ปริศนาแห่งวังต้องห้าม

ตอนที่ 13 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,918 คำ

สายลมเหมันต์ยามค่ำคืนพัดพาลมหนาวเล็ดลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้แกะสลักของพระตำหนักบูรพา เสียงใบไม้เสียดสีกันแผ่วเบาภายนอกคล้ายเสียงกระซิบกระซาบของวิญญาณเร่ร่อน หลินฮวากำลังยืนอยู่กลางห้องบรรทมของพระสนมหยูที่บัดนี้ว่างเปล่าและไร้ชีวิตชีวา ดวงตาเรียวคมกวาดมองไปทั่วอย่างช้า ๆ อีกครั้ง แสงจันทร์สาดส่องผ่านบานหน้าต่างลงมาต้องพื้นหินอ่อนเย็นเฉียบ เผยให้เห็นเงาตะคุ่มของเฟอร์นิเจอร์โบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่โดยรอบ

หลายวันแล้วที่คดีการตายของพระสนมหยูยังคงเป็นปริศนาที่ยากจะคลี่คลาย ‌ทุกเส้นทางที่เธอเคยเดินตามล้วนนำไปสู่ทางตัน หรือไม่ก็ข้อมูลที่ดูเหมือนจะสำคัญแต่กลับไม่มีน้ำหนักพอ เสียงกรีดร้องอันน่าหวาดผวาของนางกำนัลในวันนั้นยังคงก้องอยู่ในความทรงจำของผู้คนในวังแห่งนี้ เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงความตายอันไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นใจกลางความรุ่งโรจน์ของราชสำนักต้าถัง หลินฮวารู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาลที่แบกรับไว้ ไม่ใช่เพียงแค่ตำแหน่งนักสืบหลวง แต่เป็นความรู้สึกผิดชอบชั่วดีที่ต้องการนำความจริงมาสู่แสงสว่าง

เธอเดินไปยังแท่นบรรทมที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นที่ประทับของพระสนมหยู มือเรียวลูบไล้ผ้าไหมเนื้อดีที่ยังคงมีกลิ่นหอมจางๆ ​ของเครื่องหอมชั้นสูงติดอยู่ เธอหลับตาลง พยายามจินตนาการถึงคืนเกิดเหตุ ความเงียบยามวิกาล ความสงบก่อนพายุ และความลับที่ถูกซุกซ่อนไว้เบื้องหลังความงดงามเลิศหรูของพระตำหนักแห่งนี้

ข้อมูลที่เธอมีคือ พระสนมหยูถูกพบเสียชีวิตบนแท่นบรรทมในห้องที่ปิดล็อกสนิทจากด้านใน ไม่มีร่องรอยการงัดแงะ ‍ไม่มีทางเข้าออกอื่นใดที่สามารถอธิบายได้ว่าฆาตกรเข้ามาได้อย่างไร และที่สำคัญคือ ไม่มีอาวุธสังหารใดๆ เหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ ทุกอย่างบ่งชี้ว่าเป็นการฆ่าตัวตาย แต่ร่องรอยบางอย่างบนพระวรกายของพระสนมหยูที่หลินฮวาได้ตรวจสอบด้วยตนเองกลับทำให้เธอเชื่อมั่นว่านี่คือคดีฆาตกรรม อำนาจบางอย่างกำลังพยายามบิดเบือนความจริง และนั่นทำให้เธอยิ่งต้องระมัดระวังทุกฝีก้าว

"หรือเรามองข้ามอะไรไป..." ‌เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงสะท้อนแผ่วเบาในความเงียบ

หลินฮวาเดินสำรวจห้องอีกครั้งอย่างละเอียด แผ่นไม้ปูพื้นทุกแผ่น ผนังทุกด้าน บานหน้าต่างทุกบาน แม้แต่เพดานที่สูงตระหง่าน เธอมองหาความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ‍ที่อาจเป็นกุญแจไขปริศนา เธอขยับตู้ฉากไม้แกะสลักที่หนักอึ้งออกห่างจากผนัง เผยให้เห็นรอยขีดข่วนจางๆ บนพื้นหินอ่อนเบื้องล่าง ซึ่งบ่งบอกว่ามันเคยถูกเคลื่อนย้ายไปมาบ่อยครั้งกว่าที่ควรจะเป็น ผนังด้านหลังตู้ฉากนั้นดูเรียบเนียน ไม่ต่างจากผนังส่วนอื่นๆ แต่เมื่อหลินฮวาลองเคาะเบาๆ ​เสียงที่ได้ยินกลับแตกต่างออกไปเล็กน้อย ราวกับว่าผนังส่วนนั้นไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกันกับส่วนอื่น

ความรู้สึกบางอย่างแล่นวาบในใจของหลินฮวา เธอใช้ปลายนิ้วไล้ไปตามแนวผนังอย่างช้าๆ ละเอียดลออราวกับสัมผัสผ้าไหมชั้นดี ไม่นานนักเธอก็สัมผัสได้ถึงรอยแยกที่แทบมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มันเป็นรอยต่อของแผ่นไม้ที่ปิดทับผนังอยู่ ดูคล้ายกับส่วนหนึ่งของงานแกะสลักลวดลายดอกโบตั๋นอันวิจิตรบรรจง หากไม่ตั้งใจสังเกตก็จะไม่มีทางรู้เลยว่ามันคือรอยแยกไม่ใช่ส่วนหนึ่งของลายสลัก

"ห้องลับ..." ​คำสองคำผุดขึ้นในความคิดของเธออย่างรวดเร็ว ความลับในวังต้องห้าม ห้องลับที่ซ่อนความลับที่ไม่มีใครกล้าเปิดเผย สอดคล้องกับเรื่องย่อที่เธอเคยได้ยินมา

หัวใจของหลินฮวาเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและคาดหวัง เธอรู้ดีว่ากำลังเข้าใกล้ความจริงอีกขั้นหนึ่งแล้ว หลินฮวาพยายามหาทางเปิดรอยแยกนั้นอย่างระมัดระวัง เธอไล้ปลายนิ้วไปตามแนวรอยแยกนั้นอีกครั้ง สัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของโลหะที่ซ่อนอยู่ภายใต้แผ่นไม้ ​เธอใช้แรงกดเบาๆ ลงไปตามจุดต่างๆ พยายามจะหาจุดปลดล็อก

ทันใดนั้น เสียง "แกร๊ก" เบาๆ ก็ดังขึ้น แผ่นไม้รูปดอกโบตั๋นดอกหนึ่งที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงส่วนหนึ่งของลวดลายก็ยุบตัวลงไปเล็กน้อย เผยให้เห็นช่องว่างแคบๆ ที่มือของเธอลอดเข้าไปได้ หลินฮวาไม่รอช้า เธอสอดนิ้วเข้าไปในช่องว่างนั้นและควานหาในความมืด รู้สึกถึงปุ่มกดเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านใน เธอออกแรงกดเบาๆ พร้อมกับดันผนังส่วนนั้นออกไป

เสียงดังครืดคราดยาวๆ ดังขึ้น เผยให้เห็นประตูไม้บานหนึ่งที่เลื่อนเปิดออกช้าๆ จากด้านใน เผยให้เห็นทางเดินแคบๆ ที่ทอดยาวเข้าไปในความมืดมิด กลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินโชยออกมาจากข้างใน พร้อมกับความรู้สึกเย็นยะเยือกที่ปะทะกับใบหน้าของหลินฮวา มันไม่ใช่ความเย็นของอากาศภายนอก แต่เป็นความเย็นที่ราวกับมาจากอดีตกาลที่ถูกจองจำไว้

หลินฮวาก้าวเข้าไปในทางเดินแคบๆ นั้นอย่างไม่ลังเล เธอจุดโคมไฟเล็กๆ ที่พกติดตัวมา แสงสลัวของโคมไฟส่องให้เห็นผนังหินที่เก่าคร่ำคร่า สลับกับรากไม้ที่ชอนไชลงมาจากด้านบน ทางเดินค่อยๆ ลาดลงไปด้านล่างราวกับมุ่งหน้าสู่ใต้ดิน ทุกย่างก้าวของเธอดังก้องกังวานในความเงียบงัน เสียงหัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความผสมผสานระหว่างความกล้าหาญและความกลัว

ทางเดินสิ้นสุดลงที่ห้องลับขนาดไม่ใหญ่มากนัก ห้องนี้มืดมิดและไร้หน้าต่าง มีเพียงแสงจากโคมไฟของหลินฮวาเท่านั้นที่ส่องสว่างขึ้นมา เผยให้เห็นข้าวของที่วางระเกะระกะอยู่บนชั้นไม้เก่าๆ ที่ติดอยู่กับผนัง มีตำราเก่าแก่ที่ปกคลุมด้วยฝุ่นหนา ถุงผ้าไหมที่ผูกปากไว้แน่น และกล่องไม้แกะสลักขนาดเล็กวางอยู่บนโต๊ะกลางห้อง

หลินฮวาเดินตรงไปยังโต๊ะกลางห้อง เธอวางโคมไฟลงแล้วหยิบกล่องไม้แกะสลักขึ้นมา มันถูกปิดล็อกด้วยกุญแจทองเหลืองขนาดเล็ก เธอใช้เครื่องมือที่พกติดตัวมาลองสะเดาะกุญแจอย่างชำนาญ ไม่นานนักกลไกภายในก็คลายออก เสียง "คลิก" เบาๆ ดังขึ้น เธอยกฝากล่องขึ้นช้าๆ ภายในบรรจุสิ่งของเพียงชิ้นเดียว... ผ้าไหมสีทองผืนเล็กที่ปักลวดลายประณีตงดงาม เป็นรูปมังกรคู่กำลังโบยบินบนก้อนเมฆ แต่สิ่งที่ทำให้หลินฮวาต้องใจจดใจจ่อคือรอยเลือดสีคล้ำที่เปื้อนอยู่บนผ้าผืนนั้น รอยเลือดที่แห้งกรังบ่งบอกว่ามันคงอยู่ตรงนี้นานแล้ว

ไม่ใช่แค่รอยเลือด แต่ยังมีกลิ่นหอมจางๆ ที่คุ้นเคย กลิ่นเดียวกับเครื่องหอมที่ติดอยู่บนผ้าไหมบนแท่นบรรทมของพระสนมหยู หลินฮวาตรวจสอบผ้าไหมอย่างละเอียด และพบว่ามันมีตราประทับเล็กๆ ซ่อนอยู่มุมหนึ่ง เป็นตราประจำตำแหน่งของพระสนมหยู ยืนยันว่าผ้าผืนนี้เป็นของนางอย่างแน่นอน

แต่ทำไมผ้าผืนนี้ถึงมาอยู่ในห้องลับใต้ดินแห่งนี้? และรอยเลือดนี้มีความเกี่ยวข้องกับการตายของพระสนมหยูอย่างไร?

ขณะที่หลินฮวากำลังจมดิ่งลงไปในห้วงความคิด และพยายามปะติดปะต่อเรื่องราว เธอสังเกตเห็นบางอย่างที่มุมห้อง แผ่นไม้ปูพื้นที่ดูแปลกไปกว่าส่วนอื่น หลินฮวาก้มลงไปดูอย่างใกล้ชิด เธอพบว่ามันมีช่องว่างเล็กๆ อยู่ระหว่างแผ่นไม้ ซึ่งปกติแล้วไม่ควรมีอยู่ในงานฝีมือประณีตเช่นนี้ เธอใช้ปลายมีดขนาดเล็กที่พกติดตัวมาค่อยๆ แงะแผ่นไม้นั้นขึ้นมา

ภายใต้แผ่นไม้เผยให้เห็นช่องลับอีกชั้นหนึ่ง ภายในบรรจุสิ่งของเพียงชิ้นเดียว... บันทึกเก่าแก่เล่มหนึ่ง ปกคลุมด้วยฝุ่นหนาจนแทบมองไม่เห็นตัวอักษรบนปก หลินฮวาหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นออกอย่างระมัดระวัง เผยให้เห็นกระดาษสีเหลืองซีดที่ผูกรวมกันด้วยเชือกไหมเก่าๆ

เธอเปิดบันทึกออกอย่างใจเย็น แสงโคมไฟส่องสว่างลงบนตัวอักษรที่เขียนด้วยหมึกจีนโบราณอย่างประณีต ตัวอักษรเหล่านี้เขียนด้วยลายมือของผู้หญิง และดูเหมือนจะเป็นบันทึกส่วนตัวของใครบางคน หน้าแรกระบุวันที่เมื่อหลายสิบปีก่อน และเริ่มต้นด้วยประโยคที่ทำให้หลินฮวาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ

"ข้าจำต้องบันทึกเรื่องราวอันดำมืดนี้ไว้ แม้รู้ว่าหากมันถูกเปิดเผย ชีวิตของข้าและผู้ที่ข้ารักจะต้องดับสิ้น แต่ความลับนี้หนักอึ้งเกินกว่าจะแบกรับไว้คนเดียว..."

หลินฮวาค่อยๆ พลิกหน้ากระดาษอ่านต่อไปเรื่อยๆ รายละเอียดในบันทึกเริ่มเผยให้เห็นถึงเรื่องราวที่ซับซ้อนและน่าขนลุก เรื่องราวของวังแห่งนี้ ความอิจฉาริษยา การแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นในราชสำนัก และแผนการอันชั่วร้ายที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ความงดงามของวังหลวง

บันทึกเล่าถึงพระสนมองค์หนึ่งในรัชสมัยก่อน ผู้ซึ่งถูกปรักปรำด้วยแผนการอันชั่วร้าย และสุดท้ายต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา หลินฮวาอ่านชื่อของพระสนมองค์นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า "พระสนมจินเฟย..." ชื่อที่เธอนึกไม่ถึงว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีของพระสนมหยู

เธอกวาดสายตาอ่านต่ออย่างรวดเร็ว บันทึกบรรยายถึงการทรยศหักหลัง ความรักที่ต้องพังทลาย และความคับแค้นใจที่ก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน มันไม่ใช่แค่เรื่องราวของพระสนมจินเฟย แต่ยังกล่าวถึง “ทายาทลับ” ที่ถูกซ่อนไว้เพื่อรอวันแก้แค้น

หัวใจของหลินฮวาเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เธออ่านแต่ละหน้ากระดาษ ราวกับกำลังย้อนเวลากลับไปเป็นพยานในเหตุการณ์เหล่านั้น บันทึกเล่มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องราวในอดีต แต่ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญที่เชื่อมโยงทุกสิ่งเข้าด้วยกัน มันเล่าถึงแผนการที่ซ่อนเร้นมานานหลายสิบปี รอคอยช่วงเวลาที่เหมาะสมเพื่อเปิดเผยความจริง และชำระแค้นที่ฝังลึก

"นี่มันไม่ใช่แค่คดีฆาตกรรมธรรมดา..." หลินฮวาพึมพำ ใบหน้าซีดเผือด "แต่เป็นแผนการที่วางรากฐานมาตั้งแต่รุ่นก่อน"

เธอพลิกมายังหน้าสุดท้ายของบันทึก มือของเธอกำแน่นด้วยความรู้สึกที่ผสมผสานกันระหว่างความตื่นเต้น ความกลัว และความมุ่งมั่น บันทึกเล่มนี้มีข้อมูลที่สามารถสั่นคลอนราชสำนักแห่งต้าถังได้ทั้งราชสำนัก บันทึกหน้าสุดท้ายเขียนด้วยลายมือที่ดูเร่งรีบและสั่นเทา ราวกับผู้เขียนกำลังถูกไล่ล่า หรือกำลังเผชิญหน้ากับอันตรายถึงชีวิต

"ข้าถูกจับได้แล้ว พวกมันรู้ว่าข้าพยายามเปิดเผยความจริง... หากบันทึกนี้ตกไปอยู่ในมือของคนผิด ทุกอย่างจะจบสิ้น ข้าหวังว่าสักวันหนึ่งจะมีผู้กล้าพอจะค้นพบมัน และนำความยุติธรรมมาสู่จินเฟยและทายาทของนาง..."

ประโยคสุดท้ายของบันทึกเลือนหายไปเล็กน้อย คล้ายหมึกกำลังจะหมด แต่สิ่งที่ทำให้หลินฮวาต้องหยุดหายใจคือชื่อที่ถูกเขียนไว้ตอนท้ายของบันทึกเล่มนั้น มันไม่ใช่ชื่อของพระสนมจินเฟย แต่เป็นชื่อของพระสนมองค์หนึ่งในรัชสมัยปัจจุบันที่เพิ่งจะก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญในราชสำนัก และเป็นผู้ที่ถูกสงสัยในสายตาของหลินฮวามาตลอด

"พระสนม..." หลินฮวาเอ่ยชื่อนั้นออกมาอย่างแผ่วเบา ดวงตาเบิกกว้าง

ทันใดนั้น เสียง "แกร๊ก!" ดังขึ้นจากด้านบน เป็นเสียงเดียวกับที่เธอได้ยินเมื่อตอนเปิดประตูห้องลับแห่งนี้

ห้องลับที่เคยปิดมิดชิด บัดนี้กลับมีแสงสลัวๆ เล็ดลอดลงมาจากทางเข้าที่เธอก้าวเข้ามา ร่างเงาตะคุ่มร่างหนึ่งปรากฏขึ้นตรงปากทางเดิน พร้อมกับเสียงฝีเท้าที่ก้าวลงบันไดหินทีละขั้นช้าๆ และหนักแน่น ราวกับก้าวเท้ามาพร้อมกับความตาย

หลินฮวาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตกใจ ในมือยังคงกำบันทึกเก่าแก่เล่มนั้นไว้แน่น แสงสลัวที่ลอดลงมาทำให้เธอเห็นร่างเงาที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ใบหน้าของคนที่เธอเพิ่งอ่านชื่อของเขาในบันทึกเล่มนี้... ไม่สิ ไม่ใช่แค่ชื่อ แต่เป็น "ผู้สมรู้ร่วมคิด" ในแผนการอันดำมืดที่ถูกซ่อนไว้มานานหลายสิบปี!

ใบหน้าของบุคคลนั้นประดับด้วยรอยยิ้มเย็นชาที่ทำให้เลือดในกายของหลินฮวาต้องแข็งตัว เขาไม่ได้มาเพียงลำพัง แต่มีทหารหลวงสองนายยืนขนาบข้างอย่างน่าเกรงขาม ดวงตาของเขาจ้องตรงมาที่บันทึกในมือของหลินฮวา ราวกับรู้ว่าเธอได้ค้นพบความจริงทั้งหมดแล้ว

"ในที่สุดเจ้าก็เจอสินะ... นักสืบหลิน" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา แต่กลับสะท้อนก้องไปทั่วห้องลับที่อับชื้น "ข้าสงสัยมาตลอดว่าใครจะเป็นผู้โง่เขลาพอจะมาขุดคุ้ยเรื่องราวที่ควรจะถูกฝังไปพร้อมกับความลับของวังแห่งนี้"

หลินฮวาไม่ตอบ แต่กำบันทึกในมือแน่นขึ้น เธอรู้ดีว่าข้อมูลในบันทึกเล่มนี้คือหลักฐานชิ้นสำคัญที่จะเปิดโปงความจริงทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นดาบสองคมที่จะนำอันตรายมาสู่ชีวิตของเธอในตอนนี้

"เอาบันทึกนั่นมาให้ข้า" บุคคลนั้นสั่งเสียงเรียบ แต่แฝงด้วยอำนาจที่ไม่อาจปฏิเสธได้ "ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไปสำหรับเจ้า"

หลินฮวาก้าวถอยหลังไปช้าๆ พยายามประเมินสถานการณ์ ในห้องลับที่ปิดตายแห่งนี้ เธออยู่คนเดียว และฝ่ายตรงข้ามมีคนมากกว่า เธอรู้ว่าหากบันทึกเล่มนี้ตกไปอยู่ในมือของเขา ความพยายามทั้งหมดของเธอจะไร้ความหมาย และความจริงจะถูกฝังกลบอีกครั้ง

เธอสอดบันทึกลงในสาบเสื้อด้านในอย่างรวดเร็ว ขณะที่อีกฝ่ายกำลังเดินเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ แสงโคมไฟที่วางอยู่บนโต๊ะเริ่มสั่นไหวราวกับจะดับลงทุกเมื่อ ทำให้เงาของบุคคลเหล่านั้นดูใหญ่โตและน่าสะพรึงกลัวยิ่งขึ้น

"คิดว่าจะซ่อนได้หรือ?" เขาหัวเราะเบาๆ "เจ้าประเมินความสามารถของข้าต่ำไปแล้ว"

ขณะที่เขาก้าวเข้ามาประชิดตัว หลินฮวาตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เธอพุ่งตัวไปข้างหน้า หวังจะสร้างความประหลาดใจและหาโอกาสหลบหนีออกจากห้องลับแห่งนี้ แต่บุคคลผู้นั้นกลับเร็วกว่าที่เธอคิด เขายกมือขึ้นปัดป้องการโจมตีของเธออย่างง่ายดาย และคว้าข้อมือของเธอไว้แน่นด้วยพละกำลังที่น่าเหลือเชื่อ

"อย่าดื้อรั้นเลยนักสืบหลิน" เขาบีบข้อมือของเธอแน่นขึ้น "เจ้าไม่เข้าใจเลยว่าเจ้ากำลังเล่นอยู่กับไฟที่ร้อนแรงแค่ไหน"

หลินฮวาพยายามสะบัดข้อมือออก แต่ก็ไร้ผล เธอมองเข้าไปในดวงตาของเขา ดวงตาคู่นั้นสะท้อนความเย็นชาและความโหดเหี้ยมที่แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่เธอเคยเห็นภายนอกอย่างสิ้นเชิง เธอรู้ว่าเธอได้ก้าวเข้าสู่ใจกลางของอันตรายที่แท้จริงแล้ว

"ความจริงจะต้องปรากฏ ไม่ว่าเจ้าจะพยายามปกปิดมันมากแค่ไหนก็ตาม" หลินฮวาเอ่ยเสียงกระด้าง แม้จะรู้สึกเจ็บปวดที่ข้อมือ

เขายิ้มหยัน "ความจริงน่ะหรือ? ในวังแห่งนี้ มีความจริงได้หลายรูปแบบนักสืบหลิน ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์"

จากนั้น เขาก็ออกแรงกระชากข้อมือของหลินฮวาอย่างแรง จนร่างของเธอเซถลาไปกระแทกกับชั้นไม้เก่าๆ หนังสือและถุงผ้าต่างๆ ร่วงหล่นลงมาเกลื่อนพื้น พร้อมกับเสียงดังสนั่น

โคมไฟบนโต๊ะถูกแรงกระแทกจนล้มคว่ำ แสงสว่างสุดท้ายในห้องดับมืดลงอย่างกะทันหัน เหลือเพียงความมืดมิดที่เข้าปกคลุมทุกสิ่ง พร้อมกับกลิ่นอับชื้นและกลิ่นดินที่เข้มข้นขึ้น

ในความมืด หลินฮวารู้สึกได้ถึงร่างเงาที่พุ่งเข้ามาหาเธออีกครั้ง เธอพยายามตั้งสติและป้องกันตัว แต่ดูเหมือนจะสายเกินไป

สัมผัสเย็นเฉียบของคมมีดที่จ่ออยู่ที่ลำคอ ทำให้ร่างกายของหลินฮวาหยุดนิ่ง หัวใจของเธอเต้นระรัวราวกับจะหลุดออกมาจากอก เธอได้ยินเสียงกระซิบอันแผ่วเบาข้างใบหู ซึ่งเต็มไปด้วยความอันตรายถึงขีดสุด

"บันทึกนั่น... อยู่ที่ไหน"

หลินฮวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอรู้สึกถึงลมหายใจอุ่นๆ ของอีกฝ่ายที่รินรดอยู่ใกล้ๆ ความตายอยู่ห่างจากเธอเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด

เธอเหลือบมองไปในความมืด แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย นอกจากความมืดมิดที่มองไม่เห็นแม้แต่เงาของตนเอง

"หากเจ้าไม่ยอมพูดดีๆ... ข้าก็คงจะต้องลงมือเอง" เสียงนั้นเอ่ยขึ้นอีกครั้ง และปลายมีดก็กดลงบนลำคอของเธอเบาๆ จนสัมผัสได้ถึงความคมกริบและความเย็นยะเยือกของมัน

หลินฮวารู้สึกว่าเลือดของเธอกำลังหยุดหมุน ร่างกายของเธอแข็งทื่อด้วยความกลัว แต่ในใจเธอกลับคิดถึงบันทึกเล่มนั้น ความจริงที่ถูกซ่อนไว้ และความยุติธรรมที่ยังไม่ได้รับการเปิดเผย เธอไม่สามารถปล่อยให้มันจบลงตรงนี้ได้

แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อเธอถูกจู่โจมในความมืดมิดเช่นนี้ และคมมีดก็จ่ออยู่ที่ลำคอพร้อมที่จะปลิดชีวิตเธอได้ทุกเมื่อ

เธอได้ยินเสียงฝีเท้าของทหารอีกสองนายที่กำลังเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะปิดทางหนีทั้งหมดของเธอ

หลินฮวารู้สึกถึงความอ่อนแรงที่เริ่มเข้าครอบงำร่างกาย แต่สติของเธอยังคงพยายามคิดหาทางรอด เธอต้องรอดชีวิตออกไปพร้อมกับบันทึกเล่มนี้ให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม

ขณะที่ปลายมีดค่อยๆ กดลงมาลึกขึ้นอีกเล็กน้อย หลินฮวาก็ตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เธอรวบรวมพละกำลังเฮือกสุดท้ายที่มีอยู่ทั้งหมด ดันตัวไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน หวังจะสร้างช่องว่างและหลุดพ้นจากคมมีดนั้น

แต่ในความมืดมิด เธอไม่ได้เห็นว่ามีบางอย่างที่ขวางทางอยู่

ร่างของเธอปะทะเข้ากับวัตถุแข็งบางอย่างอย่างแรง เสียง "ปัง!" ดังสนั่น พร้อมกับความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วศีรษะ

ทุกสิ่งรอบตัวหลินฮวาหมุนคว้างไปหมด แสงสว่างที่มองไม่เห็นพลันดับลงไปอีกครั้ง คล้ายว่าโลกทั้งใบกำลังจมดิ่งลงสู่ห้วงความมืดมิดอันไร้ก้นบึ้ง พร้อมกับสัมผัสสุดท้ายที่เธอรู้สึกได้... คือความเย็นยะเยือกของพื้นหิน และความอุ่นร้อนที่ไหลรินออกจากศีรษะของเธอเอง

ก่อนที่สติของเธอจะดับวูบลงไปทั้งหมด หลินฮวาได้ยินเสียงกระซิบที่แสนเย็นชาของบุคคลนั้นอีกครั้ง

"ในที่สุดเจ้าก็พลาด... นักสืบหลิน"

และทุกสิ่งก็ตกอยู่ในความมืดมิดที่ไร้สิ้นสุด.

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ปริศนาแห่งวังต้องห้าม

ปริศนาแห่งวังต้องห้าม

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!