ความมืดมิดเข้าครอบงำเฉินเว่ยโดยสมบูรณ์ ความเจ็บปวดที่แสนสาหัสกัดกินทุกอณูของร่างกายเขา ความรู้สึกเหมือนถูกฉีกทึ้งจากภายในสู่ภายนอกยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงสำนึกที่พร่าเลือน แม้จะหมดสติไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเขากลับเหมือนถูกตรึงไว้ในขุมนรกอันหนาวเหน็บ ร่างกายที่บอบช้ำนอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางซากปรักหักพังของป่าใหญ่ที่บัดนี้กลายเป็นสมรภูมิรบอันน่าสะพรึงกลัว ออร่าสีดำอมม่วงยังคงแผ่ออกมาเป็นระลอกๆ ราวกับลมหายใจอันเชื่องช้าของอสูรกายบางอย่างที่กำลังหลับใหล
ราชาวานรผู้ยิ่งใหญ่บัดนี้กลายเป็นเพียงซากไร้วิญญาณ กองเนื้อที่เคยเต็มไปด้วยพละกำลังอันน่าเกรงขามถูกฉีกขาดกระจัดกระจายไปทั่วบริเวณ ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าไม่ต่างอะไรกับฉากจบของสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์อสูรที่ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและความพินาศย่อยยับ ต้นไม้สูงใหญ่หลายร้อยต้นหักโค่นลง บ้างถูกเผาไหม้จนดำเป็นตอตะโก บ้างถูกบดขยี้จนกลายเป็นผงธุลี พื้นดินเต็มไปด้วยหลุมบ่อขนาดใหญ่ที่เกิดจากพลังโจมตีมหาศาล บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นไหม้เกรียมของเปลือกไม้และใบหญ้า
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ดวงตะวันได้โคจรลับขอบฟ้าไปแล้วหลายครั้งหลายครา ดวงจันทร์สีเงินทอแสงอ่อนโยนลงมายังผืนป่าที่บอบช้ำ ออร่าสีดำอมม่วงจากร่างของเฉินเว่ยยังคงปรากฏอยู่ แต่บัดนี้มันดูเลือนรางลงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด คล้ายกับเปลวไฟที่กำลังจะดับลง แต่ในความเลือนรางนั้นกลับแฝงไว้ด้วยความหนาแน่นที่น่าขนลุก ราวกับว่าพลังทั้งหมดถูกบีบอัดเข้าสู่จุดศูนย์กลางเพื่อการเปลี่ยนแปลงขั้นสูงสุด
ภายในห้วงความมืดมิดของจิตสำนึก เฉินเว่ยรู้สึกได้ถึงกระแสพลังงานอันมหาศาลที่กำลังไหลเวียนอยู่ในร่างกายของเขา มันไม่ใช่กระแสปราณทั่วไปที่เขาเคยสัมผัส แต่เป็นพลังงานดิบเถื่อนที่เปี่ยมล้นไปด้วยสัญชาตญาณแห่งการทำลายล้างและความเป็นอมตะ พลังงานนั้นกำลังหล่อเลี้ยงทุกเซลล์ในร่างกายที่บอบช้ำ ค่อยๆ ฟื้นฟูบาดแผลอันแสนสาหัสให้กลับคืนมาอย่างช้าๆ แต่ทว่า กระบวนการนี้กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดทรมานราวกับถูกไฟนรกแผดเผาจากภายในสู่ภายนอกทุกขณะจิต
เสียงหวีดหวิวเบาๆ ดังขึ้นในโสตประสาท คล้ายเสียงลมกระซิบจากหุบเหวนับพันปี หรือเสียงครวญครางของวิญญาณที่ถูกจองจำ มันดังขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเสียงคำรามต่ำๆ ที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งร่างกาย และในที่สุด ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสก็พุ่งถึงขีดสุด บีบคั้นจนเฉินเว่ยต้องสะดุ้งเฮือก ดวงตาของเขาเบิกโพลงขึ้นอย่างกระทันหันราวกับถูกปลุกจากฝันร้าย
