โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
200 ตอน · 1,434 คำ
ภายในโรงน้ำชาอันเงียบงันยามบ่าย บรรยากาศกลับอึมครึมและหนักอึ้งราวกับพายุที่กำลังก่อตัว เฉินเว่ยนั่งอยู่ตรงข้ามหยางฟู่ สายตาคมกริบของอีกฝ่ายจ้องมองมาอย่างกดดัน ขณะที่ลูกน้องตัวใหญ่สองคนยืนคุมเชิงอยู่ด้านหลังราวกับหอคอยเหล็กกล้าที่พร้อมจะบดขยี้ทุกสิ่งที่ขวางหน้า แรงกดดันภายนอกว่าหนักหนาแล้ว แต่แรงกดดันภายในใจเฉินเว่ยกลับทวีคูณยิ่งกว่า เมื่อเสียงระบบโกยเงินยังคงดังก้องเตือนถึง 'สายเลือดโบราณ' ที่กำลังแฝงเร้นอยู่รอบกาย ราวกับงูร้ายที่พร้อมจะฉกกัดได้ทุกเมื่อ เขาเหลือบมองไปยังมุมมืดอีกครั้ง ชายปริศนาผู้นั้นยังคงนั่งนิ่ง ดื่มชาอย่างเยือกเย็น ทว่าดวงตาภายใต้ผ้าคลุมกลับไม่คลาดไปจากเขาเลยแม้แต่วินาทีเดียว ราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่ออยู่ห่างๆ
“เอาล่ะ เจ้าหนุ่มปากกล้า” หยางฟู่เอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นชาบาดลึกราวกับคมมีด “ข้าให้โอกาสเจ้าแล้ว จงว่ามา ว่าเจ้าจะเสนออะไรที่มันดีกว่าแค่ค่าคุ้มครองห้าตำลึงทองที่เจ้าควรจะจ่าย”
เฉินเว่ยสูดลมหายใจลึก พยายามรวบรวมสมาธิทั้งหมดมายังตรงหน้า นี่คือเดิมพันสำคัญ เขาต้องเปลี่ยนศัตรูให้เป็นหุ้นส่วน และต้องทำมันภายใต้เงาของภัยคุกคามที่มองไม่เห็น ภัยคุกคามที่ระบบเตือนว่ามาจาก 'สายเลือดโบราณ' ซึ่งเขาเองก็ยังไม่เข้าใจว่ามันคืออะไรกันแน่
“นายท่านหยางฟู่” เฉินเว่ยเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ซึ่งความมั่นใจหนักแน่น “ก่อนอื่น ข้าอยากจะถามท่านว่า ท่านคิดว่าธุรกิจของท่านในวันนี้ สร้างผลกำไรได้มากที่สุดเท่าที่ควรจะเป็นแล้วหรือไม่”
หยางฟู่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน ริมฝีปากหนาเหยียดยิ้มหยัน “เจ้าดูถูกข้าหรือไง? ธุรกิจของข้าครอบคลุมพื้นที่กว่าสามมณฑล ไม่มีใครไม่รู้จักหยางฟู่ ผู้คุมกฎแห่งเส้นทางการค้าสายนี้!”
“แน่นอนครับ ข้ามิได้ดูถูกแม้แต่น้อย” เฉินเว่ยตอบอย่างใจเย็น ไม่หวั่นไหวต่อโทสะที่เริ่มก่อตัวขึ้นในดวงตาของหยางฟู่ “แต่ข้ากำลังพูดถึง 'ศักยภาพที่ยังไม่ได้ถูกปลดล็อก' นายท่านหยางฟู่คือผู้มีอิทธิพลและเครือข่ายที่แข็งแกร่งที่สุดในภูมิภาคนี้ นี่คือสิ่งล้ำค่าที่เงินไม่อาจซื้อได้ เป็นรากฐานที่มั่นคงยิ่งกว่าภูผา แต่หากท่านยังคงจำกัดตัวเองอยู่แค่การ ‘คุ้มครอง’ หรือ ‘เก็บส่วย’ ข้ากล้าพูดได้เลยว่า นั่นคือการใช้เพชรพลอยล้ำค่าไปเป็นแค่ก้อนหินธรรมดาๆ ที่ถูกทิ้งขว้างอยู่ริมทาง”
คำพูดของเฉินเว่ยราวกับมีมนต์สะกด หยางฟู่เริ่มสนใจมากขึ้น เขาเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สบตาเฉินเว่ยอย่างค้นหา “แล้วเจ้าจะบอกว่าอย่างไร”
“ข้าขอเสนอให้ท่านเปลี่ยน ‘ธุรกิจการคุ้มครอง’ ที่สร้างความหวาดกลัว ให้กลายเป็น ‘ธุรกิจเครือข่ายโลจิสติกส์และกระจายสินค้า’ ที่ใหญ่ที่สุดในแผ่นดินนี้” เฉินเว่ยกล่าว ดวงตาเป็นประกายด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกล “คิดดูสิครับ นายท่าน ไม่ว่าสินค้าใด ไม่ว่าพ่อค้าคนใด หากต้องการความรวดเร็ว ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือในการขนส่งสินค้าจากมณฑลหนึ่งไปอีกมณฑลหนึ่ง พวกเขาจะนึกถึงใครก่อนเป็นอันดับแรก? ไม่ใช่แค่ ‘คนคุ้มกัน’ ที่คอยรับเงินแล้วปล่อยให้พ่อค้าจัดการทุกอย่างเอง แต่เป็น ‘เครือข่ายของนายท่านหยางฟู่’ ที่สามารถรับประกันได้ว่าสินค้าของพวกเขาจะถึงปลายทางอย่างสมบูรณ์ ไม่บุบสลาย และตรงเวลา”
“โลจิสติกส์? กระจายสินค้า?” หยางฟู่ทวนคำ เขาไม่เคยได้ยินคำศัพท์เหล่านี้มาก่อนในชีวิต แต่ความหมายที่เฉินเว่ยสื่อออกมานั้น ชัดเจนจนเขาอดคิดตามไม่ได้ “หมายความว่า ให้ข้าเป็นคนขนส่งสินค้าของพ่อค้าเหล่านั้นเองอย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้องครับ! และไม่ใช่แค่ขนส่ง แต่เป็นการบริหารจัดการเส้นทางการขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด” เฉินเว่ยอธิบายอย่างกระตือรือร้น “ในปัจจุบัน พ่อค้าส่วนใหญ่มักจะต้องจัดหาคนคุ้มกัน จัดหาม้า จัดหารถเอง บางทีก็ถูกเรียกเก็บส่วยระหว่างทาง ซ้ำซ้อนและไร้ประสิทธิภาพสิ้นดี แต่หากมี ‘เครือข่ายหยางฟู่’ ที่เป็นระบบ มีมาตรฐานเดียวกัน มีการจัดการที่ดี สินค้าก็จะถึงมือลูกค้าได้เร็วขึ้น ปลอดภัยขึ้น และที่สำคัญ...ต้นทุนรวมถูกลง พ่อค้ามีความสุข ผู้บริโภคมีความสุข และนายท่านหยางฟู่...ก็จะได้รับค่าบริการจากทุกขั้นตอนที่สินค้าเคลื่อนที่! จากทุกการขนส่งที่เกิดขึ้นในเครือข่ายของท่าน!”
เฉินเว่ยหยิบม้วนกระดาษที่เตรียมมาออกมา คลี่ออกบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง มันเป็นแผนภาพที่เขาเขียนขึ้นอย่างหยาบๆ แสดงถึงเส้นทางการค้าหลักของแคว้น การเชื่อมโยงมณฑลต่างๆ และจุดพักสินค้าที่สามารถเป็นแหล่งทำเงินได้มหาศาลหากมีการจัดการที่ดี “นี่คือแผนที่เส้นทางการค้าหลักของแคว้นเรา นายท่านมีอิทธิพลตามจุดสำคัญต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแค่เราเปลี่ยนมันจาก ‘จุดเก็บส่วย’ ที่สร้างความหวาดกลัว ให้กลายเป็น ‘ศูนย์กลางการกระจายสินค้า’ ที่มีมาตรฐาน มีโกดังเก็บ มีระบบตรวจสอบสินค้า ทุกพ่อค้าจะแห่มาใช้บริการของท่านด้วยความเต็มใจ!”
“นี่มัน...ฟังดูน่าสนใจ” หยางฟู่เริ่มตื่นเต้น เขามองแผนภาพด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความโลภธรรมดาที่คุ้นเคย เป็นความโลภที่มาพร้อมกับวิสัยทัศน์ที่ใหญ่ขึ้น ความคิดใหม่ๆ เริ่มก่อตัวในสมองของเขา “แต่จะทำเช่นไรให้มันเป็นระบบอย่างที่เจ้าว่า? ลูกน้องของข้าส่วนใหญ่เชี่ยวชาญเรื่องการใช้กำลัง ไม่ใช่เรื่องการค้าขายที่ละเอียดอ่อนเช่นนี้”
“นั่นคือส่วนที่ข้าจะเข้ามาเติมเต็มครับ” เฉินเว่ยตอบอย่างมั่นใจ “ข้ามีความรู้เรื่องการบริหารจัดการ ระบบการทำงาน การตลาด และการสร้างมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับ ข้าจะช่วยวางโครงสร้างทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ตั้งแต่การจัดตั้งจุดรับ-ส่งสินค้า การกำหนดราคาที่เป็นธรรม การฝึกฝนคนงานให้มีความชำนาญ ไปจนถึงการสร้าง ‘แบรนด์’ ของ ‘เครือข่ายหยางฟู่’ ให้เป็นที่น่าเชื่อถือเหนือใครในแผ่นดินนี้”
“แบรนด์? น่าเชื่อถือ?” หยางฟู่ยังคงไม่คุ้นเคยกับคำเหล่านี้ แต่เขาก็ยังคงตั้งใจฟัง “มันต่างจากการเก็บส่วยอย่างไร?”
“ต่างกันราวฟ้ากับเหวครับ” เฉินเว่ยตอบอย่างหนักแน่น ดวงตาคมกริบจ้องมองหยางฟู่ไม่กะพริบ “การเก็บส่วยคือการสร้างศัตรู สร้างความหวาดกลัว สร้างความไม่พอใจ และสุดท้ายก็ต้องใช้กำลังเข้าควบคุม แต่การสร้าง ‘แบรนด์ที่น่าเชื่อถือ’ คือการสร้าง ‘ลูกค้าประจำ’ สร้าง ‘พันธมิตร’ และสร้าง ‘ชื่อเสียง’ ที่จะทำให้นายท่านไม่ต้องออกแรงมากนัก เงินทองก็จะไหลมาเทมาเอง เพราะทุกคนรู้ว่าหากใช้บริการของท่านแล้ว จะได้ของดี บริการดี และไม่ต้องกลัวอันธพาลที่ไหนจะมาไถของอีกต่อไป เพราะเครือข่ายของท่านเองจะคุ้มครองสินค้าให้จนถึงปลายทางอย่างปลอดภัย”
หยางฟู่เงียบไปชั่วขณะ เขาลูบเคราอย่างครุ่นคิด ดวงตาเหลือบมองลูกน้องทั้งสองที่ยังคงยืนนิ่ง แล้วหันกลับมามองเฉินเว่ย “แล้วเจ้าจะได้อะไรจากเรื่องนี้? หากมันดีจริง เหตุใดเจ้าไม่ทำเองเล่า?”
“ข้าเป็นเพียงนักธุรกิจที่มาจากต่างถิ่น ไม่มีกำลังคน ไม่มีเครือข่ายที่แข็งแกร่งเท่านายท่าน” เฉินเว่ยตอบอย่างตรงไปตรงมา ไม่ปิดบัง “แต่ข้ามีมันสมองและวิสัยทัศน์ที่เหนือกว่าใครในยุคนี้ เราต้องการซึ่งกันและกัน นายท่านมีกำลัง ข้ามีปัญญา เราจะร่วมกันสร้างอาณาจักรแห่งการค้าที่ไม่มีใครเทียบได้ อาณาจักรที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ท่านเคยจินตนาการ”
“ข้าขอเสนอความเป็นหุ้นส่วนครับ นายท่านหยางฟู่” เฉินเว่ยกล่าวอย่างจริงจัง น้ำเสียงหนักแน่นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เราจะแบ่งผลกำไรที่เกิดขึ้นจากธุรกิจใหม่นี้ ห้าสิบต่อห้าสิบ ท่านลงทุนกำลังคนและเครือข่าย ข้าลงทุนความรู้และระบบจัดการ เราจะโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเราจะรวยไปด้วยกัน รวยกว่าที่ท่านเคยฝันถึง!”
ระหว่างที่เฉินเว่ยนำเสนออย่างกระตือรือร้น เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นในหัวของเขา
[ติ๊ง! คุณสมบัติ 'นักเจรจาธุรกิจ' ทำงาน: เพิ่มโอกาสความสำเร็จในการเจรจา 20%] [ติ๊ง! คุณสมบัติ 'นักอ่านใจ' ทำงาน: วิเคราะห์อารมณ์และแรงจูงใจของเป้าหมาย - หยางฟู่: โลภ, หลงใหลในอำนาจ, ต้องการการยอมรับ, มีความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่. ความน่าจะเป็นที่จะยอมรับข้อเสนอ: 75%] [ติ๊ง! ตรวจพบความผิดปกติ! สัญญาณ 'สายเลือดโบราณ' เข้าใกล้ 50 เมตร! ระวัง!]
การแจ้งเตือนสุดท้ายทำให้ใจของเฉินเว่ยเต้นระรัว เขาส่งสัญญาณให้กับระบบให้วิเคราะห์ตำแหน่งของชายปริศนาในมุมมืด ชายผู้นั้นยังคงนั่งนิ่ง ไม่ได้แสดงท่าทีตื่นตกใจอะไรเลย แต่ระบบกลับแจ้งเตือนว่าสัญญาณ 'สายเลือดโบราณ' นั้นมาจากทิศทางของเขา! ความรู้สึกเย็นวาบแล่นไปทั่วร่าง เฉินเว่ยพยายามเก็บซ่อนความกังวลไว้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง
หยางฟู่จ้องมองเฉินเว่ยด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคิด เขาเห็นแววตาอันมุ่งมั่นของชายหนุ่มตรงหน้า และรับรู้ถึงพลังงานบางอย่างที่ยากจะอธิบาย พลังที่ทำให้เขารู้สึกว่าข้อเสนอนี้ไม่ใช่แค่คำพูดลมๆ แล้งๆ “ห้าสิบต่อห้าสิบ...เป็นข้อเสนอที่กล้าหาญมากเจ้าหนุ่ม”
“ข้าเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์นี้ และเชื่อมั่นในศักยภาพของนายท่านหยางฟู่” เฉินเว่ยตอบอย่างมั่นคง เขาพยายามข่มความตื่นเต้นและความกังวลเรื่อง 'สายเลือดโบราณ' ไว้ภายใต้ใบหน้าที่สงบนิ่ง
หยางฟู่ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาก้าววนรอบโต๊ะ มองแผนภาพอีกครั้ง แล้วหยุดลงตรงหน้าต่างที่มองออกไปยังถนนผู้คนพลุกพล่าน สายลมพัดเส้นผมของเขาปลิวไสว “หากเจ้าโกหกข้า หรือข้อเสนอของเจ้าไร้สาระอย่างที่คิด” น้ำเสียงของเขากลับมาเย็นชาอีกครั้ง แฝงไว้ด้วยคำขู่ที่ไม่อาจปฏิเสธได้ “เจ้าคงรู้ว่าชีวิตของเจ้าจะไม่มีวันสงบสุขอีกต่อไป”
“ข้ายอมรับความเสี่ยงนั้นครับ” เฉินเว่ยตอบอย่างหนักแน่น ไม่มีความลังเลในน้ำเสียง “เพราะข้ารู้ว่านี่คือโอกาสที่จะเปลี่ยนชีวิตพวกเราทุกคน เปลี่ยนจากผู้คุมกฎที่ถูกเกรงกลัว ให้กลายเป็นผู้สร้างอาณาจักรการค้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในแผ่นดิน”
หยางฟู่หันกลับมา มองหน้าเฉินเว่ยอีกครั้ง เขาใช้เวลาพิจารณาอยู่นานหลายอึดใจ ดวงตาคมกริบไล่มองสำรวจเฉินเว่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับจะอ่านใจชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “เอาล่ะ เจ้าหนุ่ม...ข้าจะให้โอกาสเจ้า”
เฉินเว่ยโล่งใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ความตึงเครียดที่เกาะกุมมานานผ่อนคลายลงชั่วขณะ เขากำลังจะกล่าวคำขอบคุณ แต่แล้ว... เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้ดังกว่าครั้งไหนๆ และมาพร้อมกับคำเตือนที่ทำให้เลือดในกายของเฉินเว่ยเย็นวาบ
[ติ๊ง! ตรวจพบภัยคุกคามระดับสูง! สัญญาณ 'สายเลือดโบราณ' ปล่อยพลังโจมตี!] [ติ๊ง! เตือน! ศัตรูมีเป้าหมายคือ 'เฉินเว่ย'!]
ก่อนที่เฉินเว่ยจะได้ตอบสนอง หรือแม้แต่จะขยับตัว ชายปริศนาที่นั่งอยู่ในมุมมืดก็ยกมือขึ้นเล็กน้อย ไม่มีการเคลื่อนไหวที่รุนแรง ไม่มีการส่งเสียงใดๆ แต่เพียงแค่การขยับปลายนิ้ว ภาพตรงหน้าของเฉินเว่ยก็บิดเบี้ยว ดวงตาของเขาพร่าเลือนไปชั่วขณะ และทันใดนั้นเอง แรงกดดันมหาศาลก็พุ่งตรงเข้าใส่จิตใจของเขา ราวกับมีใครเอามือขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นมาบีบอัดสมอง เฉินเว่ยรู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรงจนแทบจะระเบิดออก เลือดกำเดาไหลซึมจากจมูก เขาเซถลาไปข้างหลัง เกือบจะล้มลงจากเก้าอี้ ลูกน้องของหยางฟู่เห็นท่าทีผิดปกติก็เตรียมจะเข้ามาจับกุม แต่หยางฟู่ยกมือห้ามไว้ ดวงตาของเขามองไปยังชายปริศนาในมุมมืดด้วยแววตาหวาดระแวงและเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และเฉินเว่ยที่กำลังเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสจากพลังที่มองไม่เห็นนั้น ชายผู้นั้นก็ลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงสง่าภายใต้ผ้าคลุมเผยให้เห็นโครงหน้าที่คมคาย ดวงตาที่เปล่งประกายสีทองสะท้อนแสงสลัวๆ ของโรงน้ำชา ราวกับเทพเจ้าโบราณที่ก้าวลงมาจากสวรรค์ เขาเดินตรงเข้ามาหาเฉินเว่ยอย่างไม่เร่งรีบ ท่ามกลางความตกตะลึงของทุกคนในโรงน้ำชา ยกเว้นหยางฟู่ที่รู้ดีว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา และเฉินเว่ยที่กำลังทรุดตัวลงกับพื้น ใบหน้าซีดเผือด และเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก เย็นยะเยือก ราวกับมาจากห้วงอวกาศอันไกลโพ้น...
“ในที่สุดก็เจอเจ้า... ‘ผู้บุกรุก’ แห่งสายเลือดที่ถูกผนึก”
คำพูดนั้นราวกับค้อนที่กระแทกเข้ากลางใจของเฉินเว่ย อะไรคือสายเลือดที่ถูกผนึก? นี่มันเกินกว่าที่เขาจะเข้าใจ หรือแม้แต่จะคาดเดาได้เสียแล้ว... เขาจะรอดจากสถานการณ์นี้ได้อย่างไรกัน? แรงกดดันจากพลังลึกลับยังคงบีบคั้นจิตใจของเขาจนแทบแตกสติ และชายปริศนาที่เปล่งประกายสีทองก็ยืนอยู่ตรงหน้า ราวกับยมทูตที่มาทวงวิญญาณ เฉินเว่ยรู้ดีว่านี่ไม่ใช่แค่การต่อสู้ทางธุรกิจอีกต่อไป แต่มันคือการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอด...กับบางสิ่งที่เหนือธรรมชาติอย่างแท้จริง

จักรพรรดิระบบโกยเงิน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก