนนางและผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีทั้งหมดที่ตำหนักต้าหลี่ซื่อ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการสืบสวนคดีความต่างๆ ในราชสำนัก บรรยากาศในห้องประชุมเต็มไปด้วยความตึงเครียด ทุกคนต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมและวิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ข้าได้ตรวจสอบประวัติของนางกำนัลที่เสียชีวิตแล้ว” หลิวเฉินกล่าวเปิดการประชุม “นางชื่อหลี่หง เป็นนางกำนัลชั้นผู้น้อยที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในวังหลวงได้เพียงสามปี ไม่มีประวัติขัดแย้งกับผู้ใดเป็นพิเศษ และเป็นที่รักใคร่ของเพื่อนๆ ทุกคน”
“แล้วสาเหตุการตายล่ะ?” หัวหน้าองครักษ์จางเอ่ยถามขึ้น “แพทย์หลวงเม่ยหลินสรุปว่าอย่างไร?”
“ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างแน่ชัด” เม่ยหลินตอบ “แต่จากการชันสูตรเบื้องต้น ไม่พบสารพิษใดๆ ในร่างกายของนางเลยแม้แต่น้อย และไม่มีร่องรอยการถูกทำร้ายร่างกายแต่อย่างใด”
“เป็นไปได้อย่างไร?” ขุนนางคนหนึ่งอุทานขึ้นด้วยความประหลาดใจ “คนจะตายโดยไม่มีสาเหตุได้อย่างไรกัน?”
“นั่นคือสิ่งที่ข้ากำลังจะสืบหา” หลิวเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ข้าเชื่อว่าคดีนี้ต้องมีเงื่อนงำบางอย่างซ่อนอยู่ และข้าจะทำทุกวิถีทางเพื่อเปิดโปงความจริงให้ได้”
หลังจากการประชุมสิ้นสุดลง หลิวเฉินได้ขอเข้าพบนักบวชเต๋าเหวินที่ถูกเชิญตัวเข้ามาในวังหลวงเพื่อทำพิธีปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย นักบวชเต๋าเหวินเป็นชายชราผมขาวโพลนผู้มีแววตาเปี่ยมไปด้วยความรู้และประสบการณ์ เขานั่งสมาธิอย่างสงบนิ่งอยู่ภายในห้องโถงของตำหนักเต๋า เมื่อเห็นหลิวเฉินเดินเข้ามา เขาก็ลืมตาขึ้นช้าๆ
“ท่านนักสืบหลวงมีเรื่องอันใดจะปรึกษาข้าหรือ?” นักบวชเต๋าเหวินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ข้าอยากจะถามท่านเกี่ยวกับตำนานหรือคำสาปโบราณที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” หลิวเฉินกล่าว “ข้าได้ยินมาว่าท่านมีความรู้ในด้านนี้เป็นอย่างดี”
นักบวชเต๋าเหวินลูบเคราสีขาวของตนเบาๆ “มีตำนานเล่าขานกันมานานแล้วเกี่ยวกับ ‘รอยยิ้มแห่งปรโลก’ ว่ากันว่าเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ที่ถูกวิญญาณร้ายเข้าสิง วิญญาณร้ายจะล่อลวงให้เหยื่อเห็นภาพลวงตาแห่งความสุขก่อนที่จะดูดกลืนพลังชีวิตของพวกเขาไปจนหมดสิ้น”
“แล้วมีวิธีใดที่จะป้องกันหรือแก้ไขคำสาปนี้ได้หรือไม่?” หลิวเฉินถามต่อ
“มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้น” นักบวชเต๋าเหวินตอบ “คือการค้นหาต้นตอของวิญญาณร้ายและทำลายมันให้สิ้นซาก แต่การจะทำเช่นนั้นได้ จำเป็นต้องรู้ถึงที่มาที่ไปของวิญญาณตนนั้นเสียก่อน”
คำพูดของนักบวชเต๋าเหวินทำให้หลิวเฉินครุ่นคิดอย่างหนัก เขาไม่เชื่อเรื่องไสยศาสตร์อย่างเต็มร้อย แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความเป็นไปได้ของสิ่งลี้ลับที่วิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถอธิบายได้ เขากลับไปที่ห้องทำงานของตนและเริ่มค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับประวัติของวังต้องห้ามอย่างละเอียด เขาอ่านบันทึกโบราณทุกฉบับที่หาได้ พยายามค้นหาเงื่อนงำที่อาจเชื่อมโยงกับคดีนี้ได้
ในขณะที่กำลังค้นคว้าอยู่นั้นเอง สายตาของเขาก็ไปสะดุดกับบันทึกเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อน ในบันทึกนั้นกล่าวถึงเหตุการณ์กบฏที่เกิดขึ้นในวังหลวง ซึ่งนำโดยองค์ชายรองผู้มีความทะเยอทะยานสูงส่ง พระองค์พยายามที่จะชิงบัลลังก์จากองค์จักรพรรดิองค์ปัจจุบัน แต่แผนการกลับล้มเหลวและถูกปราบปรามลงอย่างรวดเร็ว องค์ชายรองและผู้สมรู้ร่วมคิดทั้งหมดถูกตัดสินประหารชีวิต และเรื่องราวทั้งหมดก็ถูกปิดเป็นความลับของราชสำนักนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
หลิวเฉินรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างประหลาดว่าเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับคดีที่เขากำลังสืบสวนอยู่ เขาตัดสินใจที่จะสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้มากขึ้น โดยที่ไม่รู้เลยว่าการกระทำของเขากำลังจะนำพาเขาเข้าไปสู่ใจกลางของพายุแห่งความลับและความแค้นที่ถูกซุกซ่อนมาอย่างยาวนาน
บทที่ 3: การปรากฏตัวของเม่ยหลิน
ในขณะที่หลิวเฉินกำลังง่วนอยู่กับการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์กบฏเมื่อ 20 ปีก่อนนั้น เม่ยหลิน แพทย์หลวงสาวผู้ลึกลับก็ได้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าห้องทำงานของเขา นางยืนสงบนิ่งอยู่หน้าประตูด้วยท่าทีสุภาพอ่อนน้อม แต่แววตาของนางกลับฉายแววบางอย่างที่ทำให้หลิวเฉินรู้สึกไม่ไว้วางใจ
“ท่านแพทย์หลวงมีเรื่องอันใดหรือ?” หลิวเฉินเอ่ยถามพลางวางพู่กันในมือลง
“ข้านำผลการชันสูตรศพอย่างละเอียดมามอบให้ท่าน” เม่ยหลินกล่าวพลางยื่นม้วนกระดาษให้เขา “ข้าได้ตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่ก็ยังไม่พบสารพิษใดๆ ในร่างกายของนางกำนัลหลี่หงเลยแม้แต่น้อย”
หลิวเฉินรับม้วนกระดาษมาคลี่อ่านดูอย่างละเอียด ข้อมูลในนั้นไม่ได้แตกต่างจากที่เขาคาดการณ์ไว้มากนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาสนใจเป็นพิเศษ นั่นคือข้อความที่ระบุว่า “พบร่องรอยของเกสรดอกไม้ชนิดหนึ่งที่หายากมากในปอดของศพ”
“เกสรดอกไม้?” หลิวเฉินเงยหน้าขึ้นมองเม่ยหลินด้วยความสงสัย “ดอกไม้อะไรกัน?”
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก” เม่ยหลินตอบ “มันเป็นเกสรของดอกไม้ที่ข้าไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต แต่จากลักษณะของมัน ข้าสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นดอกไม้ที่มีพิษร้ายแรงชนิดหนึ่ง”
คำพูดของเม่ยหลินทำให้หลิวเฉินขมวดคิ้วมุ่นอีกครั้งหนึ่ง หากเป็นยาพิษจริง เหตุใดจึงไม่พบสารพิษในร่างกายของศพ? หรือว่านี่จะเป็นยาพิษชนิดใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักมาก่อน? เขามองหน้าเม่ยหลินอย่างพินิจพิเคราะห์ “ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าดอกไม้ชนิดนี้สามารถหาได้จากที่ใด?”
เม่ยหลินส่ายหน้าช้าๆ “ข้าไม่ทราบเลยจริงๆ แต่ข้าจะลองไปค้นหาข้อมูลในตำราแพทย์โบราณดูอีกครั้งหนึ่ง บางทีอาจจะมีเบาะแสบางอย่างซ่อนอยู่ก็เป็นได้”
หลังจากที่เม่ยหลินจากไปแล้ว หลิวเฉินก็กลับมาครุ่นคิดถึงเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง การปรากฏตัวของเม่ยหลินในวันนี้ดูเหมือนจะจงใจเกินไปหน่อย ราวกับว่านางต้องการจะชี้นำให้เขาไปในทิศทางที่นางต้องการ เขารู้สึกว่าเม่ยหลินกำลังปิดบังความลับบางอย่างอยู่ และความลับนั้นอาจเกี่ยวข้องกับคดีนี้โดยตรง
หลิวเฉินตัดสินใจที่จะจับตาดูพฤติกรรมของเม่ยหลินอย่างใกล้ชิด เขาแอบสั่งให้สายลับของเขาคอยติดตามนางไปทุกที่ และรายงานความเคลื่อนไหวของนางให้เขาทราบเป็นระยะๆ ในขณะเดียวกัน เขาก็ยังคงเดินหน้าสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์กบฏเมื่อ 20 ปีก่อนต่อไป เขาเชื่อว่ากุญแจสำคัญในการไขปริศนาทั้งหมดต้องซ่อนอยู่ในอดีตอันดำมืดนั้นอย่างแน่นอน
หลายวันต่อมา สายลับของหลิวเฉินก็ได้รายงานข้อมูลที่น่าสนใจมาให้เขาทราบ เขารายงานว่าเม่ยหลินมักจะแอบไปที่ตำหนักร้างแห่งหนึ่งในเขตวังต้องห้ามในยามวิกาล ตำหนักแห่งนั้นเคยเป็นที่พำนักขององค์ชายรองผู้ก่อการกบฏเมื่อ 20 ปีก่อน และถูกทิ้งร้างนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ข้อมูลนี้ยิ่งทำให้หลิวเฉินมั่นใจมากขึ้นว่าเม่ยหลินต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวในอดีตอย่างแน่นอน เขาตัดสินใจที่จะบุกเข้าไปในตำหนักร้างแห่งนั้นในคืนเดือนเพ็ญครั้งต่อไป เพื่อค้นหาความจริงที่ถูกซุกซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มอันน่าสะพรึงกลัวของเหล่าศพปริศนา โดยที่ไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจของเขากำลังจะนำพาเขาไปสู่การเผชิญหน้ากับอันตรายที่น่ากลัวยิ่งกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้
บทที่ 4: ตำหนักร้างและความลับที่ถูกเปิดเผย
คืนเดือนเพ็ญมาเยือนอีกครั้งหนึ่ง แสงจันทร์สีเลือดสาดส่องลงมายังวังต้องห้าม สร้างบรรยากาศที่น่าขนลุกยิ่งกว่าครั้งก่อนๆ หลิวเฉินในชุดสีดำสนิทลอบเข้าไปในเขตตำหนักร้างของอดีตองค์ชายรองอย่างเงียบเชียบ เขาก้าวเดินไปตามทางเดินที่รกครึ้มไปด้วยวัชพืชอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวของเขาเงียบกริบราวกับแมวป่าที่กำลังย่องเข้าหาเหยื่อ
เมื่อมาถึงหน้าตำหนักใหญ่ เขาก็พบว่าประตูไม้ที่เคยปิดตายอยู่บัดนี้กลับแง้มเปิดออกเล็กน้อย ราวกับกำลังเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปข้างใน หลิวเฉินชักดาบสั้นออกมาถือไว้ในมือข้างหนึ่งและค่อยๆ ผลักประตูเข้าไป ภายในตำหนักมืดสนิทและเงียบสงัด มีเพียงแสงจันทร์ที่ส่องผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักเข้ามาเท่านั้นที่พอจะทำให้มองเห็นภาพรางๆ ได้
เขาก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยหยากไย่และฝุ่นละอองที่จับตัวกันหนาเตอะ บนผนังมีภาพวาดของมังกรและหงส์ที่สีซีดจางไปตามกาลเวลา บนพื้นมีเศษกระเบื้องและเครื่องเรือนที่แตกหักกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปหมด ทุกสิ่งทุกอย่างในตำหนักแห่งนี้ล้วนบ่งบอกถึงความรุ่งเรืองในอดีตที่บัดนี้ได้เลือนหายไปแล้ว
ทันใดนั้นเอง เขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังขึ้นจากชั้นบนของตำหนัก หลิวเฉินรีบซ่อนตัวอยู่หลังเสาต้นใหญ่และเงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ เสียงฝีเท้านั้นเดินวนไปวนมาอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่จะหยุดลงที่ห้องๆ หนึ่ง เขาค่อยๆ ย่องตามเสียงนั้นขึ้นไปบนชั้นสองอย่างเงียบเชียบ
เมื่อมาถึงหน้าห้องดังกล่าว เขาก็แอบมองผ่านรอยแตกของประตูเข้าไปข้างใน ภาพที่เขาเห็นทำให้เขาต้องตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ ภายในห้องนั้นมีแสงเทียนส่องสว่างอยู่หลายเล่ม และที่กลางห้องนั้น ร่างของเม่ยหลินกำลังนั่งคุกเข่าอยู่หน้าแท่นบูชาเล็กๆ ที่ตั้งอยู่มุมห้อง บนแท่นบูชานั้นมีป้ายวิญญาณของอดีตองค์ชายรองตั้งอยู่ และที่น่าประหลาดใจยิ่งกว่านั้นคือรอบๆ แท่นบูชามีต้นไม้เล็กๆ ที่มีดอกไม้สีม่วงเข้มประหลาดตาขึ้นอยู่เต็มไปหมด
หลิวเฉินจำได้ทันทีว่าดอกไม้ชนิดนี้คือดอกไม้ชนิดเดียวกับที่เขาเห็นเกสรของมันในปอดของศพนางกำนัลหลี่หง เขามั่นใจแล้วว่าเม่ยหลินต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการตายของนางอย่างแน่นอน เขาตัดสินใจที่จะเปิดเผยตัวและเผชิญหน้ากับนางโดยตรง
“ท่านกำลังทำอะไรอยู่ที่นี่?” หลิวเฉินก้าวเข้าไปในห้องพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
เม่ยหลินสะดุ้งตกใจและหันมามองเขาด้วยแววตาตื่นตระหนก นางรีบลุกขึ้นยืนและพยายามที่จะซ่อนต้นไม้ประหลาดนั้นไว้ข้างหลัง แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
“ข้า...ข้าแค่มาทำความเคารพดวงวิญญาณขององค์ชายรองเท่านั้น” นางตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“แล้วดอกไม้พวกนี้ล่ะ?” หลิวเฉินชี้ไปที่ต้นไม้ประหลาด “มันคืออะไรกันแน่?”
เม่ยหลินนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนที่จะถอนหายใจออกมาเบาๆ “มันคือ ‘ดอกไม้มายา’ พ่ะย่ะค่ะ” นางยอมรับในที่สุด “เป็นดอกไม้ที่มีพิษร้ายแรง สามารถทำให้คนเห็นภาพหลอนและตายอย่างสงบได้”
“แล้วท่านนำมันมาไว้ที่นี่ทำไม?” หลิวเฉินถามต่อ “ท่านเป็นคนฆ่านางกำนัลหลี่หงใช่หรือไม่?”
“ข้าไม่ได้ฆ่านาง!” เม่ยหลินปฏิเสธเสียงแข็ง “ข้าเพียงแค่ต้องการจะสืบหาความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์เมื่อ 20 ปีก่อนเท่านั้น”
“ความจริงอะไร?”
“ความจริงที่ว่าองค์ชายรองไม่ได้ก่อการกบฏ แต่ถูกใส่ร้ายต่างหาก!” เม่ยหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความขมขื่น “และคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องราวทั้งหมดก็คือขันทีหลี่!”
คำพูดของเม่ยหลินทำให้หลิวเฉินตกตะลึงอย่างคาดไม่ถึง ขันทีหลี่ ชายผู้ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัยใดๆ กลับกลายเป็นผู้บงการเรื่องราวทั้งหมดได้อย่างไรกัน? เขามองหน้าเม่ยหลินด้วยความสับสน “ท่านมีหลักฐานอะไร?”
“ข้ามีนี่” เม่ยหลินหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อและยื่นให้เขา “นี่คือจดหมายที่องค์ชายรองเขียนไว้ก่อนที่พระองค์จะสิ้นพระชนม์ ในจดหมายฉบับนี้ได้เปิดเผยแผนการชั่วร้ายทั้งหมดของขันทีหลี่”
หลิวเฉินรับจดหมายมาอ่านอย่างรวดเร็ว เนื้อหาในจดหมายทำให้เขาต้องตกใจยิ่งกว่าเดิม ในนั้นบรรยายถึงแผนการของขันทีหลี่ที่จะใส่ร้ายองค์ชายรองและยึดอำนาจในราชสำนักมาเป็นของตนเองอย่างละเอียดทุกขั้นตอน และที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือในจดหมายยังได้กล่าวถึง ‘ยาพิษไร้เงา’ ที่ขันทีหลี่ใช้ในการกำจัดศัตรูของเขา ซึ่งเป็นยาพิษชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิด ‘รอยยิ้มแห่งปรโลก’ นั่นเอง
บัดนี้ จิ๊กซอว์ทั้งหมดได้ถูกนำมาต่อกันจนสมบูรณ์แล้ว หลิวเฉินเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดในที่สุด ขันทีหลี่คือฆาตกรตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังการตายปริศนาในวังต้องห้าม และเม่ยหลินก็คือทายาทของผู้ที่ถูกใส่ร้ายเมื่อ 20 ปีก่อนที่ต้องการจะล้างมลทินให้กับครอบครัวของตนเอง
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำอะไรต่อไปนั้นเอง ประตูห้องก็ถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับการปรากฏตัวของขันทีหลี่และเหล่าทหารองครักษ์ของเขา
“ดูเหมือนว่าพวกเจ้าจะรู้ความลับของข้าเข้าเสียแล้ว” ขันทีหลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มอันน่าขนลุก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็คงต้องส่งพวกเจ้าไปลงนรกพร้อมกับความลับของข้าเสียแล้ว!”
บทที่ 5: การเผชิญหน้าและจุดเริ่มต้นของจุดจบ
สิ้นเสียงของขันทีหลี่ เหล่าทหารองครักษ์ก็กรูกันเข้ามาหมายจะจับกุมหลิวเฉินและเม่ยหลิน แต่หลิวเฉินนั้นเร็วกว่า เขากระชากแขนของเม่ยหลินและพานางกระโดดหนีออกไปทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว ทั้งสองคนวิ่งฝ่าความมืดและความสับสนอลหม่านภายในตำหนักร้างออกมาได้อย่างหวุดหวิด
“เราต้องรีบไปทูลความจริงทั้งหมดให้องค์จักรพรรดิทรงทราบ!” หลิวเฉินกล่าวขณะที่ทั้งสองกำลังวิ่งหนีไปตามทางเดินอันมืดมิดของวังหลวง
“แต่เราจะเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นในได้อย่างไร?” เม่ยหลินถามด้วยความกังวล “ขันทีหลี่ต้องสั่งให้ทหารของเขาปิดล้อมทุกเส้นทางไว้หมดแล้วแน่ๆ”
“ข้ารู้ทางลับที่จะเข้าไปในนั้นได้” หลิวเฉินตอบ “ตามข้ามา!”
หลิวเฉินพาเม่ยหลินลัดเลาะไปตามเส้นทางลับที่เขารู้จักดี ซึ่งเป็นทางที่ใช้สำหรับหลบหนีในยามฉุกเฉินเท่านั้น ทั้งสองคนเคลื่อนที่ไปในความมืดอย่างเงียบเชียบและรวดเร็วราวกับเงาปีศาจ ในที่สุด พวกเขาก็สามารถลอบเข้าไปในเขตพระราชฐานชั้นในได้สำเร็จ
แต่เมื่อไปถึงหน้าตำหนักที่ประทับขององค์จักรพรรดิ พวกเขาก็ต้องพบกับภาพที่น่าตกใจยิ่งกว่าเดิม ขันทีหลี่และเหล่าทหารของเขากำลังยืนล้อมรอบองค์จักรพรรดิที่กำลังประทับนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยสีพระพักตร์ที่ซีดเผือด บนโต๊ะข้างๆ พระองค์มีถ้วยชาที่ยังคงมีควันกรุ่นๆ ลอยอยู่
“ฝ่าบาททรงดื่มยาพิษเข้าไปแล้ว!” เม่ยหลินอุทานขึ้นด้วยความตกใจ “เราต้องรีบเข้าไปช่วยพระองค์!”
แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทำอะไรต่อไปนั้นเอง ขันทีหลี่ก็หันมาเห็นพวกเขาเสียก่อน “มากันจนได้สินะ” เขากล่าวด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน “แต่พวกเจ้ามาช้าไปเสียแล้ว บัดนี้องค์จักรพรรดิได้ตกอยู่ในกำมือของข้าเรียบร้อยแล้ว และอีกไม่นาน แผ่นดินนี้ก็จะกลายเป็นของข้า!”
“เจ้าคนชั่ว!” หลิวเฉินตะโกนก้อง “เจ้าจะต้องชดใช้ในสิ่งที่เจ้าทำลงไป!”
“งั้นก็ลองดูสิ!” ขันทีหลี่หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “ฆ่าพวกมันให้หมด!”
สิ้นเสียงคำสั่ง เหล่าทหารองครักษ์ก็พุ่งเข้าใส่หลิวเฉินและเม่ยหลินอีกครั้งหนึ่ง การต่อสู้ที่ดุเดือดจึงเริ่มต้นขึ้นกลางท้องพระโรง หลิวเฉินใช้เพลงดาบที่รวดเร็วและเฉียบคมของเขาสังหารทหารของขันทีหลี่ไปทีละคนๆ ในขณะที่เม่ยหลินก็ใช้เข็มเงินอาบยาพิษของนางจัดการกับศัตรูที่เข้ามาใกล้ได้อย่างคล่องแคล่ว
แม้ว่าหลิวเฉินและเม่ยหลินจะมีความสามารถในการต่อสู้ที่ยอดเยี่ยม แต่จำนวนของศัตรูก็มีมากเกินไป พวกเขาค่อยๆ ถูกต้อนให้จนมุมและเริ่มอ่อนแรงลงเรื่อยๆ ในขณะที่สถานการณ์กำลังจะเข้าสู่จุดวิกฤตนั้นเอง ประตูท้องพระโรงก็ถูกเปิดออกอีกครั้งหนึ่ง พร้อมกับการปรากฏตัวของหัวหน้าองครักษ์จางและเหล่าทหารองครักษ์หลวงที่จงรักภักดีต่อองค์จักรพรรดิ
“จับกบฏขันทีหลี่ไว้!” หัวหน้าองครักษ์จางตะโกนสั่งเสียงดังลั่น
เหล่าทหารองครักษ์หลวงกรูกันเข้ามาช่วยหลิวเฉินและเม่ยหลินต่อสู้กับทหารของขันทีหลี่ สถานการณ์จึงพลิกกลับตาลปัตรในทันที ขันทีหลี่เมื่อเห็นว่าแผนการของตนกำลังจะล้มเหลวก็พยายามที่จะหลบหนี แต่ก็ถูกหลิวเฉินสกัดไว้ได้ทัน
“เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว!” หลิวเฉินกล่าวพลางจ่อดาบไปที่คอของขันทีหลี่
ขันทีหลี่หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งอีกครั้งหนึ่ง “ถึงข้าจะตาย แต่ข้าก็ได้ลากองค์จักรพรรดิลงนรกไปกับข้าด้วยแล้ว!”
“อย่าหวังเลย!” เม่ยหลินกล่าวพลางวิ่งเข้าไปดูอาการขององค์จักรพรรดิ “ข้าเตรียมยาถอนพิษมาด้วยแล้ว!”
เม่ยหลินรีบป้อนยาถอนพิษให้องค์จักรพรรดิดื่มทันที ไม่นานนัก สีพระพักตร์ของพระองค์ก็เริ่มดีขึ้นและฟื้นคืนสติขึ้นมาในที่สุด
เมื่อเห็นว่าแผนการของตนล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ขันทีหลี่ก็ตัดสินใจที่จะปลิดชีวิตตนเองด้วยการกัดยาพิษที่ซ่อนไว้ในฟันของเขา เขาล้มลงสิ้นใจตายในทันที พร้อมกับความลับและความแค้นที่เขาสั่งสมมาตลอดชีวิต
ในที่สุด พายุร้ายที่โหมกระหน่ำในวังต้องห้ามก็ได้สงบลงเสียที แต่เรื่องราวยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เพราะยังมีปริศนาอีกมากมายที่รอคอยการคลี่คลาย และยังมีบาดแผลอีกมากมายที่รอคอยการเยียวยา การต่อสู้ที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
บทที่ 6: ความจริงเบื้องหลังรอยยิ้ม
หลังจากเหตุการณ์วุ่นวายในท้องพระโรงสงบลง หลิวเฉินและเม่ยหลินก็ช่วยกันประคององค์จักรพรรดิไปยังตำหนักบรรทม เม่ยหลินใช้ความรู้ด้านการแพทย์ของนางดูแลพระอาการขององค์จักรพรรดิอย่างใกล้ชิด โชคดีที่ยาพิษที่ขันทีหลี่ใช้เป็นชนิดที่ออกฤทธิ์ช้า และเม่ยหลินก็สามารถให้ยาถอนพิษได้ทันท่วงที ทำให้พระอาการขององค์จักรพรรดิพ้นขีดอันตรายแล้ว
“ข้าต้องขอขอบใจพวกเจ้าทั้งสองมาก” องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง “หากไม่มีพวกเจ้า ป่านนี้ราชวงศ์ต้าถังคงต้องเผชิญกับความวุ่นวายครั้งใหญ่เป็นแน่”
“เป็นหน้าที่ของพวกเราพ่ะย่ะค่ะ” หลิวเฉินตอบด้วยความนอบน้อม “แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังคงเป็นปริศนา และพวกเราจะต้องสืบหาความจริงให้กระจ่าง”
“ใช่แล้ว ฝ่าบาท” เม่ยหลินเสริม “พวกเราจะต้องรู้ให้ได้ว่าเหตุใดขันทีหลี่จึงทำเช่นนี้ และอะไรคือความจริงเบื้องหลัง ‘รอยยิ้มแห่งปรโลก’ ที่ทำให้เหยื่อทุกคนตายอย่างน่าสะพรึงกลัว”
องค์จักรพรรดิพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “พวกเจ้าจงสืบสวนเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ข้าจะให้การสนับสนุนพวกเจ้าอย่างเต็มที่”
หลิวเฉินและเม่ยหลินจึงเริ่มต้นการสืบสวนอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาเริ่มต้นจากการตรวจสอบศพของขันทีหลี่อย่างละเอียด หลิวเฉินพบว่าในมือของขันทีหลี่กำจี้หยกชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งไว้แน่น จี้หยกนั้นมีสัญลักษณ์ของตระกูลหลี่ ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่เคยมีอำนาจในราชสำนัก แต่ถูกกวาดล้างไปเมื่อ 20 ปีก่อนในเหตุการณ์กบฏ
“นี่อาจเป็นเงื่อนงำสำคัญ” หลิวเฉินกล่าว “ขันทีหลี่อาจเป็นคนในตระกูลหลี่ที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์กบฏ และต้องการจะแก้แค้นให้กับตระกูลของตนเอง”
เม่ยหลินพยักหน้าอย่างครุ่นคิด “แต่เหตุใดเขาจึงใช้ ‘ดอกไม้มายา’ และ ‘ยาพิษไร้เงา’ ในการสังหารเหยื่อ? และรอยยิ้มบนใบหน้าของศพเหล่านั้นหมายความว่าอย่างไร?”
หลิวเฉินและเม่ยหลินตัดสินใจที่จะกลับไปที่ตำหนักร้างของอดีตองค์ชายรองอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาต้องการจะค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ‘ดอกไม้มายา’ และ ‘ยาพิษไร้เงา’ ที่เม่ยหลินเคยกล่าวถึง
เมื่อไปถึงตำหนักร้าง พวกเขาก็พบว่าตำหนักแห่งนั้นถูกทำลายไปเกือบทั้งหมดแล้ว เหลือเพียงซากปรักหักพังที่บ่งบอกถึงความรุนแรงของการต่อสู้ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนก่อน แต่หลิวเฉินก็ยังคงพยายามค้นหาเบาะแสอย่างไม่ย่อท้อ เขาเดินสำรวจไปทั่วบริเวณอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดกับตำราเล่มหนึ่งที่ตกอยู่ใต้ซากปรักหักพัง ตำราเล่มนั้นมีชื่อว่า “ตำราพิษโบราณ”
หลิวเฉินหยิบตำราเล่มนั้นขึ้นมาปัดฝุ่นออกและส่งให้เม่ยหลิน “ท่านลองดูตำราเล่มนี้สิ”
เม่ยหลินรับตำรามาเปิดอ่านอย่างรวดเร็ว ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นภาพวาดของดอกไม้ชนิดหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในตำรา “นี่คือ ‘ดอกไม้มายา’ จริงๆ ด้วย!” นางอุทาน “และในตำราเล่มนี้ยังกล่าวถึง ‘ยาพิษไร้เงา’ ที่สกัดมาจากดอกไม้ชนิดนี้อีกด้วย”
เม่ยหลินอ่านตำราต่อไปอย่างตั้งใจ “ในตำรากล่าวว่า ‘ยาพิษไร้เงา’ เป็นยาพิษที่ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีรสชาติ เมื่อผู้ใดได้รับยาพิษนี้เข้าไป จะทำให้เกิดอาการประสาทหลอน เห็นภาพลวงตาแห่งความสุข และตายอย่างสงบโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ ทั้งสิ้น”
“นั่นไง!” หลิวเฉินกล่าว “นี่คือความจริงเบื้องหลัง ‘รอยยิ้มแห่งปรโลก’ ที่ทำให้เหยื่อทุกคนตายอย่างสงบและมีรอยยิ้มบนใบหน้า”
“แต่เหตุใดขันทีหลี่จึงเลือกใช้ยาพิษชนิดนี้?” เม่ยหลินถาม “มันดูเหมือนว่าเขาต้องการจะทรมานเหยื่อทางจิตใจมากกว่าที่จะสังหารพวกเขา”
หลิวเฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง “บางทีเขาอาจต้องการจะให้เหยื่อตายอย่างมีความสุข เพื่อเป็นการเยาะเย้ยหรือเป็นการแก้แค้นบางอย่าง”
“หรือบางที” เม่ยหลินกล่าว “เขาอาจต้องการจะให้เหยื่อตายโดยไม่รู้ตัว เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายในวังหลวง”
ทั้งสองคนยังคงค้นคว้าข้อมูลในตำราพิษโบราณต่อไป พวกเขาพบว่า ‘ดอกไม้มายา’ เป็นดอกไม้ที่หายากมาก และจะเติบโตได้เฉพาะในสถานที่ที่มีพลังงานหยินที่แข็งแกร่งเท่านั้น และที่น่าประหลาดใจที่สุดคือในตำราเล่มนี้ยังกล่าวถึงวิธีการเพาะปลูก ‘ดอกไม้มายา’ ในสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้อีกด้วย
“นี่หมายความว่าขันทีหลี่อาจจะเพาะปลูกดอกไม้มายาในวังหลวง!” หลิวเฉินกล่าวด้วยความตกใจ “และนั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ต้องการให้ใครเข้าใกล้ตำหนักร้างแห่งนี้”
เม่ยหลินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “เราต้องรีบไปตรวจสอบบริเวณรอบๆ ตำหนักร้างอีกครั้งหนึ่ง บางทีเราอาจจะพบสวนลับที่เขาใช้เพาะปลูกดอกไม้มายาก็เป็นได้”
บทที่ 7: สวนลับแห่งความตาย
หลิวเฉินและเม่ยหลินกลับมายังบริเวณตำหนักร้างอีกครั้งหนึ่ง พวกเขาเดินสำรวจไปทั่วบริเวณอย่างละเอียดถี่ถ้วน พยายามค้นหาสิ่งผิดปกติใดๆ ที่อาจบ่งบอกถึงสวนลับที่ขันทีหลี่ใช้เพาะปลูก ‘ดอกไม้มายา’
ในที่สุด สายตาของหลิวเฉินก็ไปสะดุดกับกำแพงอิฐเก่าๆ แห่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ กำแพงนั้นถูกปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และพุ่มไม้หนาทึบ ทำให้ยากที่จะสังเกตเห็นได้
“นี่ไง!” หลิวเฉินกล่าว “ข้าคิดว่าเราเจอแล้ว”
ทั้งสองคนช่วยกันแหวกเถาวัลย์และพุ่มไม้ออกไป และก็พบกับประตูไม้เก่าๆ บานหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังกำแพง ประตูนั้นถูกล็อคด้วยกุญแจที่ทำจากเหล็กกล้าสนิมเขรอะ
หลิวเฉินใช้ดาบสั้นของเขางัดแงะกุญแจออกอย่างรวดเร็ว และเมื่อประตูเปิดออก พวกเขาก็ต้องตกตะลึงกับภาพที่เห็นตรงหน้า
ภายในกำแพงนั้นคือสวนลับขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วย ‘ดอกไม้มายา’ ดอกไม้สีม่วงเข้มบานสะพรั่งอยู่เต็มสวน ส่งกลิ่นหอมหวานที่ชวนให้เคลิบเคลิ้มไปทั่วบริเวณ แสงจันทร์สีเงินยวงสาดส่องลงมายังดอกไม้เหล่านั้น ทำให้พวกมันดูงดงามและน่าขนลุกไปพร้อมๆ กัน
“นี่มัน...สวนแห่งความตายชัดๆ” เม่ยหลินกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ขันทีหลี่ใช้สถานที่แห่งนี้ในการเพาะปลูกยาพิษเพื่อสังหารผู้คน”
หลิวเฉินเดินเข้าไปในสวนอย่างระมัดระวัง เขาสังเกตเห็นว่ามีทางเดินเล็กๆ ที่นำไปสู่ศาลาเล็กๆ กลางสวน ศาลานั้นถูกสร้างขึ้นจากไม้เก่าๆ และมีสภาพทรุดโทรมไปตามกาลเวลา
เมื่อเข้าไปในศาลา พวกเขาก็พบกับโต๊ะไม้เก่าๆ ตัวหนึ่งที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์สำหรับปรุงยาพิษ ขวดแก้วเล็กๆ ที่บรรจุของเหลวสีต่างๆ วางเรียงรายอยู่บนโต๊ะ และมีตำราพิษโบราณอีกหลายเล่มวางซ้อนกันอยู่
หลิวเฉินหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาเปิดอ่าน เขาก็พบว่าตำราเล่มนั้นเป็นบันทึกส่วนตัวของขันทีหลี่ ในบันทึกนั้น ขันทีหลี่ได้บรรยายถึงความแค้นที่เขามีต่อราชวงศ์ต้าถัง และแผนการแก้แค้นที่เขาได้วางแผนมาตลอด 20 ปี
ในบันทึกกล่าวว่า ขันทีหลี่เป็นบุตรชายคนเล็กของอดีตเสนาบดีผู้ใหญ่ที่ถูกใส่ร้ายและถูกประหารชีวิตในเหตุการณ์กบฏเมื่อ 20 ปีก่อน เขาเป็นคนเดียวในตระกูลที่รอดชีวิตมาได้ และได้ปลอมตัวเข้ามาในวังหลวงเพื่อรอคอยโอกาสที่จะแก้แค้นให้กับตระกูลของตนเอง
เขาได้ศึกษาตำราพิษโบราณและค้นพบวิธีการเพาะปลูก ‘ดอกไม้มายา’ และสกัด ‘ยาพิษไร้เงา’ เขาใช้ยาพิษชนิดนี้ในการสังหารผู้คนในวังหลวง เพื่อสร้างความหวาดกลัวและความวุ่นวาย และเพื่อเป็นการเยาะเย้ยราชวงศ์ต้าถังที่เคยทำลายตระกูลของเขา
“นี่คือความจริงทั้งหมด” หลิวเฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ขันทีหลี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้บงการ แต่เขาคือเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่ถูกความแค้นครอบงำจิตใจ”
เม่ยหลินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “แต่การแก้แค้นของเขาก็ทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องตายไปมากมาย”
“ใช่แล้ว” หลิวเฉินกล่าว “และเราจะต้องหยุดยั้งวงจรแห่งความแค้นนี้ให้ได้”
บทที่ 8: แผนการล้างแค้นที่ถูกเปิดโปง
หลังจากที่หลิวเฉินและเม่ยหลินได้ค้นพบความจริงเบื้องหลังแผนการของขันทีหลี่แล้ว พวกเขาก็รีบนำข้อมูลทั้งหมดไปรายงานต่อองค์จักรพรรดิ องค์จักรพรรดิทรงตกตะลึงและเสียพระทัยเป็นอย่างมากเมื่อได้ทราบถึงความจริงอันโหดร้ายที่ถูกซุกซ่อนมาตลอด 20 ปี
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าขันทีหลี่จะมีความแค้นฝังลึกถึงเพียงนี้” องค์จักรพรรดิกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “และข้าก็รู้สึกผิดที่ไม่สามารถปกป้องตระกูลของเขาได้”
“ฝ่าบาทอย่าได้ทรงโทษพระองค์เองเลยพ่ะย่ะค่ะ” หลิวเฉินกล่าว “ขันทีหลี่ได้เลือกเส้นทางแห่งความแค้นด้วยตัวของเขาเอง และผลกรรมที่เขาได้รับก็เป็นสิ่งที่เขาต้องยอมรับ”
“แต่เราจะทำอย่างไรกับสวนลับแห่งนี้?” เม่ยหลินถาม “หากปล่อยให้ดอกไม้มายาเติบโตต่อไป มันอาจเป็นอันตรายต่อผู้คนในวังหลวงได้”
“เราจะต้องทำลายสวนลับแห่งนี้ให้สิ้นซาก” องค์จักรพรรดิมีรับสั่ง “และจะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าไม่มีใครสามารถเพาะปลูกดอกไม้มายาได้อีกต่อไป”
หลิวเฉินและเม่ยหลินจึงได้รับมอบหมายให้ทำลายสวนลับแห่งความตายนั้น พวกเขาใช้เวลาหลายวันในการถอนรากถอนโคนดอกไม้มายาทุกต้น และเผาทำลายตำราพิษโบราณทั้งหมด เพื่อไม่ให้ความรู้เรื่องยาพิษชนิดนี้ตกไปอยู่ในมือของคนชั่วอีกต่อไป
ในขณะที่กำลังทำลายสวนลับอยู่นั้นเอง หลิวเฉินก็พบกับอุโมงค์ลับแห่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ศาลา อุโมงค์นั้นนำไปสู่ห้องลับใต้ดินขนาดใหญ่ ภายในห้องนั้นมีหีบสมบัติเก่าๆ ใบหนึ่งวางอยู่
หลิวเฉินเปิดหีบสมบัตินั้นออก และก็พบกับเอกสารเก่าๆ หลายฉบับ เอกสารเหล่านั้นเป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่าอดีตเสนาบดีผู้ใหญ่และตระกูลของเขาถูกใส่ร้ายจริงๆ และขันทีหลี่ก็เป็นผู้บงการเรื่องราวทั้งหมดเพื่อยึดอำนาจในราชสำนัก
“นี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญ” หลิวเฉินกล่าว “มันจะช่วยล้างมลทินให้กับตระกูลหลี่ และเปิดเผยความจริงทั้งหมดให้ทุกคนได้รับรู้”
เม่ยหลินพยักหน้าอย่างเห็นด้วย “และมันยังเป็นการปิดฉากแผนการล้างแค้นของขันทีหลี่อย่างสมบูรณ์อีกด้วย”
หลิวเฉินและเม่ยหลินนำหลักฐานทั้งหมดไปมอบให้องค์จักรพรรดิ องค์จักรพรรดิทรงมีรับสั่งให้ประกาศความจริงทั้งหมดให้ประชาชนได้รับทราบ และทรงมีรับสั่งให้สร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงอดีตเสนาบดีผู้ใหญ่และตระกูลของเขาที่ต้องมาจบชีวิตลงอย่างไม่เป็นธรรม
ในที่สุด ความจริงก็ถูกเปิดเผย แผนการล้างแค้นของขันทีหลี่ก็ถูกหยุดยั้ง และความสงบสุขก็กลับคืนสู่วังหลวงอีกครั้งหนึ่ง แต่เรื่องราวทั้งหมดนี้ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่สอนให้ทุกคนรู้ว่า ความแค้นนั้นไม่เคยนำมาซึ่งสิ่งที่ดีงาม มีแต่จะนำไปสู่ความพินาศเท่านั้น
บทที่ 9: บาดแผลที่ยังคงอยู่
แม้ว่าความจริงจะถูกเปิดเผยและขันทีหลี่จะได้รับผลกรรมจากการกระทำของเขาแล้ว แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ศพปริศนาในวังหลวงก็ยังคงอยู่ ความหวาดกลัวและความไม่ไว้วางใจยังคงแฝงเร้นอยู่ในจิตใจของผู้คน
หลิวเฉินยังคงทำหน้าที่นักสืบหลวงต่อไป เขายังคงออกสืบสวนคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในวังหลวงและนอกวังหลวง แต่คดีศพปริศนาในวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นคดีที่ฝังลึกอยู่ในความทรงจำของเขา เขาเรียนรู้ว่าความชั่วร้ายนั้นไม่ได้มีเพียงแค่รูปแบบที่ชัดเจน แต่บางครั้งมันก็แฝงตัวอยู่ในคราบของความดีงาม และยากที่จะมองเห็นได้
เม่ยหลินยังคงทำหน้าที่แพทย์หลวงต่อไป นางใช้ความรู้ด้านการแพทย์ของนางในการรักษาผู้คน และพยายามที่จะเยียวยาบาดแผลทางจิตใจที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในวังหลวง นางยังคงเก็บงำความลับบางอย่างไว้ในใจ แต่ก็เป็นความลับที่ไม่ได้เป็นอันตรายต่อผู้ใดอีกต่อไป นางเรียนรู้ที่จะปล่อยวางความแค้น และหันมาใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันอย่างมีความสุข
องค์จักรพรรดิทรงปกครองแผ่นดินด้วยความยุติธรรมและเมตตา พระองค์ทรงพยายามที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อราชสำนัก และทรงมีรับสั่งให้สร้างระบบการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต
วังต้องห้ามกลับมาสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง แสงจันทร์สีนวลยังคงสาดส่องลงมายังวังหลวงในคืนเดือนเพ็ญ แต่บัดนี้มันไม่ได้เป็นแสงที่น่าขนลุกอีกต่อไป หากแต่เป็นแสงที่นำมาซึ่งความหวังและความสงบสุข
แต่ในบางครั้ง เมื่อหลิวเฉินมองไปยังดวงจันทร์ในคืนเดือนเพ็ญ เขาก็ยังคงนึกถึงรอยยิ้มอันน่าขนลุกของเหล่าศพปริศนา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขและความตาย รอยยิ้มที่ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครสามารถไขได้อย่างสมบูรณ์
เขาเชื่อว่ายังมีอีกหลายเรื่องที่ยังคงเป็นความลับ และความลับเหล่านั้นก็ยังคงซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของวังหลวง รอคอยวันที่มันจะถูกเปิดเผยอีกครั้งหนึ่ง
บทที่ 10: มรดกแห่งความลับ
หลายปีผ่านไป หลิวเฉินได้กลายเป็นนักสืบหลวงผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในราชวงศ์ต้าถัง ชื่อเสียงของเขาเลื่องลือไปทั่วแผ่นดิน เขาได้ไขคดีปริศนามากมาย และนำความยุติธรรมมาสู่ผู้คนนับไม่ถ้วน แต่คดีศพปริศนาในวังต้องห้ามก็ยังคงเป็นคดีที่เขาไม่เคยลืมเลือน
เม่ยหลินได้กลายเป็นแพทย์หลวงผู้เชี่ยวชาญด้านยาพิษและสมุนไพร นางได้เขียนตำราแพทย์เล่มใหม่ที่รวบรวมความรู้เกี่ยวกับยาพิษและยาถอนพิษต่างๆ มากมาย ตำราเล่มนั้นได้กลายเป็นตำราที่สำคัญที่สุดในราชสำนัก และได้ช่วยชีวิตผู้คนไว้มากมาย
องค์จักรพรรดิทรงปกครองแผ่นดินด้วยความสงบสุขและรุ่งเรือง ราชวงศ์ต้าถังได้เข้าสู่ยุคทองอีกครั้งหนึ่ง ประชาชนอยู่ดีกินดี และมีความสุขกับชีวิต
แต่ในบางครั้ง เมื่อหลิวเฉินและเม่ยหลินได้พบกัน พวกเขาก็ยังคงพูดคุยถึงเรื่องราวของขันทีหลี่และ ‘รอยยิ้มแห่งปรโลก’ พวกเขายังคงสงสัยว่าอะไรคือความจริงเบื้องหลังรอยยิ้มนั้น และอะไรคือสิ่งที่ขันทีหลี่ต้องการจะสื่อสารผ่านรอยยิ้มแห่งความตายนั้น
พวกเขาเชื่อว่าความลับนั้นยังคงซ่อนตัวอยู่ในวังต้องห้าม รอคอยวันที่ใครบางคนจะมาค้นพบมันอีกครั้งหนึ่ง
และในที่สุด วันนั้นก็มาถึง เมื่อหลานชายของหลิวเฉิน ผู้ซึ่งสืบทอดเจตนารมณ์ของเขาในการเป็นนักสืบหลวง ได้ค้นพบตำราพิษโบราณที่หลิวเฉินเคยอ่านเมื่อหลายปีก่อน ในตำราเล่มนั้นมีบันทึกส่วนตัวของขันทีหลี่ที่หลิวเฉินเคยอ่าน และมีข้อความสุดท้ายที่ขันทีหลี่เขียนไว้ก่อนตาย
ในข้อความนั้น ขันทีหลี่ได้กล่าวว่า “รอยยิ้มแห่งปรโลกนั้น ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่เป็นรอยยิ้มแห่งการปลดปล่อย การปลดปล่อยจากความทุกข์ทรมานในโลกมนุษย์ และการก้าวเข้าสู่โลกแห่งความสงบสุขที่แท้จริง”
หลานชายของหลิวเฉินอ่านข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เขารู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารู้สึกว่าเขาได้ไขปริศนาที่ค้างคาใจของปู่ของเขามาตลอดชีวิตแล้ว
รอยยิ้มแห่งปรโลกนั้น ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่เป็นรอยยิ้มแห่งการปลดปล่อย การปลดปล่อยจากความแค้น ความทุกข์ทรมาน และการก้าวเข้าสู่โลกแห่งความสงบสุขที่แท้จริง
และนั่นคือมรดกแห่งความลับที่ขันทีหลี่ได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง มรดกที่สอนให้ทุกคนรู้ว่า ความแค้นนั้นไม่เคยนำมาซึ่งสิ่งที่ดีงาม มีแต่จะนำไปสู่ความพินาศเท่านั้น และการปลดปล่อยจากความแค้นต่างหากที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง
บทส่งท้าย
หลายทศวรรษผ่านไป เรื่องราวของปริศนาแห่งวังต้องห้ามได้กลายเป็นตำนานเล่าขานจากรุ่นสู่รุ่น ในราชสำนักต้าถังที่กลับคืนสู่ความสงบสุขและรุ่งเรืองภายใต้การปกครองขององค์จักรพรรดิผู้ทรงคุณธรรม หลิวเฉิน นักสืบหลวงผู้เฉลียวฉลาด ได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษผู้พิทักษ์ความยุติธรรม เขาได้สร้างระบบการสืบสวนสอบสวนที่มีประสิทธิภาพ และฝึกฝนลูกศิษย์ลูกหามากมายให้เจริญรอยตาม เขาได้ใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการไขคดีปริศนาต่างๆ ทั่วแผ่นดิน และได้เขียนตำราการสืบสวนสอบสวนที่กลายเป็นคัมภีร์สำคัญสำหรับนักสืบรุ่นหลัง
เม่ยหลิน แพทย์หลวงผู้ลึกลับ ได้กลายเป็นที่ปรึกษาคนสำคัญขององค์จักรพรรดิ นางได้อุทิศตนให้กับการค้นคว้าวิจัยสมุนไพรและยาพิษ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน นางได้ก่อตั้งสำนักแพทย์หลวงแห่งใหม่ ที่เน้นการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยวิธีการที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพ นางยังคงเก็บงำความลับบางอย่างไว้ในใจ แต่ความลับเหล่านั้นไม่ได้เป็นภาระอีกต่อไป หากแต่เป็นบทเรียนที่สอนให้นางรู้จักคุณค่าของชีวิตและความเมตตา นางได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น จนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต
วังต้องห้ามที่เคยเป็นสถานที่แห่งความหวาดกลัวและปริศนา บัดนี้ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสงบสุขและความรุ่งเรือง กำแพงสีแดงสูงตระหง่านยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นเดิม แต่ภายในกำแพงนั้นกลับเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของผู้คน ดอกไม้มายาที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความตาย ได้ถูกแทนที่ด้วยดอกไม้นานาชนิดที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วทั้งสวนลับ
เรื่องราวของขันทีหลี่และแผนการล้างแค้นของเขา ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนรู้ว่า ความแค้นนั้นไม่เคยนำมาซึ่งสิ่งที่ดีงาม มีแต่จะนำไปสู่ความพินาศเท่านั้น และการให้อภัยต่างหากที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง
ในคืนเดือนเพ็ญที่แสงจันทร์สาดส่องลงมายังวังหลวง หลิวเฉินในวัยชรา มักจะนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองไปยังดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่กลางนภา เขายังคงนึกถึงรอยยิ้มอันน่าขนลุกของเหล่าศพปริศนา รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขและความตาย รอยยิ้มที่ยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครสามารถไขได้อย่างสมบูรณ์
เขาเชื่อว่าความลับนั้นยังคงซ่อนตัวอยู่ในวังต้องห้าม รอคอยวันที่ใครบางคนจะมาค้นพบมันอีกครั้งหนึ่ง และเขาหวังว่าผู้ที่มาค้นพบความลับนั้น จะสามารถเข้าใจความหมายที่แท้จริงของ ‘รอยยิ้มแห่งปรโลก’ ได้อย่างถ่องแท้
รอยยิ้มแห่งปรโลกนั้น ไม่ใช่รอยยิ้มแห่งความสุข แต่เป็นรอยยิ้มแห่งการปลดปล่อย การปลดปล่อยจากความทุกข์ทรมานในโลกมนุษย์ และการก้าวเข้าสู่โลกแห่งความสงบสุขที่แท้จริง
และนั่นคือมรดกแห่งความลับที่ขันทีหลี่ได้ทิ้งไว้เบื้องหลัง มรดกที่สอนให้ทุกคนรู้ว่า ความแค้นนั้นไม่เคยนำมาซึ่งสิ่งที่ดีงาม มีแต่จะนำไปสู่ความพินาศเท่านั้น และการปลดปล่อยจากความแค้นต่างหากที่จะนำมาซึ่งความสงบสุขที่แท้จริง
เรื่องราวของปริศนาแห่งวังต้องห้ามได้จบลงแล้ว แต่บทเรียนที่ได้จากเรื่องราวนี้จะยังคงอยู่ตลอดไป เพื่อเป็นแสงสว่างนำทางให้ผู้คนได้ก้าวเดินไปในเส้นทางแห่งความดีงามและความเมตตา

ปริศนาแห่งวังต้องห้าม
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก