ปริศนาแห่งวังต้องห้าม

ตอนที่ 2 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,266 คำ

...สถาปัตยกรรมอันวิจิตรตระการตาของวังหลวงต้าถัง มิได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้าง แต่คือภาพสะท้อนแห่งอำนาจ ความมั่งคั่ง และประวัติศาสตร์ที่สลับซับซ้อน ซุ้มประตูโค้งที่ประดับประดาด้วยลวดลายมังกรเหิน กำแพงหินอ่อนที่ส่องประกายยามอาทิตย์อุทัย หลังคากระเบื้องสีเหลืองทองที่ทอดตัวยาวดุจเกล็ดมังกร ‌เหล่านี้ล้วนเป็นพยานแห่งยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ ทว่าเบื้องหลังความโอ่อ่า สง่างาม และความสงบนิ่งที่แผ่คลุมไปทั่วอาณาบริเวณอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ กลับซุกซ่อนความลับที่มิอาจเอ่ย ความริษยาที่กัดกิน และบางครั้ง...ความตายที่ไร้ซึ่งคำตอบ

เช้าตรู่ของวันหนึ่งในปลายฤดูเหมันต์ หมอกหนาปกคลุมนครฉางอานให้ดูคล้ายเมืองในฝัน ​ทว่าภายในวังต้องห้าม ความฝันนั้นกลับถูกฉีกกระชากด้วยเสียงหวีดร้องอันโหยหวนของผู้รับใช้ “ท่านสนม! ท่านสนมหลี่!” เสียงนั้นสะท้อนก้องไปตามระเบียงทางเดินยาว ราวกับจะปลุกให้ดวงวิญญาณทุกดวงในวังตื่นขึ้นมาเป็นพยาน

ขันทีน้อยผู้หนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นจากหอเหมยหยก ซึ่งเป็นพลับพลาส่วนพระองค์ของพระสนมหลี่อันเป็นที่โปรดปรานยิ่งขององค์จักรพรรดิ ใบหน้าซีดเผือดของเขาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวดุจได้เห็นปีศาจ ‍เขาล้มลงกลางลานกว้าง เบื้องหน้าขันทีใหญ่หลี่ผู้กำลังตรวจตราความเรียบร้อยอยู่ ขันทีใหญ่หลี่มีรูปร่างอ้วนท้วน ใบหน้าเรียบเฉย ทว่าแววตาคมกริบดุจเหยี่ยว บ่งบอกถึงอำนาจที่สั่งสมมานาน “เกิดอะไรขึ้น! ส่งเสียงเอะอะโวยวายอะไรกันแต่เช้าตรู่!” ‌เสียงของเขาดุดันแต่ก็แฝงด้วยความกังวล

“ท่าน...ท่านขันทีใหญ่! พระสนม...พระสนมหลี่...สิ้นพระชนม์แล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ขันทีน้อยตะโกนเสียงแหบพร่า

คำพูดเพียงไม่กี่คำนั้นราวกับฟ้าผ่าลงกลางใจของทุกคนที่ได้ยิน ขันทีใหญ่หลี่ผงะไปชั่วขณะ ใบหน้าขาวซีดลงทันที เขาเร่งสาวเท้าไปยังหอเหมยหยกอย่างรวดเร็ว โดยมีกลุ่มขันทีและนางกำนัลกรูกันตามไป พลับพลานั้นอยู่ห่างออกไปทางปีกตะวันออกของวัง ‍โอบล้อมด้วยสวนดอกเหมยที่กำลังผลิบานส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ หอเหมยหยกเป็นอาคารไม้สีแดงสด งดงามและสงบเงียบ เหมาะสมกับพระสนมผู้มีกิริยาอ่อนหวานและงดงามราวภาพวาดเช่นพระสนมหลี่

เมื่อเข้าไปถึงห้องบรรทม ทุกคนก็ต้องยืนตะลึง สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้าคือร่างของพระสนมหลี่ ซึ่งนอนสงบนิ่งอยู่บนเตียงบุผ้าไหมสีทองอร่ามราวกับกำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข พระพักตร์ของนางยังคงงดงามไร้ที่ติ ​ผิวขาวผ่องดุจหยก จันทร์เสี้ยวแห่งคิ้วยังคงโค้งได้รูป ริมฝีปากบางเฉียบสีชมพูระเรื่อ ทว่าดวงตาคู่งามนั้นปิดสนิท และไร้ซึ่งลมหายใจ สภาพโดยรวมของห้องบรรทมนั้นดูเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือรื้อค้น ประตูและหน้าต่างทุกบานยังคงปิดล็อกอย่างแน่นหนาจากด้านใน ​ราวกับว่านางจากไปอย่างสงบโดยไม่มีใครแตะต้อง

“นี่มันอะไรกัน!” ขันทีใหญ่หลี่คำรามเสียงต่ำ ดวงตาของเขากวาดมองไปรอบๆ ห้องอย่างรวดเร็ว “ใครเป็นผู้พบพระศพเป็นคนแรก!”

นางกำนัลซูหลิง หัวหน้าคนสนิทของพระสนมหลี่ ก้าวออกมาข้างหน้า ใบหน้าของนางขาวซีด ​ดวงตาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนัก “เป็น...เป็นหม่อมฉันเองเจ้าค่ะ หม่อมฉันมาปลุกพระสนมตามปกติ แต่เมื่อเปิดประตูเข้าไป...ก็พบว่าพระสนม...สิ้นพระชนม์แล้วเพคะ”

“เจ้าเปิดประตูเข้าไปได้อย่างไรในเมื่อมันล็อกอยู่?” ขันทีใหญ่หลี่ถามอย่างจับผิด

“หม่อมฉัน...หม่อมฉันมีกุญแจสำรองเจ้าค่ะ พระสนมมีรับสั่งให้หม่อมฉันล็อกประตูห้องบรรทมจากด้านนอกทุกคืน เพื่อความเป็นส่วนตัวเพคะ” ซูหลิงตอบเสียงสั่นเครือ “เมื่อเช้าหม่อมฉันไขกุญแจเข้าไป ก็พบว่าประตูด้านในก็ล็อกเช่นกัน จึงต้องใช้กุญแจอีกดอกไขเข้าไปเจ้าค่ะ”

คำอธิบายของซูหลิงยิ่งทำให้สถานการณ์ซับซ้อนขึ้นไปอีก ห้องบรรทมถูกล็อกสองชั้น ทั้งจากด้านนอกและด้านใน นั่นหมายความว่าไม่มีใครสามารถเข้าหรือออกได้เลยนอกจากพระสนมหลี่เอง

ข่าวการสิ้นพระชนม์ของพระสนมหลี่แพร่สะพัดไปทั่ววังอย่างรวดเร็ว และไปถึงพระกรรณขององค์จักรพรรดิผู้ทรงโทมนัสยิ่ง ภายใต้สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความคลุมเครือเช่นนี้ องค์จักรพรรดิจึงมีพระบัญชาให้ผู้ตรวจการพิเศษ หลินเยว่ เข้ามาดำเนินการสืบสวนคดีนี้ทันที

หลินเยว่ไม่ใช่ข้าราชสำนักหญิงทั่วไป ในยุคที่สตรีถูกคาดหวังให้อยู่แต่ในเรือน คอยปรนนิบัติสามีและดูแลบุตร หลินเยว่กลับเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป นางไม่ได้มีรูปโฉมงดงามโดดเด่นสะดุดตา แต่มีบุคลิกที่สงบนิ่งและสายตาที่คมกริบดุจเหยี่ยว บ่งบอกถึงสติปัญญาและความเฉลียวฉลาดที่เหนือกว่าชายชาตรีหลายคนในราชสำนัก นางมักสวมชุดข้าราชการเรียบง่ายสีเข้ม ผมยาวถูกรวบขึ้นอย่างกระชับ ไม่ประดับประดาด้วยเครื่องประดับฟุ่มเฟือยใดๆ แม้จะเป็นสตรี แต่ความสามารถในการไขคดีที่ยากจะหยั่งถึงหลายครั้ง ทำให้นางได้รับความไว้วางพระทัยจากองค์จักรพรรดิโดยตรง จนได้รับฉายาว่า "นักสืบแห่งเงา"

เมื่อหลินเยว่เดินทางมาถึงหอเหมยหยกพร้อมกับเฉินเฟิง ผู้ช่วยหนุ่มร่างกำยำผู้เงียบขรึมของนาง บรรยากาศในห้องบรรทมดูอึมครึมและหนักอึ้ง ผู้คนยังคงรวมตัวกันอยู่ ขันทีใหญ่หลี่กำลังยืนกอดอกอยู่ข้างเตียง ใบหน้าของเขาเคร่งเครียดกว่าเมื่อครู่

“คารวะท่านผู้ตรวจการหลิน” ขันทีใหญ่หลี่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือแววไม่พอใจนักที่ต้องให้สตรีเข้ามาแทรกแซงเรื่องภายในวัง “สถานการณ์ดูเหมือนจะซับซ้อนเล็กน้อย”

หลินเยว่พยักหน้าเล็กน้อย นางเดินตรงเข้าไปในห้องบรรทม โดยมิได้สนใจคำพูดของขันทีใหญ่หลี่ สายตาของนางกวาดสำรวจไปทั่วทุกซอกมุมของห้องอย่างละเอียดละออ ตั้งแต่พื้นจรดเพดาน ผนังไม้ที่แกะสลักอย่างวิจิตร เตียงนอนที่ประดับด้วยม่านไหม ห้องนี้ถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบ ทุกสิ่งทุกอย่างดูราวกับว่าเจ้าของห้องเพิ่งลุกจากเตียงไปเมื่อครู่ ไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ไม่มีข้าวของกระจัดกระจาย ไม่มีเลือด ไม่มีแม้แต่รอยเท้าแปลกปลอม

นางหยุดยืนข้างเตียง ก้มลงมองพระศพของพระสนมหลี่อย่างพินิจพิเคราะห์ พระพักตร์ของนางสงบราวกับกำลังหลับใหลอย่างเป็นสุข ริมฝีปากมีสีชมพูอ่อนๆ ราวกับคนมีชีวิต ใบหน้าขาวผ่อง ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีรอยขีดข่วนใดๆ ตามร่างกายที่โผล่พ้นผ้าห่มไหมออกมา หลินเยว่เอื้อมมือไปแตะที่ข้อมือของพระสนม สัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่าน

“มีใครแตะต้องพระศพหรือข้าวของในห้องนี้บ้างหรือไม่?” หลินเยว่ถามเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยอำนาจ

ทุกคนเงียบ ไม่มีใครตอบ ขันทีใหญ่หลี่กระแอมไอเบาๆ “ยังไม่มีพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่...พวกเราตรวจสอบเพียงคร่าวๆ เท่านั้น”

หลินเยว่หรี่ตาลงเล็กน้อย นางรู้ดีว่า "ตรวจสอบคร่าวๆ" ของขันทีใหญ่หลี่นั้นหมายถึงการที่พวกเขาเข้ามาประเมินสถานการณ์โดยไม่ได้คำนึงถึงหลักฐานใดๆ มากนัก นางถอนหายใจ ก่อนจะเริ่มลงมือสำรวจอย่างละเอียด เฉินเฟิงกางม่านบังตาออกเพื่อไม่ให้แสงอาทิตย์ส่องกระทบใบหน้าของพระศพโดยตรง

นางไล่สายตาไปตามพระวรกายของพระสนมหลี่อย่างช้าๆ แล้วหยุดลงที่ลำคอขาวผ่องของนาง ที่ใต้ติ่งหูขวา มีจุดสีม่วงคล้ำเล็กๆ เพียงเท่าปลายเข็ม มองเผินๆ อาจคิดว่าเป็นไฝเม็ดเล็กๆ หรือรอยด่างตามธรรมชาติ แต่หลินเยว่รู้ดีว่านั่นไม่ใช่ นางใช้ปลายนิ้วแตะเบาๆ ที่จุดนั้น แล้วเงยหน้าขึ้นมองขันทีใหญ่หลี่

“ได้ตรวจสอบจุดนี้หรือไม่?” นางถาม

ขันทีใหญ่หลี่เดินเข้ามาใกล้ พยายามเพ่งมอง “จุดใดหรือพ่ะย่ะค่ะ? ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ”

“นี่คือรอยเข็ม” หลินเยว่เอ่ยขึ้น “และไม่นานมานี้”

ทุกคนในห้องต่างพากันตกตะลึงกับคำวินิจฉัยของนาง นางกำนัลซูหลิงถึงกับยกมือขึ้นปิดปากด้วยความตกใจ

“ห้องนี้ถูกล็อกสองชั้น ไม่มีใครเข้าออกได้” ขันทีใหญ่หลี่แย้ง “แล้วฆาตกรจะเข้ามาได้อย่างไร?”

“นั่นคือสิ่งที่ข้าต้องค้นหา” หลินเยว่ตอบ นางเดินสำรวจผนังห้องอย่างช้าๆ โดยเฉพาะบริเวณที่ประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณที่เล่าเรื่องราวเทพธิดาแห่งสายน้ำ นางใช้ปลายนิ้วลูบไล้ไปตามลวดลายที่ซีดจางไปตามกาลเวลา

“ไม่มีช่องลับ ช่องลม หรือทางเข้าออกอื่นใดที่ข้ารู้” ขันทีใหญ่หลี่กล่าวอย่างมั่นใจ “ห้องนี้ได้รับการปรับปรุงใหม่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทุกซอกทุกมุมถูกตรวจสอบหมดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หลินเยว่ไม่ตอบ นางยังคงสนใจภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ดูเก่าแก่กว่าผนังส่วนอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ราวกับว่ามันเป็นของดั้งเดิมที่เหลืออยู่จากการปรับปรุงครั้งใหญ่ นางสังเกตเห็นว่าแสงที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่างกระทบกับภาพจิตรกรรมในมุมหนึ่ง ทำให้เกิดเงาที่ดูประหลาด

“เฉินเฟิง ช่วยข้าหน่อย” หลินเยว่เรียกผู้ช่วยของนาง

เฉินเฟิงก้าวเข้ามาทันที หลินเยว่ชี้ไปที่จุดหนึ่งบนภาพจิตรกรรมฝาผนัง ซึ่งเป็นภาพของนกฟีนิกซ์ตัวหนึ่งกำลังโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่วนที่เท้าของนกฟีนิกซ์นั้นมีรอยสีที่ดูแปลกไปจากส่วนอื่นๆ คล้ายกับว่าถูกวาดทับหรือซ่อมแซมใหม่เมื่อไม่นานมานี้ และพื้นผิวสัมผัสก็แตกต่างออกไปเล็กน้อย

“ขันทีใหญ่หลี่ ท่านมั่นใจหรือว่าผนังนี้ไม่มีอะไรพิเศษ?” หลินเยว่ถามอีกครั้ง แต่สายตาของนางยังคงจดจ่ออยู่ที่ผนังนั้น

ขันทีใหญ่หลี่หน้าเสียเล็กน้อย “ข้า...ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีอะไรผิดปกติพ่ะย่ะค่ะ”

หลินเยว่ถอนหายใจอีกครั้ง นางใช้ปลายนิ้วกดลงไปเบาๆ ที่รอยสีที่ดูแปลกไปนั้น ในตอนแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อนางออกแรงกดลงไปมากขึ้น พร้อมกับเฉินเฟิงช่วยพยุงภาพจิตรกรรมไว้ เสียง “คลิก” เบาๆ ก็ดังขึ้นมาจากภายในผนัง

ทุกคนในห้องเงียบกริบ แววตาของขันทีใหญ่หลี่เบิกกว้างด้วยความตกใจ

ทันใดนั้น ผนังส่วนหนึ่งที่ภาพจิตรกรรมนกฟีนิกซ์ถูกวาดทับอยู่ ก็เลื่อนถอยเข้าไปด้านในอย่างช้าๆ เผยให้เห็นช่องว่างแคบๆ ที่มืดมิด เบื้องหลังช่องนั้น ไม่ใช่ทางเดินลับอย่างที่หลายคนคาดคิด แต่เป็นเพียงโพรงผนังขนาดเล็ก ภายในโพรงนั้นมีเพียงสิ่งเดียวที่วางอยู่...กล่องไม้แกะสลักขนาดเล็กสีดำสนิท ประดับด้วยลวดลายกิเลนที่ดูเก่าแก่ราวกับมาจากยุคสมัยอันไกลโพ้น

หลินเยว่เอื้อมมือเข้าไปหยิบกล่องไม้นั้นออกมาอย่างระมัดระวัง กล่องไม้เย็นเฉียบเมื่อสัมผัส และหนักกว่าที่คิด นางเปิดฝากล่องออกช้าๆ เบื้องหน้าสายตาที่เต็มไปด้วยความอยากรู้และความหวาดระแวงของทุกคน

ภายในกล่องมีเพียงกุญแจทองเหลืองขนาดเล็กดอกหนึ่ง รูปร่างแปลกตา ไม่ใช่กุญแจที่ใช้สำหรับล็อกประตูห้องใดๆ ในวังที่คุ้นเคย และกระดาษปาปิรุสเก่าแก่แผ่นหนึ่งที่ม้วนไว้อย่างประณีต หลินเยว่คลี่กระดาษแผ่นนั้นออกช้าๆ บนกระดาษมีลายมือที่งดงามคุ้นตา เป็นลายมือของพระสนมหลี่อย่างไม่ต้องสงสัย แต่ข้อความที่เขียนอยู่นั้นกลับทำให้เลือดในกายของหลินเยว่เย็นยะเยือก

“หากเจ้าพบสิ่งนี้ นั่นหมายความว่าข้าได้จากไปแล้ว... พวกมันไม่ต้องการให้ความลับดำมืดแห่งวังต้องห้ามถูกเปิดเผย... ระวังตัวให้ดีเถิด... เพราะบางสิ่งกำลังตื่นขึ้น...”

คำพูดสุดท้ายของพระสนมหลี่ ไม่ได้ให้คำตอบ แต่กลับเพิ่มปริศนาให้ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม และสิ่งที่ทำให้หลินเยว่รู้สึกสะท้านไปทั้งร่าง คือรอยเปื้อนสีน้ำตาลเข้มเล็กๆ ที่มุมกระดาษ ซึ่งดูคล้าย...เลือดแห้งกรัง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ปริศนาแห่งวังต้องห้าม

ปริศนาแห่งวังต้องห้าม

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!