ป่วนใจนายต๋อง

ตอนที่ 13 — บาดแผลคือเหรียญตราแห่งความป่วน

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,530 คำ

หลังจากวีรกรรมฮีโร่ขาเป๋ที่จบลงด้วยการที่เขาต้องเดินกะเผลกไปมาอยู่หลายวัน ต๋องก็ยังคงไม่ท้อแท้แต่อย่างใด เขามองว่าทุกบาดแผลคือเหรียญตราแห่งความกล้าหาญ “ผู้ชายอย่างฉันต้องล้มแล้วลุก! เพื่อที่จะสร้างความป่วนและรอยยิ้มต่อไป!” เขาประกาศกร้าวกับตัวเองในกระจกเงาบานเล็กๆ ที่แตกร้าวของห้องน้ำพลางโชว์รอยพลาสเตอร์ปิดแผลที่ข้อเท้าอย่างภูมิใจราวกับเป็นเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชิ้นใหม่

ต๋องใช้เวลาพักฟื้นจากการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ข้อเท้าในการคิดแผนการใหม่ๆ ที่จะสร้างความประทับใจให้กับนกและเพื่อนบ้าน ‌และแล้ว! ไอเดีย…ที่สุกงอมราวกับทุเรียนหมอนทองผลโตก็ผุดขึ้นมาในสมองของเขา มันเป็นไอเดียที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าภารกิจวิ่งไล่จับไก่ของลุงป้อม หรือแม้แต่แผนการสร้างบ้านจากลังกระดาษเพื่อหนีน้ำท่วมที่เคยทำมาหลายครั้ง ไอเดียนี้จะพลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์งานวัดประจำปีของหมู่บ้าน และที่สำคัญที่สุดคือ มันจะทำให้เขาโดดเด่นสะดุดตาเหนือใคร ไม่เว้นแม้แต่พ่อค้าหมาล่าหน้าตาดีที่มักจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า

“งานวัด!” ​ต๋องอุทานเสียงดังลั่นจนแมวเหมียวที่นอนขดอยู่ปลายเตียงสะดุ้งโหยง “นี่แหละคือเวทีของฉัน! เวทีที่ฉันจะได้โชว์ทุก... ด้านของความเป็นสุดยอดชายชาติ ต๋อง... ให้ทุกคนได้เห็นและประจักษ์แก่สายตา!”

เขาผุดลุกขึ้นจากเตียงอย่างกระตือรือร้น ทว่าลืมไปว่าข้อเท้ายังไม่หายดีสนิท ทำให้เขาเซถลาไปชนกับราวตากผ้าจนเสื้อผ้าหล่นกระจาย ‍แต่เพียงแค่เสี้ยววินาที ต๋องก็สามารถปรับท่าทางให้ดูเหมือนเป็นการตั้งหลักที่สง่างาม ไม่ใช่การทรงตัวที่ผิดพลาดแต่อย่างใด “ฮึ่ม! แค่นี้จิ๊บๆ” เขาสูดลมหายใจลึก กวาดสายตามองไปรอบห้องที่รกราวกับโดนพายุเฮอริเคนถล่ม ก่อนจะไปหยุดที่กองเหล็กเส้นเก่าๆ ‌ไม้กระดานผุพัง และเศษวัสดุเหลือใช้สารพัดที่เขาสะสมไว้ “นี่แหละ! ขุมทรัพย์ของฉัน!”

แผนการของต๋องคือการสร้าง “ซุ้มมหาสนุก ต๋องตะลุยโลก” ขึ้นมาในงานวัดประจำปี ซึ่งไม่ใช่แค่ซุ้มปาเป้า ‍หรือโยนห่วงธรรมดาๆ แต่มันจะเป็นการผสมผสานระหว่างความบันเทิง ความท้าทาย และปรัชญาชีวิตที่ลึกซึ้ง (ในความคิดของเขาเอง) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เกมวัดพลังชายชาตรี” ที่เขาตั้งใจจะสร้างขึ้นมาให้ยิ่งใหญ่ตระการตา ​เพื่อพิสูจน์ความแกร่งของลูกผู้ชาย และแน่นอน...เพื่อโชว์ความแกร่งของต๋องให้สาวๆ โดยเฉพาะนกได้เห็น

ตลอดสัปดาห์ก่อนงานวัด ต๋องได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจทั้งหมดไปกับการสร้างสรรค์ซุ้มมหาสนุกของเขา เสียงตอกตะปู กรีดเลื่อย และเสียงค้อนทุบดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วบริเวณบ้าน ไม่เว้นแม้แต่กลางดึกสงัด ​บางครั้งก็มีเสียงอุทานดังลั่นตามมาด้วย “โอ๊ย! นิ้วฉัน!” หรือ “เฮ้ย! นั่นไม่ใช่ตะปู!” ทำให้เพื่อนบ้านหลายคนต้องโทรศัพท์มาสอบถามด้วยความห่วงใย (ปนรำคาญ) ​ว่าเกิดเหตุเพลิงไหม้หรือแผ่นดินไหวในบริเวณบ้านต๋องหรือไม่

ลุงสมหมาย ช่างไม้เก่าแก่ประจำหมู่บ้านที่มักจะส่ายหน้าทุกครั้งที่เห็นต๋องจับค้อน ได้เดินมาด้อมๆ มองๆ ที่รั้วบ้านต๋องด้วยใบหน้ากังวล “ไอ้ต๋องเอ๊ย! แกจะสร้างอะไรของแกวะนั่น? ดูท่าทางมันไม่น่าจะยืนยงคงกระพันไปได้ถึงวันงานนะ”

ต๋องชูค้อนขึ้นเหนือหัวอย่างองอาจ ทั้งๆ ที่หางตาของเขายังเหลือบมองรอยบุบขนาดใหญ่บนกำแพงที่เกิดจากการทดลองตอกตะปูเมื่อเช้า “ลุงอย่าดูถูกพลังสร้างสรรค์ของชายชาติ ต๋องเลยครับ! นี่มันคือศิลปะ! มันคือนวัตกรรม! มันคือเกมวัดพลังชายชาตรีที่ลุงจะต้องอ้าปากค้าง!”

“เกมวัดพลังชายชาตรีของแกนี่… มันดูจะทำมาจากไม้ไผ่ผุๆ กับเศษเหล็กสนิมเขรอะนะไอ้ต๋อง” ลุงสมหมายพยายามกลั้นหัวเราะ “แล้วนั่น... ค้อนขนาดนั้นมันจะทุบได้จริงเรอะ”

สิ่งที่ลุงสมหมายพูดถึงคือ “อุปกรณ์หลัก” ของเกมวัดพลังของต๋อง มันคือเครื่องวัดความแข็งแรงแบบคลาสสิกที่ต้องใช้ค้อนทุบแป้นเพื่อส่งให้ตุ้มน้ำหนักวิ่งขึ้นไปชนกระดิ่งที่อยู่ด้านบนสุด ต๋องได้สร้างมันขึ้นมาเองทั้งหมด โดยใช้ไม้กระดานรีไซเคิลจากกองขยะ เศษเหล็กเส้นที่ขึ้นสนิม และที่พีคที่สุดคือ ค้อนขนาดมหึมาที่เขาอ้างว่า “พิเศษสั่งทำ” แต่แท้จริงแล้วมันคือหัวฆ้อนปอนด์เก่าๆ ที่หลุดออกจากด้าม เขาเอามาผูกติดกับไม้กระบอกด้วยเชือกฟางอย่างแน่นหนา (ในความคิดของเขา)

“โอ้โห! ลุงสมหมายครับ ลุงมองไม่เห็นศักยภาพของมันจริงๆ รึไง” ต๋องทำเสียงผิดหวัง “นี่คือค้อนแห่งทวยเทพ! ค้อนที่ผ่านการชุบน้ำมันเครื่องเก่าๆ เพื่อเพิ่มความลื่นไหลในการเหวี่ยง! ส่วนตัวเครื่องวัดพลังน่ะเหรอครับ ผมปรับแต่งกลไกภายในให้มันซับซ้อนยิ่งกว่าระบบล็อคตู้เซฟของธนาคาร! รับรองว่าไม่มีใครทำคะแนนเต็มได้ง่ายๆ ยกเว้นผม!”

ลุงสมหมายส่ายหน้า ก่อนจะเดินกลับไปพร้อมรอยยิ้มอย่างสมเพชแกมเอ็นดู “เออๆ ตามใจแกเถอะไอ้ต๋อง งานวัดปีนี้ถ้าไม่มีอะไรพังใหญ่โตก็บุญแล้ว”

วันงานวัดมาถึง ท้องฟ้าโปร่งใสไร้เมฆหมอก บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของอาหารนานาชนิด เสียงเพลงลูกทุ่งดังกระหึ่ม สลับกับเสียงประกาศเชิญชวนให้ร่วมสนุกกับซุ้มต่างๆ ต๋องแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตลายดอกสีสดใส กางเกงยีนส์ฟอกสีขาดๆ รองเท้าแตะคู่โปรด และที่ขาดไม่ได้คือแว่นกันแดดสีชาที่เขาอ้างว่าช่วยให้เขามี “ออร่าของซุปเปอร์สตาร์” เขาเดินไปที่ซุ้มของตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ

“ซุ้มมหาสนุก ต๋องตะลุยโลก: เกมวัดพลังชายชาตรี ท้ารัก ท้าแรง!” ป้ายชื่อซุ้มที่เขาเขียนเองด้วยปากกาเมจิกสีแดงตัวโตๆ โดดเด่นเป็นสง่าอยู่กลางลานวัด ตัวเครื่องวัดพลังสูงเกือบสามเมตร ทำจากไม้กระดานสีซีดที่ถูกตอกตะปูยึดไว้อย่างลวกๆ ดูแล้วเหมือนงานศิลปะแบบจัดวางที่พร้อมจะล้มครืนลงมาได้ทุกเมื่อ กระดิ่งทองเหลืองอันเล็กๆ ที่อยู่บนสุดถูกผูกติดไว้ด้วยลวดเส้นเดียว ส่วนค้อนแห่งทวยเทพก็วางรอผู้กล้าอยู่ข้างๆ

“เชิญครับ! เชิญเลยครับพี่น้อง! มาลองวัดพลังชายชาตรีกันหน่อยไหมครับ! ใครทำคะแนนได้สูงสุดในวันนี้ รับไปเลยรางวัลพิเศษจากต๋อง! และโอกาสได้ใกล้ชิดกับสุดยอดชายชาติ ต๋อง อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!” ต๋องประกาศเสียงเจื้อยแจ้ว พยายามเลียนแบบพ่อค้าปากตลาด

แต่ดูเหมือนผู้คนจะยังไม่สนใจซุ้มของเขามากนัก ส่วนใหญ่จะมุงดูซุ้มปาโป่งที่ได้ตุ๊กตาหมีตัวโตๆ เป็นรางวัล หรือซุ้มยิงปืนที่อวดของรางวัลเป็นมือถือเครื่องใหม่ ลมเย็นๆ พัดผ่านมาเบาๆ ทำให้ป้ายซุ้มของต๋องแกว่งไกวไปมาดูน่าหวาดเสียว

“เฮ้ย! ซุ้มไอ้ต๋องนี่มันยังไงวะเนี่ย!” เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากกลุ่มวัยรุ่นที่เดินผ่านมา “ดูท่าทางมันพร้อมจะพังลงมาได้ทุกเมื่อเลยนะ!”

“นั่นน่ะสิ! แถมค้อนก็ดูน่ากลัวชะมัด!” อีกเสียงเสริม

ต๋องเชิดหน้าขึ้น “พวกนายมันไม่เข้าใจศิลปะหรอก! นี่มันไม่ใช่แค่เกม แต่มันคือการทดสอบจิตวิญญาณและความกล้าหาญ! ใครกล้าพอที่จะลองก่อนเป็นคนแรก รับไปเลยส่วนลดพิเศษ!”

ในที่สุด เด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่ดูจะซุกซนเป็นพิเศษก็จูงมือคุณแม่เข้ามา “แม่ครับ ผมอยากเล่นอันนี้! ดูน่าสนุกดี!”

“แน่ใจนะลูกว่ามันปลอดภัย” คุณแม่ถามด้วยความกังวลเล็กน้อย เมื่อเห็นสภาพซุ้มที่ดูไม่ค่อยแข็งแรงนัก

“โอ๊ย! ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ครับคุณพี่! ผมต๋องรับประกันด้วยเกียรติของลูกผู้ชาย!” ต๋องรีบรับประกันเสียงดัง “เอาเป็นว่าน้องคนนี้ทดลองเล่นฟรีเลยครับ! ถือว่าเป็นผู้บุกเบิก!”

เด็กชายตัวน้อยหยิบค้อนแห่งทวยเทพขึ้นมาอย่างทุลักทุเล เนื่องจากมันหนักเกินตัวเขาไปมาก ต๋องต้องช่วยพยุง ดึง ดัน ให้เด็กชายสามารถยกค้อนขึ้นมาได้ครึ่งๆ กลางๆ “เอาเลยน้อง! เต็มที่ไปเลย!”

เด็กชายรวบรวมแรงทั้งหมดที่มี ฟาดค้อนลงไปบนแป้นวัดพลังอย่างสุดกำลัง… ปัง!!!

เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แต่แทนที่ตุ้มน้ำหนักจะวิ่งขึ้นไปชนกระดิ่ง ตุ้มน้ำหนักกลับดีดตัวออกจากรางอย่างแรง พุ่งเข้าใส่ถาดขนมครกของป้าสมจิตที่อยู่ข้างๆ อย่างจัง ขนมครกกว่าสิบฝาปลิวกระจายไปทั่วบริเวณ บางส่วนกระเด็นไปติดอยู่บนผมของลุงกำนันที่กำลังเดินผ่านมาพอดี

“ไอ้ต๋อง!!!” ป้าสมจิตกรีดร้องเสียงหลง “นี่แกทำอะไรของแกเนี่ย! ขนมครกฉัน!”

ลุงกำนันที่ถูกขนมครกแป้งกะทิติดผมหงอก เดินเข้ามาหาต๋องด้วยใบหน้าที่แดงก่ำ “ไอ้หนุ่ม! นี่มันเกมวัดพลัง หรือเกมทำลายล้างกันแน่วะ!”

ต๋องหน้าซีดเผือด เขาไม่คิดว่ากลไกที่เขาปรับแต่งอย่างซับซ้อนจะทำงานผิดพลาดได้ขนาดนี้ “เอ่อ... คือ... มันเป็นเทคนิคพิเศษครับลุงกำนัน! คือว่ามันต้องใช้พลังงานเฉพาะจุดน่ะครับ! น้องคนนี้คงจะพลังล้นเหลือเกินไปหน่อย!”

ขณะที่ต๋องกำลังพยายามอธิบายสถานการณ์อันยุ่งเหยิง นก สาวสวยข้างบ้านก็เดินผ่านมาพอดี เธอมองเหตุการณ์ด้วยรอยยิ้มขบขัน ดวงตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับราวกับเพิ่งเจอเรื่องที่น่าสนใจที่สุดในรอบวัน

“อ้าวต๋อง... ซุ้มของนายดูน่าสนุกดีนะ” นกเอ่ยแซว “แต่ทำไมขนมครกป้าสมจิตถึงไปอยู่บนผมลุงกำนันได้ล่ะจ๊ะ”

ต๋องรีบปรับสีหน้าจากความตกใจเป็นความมั่นใจในทันที “อ๋อ! คือมันเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์พิเศษครับนก! เป็นการแสดงพลังที่ควบคุมไม่ได้! เป็นปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่เกิดขึ้นเฉพาะในซุ้มของผมเท่านั้น! คือ... ผมกำลังคิดจะทำสถิติโลกน่ะครับ!” เขาพูดพลางยืดอกอย่างภาคภูมิใจ

นกหัวเราะคิกคัก “จริงเหรอจ๊ะ? ถ้าอย่างนั้นฉันขออนุญาตถ่ายรูปไปลงเฟซบุ๊กหน่อยนะ เผื่อจะได้ช่วยโปรโมทซุ้มของนาย”

ต๋องหน้าบานเป็นจานเชิง “ได้เลยครับนก! ถ่ายเลยครับ! ถ่ายมุมที่ผมดูหล่อที่สุดนะครับ! ส่วนลุงกำนัน... ลุงน่าจะยืนอยู่ข้างๆ ผมนะครับ จะได้ดูเป็นพยานถึงความยิ่งใหญ่ของผม!”

ลุงกำนันมองต๋องด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเอือมระอา ก่อนจะเดินหันหลังไปพร้อมกับสบถพึมพำกับตัวเอง “ไอ้บ้าเอ๊ย! ขนมครกติดผมไปทำงานศพเพื่อนก็คราวนี้แหละ!”

หลังจากสถานการณ์ขนมครกคลี่คลายลง (โดยที่ต๋องไม่ได้ทำอะไรนอกจากพูดจาวกวน) ต๋องก็รีบจัดการซ่อมแซมกลไกของเครื่องวัดพลังอย่างรีบร้อน เขาใช้เชือกฟางพันรอบตุ้มน้ำหนักหลายชั้น พร้อมกับอธิษฐานขอให้มันอยู่ติดกับรางไปตลอดงาน

“เอาล่ะ! รอบนี้ไม่มีพลาดแน่นอนครับ! ใครอยากลองอีกไหมครับ! ผมรับรองเลยว่าคราวนี้จะได้วัดพลังกันอย่างแท้จริง!” ต๋องประกาศก้องอีกครั้ง

แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครกล้าเข้ามาลองอีกแล้ว จนกระทั่งชายหนุ่มร่างบึ้กคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาเป็นนักเลงประจำหมู่บ้าน ชื่อไอ้แดง ที่ชอบโอ้อวดพละกำลังของตัวเองเสมอ

“เฮ้ยต๋อง! ได้ข่าวว่าซุ้มแกทำขนมครกป้าสมจิตปลิวว่อนเลยรึวะ” ไอ้แดงหัวเราะเสียงดัง “ไหนลองให้กูเล่นบ้างดิ๊ ดูซิว่าพลังของกูจะทำอะไรได้บ้าง”

ต๋องยิ้มกว้าง “ยินดีต้อนรับครับไอ้แดง! นายเนี่ยแหละคือผู้กล้าที่แท้จริง! มาเลย! มาพิสูจน์พลังของนายในเกมวัดพลังชายชาตรีของต๋อง!”

ไอ้แดงหยิบค้อนแห่งทวยเทพขึ้นมาอย่างง่ายดาย เขาสะบัดข้อมือสองสามครั้ง ก่อนจะเหวี่ยงค้อนขึ้นสูงแล้วฟาดลงบนแป้นวัดพลังอย่างสุดแรงเกิด!

ปัง!!!! เสียงดังกว่าครั้งแรกหลายเท่า!

คราวนี้ตุ้มน้ำหนักพุ่งทะยานขึ้นไปชนกระดิ่งอย่างจัง กระดิ่งสั่นไหวและมีเสียงดังกังวานไปทั่วงานวัด ผู้คนหันมามองด้วยความสนใจ

ต๋องหน้าซีดอีกครั้ง เขาเห็นบางสิ่งบางอย่างผิดปกติ...

“เฮ้ย! ดูนั่นดิ!” เสียงคนในฝูงชนร้องขึ้น

กระดิ่งทองเหลืองที่ถูกผูกติดไว้ด้วยลวดเส้นเดียว ไม่สามารถทนทานต่อแรงกระแทกมหาศาลของไอ้แดงได้ มันหลุดออกจากที่ยึด พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าเหมือนจรวดที่ปล่อยจากฐาน

“เฮ้ย! กระดิ่ง!” ต๋องร้องเสียงหลง

กระดิ่งหมุนคว้างกลางอากาศ ก่อนจะตกลงมาด้วยความเร็วสูง พุ่งตรงไปยังจุดที่คนกำลังรวมตัวกันอยู่มากที่สุด… ซึ่งก็คือซุ้มหวยของเจ๊สายที่กำลังมีคนมุงซื้อเลขเด็ดจากหางประทัดกันอย่างหนาแน่น

“หลบเร็ว!!!” ต๋องตะโกนสุดเสียง แต่ก็ไม่ทันการณ์

กระดิ่งทองเหลืองขนาดใหญ่ตกลงไปกลางวงคนมุงหวย สร้างความโกลาหลอลหม่าน เสียงกรีดร้องดังระงม ผู้คนแตกฮือวิ่งหนีกันอลหม่าน เสียงแก้วแตก เสียงโต๊ะคว่ำ และเสียงบ่นด่าดังระงม

แต่ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ กระดิ่งที่ตกลงไปนั้น ไม่ได้กระทบกับพื้นดินเปล่าๆ มันตกลงไปโดน...

กองประทัดที่เจ๊สายเพิ่งจะจุดเพื่อขอเลขเด็ด!

ไฟจากกระดิ่งที่กระทบกับพื้นผิวอย่างแรง ทำให้เกิดประกายไฟเล็กน้อย ซึ่งมากพอที่จะจุดชนวนกองประทัดขนาดมหึมาที่วางเรียงรายอยู่

ฟู่... ฟิ้ว... ปัง! ปัง! ปังปังปังปังปัง!!!!

เสียงประทัดระเบิดดังลั่นสนั่นหวั่นไหวราวกับสนามรบ ควันสีขาวขโมงพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว กลิ่นดินปืนคละคลุ้งไปทั่วบริเวณงานวัด ผู้คนกรีดร้องวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ซุ้มต่างๆ เริ่มมีเสียงข้าวของล้ม เสียงคนร้องเจ็บ

งานวัดที่เคยเต็มไปด้วยความครึกครื้น สนุกสนาน กลับกลายเป็นความวุ่นวายโกลาหลในพริบตาเดียว ต๋องยืนแข็งทื่ออยู่ข้างซุ้มของตัวเอง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ปากอ้าค้าง ลมหายใจติดขัด เมื่อเห็นภาพตรงหน้า...

ควันจากประทัดพวยพุ่งขึ้นปกคลุมท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว ผู้คนวิ่งหนีกันอลหม่านราวกับหนีผี แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ต๋องตัวแข็งทื่อ สิ่งที่ทำให้ต๋องรู้สึกเหมือนโลกหยุดหมุนคือ เขาเห็นเงาของใครบางคนกำลังเดินออกมาจากกลุ่มควันดินปืนที่ฟุ้งกระจาย และเงาร่างนั้นถือ...

บางสิ่งบางอย่างที่ดูเหมือนกำลังไหม้ไฟ ค่อยๆ เดินตรงมาทางเขาด้วยท่าทีที่คุกคาม และจากรูปร่างสูงใหญ่พร้อมกับเสียงคำรามที่ดังออกมาจากกลุ่มควันนั้น ต๋องรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องขนมครกหรือกระดิ่งหายอีกต่อไปแล้ว...

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ป่วนใจนายต๋อง

ป่วนใจนายต๋อง

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!