เงาใจครูบา

ตอนที่ 19 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,628 คำ

รุ่งอรุณทอแสงยามเช้า สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างกุฏิ เคลือบไล้ผนังไม้เก่าด้วยสีทองเรืองรอง พระอาจารย์วิสุทธิ์นั่งพับเพียบอยู่บนอาสนะเก่า หยกธูปจากกระถางยังคงคุกรุ่น ส่งกลิ่นกำยานอ่อนๆ คลอเคลียในบรรยากาศอันสงบเงียบ แสงแดดยามเช้ามิได้เพียงแต่ปลุกโลกให้ตื่น ‌หากยังเป็นดุจประทีปส่องสว่างภายในจิตใจของท่านอีกครั้ง หลังจากที่ท่านได้กลับจากการบิณฑบาตด้วยจิตที่ผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมา

ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าและจิตวิญญาณได้จางหายไปราวกับหมอกควันยามเช้า เหลือไว้เพียงความโปร่งเบาและความเข้าใจอันลึกซึ้งที่เพิ่งค้นพบ แม้ว่าความเจ็บปวดทางกายจากกระดูกสันหลังและข้อเข่ายังคงทักทายอยู่ทุกย่างก้าว แต่ทว่าความสัมพันธ์ของท่านกับความเจ็บปวดนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว ท่านมิได้เห็นมันเป็นศัตรูอีกต่อไป หากแต่เป็นเพียง "อาการ" ​เป็น "ความรู้สึก" ที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นเพียงธรรมชาติที่ไม่อาจยึดมั่นถือมั่นได้อีกต่อไป

ในเช้าวันนี้ ความรู้สึกนั้นยิ่งเด่นชัดขึ้นกว่าครั้งไหนๆ ท่านสัมผัสได้ถึงความเบาบางในกาย ‍ราวกับน้ำหนักตัวได้ลดลงไปหลายกิโลกรัม ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ การเคลื่อนไหวของท่านดูเชื่องช้าลงเล็กน้อย แต่เปี่ยมไปด้วยความมั่นคงและจังหวะที่ไม่เร่งรีบ สายตาที่เคยฉายแววความกังวลหรือความเหนื่อยล้า บัดนี้กลับนิ่งสงบ แฝงด้วยเมตตาและปัญญาที่ลุ่มลึก ‌เมื่อหันไปมองกระถางธูปควันจางที่ตั้งอยู่ข้างอาสนะ ความรู้สึกถึงการ “เป็นผู้มอง” การ “เป็นผู้รู้” ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน ราวกับตัวท่านเองก็เป็นเพียงปรากฏการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ไม่ได้เป็น ‍“เรา” ผู้ยึดมั่นถือมั่นอีกต่อไป

ท่านเริ่มนั่งสมาธิในท่าเดิมที่คุ้นเคย แต่ครั้งนี้สภาวะภายในกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ลมหายใจที่เข้าออกถูกรับรู้ถึงอย่างละเอียดลออ ราวกับทุกอณูอากาศที่เคลื่อนผ่านปลายจมูกนั้น มีชีวิตชีวาและเป็นอิสระจากความควบคุมใดๆ ความเจ็บปวดที่เคยเป็นดั่งเสียงก่นด่าในจิตใจ บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงเสียงกระซิบเบาๆ ​ที่เกิดขึ้นในฉากหลังแห่งความเงียบสงัด ท่านรับรู้ถึงอาการปวดร้าวที่กระดูกสันหลัง รับรู้ถึงความตึงที่ข้อเข่า แต่ทว่าจิตของท่านกลับไม่ผูกพัน ไม่ยึดมั่น ไม่ปฏิเสธ ไม่โหยหา ท่านเพียงแต่เฝ้าดูมันราวกับกำลังมองดูเมฆที่ลอยละล่องอยู่ในฟากฟ้า ​เห็นมันก่อตัวขึ้น เห็นมันแปรเปลี่ยนรูปทรง และเห็นมันสลายไปในที่สุด

เมื่อความเจ็บปวดทางกายคลายตัวลงชั่วขณะหนึ่ง จิตของท่านก็ยิ่งดำดิ่งลงสู่ความสงบที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีกครา ความคิดต่างๆ ที่เคยวิ่งวนไม่หยุดหย่อน บัดนี้กลับผ่อนคลายลงช้าๆ บางครั้งก็หยุดนิ่งไปเลยก็มี ​ท่านเห็นความคิดเกิดขึ้นดับไปราวกับฟองอากาศในน้ำ เห็นอารมณ์ต่างๆ ที่ผุดขึ้นมาแล้วก็จางหายไป ราวกับใบไม้ที่ร่วงหล่นจากกิ่ง สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถฉุดรั้งจิตใจของท่านให้ออกห่างจากสภาวะแห่งความตระหนักรู้ได้อีกต่อไป “นี่คืออนิจจัง” ท่านรำพึงในใจอย่างเงียบงัน “นี่คือทุกขัง นี่คืออนัตตา” คำสอนที่ท่านเคยท่องบ่น สอนลูกศิษย์ลูกหา บัดนี้มันได้ฝังรากลึกและผลิบานเป็นประสบการณ์ตรงภายในใจของท่านเอง

นานแค่ไหนไม่ปรากฏ ท่านนั่งอยู่เช่นนั้นด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจบรรยายได้ ความหนักอึ้งที่เคยมีต่ออดีตที่ฝังใจ ความกังวลต่ออนาคตที่ไม่แน่นอน หรือแม้แต่ความไม่พอใจในปัจจุบัน ล้วนละลายหายไปราวกับเกลือที่ละลายในน้ำ จิตของท่านเป็นอิสระ เป็นดุจน้ำใสที่ไม่มีตะกอนขุ่นมัว ท่านสัมผัสได้ถึงความเมตตาที่แผ่ซ่านออกไปจากใจ สู่สรรพสิ่งรอบกาย ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใบหญ้า อากาศที่พัดผ่าน หรือแม้แต่เหล่าสรรพสัตว์ที่อาศัยอยู่รอบๆ วัด ทุกสิ่งล้วนดำรงอยู่ด้วยความเชื่อมโยงถึงกันและกันในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้

ในช่วงสายของวันนั้น มีสามเณรรูปหนึ่งนามว่า "เณรแก้ว" ซึ่งเพิ่งบรรพชาได้ไม่นาน เข้ามาหาพระอาจารย์วิสุทธิ์ด้วยใบหน้าที่ยังคงแสดงความกระวนกระวาย เณรแก้วกราบลงตรงหน้าพระอาจารย์ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยเสียงที่สั่นเครือ "นมัสการพระอาจารย์ครับกระผม เณรแก้วรู้สึกสับสนเหลือเกินครับกระผม เวลาที่เณรภาวนาแล้วจิตไม่สงบเลยครับ ยิ่งพยายามจะให้สงบเท่าไหร่ มันก็ยิ่งฟุ้งซ่าน ยิ่งคิดไปนู่นไปนี่ ไม่รู้จะทำอย่างไรดีแล้วครับ"

พระอาจารย์วิสุทธิ์มองเณรแก้วด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความเข้าใจ ท่านพยักหน้าเบาๆ ราวกับจะบอกว่าท่านเองก็เคยผ่านมาแล้ว ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริง เพียงแต่ในอดีต ท่านอาจไม่เคยเข้าใจลึกซึ้งถึงแก่นแท้ของความสับสนและแรงต้านทานภายในเช่นนี้ ท่านยกมือขึ้นลูบศีรษะเณรแก้วอย่างแผ่วเบา ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล แต่หนักแน่นไปด้วยปัญญา "เณรแก้วเอ๋ย การที่จิตไม่สงบนั้นเป็นเรื่องธรรมดาของจิต เป็นธรรมชาติของมันที่ชอบปรุงแต่ง วิ่งหาอารมณ์ต่างๆ เณรไม่ต้องไปบังคับมัน ไม่ต้องไปสู้รบปรบมือกับมัน"

เณรแก้วเงยหน้าขึ้นมองพระอาจารย์ด้วยความสงสัย "แล้วกระผมจะทำอย่างไรครับ ถ้าไม่สู้กับมัน จิตมันก็ยิ่งคิดไปเรื่อยๆ ซิครับ"

พระอาจารย์วิสุทธิ์ยิ้มอย่างอ่อนโยน "นั่นแหละคือสิ่งที่เณรต้องทำ คือ 'ดู' มันเฉยๆ ดูความคิด ดูอารมณ์ที่เกิดขึ้นราวกับเณรกำลังนั่งดูแม่น้ำไหลไปเรื่อยๆ เณรไม่ต้องกระโดดลงไปในกระแส ไม่ต้องพยายามหยุดน้ำ ไม่ต้องพยายามเปลี่ยนทิศทางของน้ำ เพียงแค่เป็นผู้เฝ้าดู เมื่อเณรดูมันไปนานๆ โดยไม่เข้าไปแทรกแซง ไม่เข้าไปตัดสิน ไม่เข้าไปยึดมั่นถือมั่น เณรจะเห็นว่าความคิดเหล่านั้นมันก็แค่เกิดขึ้น แล้วก็ดับไปเอง เหมือนฟองอากาศที่ผุดขึ้นมาแล้วก็แตกสลายไป"

"แต่ว่า... บางทีมันก็มีเรื่องราวในอดีตเก่าๆ ที่เณรไม่อยากจำ ผุดขึ้นมาครับ มันทำให้เณรเศร้า ทำให้เณรเสียใจ" เณรแก้วกล่าวต่อ ใบหน้าเริ่มหมองลง

พระอาจารย์วิสุทธิ์พยักหน้าช้าๆ "นั่นแหละเณร... อดีตก็คืออดีต มันเป็นเพียงความทรงจำ เป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว มันไม่ได้มีอำนาจอะไรที่จะทำร้ายเณรได้ในปัจจุบัน นอกจากเณรจะไปยึดติดกับมัน ปรุงแต่งมันขึ้นมาอีกครั้ง ลอง 'ดู' มันด้วยความเข้าใจว่ามันก็เป็นแค่ 'อารมณ์' หนึ่งที่เกิดขึ้นในใจ ดูมันเหมือนกับดูความเจ็บปวดทางกาย ดูมันเหมือนกับดูความคิด ดูมันจนเห็นว่ามันก็เป็นเพียงสิ่งที่ไม่เที่ยง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป"

ถ้อยคำของพระอาจารย์วิสุทธิ์ไม่ได้เป็นเพียงคำสอนที่ท่องจำมา หากแต่เป็นคำที่ออกมาจากประสบการณ์ตรงที่ท่านเพิ่งได้รับรู้ด้วยตนเอง ความเข้าใจที่ลึกซึ้งในสัจธรรมแห่งความทุกข์ การยอมรับ และการปล่อยวาง ทำให้คำพูดของท่านมีพลังและน้ำหนักที่สามารถถ่ายทอดไปสู่จิตใจของผู้ฟังได้อย่างน่าอัศจรรย์ เณรแก้วฟังด้วยความตั้งใจ ดวงตาที่เคยสับสนเริ่มมีแววแห่งความเข้าใจปรากฏขึ้น

"แล้วความเจ็บปวดทางกายล่ะครับพระอาจารย์ บางทีเณรปวดเมื่อยมากๆ มันก็ทำให้ภาวนาไม่สบาย" เณรแก้วยังคงถามต่อ

"ก็ 'ดู' มันเช่นกันเณร ดูความปวดนั้น ดูว่ามันเกิดขึ้นตรงไหน มันเป็นอย่างไร มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร มันหนักขึ้นไหม มันเบาลงไหม มันปวดแบบตื้อๆ หรือปวดแบบจี๊ดๆ ไม่ต้องไปบอกว่า 'ฉันปวด' แต่ให้รู้ว่า 'มีความปวดเกิดขึ้น' เมื่อเณรแยก 'ความปวด' ออกจาก 'ผู้ปวด' ได้เมื่อไหร่ เมื่อนั้นเณรจะเห็นว่าความปวดนั้นก็เป็นเพียงอาการหนึ่งของกาย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา มันก็แค่เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป" พระอาจารย์วิสุทธิ์อธิบายอย่างใจเย็น

เณรแก้วก้มลงกราบพระอาจารย์ด้วยความเคารพอย่างสุดซึ้ง "ขอบพระคุณพระอาจารย์ครับกระผม เณรพอจะเข้าใจแล้วครับ"

พระอาจารย์วิสุทธิ์มองตามแผ่นหลังของเณรแก้วที่เดินออกไปจากกุฏิด้วยท่าทีที่ผ่อนคลายขึ้น ท่านรู้สึกปีติในใจที่สามารถแบ่งปันประสบการณ์ที่เพิ่งค้นพบนี้ให้กับผู้อื่นได้ ความรู้สึกนี้ยืนยันว่าสิ่งที่ท่านได้ปฏิบัติมานั้นถูกต้องและเป็นไปเพื่อความพ้นทุกข์อย่างแท้จริง ท่านกลับมานั่งบนอาสนะอีกครั้ง และเริ่มดำดิ่งลงสู่สมาธิอย่างต่อเนื่อง

ช่วงบ่ายคล้อย แสงแดดอ่อนลงเล็กน้อย สาดส่องเข้ามาในกุฏิเป็นลำแสงสีทองอ่อนๆ บรรยากาศเงียบสงัดยิ่งขึ้นไปอีกครา พระอาจารย์วิสุทธิ์นั่งนิ่งสงบ ดุจรูปปั้นหินผาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางสายลม จิตของท่านดำดิ่งลงไปสู่จุดที่ลึกซึ้งที่สุด ไม่มีความคิด ไม่มีความรู้สึก ไม่มีความอยากใดๆ เหลืออยู่ มีเพียงความว่างเปล่าอันบริสุทธิ์และสภาวะแห่งการรับรู้ที่ละเอียดอ่อนที่สุดเท่านั้น

ในสภาวะเช่นนั้น ท่านรู้สึกถึงความโปร่งโล่งที่แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับไร้ซึ่งขอบเขตของกายและใจ ท่านสัมผัสได้ถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล ทุกสิ่งล้วนเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ และในความว่างเปล่านั้นเอง สิ่งที่ท่านเคยคิดว่าคือ "เงาใจ" ที่กัดกินท่านมาตลอดชีวิต ก็พลันปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเจ็บปวดทางกาย ไม่ใช่ความทรงจำในอดีต และไม่ใช่ความกังวลในอนาคต

มันคือความรู้สึกที่อธิบายได้ยากยิ่งนัก เป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่าความเศร้า ลึกกว่าความโดดเดี่ยว ลึกกว่าความกลัว มันเป็นความว่างเปล่าที่มิใช่ความว่างเปล่าของปัญญา หากแต่เป็นความว่างเปล่าที่เย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ เป็นความรู้สึกราวกับถูกตัดขาดจากทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้อย่างสิ้นเชิง ราวกับจิตวิญญาณของท่านล่องลอยอยู่เพียงลำพังในอวกาศอันมืดมิดไร้ขอบเขต ความรู้สึกนี้มิได้เกิดขึ้นจากความคิด มิได้เกิดขึ้นจากอารมณ์ แต่มันผุดขึ้นมาจากส่วนลึกที่สุดของจิตใต้สำนึก เป็นสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ชั้นแล้วชั้นเล่าของความทุกข์ที่ท่านได้เผชิญมาตลอด

ความรู้สึกนี้รุนแรงและเฉียบพลันเสียจนทำให้พระอาจารย์วิสุทธิ์สะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาของท่านเบิกกว้างขึ้นช้าๆ ความสงบที่เคยมีอยู่มลายหายไปในพริบตา ท่านพยายามที่จะ "ดู" มัน พยายามที่จะสังเกตมันเช่นเดียวกับที่ท่านได้ทำกับความเจ็บปวดและอารมณ์อื่นๆ แต่ครั้งนี้มันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ความรู้สึกนี้ไม่สามารถถูกจับต้อง ไม่สามารถถูกระบุ ไม่สามารถถูกจำแนกได้ มันเป็นเพียง "ความรู้สึก" ที่ไร้รูป ไร้ลักษณ์ แต่กลับมีอำนาจมหาศาลที่ฉุดกระชากจิตใจของท่านให้ดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิด

ท่านสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านจากกลางอกออกไปทั่วร่าง กายของท่านเริ่มสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อกาฬผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผาก ลมหายใจเริ่มติดขัด ความเข้าใจทั้งหมดที่ท่านเพิ่งได้รับมา ดูเหมือนจะไร้ความหมายต่อสภาวะนี้อย่างสิ้นเชิง "นี่คืออะไรกัน..." ท่านรำพึงในใจอย่างแผ่วเบาด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความสับสน ความหวาดกลัว และความสิ้นหวัง

ความรู้สึกแห่งความว่างเปล่าอันเย็นยะเยือกนั้นค่อยๆ กลืนกินจิตใจของท่านช้าๆ ราวกับหลุมดำที่ไร้ก้นบึ้ง ท่านพยายามที่จะยึดเหนี่ยวอะไรบางอย่าง พยายามที่จะหาทางออก แต่ทุกสิ่งล้วนดูเลือนรางและไร้สาระไปหมดสิ้น ความรู้สึกนี้ไม่ใช่ความทุกข์แบบที่ท่านคุ้นเคย มันไม่ใช่ความเจ็บปวดที่สามารถรับรู้ได้ด้วยกาย ไม่ใช่ความโศกเศร้าที่สามารถปลอบประโลมได้ด้วยใจ แต่มันคือการดำรงอยู่ที่ปราศจากความหมายใดๆ ทั้งสิ้น

ในวินาทีนั้นเอง ภาพเหตุการณ์หนึ่งก็ผุดขึ้นมาในมโนภาพของท่านอย่างรวดเร็วและชัดเจน เป็นภาพที่ท่านไม่เคยนึกถึง ไม่เคยจดจำ และคิดว่าได้ถูกฝังลืมไปแล้วอย่างสมบูรณ์ เป็นภาพของเหตุการณ์ในวัยเด็กเมื่อนานมาแล้ว...

พระอาจารย์วิสุทธิ์ในวัยเด็ก ยืนอยู่กลางทุ่งกว้างเพียงลำพัง ท้องฟ้าสีเทาหม่นเมฆฝนกำลังตั้งเค้า ลมพัดแรงจนต้นข้าวในนาลู่ตามแรงลม เสียงฟ้าร้องคำรามก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ ในมือของเด็กชายตัวน้อยกอดตุ๊กตาผ้าเก่าๆ แน่น ดวงตาเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม ภาพของพ่อและแม่ที่เดินจากไปอย่างไม่เหลียวหลัง ยังคงติดอยู่ในความทรงจำที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นมาอย่างสดใหม่ เด็กชายตัวน้อยกรีดร้องเรียกหาเสียงดังสุดกำลัง แต่ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าและความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจ ภาพนั้นสว่างจ้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วและรุนแรงราวกับสายฟ้าฟาด พร้อมกับความรู้สึกที่รุนแรงกว่าเดิมนับร้อยเท่าทวีคูณ

พระอาจารย์วิสุทธิ์ในวัยปัจจุบัน ตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง จิตใจของท่านถูกกระชากกลับไปสู่ช่วงเวลาแห่งความโดดเดี่ยวและถูกทอดทิ้งในวัยเด็กนั้นอย่างสมบูรณ์ ท่านรู้สึกราวกับเป็นเด็กชายตัวน้อยคนนั้นอีกครั้ง ความรู้สึกเจ็บปวดแสนสาหัสจากการถูกทอดทิ้ง ความรู้สึกไร้ที่พึ่ง และความโดดเดี่ยวที่กัดกินหัวใจยามนั้น ผุดขึ้นมาอย่างท่วมท้นจนแทบจะกลืนกินลมหายใจของท่านไป ท่านพยายามหายใจ พยายามรวบรวมสติ แต่ทั้งหมดดูเหมือนจะไร้ประโยชน์สิ้นเชิง ท่านไม่สามารถแยก 'ผู้ปวด' ออกจาก 'ความปวด' ได้อีกต่อไป

ลมหายใจของพระอาจารย์วิสุทธิ์เริ่มถี่กระชั้นขึ้น ใบหน้าซีดเผือดราวกับไร้ซึ่งเลือดฝาด ท่านกำมือแน่นเข้าหากันจนเล็บจิกลงไปในเนื้อ สติสัมปชัญญะที่เคยสงบเยือกเย็น บัดนี้ถูกพายุแห่งความทุกข์ระทมถาโถมเข้าใส่จนปั่นป่วน ท่านรู้สึกเหมือนกำลังจะจมดิ่งลงสู่ห้วงมหาสมุทรอันมืดมิดและเย็นยะเยือก ไม่เหลือแม้แต่แสงริบหรี่ให้เกาะเกี่ยว ราวกับว่าความเข้าใจทั้งหมดที่เพิ่งได้มานั้น เป็นเพียงภาพลวงตาที่พร้อมจะพังทลายลงได้ทุกเมื่อ ความโดดเดี่ยวอ้างว้างที่ท่านคิดว่าได้ปล่อยวางไปแล้วนั้น กลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้มันรุนแรงกว่าครั้งไหนๆ อย่างที่ท่านไม่เคยคาดคิดมาก่อน

ท่านรู้สึกราวกับถูกฉีกกระชากออกจากทุกสิ่งในโลกนี้อีกครั้ง ถูกทิ้งไว้เพียงลำพังในความมืดมิดอันไร้ขอบเขต และในขณะที่ลมหายใจเริ่มแผ่วลง ความรู้สึกนั้นก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าความทุกข์ที่แท้จริงหาใช่เพียงแค่ความเจ็บปวดทางกาย หรือความทรงจำที่เลวร้าย หากแต่เป็นรากฐานแห่งการดำรงอยู่ที่ผูกติดอยู่กับความอ้างว้างอันเป็นสากล ซึ่งบัดนี้มันได้ผุดขึ้นมาจากส่วนลึกที่สุดของจิตวิญญาณ กลืนกินทุกสิ่งอย่างที่เคยเป็นท่านให้หายไปในพริบตา... พระอาจารย์วิสุทธิ์ล้มตัวลงนอนกับพื้นกุฏิอย่างหมดแรง ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองเพดานไม้เก่าด้วยความหวาดกลัวที่มิอาจอธิบายได้ ความว่างเปล่าและความโดดเดี่ยวที่แท้จริงได้เข้ามาครอบงำจิตใจของท่านอย่างสมบูรณ์ ไม่มีแสงแห่งธรรมใดๆ ส่องถึง มีเพียงเงาอันดำมืดที่กลืนกินทุกสิ่ง…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เงาใจครูบา

เงาใจครูบา

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!