ดวงตาคู่นั้นไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว จากเดิมที่เป็นสีดำสนิท บัดนี้มันกลับเปล่งประกายสีแดงก่ำเรืองรองดุจโลหิตยามต้องแสงจันทร์ แสงสว่างจางๆ ของดวงจันทร์สาดส่องลงมาเผยให้เห็นใบหน้าของเฉินเว่ยที่ยังคงซีดเผือด แต่ทว่ากลับแฝงไว้ด้วยความดุดันและแข็งกร้าวที่ไม่เคยมีมาก่อน เส้นเลือดสีดำปูดโปนขึ้นตามผิวหนังบ่งบอกถึงการไหลเวียนของพลังงานที่ผิดปกติ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกแรกที่เขารับรู้คือความหิวโหยอย่างบ้าคลั่ง ความหิวที่ไม่ได้ต้องการอาหารทั่วไป แต่เป็นความหิวที่ต้องการพลังงานดิบเถื่อนเพื่อหล่อเลี้ยงร่างอสูรที่เพิ่งถือกำเนิด
"ข้า... ข้ายังไม่ตาย?" เสียงของเขาแหบพร่าและเบาหวิว ราวกับไม่ได้ใช้มาเป็นเวลานาน เขาพยายามขยับตัว แต่กลับพบว่าร่างกายของเขาหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วทุกส่วน แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึกถึงพละกำลังอันมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ภายใน มันเป็นความรู้สึกที่ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
ทันใดนั้น ภาพเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เขาจะหมดสติก็พรั่งพรูเข้ามาในหัว เขานึกถึงการโจมตีของราชาวานร การหลอมรวมแก่นมังกรทมิฬ การเปลี่ยนแปลงเป็นอสูรทมิฬ และการต่อสู้ที่ดุเดือดจนนำไปสู่ชัยชนะอันแสนเจ็บปวด "ระบบ... ระบบ!" เขาพยายามเรียกหา แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆ "ระบบ... เจ้ายังอยู่ไหม?"
ความเงียบงันคือคำตอบ เสียงสะท้อนของเขาเองเท่านั้นที่ดังก้องอยู่ในหู ความรู้สึกโดดเดี่ยวและว่างเปล่าเข้าปกคลุมจิตใจ เฉินเว่ยพยายามใช้ความคิด แต่สมองของเขาปวดหนึบราวกับถูกบีบรัด ความทรงจำบางส่วนพร่าเลือน ความสับสนเข้าครอบงำ
เขาพยายามดิ้นรนอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้แรงทั้งหมดที่มี พลังงานสีดำอมม่วงพวยพุ่งออกจากร่างของเขาอย่างควบคุมไม่ได้ มันส่องสว่างขึ้นชั่วขณะและผลักดันร่างกายของเขาให้ลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรงอีกครั้ง "อั่ก!" เฉินเว่ยกระอักเลือดสีดำออกมาเล็กน้อย กลิ่นคาวเลือดที่แปลกประหลาดทำให้เขารู้สึกคลื่นไส้
"นี่มันอะไรกัน..." เขามองดูฝ่ามือของตนเองที่บัดนี้มีเกล็ดสีดำทมิฬขนาดเล็กปรากฏขึ้นจางๆ ผิวหนังของเขามีความแข็งแกร่งและหนาแน่นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ความรู้สึกเหมือนว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเขาเอง มันเป็นร่างที่เต็มไปด้วยพลังดิบเถื่อนที่รอการปลดปล่อย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นร่างที่อ่อนแอและยังไม่สมบูรณ์
เฉินเว่ยพยายามปรับลมหายใจให้เป็นปกติ เขาหลับตาลงและพยายามสำรวจภายในร่างกายของตนเองอย่างช้าๆ ภายในนั้นเขาสัมผัสได้ถึงแก่นพลังสีดำอมม่วงที่เต้นระรัวอยู่กลางอก มันคือ "แก่นอสูรทมิฬ" ที่เกิดจากการหลอมรวมแก่นมังกรทมิฬเข้ากับชีวิตของเขา พลังงานมหาศาลหมุนวนอยู่รอบแก่นนั้น แต่ทว่ามันกลับกระจัดกระจายและไม่เป็นระเบียบ ราวกับแม่น้ำที่เชี่ยวกรากแต่ไร้เขื่อนกั้น
"ระบบบอกว่าข้าคืออสูรทมิฬขั้นต้น... แต่มันไม่สมบูรณ์" เฉินเว่ยพยายามนึกถึงคำอธิบายของระบบที่เคยกล่าวไว้ถึงผลข้างเคียงของการหลอมรวมที่ไม่สมบูรณ์ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่ามันหมายถึงอะไร ร่างกายของเขาเป็นแหล่งกักเก็บพลังงานที่ไร้การควบคุม มันพร้อมที่จะระเบิดออกมาได้ทุกเมื่อหากไม่ได้รับการจัดการที่ถูกต้อง
เขาค่อยๆ ขยับปลายนิ้วเท้าทีละน้อย พยายามปรับตัวให้เข้ากับร่างกายใหม่ที่ดูเหมือนจะหนักอึ้งกว่าเดิม แต่ในขณะเดียวกันก็แฝงไว้ด้วยความยืดหยุ่นและความแข็งแกร่งที่น่าทึ่ง เมื่อพยายามดันตัวขึ้นนั่ง เขากลับรู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งราวกับหินผาที่บัดนี้ปรากฏอยู่ใต้ผิวหนังที่ปกคลุมด้วยเกล็ดบางๆ สีดำ
แสงจันทร์สาดส่องลงมาอีกครั้ง เฉินเว่ยเหลือบมองไปยังราชาวานรที่นอนแน่นิ่งอยู่ไม่ไกลนัก ซากศพของมันยังคงเต็มไปด้วยพลังปราณที่หลงเหลืออยู่ แม้จะตายไปแล้ว แต่ร่างของอสูรระดับสูงเช่นนี้ก็ยังคงเป็นขุมทรัพย์อันล้ำค่า ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นในสมองของเขา "แก่นอสูร... ใช่แล้ว แก่นอสูรของราชาวานร!"
ความหิวโหยที่เคยถูกกดทับไว้พลันปะทุขึ้นมาอีกครั้ง มันไม่ใช่ความหิวทางกายภาพ แต่เป็นความหิวของร่างอสูรที่ต้องการพลังงานเพื่อหล่อเลี้ยงการเติบโต เฉินเว่ยค่อยๆ คลานเข้าไปหาร่างของราชาวานรอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก แต่สัญชาตญาณอันดิบเถื่อนของอสูรกลับกระตุ้นให้เขามุ่งหน้าต่อไป
เมื่อไปถึง เขามองไปยังอกของราชาวานรที่ถูกฉีกเป็นแผลเหวอะหวะ และในใจกลางของบาดแผลนั้น เขามองเห็นแสงเรืองรองสีทองอ่อนๆ ที่กำลังสั่นไหว มันคือแก่นอสูรของราชาวานรที่ยังคงหลงเหลืออยู่ แม้จะบอบช้ำจากการต่อสู้ แต่มันก็ยังคงเต็มไปด้วยพลังปราณอันบริสุทธิ์
เฉินเว่ยไม่รีรอ เขาเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยเกล็ดสีดำเข้าไปคว้าแก่นอสูรนั้น ความรู้สึกเย็นเยียบและแข็งกระด้างราวกับหินวิญญาณแผ่ซ่านเข้ามาในฝ่ามือ แต่ในขณะเดียวกันก็มีกระแสพลังงานอุ่นร้อนที่ไหลเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างรวดเร็ว
ในวินาทีที่แก่นอสูรสัมผัสกับผิวหนังของเขา พลังงานสีดำอมม่วงจากร่างของเฉินเว่ยก็พุ่งเข้าห่อหุ้มแก่นอสูรนั้นทันที มันเริ่มดูดซับพลังปราณจากแก่นอสูรอย่างตะกละตะกลาม แก่นอสูรสีทองค่อยๆ หรี่แสงลงอย่างรวดเร็ว สีของมันเริ่มจางลงและเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น ขณะที่พลังงานปราณอันบริสุทธิ์ถูกดูดกลืนเข้าสู่ร่างกายของเฉินเว่ย
"อ่าห์...!" เฉินเว่ยส่งเสียงครางต่ำด้วยความเจ็บปวดระคนกับความพึงพอใจ กระแสพลังงานที่ไหลบ่าเข้ามาในร่างกายของเขาช่วยเติมเต็มความหิวโหยที่กัดกินอยู่ แต่ในขณะเดียวกันมันก็สร้างความทรมานอย่างแสนสาหัส ราวกับถูกฉีกเป็นเสี่ยงๆ จากภายใน การหลอมรวมแก่นอสูรโดยตรงแบบนี้เป็นเรื่องที่อันตรายอย่างยิ่งสำหรับมนุษย์ทั่วไป แต่สำหรับเฉินเว่ยในร่างอสูรทมิฬขั้นต้นแล้ว นี่คือวิธีที่รวดเร็วที่สุดในการฟื้นฟูและเสริมสร้างพลัง
หลังจากผ่านไปครึ่งชั่วยาม แก่นอสูรของราชาวานรก็กลายเป็นเพียงก้อนหินสีเทาไร้ซึ่งชีวิต เฉินเว่ยปล่อยมันทิ้งลงพื้นอย่างไม่ไยดี ร่างกายของเขารู้สึกดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความเจ็บปวดลดลงไปมาก และพละกำลังที่เคยพร่องไปก็เริ่มฟื้นคืนกลับมาอีกครั้ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือความหิวโหยที่กัดกินเขานั้นลดลงไปอย่างมาก แต่ก็ยังไม่หายไปอย่างสิ้นเชิง
เขายืนขึ้นอย่างช้าๆ ร่างกายที่เคยหนักอึ้งบัดนี้กลับรู้สึกเบาหวิวและเต็มไปด้วยพลัง ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความแข็งแกร่งที่ควบคุมได้ยาก ดวงตาของเขาสแกนไปรอบๆ ป่าที่ถูกทำลาย ความรู้สึกของเขาละเอียดอ่อนขึ้นอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาสามารถรับรู้ถึงลมหายใจของสัตว์ตัวเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใต้พุ่มไม้ เสียงใบไม้ร่วง และแม้กระทั่งการสั่นสะเทือนของพื้นดินที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ห่างไกลออกไป
"นี่คือพลังของอสูรทมิฬอย่างนั้นหรือ..." เฉินเว่ยพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาบัดนี้ไม่แหบพร่าอีกต่อไป แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยความทุ้มต่ำและดุดันอย่างน่าเกรงขาม เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานสีดำที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย มันพร้อมที่จะตอบสนองต่อทุกความคิดของเขา แต่ก็ยังคงมีความป่าเถื่อนที่ยากจะควบคุม
ทันใดนั้น โสตประสาทที่เฉียบคมของเขาก็รับรู้ถึงเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามา มันไม่ใช่เสียงฝีเท้าของสัตว์ป่าทั่วไป แต่เป็นเสียงที่หนักหน่วงและมั่นคงกว่านั้นมาก จำนวนของมันไม่น้อย และพวกมันกำลังมุ่งหน้ามายังบริเวณนี้อย่างรวดเร็ว
"มีคนมา?" เฉินเว่ยขมวดคิ้ว เขาไม่แน่ใจว่าคนเหล่านี้เป็นมิตรหรือศัตร แต่ด้วยสภาพร่างกายของเขาในตอนนี้ เขาไม่ต้องการที่จะเผชิญหน้ากับใครทั้งนั้น เขายังคงไม่เข้าใจพลังของตัวเองอย่างถ่องแท้ และการที่ระบบยังอยู่ในโหมดจำศีลก็ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง
เขาเลือกที่จะซ่อนตัวอยู่หลังซากต้นไม้ขนาดใหญ่ที่หักโค่นลงมา ร่างกายของเขาที่เต็มไปด้วยออร่าสีดำอมม่วงสามารถกลืนหายไปกับเงามืดได้อย่างง่ายดาย ความสามารถในการพรางตัวของอสูรทมิฬนั้นเหนือกว่าที่เขาคิดไว้มาก
ไม่นานนัก กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น พวกเขามีรูปร่างสูงใหญ่และสวมเกราะหนังหนาหนักถืออาวุธที่ดูดุดัน ใบหน้าของพวกเขามีรอยสักรูปสัตว์ป่า และดวงตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความระแวดระวัง พวกเขาดูเหมือนนักล่ามืออาชีพหรือทหารจากชนเผ่าใดเผ่าหนึ่ง
"หัวหน้า! ที่นี่มัน... เกิดอะไรขึ้นกันแน่?" หนึ่งในสมาชิกกลุ่มร้องออกมาด้วยความตกใจเมื่อเห็นสภาพของป่าที่ถูกทำลายอย่างยับเยิน
ชายร่างใหญ่ผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มที่มีรอยสักรูปหมาป่าบนใบหน้ากวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความเคร่งเครียด "พลังปราณที่นี่... มันยังคงเข้มข้นอย่างไม่น่าเชื่อ! และกลิ่นคาวเลือดนี้... มันคือกลิ่นของราชาวานร!"
กลุ่มคนเหล่านั้นเริ่มสำรวจพื้นที่อย่างละเอียด พวกเขาพบซากของราชาวานรที่ถูกฉีกทึ้ง และใบหน้าของพวกเขาก็ซีดเผือดลงด้วยความหวาดกลัว
"ราชาวานรถูกฆ่าตาย! ใครกันที่ทำเรื่องแบบนี้ได้?" หัวหน้าหมาป่าคำรามออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกใจและไม่เชื่อ
เฉินเว่ยที่ซ่อนตัวอยู่ได้ยินทุกคำพูดของพวกเขา เขารู้สึกประหลาดใจที่คนเหล่านี้รู้จักราชาวานร และดูเหมือนพวกเขาจะตื่นตระหนกไม่น้อยเมื่อรู้ว่าราชาวานรตายแล้ว
ขณะที่กลุ่มนักล่ากำลังวุ่นวายกับการสำรวจซากของราชาวานร ทันใดนั้นเฉินเว่ยก็สัมผัสได้ถึงการสั่นสะเทือนของพื้นดินอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่กลุ่มนักล่า แต่เป็นสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่กำลังเคลื่อนที่มาจากทิศทางอื่น มันมาพร้อมกับกลิ่นอายของอสูรที่แข็งแกร่งและดุดันกว่ากลุ่มนักล่ามาก
"ระวังตัว!" เฉินเว่ยได้ยินเสียงหัวหน้าหมาป่าตะโกนอย่างตื่นตระหนก "มีบางอย่างกำลังมา!"
พื้นดินเริ่มสั่นสะเทือนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ต้นไม้ที่ยังคงยืนหยัดอยู่เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง เสียงคำรามอันดุดันดังขึ้นจากพงไพร มันไม่ใช่เสียงคำรามของราชาวานร แต่เป็นเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความป่าเถื่อนและกระหายเลือดมากกว่านั้นหลายเท่า
เฉินเว่ยมองไปยังทิศทางที่เสียงนั้นดังขึ้น ดวงตาของเขาหรี่ลง เขาเห็นเงาร่างขนาดใหญ่ที่กำลังพุ่งทะลุพงไม้เข้ามาอย่างรวดเร็ว มันมีรูปร่างคล้ายเสือ แต่มีขนสีดำสนิทราวกับความมืดมิด ดวงตาของมันเปล่งประกายสีเขียวมรกตราวกับดวงไฟปีศาจ เขี้ยวของมันยาวแหลมคมราวกับดาบ และกรงเล็บของมันก็คมกริบพอที่จะฉีกร่างเหยื่อออกเป็นชิ้นๆ ได้ในพริบตา
"เงาพยัคฆ์ทมิฬ!" หัวหน้าหมาป่าตะโกนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างแท้จริง "มันคืออสูรระดับสูงที่ซ่อนตัวอยู่ในป่าลึก! มันถูกดึงดูดด้วยกลิ่นอายของราชาวานร!"
เฉินเว่ยใจหายวาบเมื่อได้ยินชื่อนั้น เงาพยัคฆ์ทมิฬเป็นอสูรระดับสูงที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายและแข็งแกร่ง หากราชาวานรคือราชาแห่งป่านี้ เงาพยัคฆ์ทมิฬก็คือจ้าวแห่งพงไพรที่แท้จริง
เงาพยัคฆ์ทมิฬไม่รอช้า มันพุ่งเข้าใส่กลุ่มนักล่าทันทีด้วยความเร็วเหนือเสียง กรงเล็บของมันตวัดใส่ชายคนหนึ่งอย่างรวดเร็ว ร่างของชายผู้นั้นถูกฉีกขาดเป็นสองท่อน เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ นักล่าคนอื่นๆ พยายามต่อสู้ แต่พวกเขาก็อ่อนแอเกินไปเมื่อเทียบกับอสูรระดับสูงเช่นนี้ พวกเขาถูกสังหารไปทีละคนอย่างโหดเหี้ยม
เฉินเว่ยซ่อนตัวอยู่อย่างเงียบงัน เขาสังเกตการต่อสู้ด้วยความระมัดระวัง แม้จะรู้สึกเสียใจกับชะตากรรมของนักล่าเหล่านั้น แต่เขาก็รู้ดีว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว เขายังคงอ่อนแอและไม่มั่นคง การเผชิญหน้ากับเงาพยัคฆ์ทมิฬในตอนนี้อาจนำมาซึ่งความตายอย่างแท้จริง
ในขณะที่เงาพยัคฆ์ทมิฬกำลังเพลิดเพลินกับการสังหารเหยื่อของมัน ทันใดนั้น ดวงตาของมันก็เหลือบไปเห็นซากของราชาวานรที่นอนอยู่บนพื้น กลิ่นอายของราชาวานรที่ตายแล้วยังคงรุนแรง และมันก็ดึงดูดความสนใจของเงาพยัคฆ์ทมิฬได้อย่างรวดเร็ว
เงาพยัคฆ์ทมิฬคำรามต่ำๆ ด้วยความพึงพอใจ มันก้าวเข้าไปหาร่างของราชาวานรอย่างช้าๆ ก่อนจะก้มลงไปกัดกินซากศพนั้นอย่างตะกละตะกลาม
เฉินเว่ยที่ซ่อนตัวอยู่รู้สึกคลื่นไส้กับภาพที่เห็น แต่ในขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงแรงกระตุ้นบางอย่างที่กำลังปะทุขึ้นในร่างกายของเขา มันคือความหิวโหยที่กลับมาอีกครั้ง ความหิวที่ต้องการพลังงานจากอสูรที่แข็งแกร่งกว่า มันคือสัญชาตญาณดิบเถื่อนของอสูรทมิฬที่กำลังเรียกร้อง
"ไม่... ข้าต้องควบคุมตัวเอง!" เฉินเว่ยพยายามกดทับความรู้สึกนั้นไว้ แต่ดูเหมือนมันจะยากขึ้นเรื่อยๆ พลังงานสีดำในร่างกายของเขากำลังปั่นป่วน และดวงตาของเขาก็เริ่มเปล่งประกายสีแดงก่ำอีกครั้ง
เงาพยัคฆ์ทมิฬที่กำลังกัดกินซากราชาวานรอยู่พลันหยุดชะงัก ดวงตาของมันหันมามองยังทิศทางที่เฉินเว่ยซ่อนตัวอยู่ มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่แปลกประหลาด กลิ่นอายของอสูรที่อ่อนแอแต่กลับแฝงไว้ด้วยพลังงานมหาศาล และที่สำคัญที่สุดคือกลิ่นอายของ "แก่นอสูรทมิฬ" ที่มันไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เฉินเว่ยรู้ตัวว่าถูกพบเข้าแล้ว เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเผชิญหน้า ออร่าสีดำอมม่วงพวยพุ่งออกจากร่างของเขาอย่างควบคุมไม่ได้ มันแผ่กระจายออกไปปกคลุมทั่วบริเวณ ทำให้บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความกดดันอันน่าสะพรึงกลัว
เงาพยัคฆ์ทมิฬคำรามต่ำๆ ด้วยความไม่พอใจ มันไม่เคยพบเจออสูรที่มีกลิ่นอายเช่นนี้มาก่อน มันรู้สึกถึงอันตราย แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกถึงความอยากอาหารอันรุนแรง อสูรที่แปลกประหลาดเช่นนี้ย่อมต้องมีพลังงานที่น่าลิ้มลอง
เฉินเว่ยก้าวออกจากที่ซ่อน ร่างกายของเขายังคงสั่นสะท้าน แต่แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น เขาเงยหน้าขึ้นมองเงาพยัคฆ์ทมิฬที่จ้องมองมาด้วยความดุร้าย
"ดูเหมือนว่า... ข้าคงต้องสู้กับเจ้าอีกแล้วสินะ" เฉินเว่ยพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า แต่แฝงไว้ด้วยความเด็ดเดี่ยวอย่างแรงกล
เงาพยัคฆ์ทมิฬไม่ตอบ มันแยกเขี้ยวคำรามและพุ่งเข้าใส่เฉินเว่ยด้วยความเร็วสูง กรงเล็บของมันยาวแหลมคมราวกับใบมีดที่ถูกลับมาอย่างดี มันเล็งเป้าไปที่ลำคอของเฉินเว่ยอย่างไร้ปราณี
เฉินเว่ยตอบสนองด้วยสัญชาตญาณ ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวไปเองอย่างรวดเร็ว เขาหลบหลีกการโจมตีของเงาพยัคฆ์ทมิฬได้อย่างหวุดหวิด พลังงานสีดำอมม่วงพวยพุ่งออกจากหมัดของเขา เขาเหวี่ยงหมัดเข้าใส่สีข้างของเงาพยัคฆ์ทมิฬอย่างแรง
"ตูม!" เสียงปะทะดังสนั่น เงาพยัคฆ์ทมิฬถูกแรงกระแทกจนกระเด็นออกไปเล็กน้อย มันคำรามด้วยความเจ็บปวดและมองเฉินเว่ยด้วยความประหลาดใจ มันไม่คิดว่าอสูรที่ดูอ่อนแอเช่นนี้จะมีพละกำลังมหาศาลถึงเพียงนี้
เฉินเว่ยรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แล่นไปทั่วแขน แต่เขาก็รู้สึกถึงความพึงพอใจในพลังที่เพิ่งปลดปล่อยออกมาเช่นกัน "ยังไม่พอ... ยังไม่แข็งแกร่งพอ!" เขาคำรามต่ำๆ พลังงานสีดำในร่างกายของเขาพลุ่งพล่านอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาของเขากลายเป็นสีแดงฉานอย่างสมบูรณ์
เงาพยัคฆ์ทมิฬโกรธจัด มันไม่เคยถูกอสูรที่อ่อนแอกว่าโจมตีจนกระเด็นมาก่อน มันพุ่งเข้าใส่เฉินเว่ยอีกครั้ง คราวนี้มันเร็วกว่าและดุดันกว่าเดิม เฉินเว่ยตอบโต้ด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและทรงพลัง เขาทั้งหลบหลีกและโจมตีกลับไปด้วยพลังงานสีดำอมม่วงที่รุนแรง การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือดท่ามกลางซากปรักหักพังของป่า
แต่เฉินเว่ยก็ยังคงไม่สมบูรณ์ พลังงานของเขาลดลงอย่างรวดเร็วจากการต่อสู้ที่ต่อเนื่อง และการควบคุมพลังอสูรก็ยังไม่แม่นยำนัก เขาเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก บาดแผลเก่าเริ่มปริออก และเลือดสีดำก็เริ่มไหลซึมออกมาจากปากของเขา
เงาพยัคฆ์ทมิฬสังเกตเห็นถึงความอ่อนแอของเขา มันคำรามด้วยความปรีดาและเพิ่มความเร็วในการโจมตี หวังที่จะฉีกทึ้งเฉินเว่ยให้เป็นชิ้นๆ เฉินเว่ยพยายามหลบหลีก แต่ก็ถูกกรงเล็บของมันฟาดเข้าที่สีข้างอย่างจัง
"อั่ก!" ร่างของเฉินเว่ยล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง เขารู้สึกเหมือนกระดูกหลายซี่หัก เลือดสีดำไหลอาบออกมาจากบาดแผลอย่างไม่ขาดสาย
เงาพยัคฆ์ทมิฬไม่รอช้า มันพุ่งเข้าใส่หวังที่จะปลิดชีพเฉินเว่ย แต่ในวินาทีนั้นเอง จิตสำนึกของเฉินเว่ยก็ถูกดึงดูดไปยังบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นดิน เสียงกระซิบที่เก่าแก่และลึกล้ำดังขึ้นในหัวของเขา มันไม่ใช่เสียงที่เขาเคยได้ยิน แต่เป็นเสียงที่คุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็นเสียงเรียกจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ
ในขณะที่เงาพยัคฆ์ทมิฬกำลังจะฟาดกรงเล็บสุดท้ายลงมา เฉินเว่ยก็มองเห็นแสงสว่างจางๆ สีดำอมม่วงที่กำลังส่องประกายออกมาจากใต้พื้นดินที่เขาอยู่ แสงนั้นสว่างวาบขึ้นเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะจางหายไป ราวกับคำเชิญชวนจากเบื้องลึกของป่าทมิฬ
แต่แสงนั้นก็เพียงพอแล้วที่จะดึงความสนใจของเงาพยัคฆ์ทมิฬ มันชะงักการโจมตีลงเล็กน้อย ดวงตาของมันหันไปมองยังพื้นดินที่แสงนั้นเพิ่งปรากฏขึ้น มันสัมผัสได้ถึงพลังงานโบราณที่แฝงอยู่ใต้ผืนป่าแห่งนี้ พลังงานที่ทรงอำนาจและน่าสะพรึงกลัวกว่าตัวเฉินเว่ยเองเสียอีก
เฉินเว่ยใช้โอกาสนี้ในการรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย พลังงานสีดำอมม่วงในร่างกายของเขากลับพลุ่งพล่านขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่พลังที่ควบคุมไม่ได้ แต่มันกลับรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดไปยังทิศทางของแสงที่เพิ่งปรากฏขึ้น เขาเงยหน้าขึ้นมองเงาพยัคฆ์ทมิฬอีกครั้ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและแฝงไว้ด้วยความลึกลับที่ยากจะหยั่งถึง
"เจ้า... จะไม่รอดไปจากที่นี่" เฉินเว่ยพึมพำกับเงาพยัคฆ์ทมิฬ เสียงของเขาบัดนี้ไม่เหมือนมนุษย์อีกต่อไป มันคือเสียงคำรามต่ำๆ ที่เต็มไปด้วยอำนาจของอสูรโบราณ
เงาพยัคฆ์ทมิฬรู้สึกถึงอันตรายที่แท้จริงมันคำรามด้วยความหวาดกลัวก่อนจะหันหลังและวิ่งหนีหายเข้าไปในความมืดมิดของป่าลึก มันไม่ต้องการที่จะอยู่ใกล้กับสิ่งที่กำลังจะถูกปลุกขึ้นมาจากใต้ดิน

จักรพรรดิระบบโกยเงิน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก