จักรพรรดิระบบโกยเงิน

ตอนที่ 2 — พลิกวิกฤต เจรจาใต้คมดาบ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

200 ตอน · 1,628 คำ

คมดาบเย็นเฉียบจ่อลำคอ เฉินเว่ยรับรู้ถึงลมหายใจร้อนผ่าวของชายฉกรรจ์ที่ยืนอยู่ด้านหลัง เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ภายในอกเต้นระรัว หากจิตใจกลับสงบนิ่งราวกับห้วงน้ำลึกที่สะท้อนเงาจันทรา เขาไม่ใช่เฉินเว่ยคนเดิมอีกแล้ว คนที่เคยกระโดดออกจากหน้าต่างห้องประชุมชั้นห้าเมื่อเผชิญกับวิกฤตทางธุรกิจ แต่เป็นเฉินเว่ยที่ได้เห็นความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง ‌และบัดนี้มี ‘ระบบจักรพรรดิโกยเงิน’ เป็นเครื่องนำทาง

“พวกเจ้าต้องการอะไร” เฉินเว่ยเอ่ยถาม เสียงของเขาแม้จะยังสั่นเล็กน้อย แต่กลับเปี่ยมด้วยความตั้งใจที่จะเจรจา ไม่ใช่การวิงวอนขอชีวิต

ชายฉกรรจ์ร่างกำยำที่อยู่ด้านหน้า หัวหน้ากลุ่มโจรป่า ​กวาดสายตามองเฉินเว่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า แววตาเต็มไปด้วยความดูหมิ่น เขาคือ จางหู่ โจรป่าผู้หยาบกระด้างและไร้ความปรานี ส่วนอีกคนที่มีรูปร่างผอมกว่า ดูเจ้าเล่ห์กว่าเล็กน้อย นามว่า ‍หลี่ซาน กำลังยกมีดเล่มเขื่องจ่อคอเฉินเว่ยไว้

“ฮึ่ม! เจ้าหนูตัวคนเดียวมาเดินร่อนเร่ในป่าเช่นนี้ ยังจะมีหน้ามาถามว่าพวกข้าต้องการอะไรอีกรึ” จางหู่แสยะยิ้ม “เงินทอง ข้าวของมีค่า ส่งมาให้หมด ‌หากชักช้าแม้แต่น้อย หัวเจ้าจะหลุดออกจากบ่าแน่”

เฉินเว่ยผ่อนลมหายใจ เขาจับจ้องไปที่ดวงตาของจางหู่ พยายามอ่านความคิดจากแววตาคู่นั้น คนพวกนี้ไม่ใช่แค่โจรธรรมดา แต่เป็นคนสิ้นไร้ไม้ตอกที่ไม่มีทางเลือก ความกระหายเงินตราและทางรอดของชีวิตกำลังฉายชัดอยู่เบื้องหน้า

“หากข้าบอกว่าข้าไม่มีเงินทองหรือของมีค่าอะไรเลยเล่า” เฉินเว่ยถามกลับอย่างใจเย็น ‍คำตอบของเขาทำให้หลี่ซานออกแรงกดมีดลงเล็กน้อยจนผิวหนังของเฉินเว่ยรู้สึกถึงความเย็นเฉียบ แต่เขาก็ยังไม่สะทกสะท้าน

“อย่ามาเล่นลิ้น! หากไม่มี ก็หมายความว่าเจ้าไม่มีค่าอะไร!” หลี่ซานขู่ฟ่อ

“ใจเย็นก่อนหลี่ซาน” เฉินเว่ยกล่าวขึ้นช้าๆ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนจากความหวาดหวั่นเป็นความมั่นใจ “พวกเจ้าคิดว่าการปล้นคนไร้ค่าเช่นข้า ​จะได้อะไร? ได้แค่เศษเงินเล็กน้อยที่ข้าอาจจะมีติดตัว หรืออาจจะไม่ได้อะไรเลยเสียด้วยซ้ำ แล้วชีวิตหลังจากนี้เล่า? พวกเจ้าจะยังต้องหลบซ่อนอยู่ในป่าอย่างหวาดระแวง และออกปล้นสะดมไปวันๆ โดยไม่มีหลักประกันใดๆ เลยหรือ”

คำพูดของเฉินเว่ยทำให้จางหู่และหลี่ซานชะงักไปชั่วขณะ ​พวกเขาไม่เคยมีใครโต้ตอบด้วยคำพูดเยี่ยงนี้มาก่อน ส่วนใหญ่มีแต่ร้องขอชีวิตหรือเสนอเงินทองให้ จางหู่ขมวดคิ้ว “เจ้าต้องการจะพูดอะไรกันแน่เจ้าเด็กน้อย”

“ข้ากำลังจะบอกว่า ข้ามีสิ่งที่สามารถมอบความมั่งคั่งให้พวกเจ้าได้อย่างยั่งยืน มากกว่าการปล้นสะดมไปวันๆ” เฉินเว่ยกล่าว ดวงตาของเขาฉายแววเป็นประกายแห่งโอกาส

“ฮ่าๆๆๆ!” ​จางหู่หัวเราะลั่นอย่างดูถูก “เจ้าหนูเพ้อเจ้อ! จะมีอะไรที่สามารถมอบความมั่งคั่งให้พวกข้าได้ นอกจากทองคำแท่งหรือเงินตราจำนวนมาก!”

“ระบบจักรพรรดิโกยเงิน” ผุดขึ้นในใจของเฉินเว่ย เขาต้องคิดหาวิธีนำเสนอสิ่งที่ ‘ระบบ’ มอบให้ นั่นคือ ‘ผงปรุงทิพย์’ ให้พวกโจรเห็นคุณค่า เขาจำได้ว่าในโลกเดิม การตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่มคือหัวใจสำคัญของการทำธุรกิจ

“สมมติว่ามีผงวิเศษชนิดหนึ่ง” เฉินเว่ยเริ่มต้น “ที่สามารถเปลี่ยนอาหารธรรมดาให้กลายเป็นอาหารรสเลิศราวกับปรุงโดยเทพเซียน กินแล้วต้องติดใจจนยากจะลืมเลือน”

จางหู่และหลี่ซานมองหน้ากันอย่างไม่เข้าใจ “ผงวิเศษอะไรของเจ้ากัน” หลี่ซานถามอย่างคลางแคลง

“มันคือ ‘ผงปรุงทิพย์’” เฉินเว่ยตอบ “หากนำไปใส่ในอาหารเพียงเล็กน้อย รสชาติของอาหารจะยกระดับขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ จากอาหารบ้านๆ ก็กลายเป็นอาหารชั้นเลิศที่บรรดาเศรษฐีและขุนนางต่างปรารถนา”

จางหู่จ้องมองเฉินเว่ยอย่างพิจารณา หากคำพูดของเด็กหนุ่มเป็นความจริง นี่อาจเป็นโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อนสำหรับพวกเขา “เจ้าว่าแต่ปาก ข้าจะเชื่อได้อย่างไร”

“ข้ารู้ว่าพวกท่านไม่เชื่อ” เฉินเว่ยกล่าวพลางยิ้มมุมปากอย่างมั่นใจ “แต่ข้ามีหลักฐานที่จะแสดงให้พวกท่านเห็น หากมันไม่เป็นอย่างที่ข้าว่า พวกท่านจะตัดหัวข้า หรือจะจับข้าไปขายเป็นทาส ข้าก็ยินดี” เขามองตรงไปยังจางหู่ “แต่หากเป็นจริง พวกท่านต้องยอมร่วมมือกับข้า และเราจะสร้างความร่ำรวยไปด้วยกัน”

หลี่ซานเลื่อนมีดออกจากคอของเฉินเว่ยเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจกับความกล้าหาญของเขา จางหู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในชีวิตของเขาไม่เคยพบเจอคนที่กล้าต่อรองเช่นนี้มาก่อน มันเป็นความเสี่ยง แต่ก็อาจเป็นโอกาส

“เอาละ! ไหนเจ้าลองแสดงมาซิ” จางหู่กล่าวในที่สุด แววตาเต็มไปด้วยความท้าทาย

เฉินเว่ยพยักหน้า ก่อนจะบอกให้หลี่ซานปล่อยตัวเขา หลี่ซานลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมคลายเชือกที่มัดมือเขาไว้ “ระวังอย่าได้คิดลองดี” หลี่ซานขู่

“ข้าไม่มีเวลามาลองดีหรอก” เฉินเว่ยตอบพลางยืดเส้นยืดสายเล็กน้อย “เอาล่ะ พวกท่านพอจะมีวัตถุดิบทำอาหารอะไรติดตัวบ้างไหม? อาจจะเป็นเนื้อสัตว์ป่าเล็กน้อย หรือข้าวสารก็ได้”

จางหู่หยิบถุงผ้าใบเล็กๆ ออกมาจากย่ามข้างตัว ในนั้นมีเนื้อกระต่ายแห้งที่พวกเขาเพิ่งล่ามาได้เมื่อเช้า พร้อมข้าวสารหยาบๆ จำนวนหนึ่ง “มีเพียงเท่านี้แหละ”

เฉินเว่ยรับมา เขาตรวจสอบ ‘ระบบ’ ในใจ “ระบบ ขอผงปรุงทิพย์หนึ่งหน่วย เพื่อสาธิต”

[ยืนยันการใช้ ‘ผงปรุงทิพย์’ หนึ่งหน่วย ท่านมีผงปรุงทิพย์คงเหลือ 99 หน่วย]

ทันใดนั้น ซองผงสีขาวขนาดเท่ากำมือก็ปรากฏขึ้นในมือของเฉินเว่ย ราวกับมันผุดขึ้นมาจากอากาศธาตุ เขายื่นซองผงนั้นให้กับจางหู่และหลี่ซาน “นี่คือผงปรุงทิพย์ พวกท่านลองดูให้ดี”

จางหู่รับซองผงมา เขาเปิดมันออกและลองดมดู มันไม่มีกลิ่นฉุนหรือผิดปกติใดๆ แค่ผงสีขาวธรรมดา หลี่ซานก็เข้ามาดมด้วยความสงสัย

“เอาล่ะ” เฉินเว่ยเอ่ย “พวกท่านคงมีภาชนะสำหรับทำอาหารและไฟอยู่แล้วใช่ไหม”

จางหู่และหลี่ซานจัดการก่อกองไฟอย่างรวดเร็ว พวกเขามีหม้อเหล็กเล็กๆ ติดตัวมาด้วย เฉินเว่ยจัดการนำเนื้อกระต่ายแห้งกับข้าวสารใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำ แล้วตั้งไฟให้เดือดพล่าน เขาสังเกตเห็นว่าโจรทั้งสองยังคงมองเขาอย่างไม่วางตา

เมื่อข้าวเริ่มอ่อนตัวและเนื้อกระต่ายเริ่มนิ่ม เฉินเว่ยก็ตัก ‘ผงปรุงทิพย์’ ออกมาเพียงปลายช้อนชา โรยลงไปในหม้อแล้วคนให้เข้ากัน กลิ่นหอมฟุ้งที่ไม่เคยพบเจอมาก่อนก็ลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณนั้น กลิ่นหอมหวานและกลมกล่อมที่ชวนให้น้ำลายสอ แม้แต่กลิ่นของป่าเขาก็ไม่อาจกลบกลิ่นหอมนี้ได้

จางหู่และหลี่ซานต่างสูดกลิ่นเข้าไปเต็มปอด ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ จากอาหารธรรมดาที่กลิ่นหอมปนคาวเล็กน้อย ตอนนี้กลับกลายเป็นกลิ่นที่หอมหวนจนยากจะบรรยาย

“ลองชิมดูสิ” เฉินเว่ยบอกพลางตักข้าวที่ปรุงแล้วใส่ถ้วยเล็กๆ ที่จางหู่ยื่นให้

จางหู่รับถ้วยมา เขาตักข้าวเข้าปากคำหนึ่ง ทันทีที่ข้าวสัมผัสลิ้น ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง รสชาติที่หอมหวาน นุ่มนวล กลมกล่อม และมีมิติมากมาย ละลายในปาก ราวกับได้ลิ้มรสอาหารจากสวรรค์ เขากินอีกคำแล้วอีกคำอย่างลืมตัว จนกระทั่งข้าวในถ้วยหมดเกลี้ยงในพริบตา

“นี่...นี่มัน!” จางหู่พึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ “รสชาติเช่นนี้…ไม่เคยลิ้มรสมาก่อนในชีวิต!”

หลี่ซานที่เห็นท่าทางของจางหู่ ก็รีบแย่งช้อนไปตักข้าวในหม้อมาใส่ปากของตนเองบ้าง ดวงตาของเขาเปล่งประกายด้วยความตกตะลึงไม่ต่างกัน “สวรรค์! นี่มันไม่ใช่แค่ผงปรุงธรรมดา! มันคือ...ผงวิเศษอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ ด้วย!”

ทั้งสองคนหันมามองเฉินเว่ยด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากความสงสัยและความโลภ บัดนี้กลายเป็นความทึ่งและความเคารพ พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะมีสิ่งวิเศษเช่นนี้อยู่บนโลก

“เป็นอย่างไรบ้าง” เฉินเว่ยถามพลางยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมที่สุด!” จางหู่กล่าวเสียงดัง “เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่ได้โกหก! ผงนี้มันวิเศษจริงๆ!”

“เอาล่ะ ตอนนี้พวกท่านเชื่อแล้วใช่ไหมว่าข้ามีสิ่งที่สามารถเปลี่ยนชีวิตพวกท่านได้” เฉินเว่ยกล่าว “ผงปรุงทิพย์นี้ หากนำไปขายให้แก่ร้านอาหารชั้นนำในเมืองหลวงหลิน หรือแม้แต่พ่อครัวส่วนตัวของขุนนาง ก็จะสามารถสร้างรายได้มหาศาล”

“แต่...เราจะทำได้อย่างไร” หลี่ซานถามอย่างตื่นเต้น “พวกเราเป็นโจร หากเข้าไปในเมืองหลวง ผู้คนก็ต้องหวาดกลัว”

“นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการให้พวกท่านทำ” เฉินเว่ยอธิบาย “เราจะสร้างระบบธุรกิจขึ้นมา โจรป่าอย่างพวกท่าน มีความรู้เรื่องเส้นทางในป่า และความสามารถในการคุ้มกัน ซึ่งนี่คือข้อได้เปรียบที่พ่อค้าทั่วไปไม่มี”

“ข้าจะผลิต ‘ผงปรุงทิพย์’ นี้จากแหล่งผลิตลับ และพวกท่านจะเป็นผู้คุ้มกันและขนส่งสินค้าไปสู่มือของข้าในเมืองหลวง จากนั้นข้าจะนำไปจัดจำหน่าย โดยมีส่วนแบ่งให้พวกท่านอย่างเป็นธรรม” เฉินเว่ยหยุดเว้นช่วงเล็กน้อย “ข้าต้องการสร้างอาณาจักรธุรกิจ ไม่ใช่แค่การขายผงปรุงรสธรรมดา”

“ส่วนแบ่งอย่างไรเล่า” จางหู่ถามอย่างกระตือรือร้น

“เบื้องต้น ข้าจะให้ส่วนแบ่งพวกท่าน 20% จากกำไรสุทธิทั้งหมด” เฉินเว่ยตอบ “หากสินค้าไปได้ดี และพวกท่านแสดงให้เห็นถึงความซื่อสัตย์และความสามารถ ข้าอาจจะเพิ่มส่วนแบ่งให้ และยังมีโอกาสที่จะได้เป็นผู้ดูแลการขนส่งในภูมิภาคอื่นๆ ด้วย”

20% เป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงสำหรับหุ้นส่วนเริ่มต้น แต่เฉินเว่ยรู้ดีว่าในโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง การลงทุนในทรัพยากรบุคคลที่มีความสามารถและยังต้องการโอกาสนั้นคุ้มค่ากว่าการจ้างงานแบบทั่วไป

จางหู่และหลี่ซานมองหน้ากันอย่างตื่นเต้น ตัวเลข 20% จากกำไรมหาศาลที่เฉินเว่ยวาดฝันไว้นั้น มันมากกว่าที่พวกเขาจะหาได้จากการปล้นสะดมหลายสิบเท่า

“ตกลง! พวกข้าตกลง!” จางหู่ตบไปที่อกตัวเอง “นับจากนี้ไป เฉินเว่ยเจ้าคือเจ้านายของพวกข้า พวกข้าจางหู่และหลี่ซานขอสวามิภักดิ์ และจะติดตามเจ้าไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่!”

เฉินเว่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นี่คือจุดเริ่มต้นของอาณาจักรธุรกิจของเขาที่เริ่มต้นจากความตายและการเจรจาใต้คมดาบ

หลังจากตกลงกันแล้ว ทั้งสามก็เดินทางเข้าสู่เมืองหลวงหลิน โดยมีจางหู่และหลี่ซานทำหน้าที่คุ้มกันอย่างแข็งขัน พวกเขาไม่ได้แต่งตัวเป็นโจรอีกต่อไป แต่พยายามแต่งกายให้เหมือนชาวบ้านทั่วไป แม้จะยังดูหยาบกระด้างไปบ้างก็ตาม ระหว่างทาง เฉินเว่ยใช้เวลาให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการตลาดและหลักการทำธุรกิจสมัยใหม่แก่พวกเขาเท่าที่จะทำได้

“ในโลกธุรกิจ เราต้องเข้าใจลูกค้า ว่าพวกเขาต้องการอะไร และจะทำอย่างไรให้สินค้าของเราโดดเด่นกว่าคนอื่น” เฉินเว่ยอธิบายขณะที่พวกเขากำลังเดินเท้าไปตามเส้นทางที่คดเคี้ยว

“แต่ผงปรุงทิพย์ของท่านก็โดดเด่นอยู่แล้วนี่ขอรับ” หลี่ซานกล่าวอย่างซื่อตรง

“นั่นก็ใช่” เฉินเว่ยยิ้ม “แต่เราต้องทำให้พวกเขารู้สึกว่าขาดมันไม่ได้ นั่นแหละคือกุญแจสำคัญ”

ไม่นานพวกเขาก็มาถึงเขตชานเมืองหลวงหลิน กำแพงเมืองสูงตระหง่านทอดตัวยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา ผู้คนพลุกพล่าน เสียงตะโกนเรียกค้าขาย เสียงเกวียนบดถนน กลิ่นอาหารหลากหลายชนิดลอยปะปนกันมา แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมายังหลังคาบ้านเรือนและวิหารที่ตั้งตระหง่าน เฉินเว่ยสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด นี่คือภาพของเมืองหลวงในยุคต้าเฉินที่เขาจะได้สร้างตำนาน

“เมืองหลวงหลินนี่ช่างกว้างใหญ่และคึกคักยิ่งนัก” จางหู่กล่าวด้วยความตื่นตาตื่นใจ

เฉินเว่ยกวาดสายตาสำรวจตลาดในเมืองหลวงทันที สมองของเขาประมวลผลข้อมูลอย่างรวดเร็ว ร้านค้าต่างๆ เรียงราย สินค้าที่วางขายส่วนใหญ่เป็นพืชผัก เนื้อสัตว์ ผ้าไหม และเครื่องประดับ อาหารปรุงสำเร็จมีให้เห็นประปราย แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นอาหารธรรมดาๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษ ราคาอาหารค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกำลังซื้อของคนทั่วไป

“ดูเหมือนว่าตลาดอาหารในเมืองหลวงยังขาดสีสันและความหลากหลาย” เฉินเว่ยรำพึงกับตัวเอง “นี่เป็นโอกาสทองของเรา”

เขาหันไปบอกกับจางหู่และหลี่ซาน “สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือหาทำเลที่เหมาะสมสำหรับกระจายสินค้าและเป็นศูนย์กลางการติดต่อ”

พวกเขาเดินสำรวจตลาดต่อไปเรื่อยๆ ผ่านตรอกซอกซอยที่เต็มไปด้วยร้านค้าและแผงลอยต่างๆ จนกระทั่งมาหยุดอยู่หน้าร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ดูทรุดโทรมกว่าร้านอื่นๆ รอบข้าง ร้านนี้มีชื่อว่า ‘ตำรับครัวหลงจู่’ ป้ายร้านไม้เก่าๆ มีรอยแตก ผนังร้านแตกร้าว มีหยากไย่เกาะอยู่ตามมุม แสดงให้เห็นว่าร้านนี้คงประสบปัญหาอย่างหนัก และแทบไม่มีลูกค้าเลย

จางหู่และหลี่ซานมองร้านด้วยความสงสัย “ร้านเช่นนี้จะเอาไปทำอะไรได้ขอรับนายท่าน” จางหู่ถาม

เฉินเว่ยกลับยิ้มอย่างลึกลับ เขาสังเกตเห็นว่าแม้ร้านจะดูทรุดโทรม แต่กลับตั้งอยู่ในทำเลที่โดดเด่น เป็นสี่แยกสำคัญที่มีผู้คนสัญจรไปมาตลอดเวลา

“ตำรับครัวหลงจู่” เฉินเว่ยพึมพำ “ดูเหมือนว่ามันจะรอให้เราไปปลุกปั้นให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง”

เขาก้าวเท้าเข้าไปในร้านที่มืดทึม ทิ้งให้จางหู่และหลี่ซานมองหน้ากันอย่างงุนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมเจ้านายของพวกเขาถึงสนใจร้านอาหารเก่าๆ ที่กำลังจะเจ๊งเช่นนี้ แต่ทันทีที่เฉินเว่ยผลักประตูเข้าไป เสียงกระดิ่งเล็กๆ ก็ดังขึ้น พร้อมกับร่างสูงใหญ่ของผู้ชายคนหนึ่งที่กำลังนั่งหลับสัปหงกอยู่หลังเคาน์เตอร์ และดูเหมือนว่าเขาจะเป็นเจ้าของร้านที่กำลังจมปลักอยู่กับความสิ้นหวัง แต่ก่อนที่เฉินเว่ยจะทันได้เอ่ยปาก ระบบก็แจ้งเตือนขึ้นมาอย่างไม่คาดฝัน

[ภารกิจหลัก: ฟื้นฟู ‘ตำรับครัวหลงจู่’ ให้กลับมารุ่งเรืองเหนือร้านใดๆ ในเมืองหลวง!]

[ระยะเวลา: 30 วัน]

[รางวัล: 10,000 เหรียญทอง, สูตรอาหารระดับเทพ, ขยายขีดจำกัดการผลิตผงปรุงทิพย์]

[บทลงโทษ: หากล้มเหลว ระบบจะยึดคืนผงปรุงทิพย์ทั้งหมด และจำกัดการเข้าถึงร้านค้าของระบบเป็นเวลา 90 วัน!]

เฉินเว่ยเบิกตากว้าง นี่ไม่ใช่แค่การเริ่มต้นธุรกิจ แต่เป็นการเริ่มต้นการผจญภัยที่เดิมพันด้วยทุกสิ่ง เขาหันไปมองเจ้าของร้านที่สะดุ้งตื่นขึ้นมา แววตาของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและสิ้นหวัง ก่อนจะขมวดคิ้วมองเด็กหนุ่มแปลกหน้าตรงหน้าอย่างไม่เข้าใจ เฉินเว่ยยิ้มบางๆ ภารกิจแรกของจักรพรรดิโกยเงินได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว แต่ภายใต้ความท้าทายนี้ เขาจะเปลี่ยนร้านที่กำลังจะพังให้กลายเป็นศูนย์กลางอาณาจักรธุรกิจของเขาได้อย่างไร และเขาจะเอาชนะความสิ้นหวังของชายตรงหน้าได้อย่างไรกัน?

หน้านิยาย
หน้านิยาย
จักรพรรดิระบบโกยเงิน

จักรพรรดิระบบโกยเงิน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!