...ความตายที่เฝ้ารอคอยอยู่เบื้องหลังม่านไหมสีทองอร่าม และความเงียบงันที่มิอาจบ่งบอกได้ถึงความโหดร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในเงามืดแห่งวังหลวงต้าถัง
เช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น แสงอรุณสีทองฉาบไล้หลังคากระเบื้องเคลือบสีเหลืองอร่ามของพระตำหนักบูรพา ส่องประกายระยิบระยับราวกับเกล็ดมังกรนับพันตัวที่กำลังตื่นจากนิทรา แต่สำหรับผู้คนบางกลุ่มในวังต้องห้ามแห่งนี้ เช้าวันใหม่กลับนำมาซึ่งความหวาดกลัวและปริศนาที่หนาวเหน็บกว่าความหนาวเย็นของลมเหมันต์
เสียงกรีดร้องอันแหลมสูงของนางกำนัลผู้หนึ่งดังกึกก้องไปทั่วโถงทางเดินหินอ่อน ทำลายความสงบที่เคยครอบคลุมอาณาบริเวณอันศักดิ์สิทธิ์ให้พังทลายลงในพริบตา ไม่นานนัก เหล่าขันทีและทหารองครักษ์ก็กรูกันเข้าไปในเรือนพักของเสนาบดีหลี่เจีย ผู้ตรวจการสูงสุดแห่งราชสำนักต้าถัง ชายผู้เป็นที่รู้จักในความซื่อตรงและปากกล้า ปราศจากความเกรงกลัวต่ออำนาจใดๆ
ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าทำให้แม้แต่เหล่าทหารหาญผู้คุ้นชินกับความตายยังต้องเบิกตากว้าง เสนาบดีหลี่เจียนอนคว่ำหน้าอยู่บนโต๊ะทำงานกลางห้องสมุดส่วนตัวของเขา โดยมีแท่งเหล็กปลายแหลม คล้ายกระบี่สั้นสำหรับใช้เปิดจดหมาย ปักคาอยู่ที่แผ่นหลัง เสื้อคลุมผ้าไหมสีเขียวมรกตของเขาถูกย้อมด้วยคราบโลหิตสีแดงฉานที่ยังไม่แห้งสนิท กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วห้อง ท่ามกลางกองตำราและม้วนกระดาษที่จัดวางไว้อย่างเป็นระเบียบ สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือ ดวงตาของเสนาบดีหลี่เจียยังคงเบิกโพลงค้าง ราวกับกำลังจ้องมองความลับอันดำมืดที่ไม่มีใครมองเห็น
หัวหน้าขันทีเหว่ย อิง ผู้ดูแลกิจการภายในวังหลวงทั้งหมด รีบรุดมาถึงที่เกิดเหตุด้วยสีหน้าซีดเผือด เขาเป็นชายวัยกลางคน รูปร่างผอมสูง ใบหน้าเรียบเฉยตามแบบฉบับขันทีชั้นผู้ใหญ่ ทว่าแววตาของเขากลับฉายชัดถึงความตื่นตระหนก "เกิดอะไรขึ้น? ใครเป็นคนพบศพ?" เขาถามด้วยเสียงกระซิบที่แฝงด้วยอำนาจ
นางกำนัลผู้ที่พบศพยังคงตัวสั่นเทา ชี้ไปที่ร่างไร้วิญญาณอย่างหวาดกลัว "บ่าว...บ่าวมาปลุกท่านเสนาบดีตามปกติเพคะ แต่ประตูห้องถูกล็อก...ล็อกจากด้านในเพคะ! บ่าวเคาะอยู่นานก็ไม่มีเสียงตอบรับ จึงให้ขันทีไปตามคนมาพังประตูเข้าไป...แล้วก็พบท่านเสนาบดีอยู่ในสภาพเช่นนี้เพคะ!"
คำบอกเล่าของนางกำนัลทำให้สีหน้าของหัวหน้าขันทีเหว่ย อิง ยิ่งมืดครึ้ม นี่ไม่ใช่คดีฆาตกรรมธรรมดา การฆ่าคนในวังต้องห้ามนั้นร้ายแรงอยู่แล้ว แต่การฆ่าคนในห้องที่ล็อกจากด้านใน ปราศจากร่องรอยการงัดแงะ หรือหน้าต่างที่ถูกปิดตายด้วยลูกกรงเหล็กชั้นดี มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ของวังหลวงแห่งนี้ มันคือการท้าทายอำนาจสูงสุดขององค์จักรพรรดิอย่างโจ่งแจ้ง
"ปิดข่าวเรื่องนี้ให้เงียบที่สุด!" หัวหน้าขันทีออกคำสั่งด้วยเสียงเฉียบขาด "ห้ามผู้ใดแพร่งพรายออกไป หากมิเช่นนั้น...โทษตายสถานเดียว! และส่งคนไปตาม 'ไป๋อิง' มาที่นี่ทันที!"
ชื่อ "ไป๋อิง" ทำให้เหล่าขันทีและทหารองครักษ์ที่ได้ยินต่างหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจ ไป๋อิง มิใช่ข้าราชการในวังหลวง นางคือนักสืบหญิงผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือในเมืองฉางอาน ด้วยความสามารถในการไขคดีที่ซับซ้อนและเร้นลับที่สุด แม้จะยังสาว แต่สติปัญญาของนางกลับเฉียบแหลมคมคายจนเป็นที่ยอมรับ แม้แต่ในหมู่บุรุษผู้ทรงอำนาจจำนวนไม่น้อย แต่การนำสตรีจากโลกภายนอกเข้ามาในวังต้องห้าม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีฆาตกรรม ย่อมเป็นเรื่องที่ผิดธรรมเนียมปฏิบัติและอาจก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก
ไม่กี่ชั่วยามต่อมา ไป๋อิงก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าเรือนพักของเสนาบดีหลี่เจีย นางสวมชุดผ้าฝ้ายสีครามเรียบง่าย ไม่มีเครื่องประดับใดๆ ใบหน้าของนางงดงามหมดจด ทว่าแววตาภายใต้คิ้วเรียวกลับฉายแววเฉียบคมและเปี่ยมด้วยความฉลาดเฉลียว เรือนผมสีดำสนิทถูกเกล้าขึ้นอย่างเรียบร้อย เผยให้เห็นลำคอระหง แม้จะถูกรายล้อมด้วยเหล่าบุรุษผู้เคร่งขรึมและบรรยากาศอันตึงเครียด แต่นางกลับดูสงบนิ่งและมั่นใจในตนเอง
หัวหน้าขันทีเหว่ย อิง กวาดตามองไป๋อิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความประเมินค่า ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ "เจ้าคือนักสืบไป๋อิงที่เล่าลือกันสินะ" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจคาดเดาได้ "ข้าหวังว่าชื่อเสียงของเจ้าจะไม่เกินจริง เพราะคดีนี้...มันไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยสามัญสำนึก"
ไป๋อิงไม่ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่นางโค้งคำนับเล็กน้อย เป็นการแสดงความเคารพตามมารยาท "ข้าน้อยขอตรวจสอบที่เกิดเหตุเพคะ ท่านหัวหน้าขันที"
เมื่อก้าวเข้าสู่ห้องสมุดของเสนาบดีหลี่เจีย กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งปะทะเข้ากับโสตประสาทของไป๋อิงทันที แสงแดดยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างเข้ามาเพียงเล็กน้อย ทำให้บรรยากาศภายในห้องดูมืดสลัวและน่าขนลุก ทหารองครักษ์ยืนเฝ้ารอบห้องด้วยใบหน้าเคร่งเครียด พวกเขาพยายามรักษาสภาพแวดล้อมให้คงเดิมมากที่สุดตามคำสั่งของหัวหน้าขันที แต่ก็ยังเห็นได้ถึงความวุ่นวายเล็กน้อยจากการที่คนจำนวนมากเข้ามาในห้อง
ไป๋อิงเดินตรงไปยังร่างของเสนาบดีหลี่เจียที่ยังคงนอนคว่ำหน้าอยู่ นางไม่แสดงอาการตกใจหรือรังเกียจแม้แต่น้อย สายตาคมกริบของนางกวาดมองรายละเอียดทุกตารางนิ้วของห้องอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตั้งแต่พื้นไม้เนื้อแข็งที่ขัดมันเงา ไปจนถึงชั้นหนังสือสูงจรดเพดานที่เต็มไปด้วยตำราโบราณ ผนังห้องที่ประดับด้วยภาพวาดทิวทัศน์และบทกวีพู่กันจีนอันงดงาม
"ประตูห้องถูกล็อกจากด้านใน และหน้าต่างทุกบานก็ถูกปิดตายแน่นหนา" หัวหน้าขันทีเหว่ย อิง เริ่มอธิบาย "ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ หรือช่องทางอื่นที่คนร้ายจะเข้าออกได้เลยแม้แต่น้อย ทุกอย่างยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากร่างของเสนาบดีหลี่เจียผู้นี้"
ไป๋อิงคุกเข่าลงข้างศพ มือเรียวของนางแตะเบาๆ ที่แท่งเหล็กที่ปักคาอยู่บนแผ่นหลังของเสนาบดีหลี่เจีย นางพิจารณาบาดแผลอย่างละเอียด ก่อนจะไล่นิ้วไปตามขอบเสื้อคลุมที่ถูกย้อมด้วยเลือด "บาดแผลนี้ถูกแทงจากด้านหลัง โดยไม่มีการต่อสู้" ไป๋อิงพึมพำกับตัวเอง "ตำแหน่งบาดแผลแม่นยำและลึกพอที่จะคร่าชีวิตได้ในทันที คนร้ายต้องเป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในการใช้มีด หรือมีพละกำลังมหาศาล"
นางเงยหน้าขึ้นมองรอบห้องอีกครั้ง สายตาของไป๋อิงหยุดอยู่ที่โต๊ะทำงานขนาดใหญ่ที่เสนาบดีหลี่เจียนอนฟุบอยู่ โต๊ะไม้แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงเต็มไปด้วยม้วนกระดาษ พู่กัน จานฝนหมึก และตำราที่เปิดค้างไว้ราวกับเจ้าของห้องกำลังทำงานอยู่ก่อนที่จะเกิดเรื่องร้ายขึ้น
"ตรวจสอบร่องรอยการต่อสู้โดยละเอียดแล้ว ไม่มีร่องรอยความเสียหายใดๆ บนข้าวของเครื่องใช้เลยแม้แต่น้อย" ทหารองครักษ์นายหนึ่งรายงาน "แม้แต่เก้าอี้ที่ล้มอยู่ก็เป็นเพราะท่านเสนาบดีล้มทับลงไป ไม่ใช่เพราะการปะทะ"
ไป๋อิงพยักหน้าเล็กน้อย นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินสำรวจไปรอบๆ ห้อง นางหยุดอยู่หน้าชั้นหนังสือสูงใหญ่ที่ทอดตัวยาวตลอดผนังด้านหนึ่ง เอื้อมมือไปแตะสันหนังสือแต่ละเล่มอย่างแผ่วเบา ราวกับจะสัมผัสถึงความลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกระดาษและหมึกเหล่านั้น ผิวสัมผัสของปกหนังสือ ผ้าไหมที่หุ้มสันปก และแม้แต่ฝุ่นผงบางๆ ที่เกาะอยู่บนนั้น ล้วนไม่รอดพ้นสายตาของนาง
"มีสิ่งใดผิดปกติในห้องนี้บ้างหรือไม่" ไป๋อิงหันไปถามหัวหน้าขันที "สิ่งของที่เคยอยู่ตรงนี้แต่ตอนนี้หายไป หรือสิ่งที่ไม่ควรจะอยู่ตรงนี้แต่กลับปรากฏขึ้น"
หัวหน้าขันทีส่ายหน้า "ทุกอย่างดูเหมือนเดิม เสนาบดีหลี่เจียเป็นคนเจ้าระเบียบมาก ข้าวของทุกชิ้นจะต้องอยู่ในตำแหน่งที่ควรจะเป็นเสมอ"
ไป๋อิงขมวดคิ้ว นางเดินกลับมาที่ประตูห้อง สำรวจกลอนประตูที่ถูกล็อกจากด้านในอย่างละเอียด กลอนประตูทำจากทองเหลืองเนื้อดี แข็งแรงทนทาน ไม่มีรอยขีดข่วนหรือการงัดแงะใดๆ กุญแจยังคงเสียบคาอยู่ที่แม่กุญแจอย่างแน่นหนา
"หากประตูถูกล็อกจากด้านในจริง" ไป๋อิงพึมพำ "แล้วคนร้ายออกจากห้องไปได้อย่างไร"
นางเดินไปยังหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นสวนดอกไม้ภายในวัง หน้าต่างมีลูกกรงเหล็กดัดที่แข็งแรงและสลักลวดลายสวยงาม ไม่มีช่องว่างแม้แต่รอยนิ้วมือ หน้าต่างถูกปิดสนิทและกลอนล็อกก็อยู่จากด้านในเช่นกัน ไป๋อิงใช้มือลูบไล้ไปตามขอบหน้าต่าง ตรวจสอบทุกซอกทุกมุม
ความเงียบในห้องกดดันจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของทุกคน ไป๋อิงยังคงเดินสำรวจไปทั่วห้อง ราวกับว่านางกำลังตามหาเงาที่มิอาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า นางเดินกลับไปยังชั้นหนังสืออีกครั้ง คราวนี้สายตาของนางจับจ้องอยู่ที่ส่วนล่างสุดของชั้นหนังสือที่อยู่ใกล้กับพื้นไม้
นางคุกเข่าลง แยงสายตาเข้าไปในช่องว่างเล็กๆ ระหว่างสันหนังสือกับพื้นไม้ ที่ซึ่งคนทั่วไปอาจมองข้ามไป ไป๋อิงใช้นิ้วมือเรียวเลื่อนไปตามพื้นไม้ด้านล่างของชั้นหนังสืออย่างช้าๆ จนกระทั่งปลายนิ้วของนางสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ
มันเป็นชิ้นส่วนไม้แกะสลักเล็กๆ ขนาดประมาณปลายนิ้วก้อย ฝังอยู่แน่นราวกับเป็นส่วนหนึ่งของพื้นไม้ ลวดลายที่แกะสลักนั้นละเอียดอ่อนจนน่าทึ่ง มันไม่ใช่ลวดลายที่ใช้ตกแต่งห้องทั่วไป และวัสดุไม้ที่ใช้ก็ไม่ใช่ไม้เนื้อแข็งที่ใช้ทำพื้นห้องนี้ ไป๋อิงพยายามดึงมันออก แต่กลับไม่สามารถทำได้ ราวกับว่ามันถูกยึดติดไว้อย่างแน่นหนา
แววตาของนางฉายประกายแห่งความเข้าใจในเสี้ยววินาที นางเงยหน้าขึ้นมองผนังด้านบนของชิ้นส่วนไม้นั้นอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วค่อยๆ เลื่อนสายตาไล่ขึ้นไปบนผนังห้องที่ว่างเปล่า ราวกับมีบางสิ่งกำลังเรียกให้นางมองขึ้นไป
ไป๋อิงยืนขึ้นช้าๆ แล้วยกมือขึ้นกดไปที่ผนังบริเวณด้านบนของชิ้นส่วนไม้ที่พื้นนั้น แผ่วเบา ทว่ามั่นคง ผนังหินอ่อนที่ดูมั่นคงไร้รอยต่อ กลับให้ความรู้สึกแปลกประหลาด ราวกับ...มีช่องว่างอยู่ภายใน
ทันใดนั้นเอง ผนังหินอ่อนที่ไป๋อิงสัมผัส ก็เคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เผยให้เห็นรอยแยกบางๆ ที่ไม่เคยมีใครสังเกตเห็นมาก่อน รอยแยกนั้นค่อยๆ ขยายออกช้าๆ พร้อมกับเสียงเสียดสีของหินที่ดังอื้ออึงเบาๆ ราวกับประตูที่ถูกเปิดออกหลังจากหลับใหลมานานหลายสิบปี เผยให้เห็นช่องว่างแคบๆ ที่มืดมิดอยู่เบื้องหลัง… ช่องว่างที่นำไปสู่ปริศนาที่ลึกกว่าที่ใครจะคาดคิด และอาจเป็นทางเดียวที่คนร้ายใช้ในการเข้าออกห้องปิดตายแห่งนี้... ช่องว่างที่บัดนี้ดูเหมือนจะเปิดเผยความจริงอันน่าสะพรึงกลัว แต่ก็อาจนำพาไป๋อิงไปสู่กับดักที่ไม่มีวันกลับออกมาได้… ความลับที่ซ่อนอยู่ภายในกำแพงวังต้องห้ามแห่งนี้ ช่างมืดมิดและอันตรายเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้... และทันใดนั้นเอง แสงสว่างจากโคมไฟที่ส่องเข้ามาก็สะท้อนกับวัตถุบางอย่างที่ส่องประกายวับวาวอยู่ในความมืดมิดของช่องว่างนั้น... มันเป็น...

ปริศนาแห่งวังต้องห้าม
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก