รอยแยกสีดำขนาดเล็กในอากาศที่ซู่หมิงเพิ่งจะสังเกตเห็นนั้น มิได้หยุดนิ่งอยู่เพียงแค่นั้น หากแต่บิดเบือนและฉีกขาดผืนมิติรอบๆ ตัวมันอย่างรวดเร็วราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกระชากผืนผ้าเก่าคร่ำคร่าให้ขาดวิ่น เสียงกรีดร้องของมิติที่กำลังฉีกขาดดังก้องกังวานในโสตประสาทของซู่หมิง มันไม่ใช่เสียงที่รับรู้ได้ด้วยหู แต่เป็นเสียงที่สะท้อนจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ ความหวาดหวั่นที่แล่นผ่านร่างกายของเขาในตอนแรกเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนก เมื่อภาพของโลกที่มืดมิดและเต็มไปด้วยความโกลาหลเบื้องหลังรอยแยกนั้นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ มันไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นประตูที่กำลังเปิดออกสู่ดินแดนที่ไม่เคยมีใครจินตนาการถึง
อากาศในถ้ำเริ่มบิดเบี้ยว แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ ซู่หมิงรู้สึกราวกับร่างของตนกำลังถูกบีบอัด ท้องฟ้าจำลองในถ้ำที่เคยส่องแสงระยิบระยับบัดนี้มืดมิดลงอย่างรวดเร็ว ดวงดาวที่เคยสุกสกาวดับแสงลงทีละดวง ผนังถ้ำร้าวรานและทรุดตัวลง เศษหินร่วงหล่นลงมาราวกับจะกลบฝังทุกสิ่งทุกอย่างให้จมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่า
“นี่มันอะไรกัน?” ซู่หมิงพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่า “มิติแห่งนี้กำลังพังทลายลง!”
แต่ด้วยปัญญาแห่งปฐมกำเนิดที่เพิ่งได้รับมา มันช่วยให้จิตใจของเขาสงบลงได้อย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะยังคงสั่นสะท้านด้วยสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอด แต่สมองของเขากลับประมวลผลข้อมูลมหาศาลอย่างเป็นระบบ ความรู้ที่ฝังลึกอยู่ในศิลาจารึกแห่งปฐมกำเนิดหลั่งไหลเข้ามาในห้วงความคิด เผยให้เห็นถึงธรรมชาติของปรากฏการณ์ตรงหน้า
นี่ไม่ใช่แค่รอยแยกมิติธรรมดา แต่เป็นประตูที่เชื่อมต่อกับ ‘ห้วงแห่งความโกลาหล’ ดินแดนที่อยู่เหนือขอบเขตของจักรวาลที่รู้จัก ดินแดนที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ ไร้ซึ่งรูปทรง และเต็มไปด้วยพลังงานดิบที่ทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง พลังงานแห่งความโกลาหลเหล่านี้กำลังกัดกร่อนรากฐานของมิติที่เขาอยู่ และหากปล่อยไว้เช่นนี้ ทั้งถ้ำนี้และอาจจะรวมถึงโลกภายนอก จะถูกกลืนกินโดยความว่างเปล่าอันไร้สิ้นสุด!
ในขณะที่ความคิดเหล่านี้ฉายชัดในห้วงสมองของซู่หมิง รอยแยกที่ขยายใหญ่ขึ้นก็เริ่มมีบางสิ่งบางอย่างเคลื่อนไหวอยู่ภายใน เงาตะคุ่มคล้ายอสูรร้ายกำลังก่อตัวขึ้นจากความมืดมิดเบื้องหลัง เสียงคำรามที่ไม่ใช่เสียงทางกายภาพ แต่เป็นเสียงสะท้อนของความหิวโหยและความชั่วร้ายที่ส่งตรงมาจากห้วงลึกของมิติแห่งความโกลาหล
“อสูรแห่งความโกลาหล!” ซู่หมิงกัดฟันกรอด เขารู้สึกได้ถึงพลังงานดิบที่แผ่ซ่านออกมาจากเงาเหล่านั้น มันเป็นพลังที่กัดกร่อนทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ
ในชั่วพริบตาเดียว รอยแยกมิติขนาดใหญ่ก็เปิดออกจนกว้างพอที่จะมีสิ่งมีชีวิตทะลุออกมาได้ ร่างเงาขนาดมหึมาหลายสิบตัวพุ่งทะยานออกมาจากความมืดมิด รูปร่างของมันคล้ายกับสัตว์ร้ายที่ถูกหลอมรวมเข้ากับเงา บ้างมีแขนขาที่บิดเบี้ยว บ้างมีปีกที่ฉีกขาด และบางตัวก็มีดวงตาที่เปล่งประกายสีแดงฉานราวกับถ่านไฟที่ลุกโชน พวกมันไม่มีรูปแบบที่แน่นอน แต่พลังที่แผ่ออกมานั้นรุนแรงและกระหายเลือดอย่างที่สุด
“ไม่ว่าจะมาจากที่ใด พวกแกไม่มีทางได้เหยียบย่างเข้ามาทำลายโลกนี้แน่!” ซู่หมิงคำราม พลังปราณแห่งเทพเจ้าไหลเวียนพลุ่งพล่านทั่วร่างของเขา ดวงตาของเขาเปล่งประกายสีทองอร่าม กายาเทพบรรพกาลที่เพิ่งปลดล็อกทำงานขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ ร่างกายของเขารู้สึกเบาราวกับขนนก แต่ในขณะเดียวกันก็แข็งแกร่งราวกับภูผาพสุธา
เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ท่ามกลางการทรุดตัวของถ้ำและเสียงกรีดร้องของมิติที่กำลังฉีกขาด มือทั้งสองข้างยกขึ้น พลังงานธาตุทั้งห้าเริ่มก่อตัวขึ้นรอบๆ ตัวเขา ลมหมุนวนรอบกายเขาอย่างบ้าคลั่ง เปลวเพลิงสีแดงฉานลุกโชนบนฝ่ามือข้างหนึ่ง สายฟ้าสีเงินฟาดเปรี้ยงปร้างรอบๆ ตัวเขา แผ่นดินใต้เท้าของเขาสั่นสะเทือนและยกตัวขึ้นเป็นกำแพงหินที่ไม่สมบูรณ์ ส่วนน้ำก็ก่อตัวเป็นเกลียวคลื่นขนาดเล็กที่ลอยอยู่กลางอากาศ
กฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่งที่เพิ่งได้รับมาถูกใช้งานในระดับพื้นฐาน แต่ด้วยพลังปราณเทพเจ้าที่เพิ่มขึ้นถึงห้าระดับและค่าสถานะที่เพิ่มขึ้นสองร้อยเปอร์เซ็นต์ ทำให้การควบคุมธาตุของเขานั้นเหนือกว่าผู้ฝึกตนทั่วไปหลายเท่าตัว
อสูรเงาตัวแรกที่มีรูปร่างคล้ายหมาป่าขนาดใหญ่พุ่งตรงเข้าใส่ซู่หมิงด้วยความเร็วเหนือเสียง เขี้ยวและกรงเล็บของมันแหลมคมราวใบมีดที่สามารถฉีกขาดมิติได้ ซู่หมิงไม่ลังเล เขาพุ่งเข้าปะทะเช่นกัน การเคลื่อนไหวของเขาในตอนนี้รวดเร็วจนแทบจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เขายกมือขึ้น สันกำปั้นที่ห่อหุ้มด้วยพลังลมปะทะเข้ากับกรงเล็บของอสูรเงาอย่างจัง
เปรี้ยง!
เสียงปะทะดังก้องราวกับระเบิด อสูรเงากรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ร่างกายที่แข็งแกร่งของมันถูกกระแทกจนกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบเมตร ก่อนจะพุ่งเข้าชนกับผนังถ้ำที่กำลังพังทลายจนเกิดเป็นรอยบุบขนาดใหญ่
“แกยังอ่อนหัดเกินไป!” ซู่หมิงคำราม พลังปราณเทพเจ้าพุ่งทะยานออกจากร่างของเขา แปรเปลี่ยนเป็นคลื่นพลังงานที่มองไม่เห็น กระแทกเข้าใส่เหล่าอสูรเงาที่กำลังพุ่งเข้ามาจากรอยแยกมิติ
เหล่าอสูรเงาที่สัมผัสกับคลื่นพลังงานเทพเจ้าต่างส่งเสียงร้องโหยหวน ร่างกายของพวกมันสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ราวกับพลังงานแห่งความโกลาหลในตัวพวกมันกำลังถูกชำระล้างด้วยพลังงานที่บริสุทธิ์ยิ่งกว่า
ซู่หมิงไม่รอช้า เขาพุ่งตัวเข้ากลางวงอสูรเงา กำปั้นของเขาเต็มไปด้วยพลังปราณเทพเจ้าและพลังธาตุ เขากระหน่ำชก กระหน่ำเตะอย่างไร้ปรานี ทุกการเคลื่อนไหวของเขาสร้างแรงกระแทกที่รุนแรงจนอากาศบิดเบี้ยว ร่างของเขาเคลื่อนที่ไปมาราวกับสายฟ้า บางครั้งก็พุ่งผ่านร่างอสูรเงาด้วยความเร็วสูงสุด ปล่อยให้ร่างของมันแตกสลายเป็นกลุ่มควันสีดำ บางครั้งก็ใช้พลังแห่งแผ่นดินสร้างกำแพงหินขนาดใหญ่ขึ้นมาบดขยี้พวกมัน
“กฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่ง! เพลิงบริสุทธิ์!” ซู่หมิงคำราม พลางรวบรวมเปลวเพลิงสีแดงฉานบนฝ่ามือให้กลายเป็นลูกบอลเพลิงขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายสีทองระเรื่อ มันไม่ใช่เพียงแค่เพลิงธรรมดา แต่เป็นเปลวเพลิงที่ชำระล้างสิ่งชั่วร้ายได้ เขายิงลูกบอลเพลิงออกไป มันพุ่งทะยานไปข้างหน้าด้วยความเร็วสูง พลังงานอันร้อนแรงของมันแผดเผาอสูรเงาทุกตัวที่ขวางหน้าให้กลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา
ทว่าอสูรเงาที่เล็ดรอดจากพลังเพลิงก็พุ่งเข้ามาไม่ขาดสาย รอยแยกมิติยังคงเปิดกว้างขึ้นเรื่อยๆ เผยให้เห็นห้วงแห่งความโกลาหลที่ดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด พลังงานแห่งความโกลาหลที่ไหลทะลักออกมาจากรอยแยกนั้นเริ่มส่งผลกระทบต่อสติสัมปชัญญะของซู่หมิง แม้จะมีปัญญาแห่งปฐมกำเนิดคอยปกป้อง แต่เขาก็ยังรู้สึกถึงความมืดมิดและความหวาดหวั่นที่พยายามจะกัดกินจิตใจของเขา
“จำนวนของพวกมันมากเกินไป!” ซู่หมิงกัดฟันกรอด เขารู้สึกได้ว่าพลังปราณเทพเจ้าของเขากำลังถูกใช้ไปอย่างรวดเร็ว แม้จะแข็งแกร่งขึ้นมาก แต่เขาก็ยังไม่สามารถต่อสู้กับกองทัพอสูรแห่งความโกลาหลที่ไม่มีที่สิ้นสุดได้
ปัญญาแห่งปฐมกำเนิดกระตุ้นเตือนเขา “พลังงานแห่งความโกลาหลกำลังกัดกร่อนมิติแห่งนี้ การต่อสู้กับอสูรเหล่านี้เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เจ้าต้องปิดรอยแยกเหล่านี้ หรือไม่ก็ต้องหาทางออกจากมิติที่กำลังล่มสลายนี้โดยเร็วที่สุด!”
ซู่หมิงมองไปยังศิลาจารึกแห่งปฐมกำเนิดที่ยังคงตั้งอยู่กลางถ้ำ มันเปล่งประกายเรืองรองอย่างอ่อนโยน ราวกับกำลังส่งสัญญาณบางอย่างถึงเขา พลังงานจากศิลาจารึกนั้นบริสุทธิ์และสงบ ต่างจากพลังงานแห่งความโกลาหลอย่างสิ้นเชิง
“ศิลาจารึกแห่งปฐมกำเนิด…มันเป็นกุญแจ?” ซู่หมิงคิดอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกได้ว่าศิลาจารึกนี้มีพลังงานที่สามารถต้านทานความโกลาหลได้ แต่เขาจะใช้มันได้อย่างไร?
ในขณะที่เขากำลังครุ่นคิด อสูรเงาตัวหนึ่งที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นๆ มากนัก ปรากฏตัวขึ้นจากรอยแยกมิติ มันมีรูปร่างคล้ายงูยักษ์ที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม ดวงตาของมันเป็นสีแดงฉาน และมีออร่าสีดำแผ่ซ่านออกมาอย่างรุนแรง มันคือ ‘อสูรวารีแห่งความโกลาหล’ ที่มีพลังทำลายล้างสูง
“ฮ่าๆๆ! กลิ่นอายของพลังปราณเทพเจ้าช่างหอมหวานนัก! เจ้ามนุษย์น้อย! จงเป็นอาหารของข้าซะ!” อสูรวารีคำราม เสียงของมันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งถ้ำ
ซู่หมิงเบิกตากว้าง อสูรตัวนี้แตกต่างจากตัวอื่นๆ มันมีสติปัญญาและสามารถสื่อสารได้ พลังของมันแข็งแกร่งกว่าอสูรเงาธรรมดานับสิบเท่า
“อย่ามาดูถูกกัน!” ซู่หมิงคำรามตอบ เขารวบรวมพลังปราณเทพเจ้าทั้งหมดที่มี และผสานเข้ากับพลังธาตุสายฟ้าและแผ่นดิน “กฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่ง! สายฟ้าพันธนาการ!”
สายฟ้าสีทองนับพันเส้นพุ่งออกจากร่างของซู่หมิง พุ่งเข้าพันธนาการร่างของอสูรวารีแห่งความโกลาหลทันที พร้อมกันนั้น แผ่นดินใต้เท้าของอสูรก็ทรุดตัวลง ก่อเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่จะดูดกลืนร่างของมัน
อสูรวารีคำรามด้วยความโกรธแค้น มันพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่สายฟ้าแห่งเทพเจ้าของซู่หมิงนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่มันจะหลุดพ้นได้ง่ายๆ ร่างกายของมันถูกตรึงเอาไว้ชั่วขณะ
ซู่หมิงใช้ช่วงเวลานี้ในการรวบรวมพลังทั้งหมด เขาพุ่งตัวไปยังศิลาจารึกแห่งปฐมกำเนิด มือของเขาสัมผัสกับพื้นผิวที่เรียบลื่นของมัน ทันใดนั้น แสงสีทองเจิดจ้าก็พวยพุ่งออกมาจากศิลาจารึก ส่องสว่างไปทั่วทั้งถ้ำ พลังงานแห่งความสงบและความบริสุทธิ์แผ่ซ่านออกมา ขับไล่ความมืดมิดและความโกลาหลให้ถอยร่น
“ปัญญาแห่งปฐมกำเนิด! จงนำทางข้า!” ซู่หมิงตะโกน พลังปราณเทพเจ้าทั้งหมดของเขาถูกส่งผ่านเข้าสู่ศิลาจารึกแห่งปฐมกำเนิด
ศิลาจารึกสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลวดลายโบราณบนพื้นผิวของมันเรืองแสงขึ้นมาอย่างมีชีวิตชีวา จากนั้น พลังงานธาตุทั้งห้าที่ซู่หมิงควบคุมอยู่ก็ถูกดูดซับเข้าไปในศิลาจารึกอย่างรวดเร็ว
ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงการเชื่อมโยงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นกับศิลาจารึก มันไม่ใช่แค่การควบคุมธาตุในระดับพื้นฐานอีกต่อไป แต่เป็นการเข้าใจถึงแก่นแท้ของกฎเกณฑ์แห่งการสร้างสรรค์และทำลายล้าง เขามองเห็นภาพของจักรวาลที่ก่อกำเนิดขึ้นจากความว่างเปล่า และการล่มสลายของมิติต่างๆ ที่ถูกกลืนกินโดยความโกลาหล
“พลังแห่งการสร้างสรรค์… พลังแห่งการคงอยู่… พลังแห่งการทำลายล้าง…” ซู่หมิงพึมพำ เขายกมือขึ้นอีกครั้ง คราวนี้พลังงานธาตุทั้งห้าไม่ได้แยกกันอีกต่อไป หากแต่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน กลายเป็นแสงสีขาวบริสุทธิ์ที่เปล่งประกายเจิดจ้า ราวกับเป็นแสงแรกแห่งการกำเนิดของจักรวาล
“กฎเกณฑ์แห่งสรรพสิ่ง! ม่านแห่งปฐมกำเนิด!”
แสงสีขาวบริสุทธิ์พวยพุ่งออกจากมือของซู่หมิง พุ่งตรงไปยังรอยแยกมิติขนาดใหญ่ที่กำลังปล่อยอสูรแห่งความโกลาหลออกมาอย่างไม่หยุดหย่อน แสงนั้นแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นม่านพลังงานโปร่งใสที่ครอบคลุมรอยแยกทั้งหมด
เมื่อม่านพลังงานปฐมกำเนิดสัมผัสกับรอยแยกมิติ เสียงกรีดร้องของมิติที่กำลังฉีกขาดก็เงียบลงทันที พลังงานแห่งความโกลาหลที่ไหลทะลักออกมาก็ถูกหยุดยั้งไว้ราวกับถูกแช่แข็ง อสูรเงาที่กำลังจะทะลุออกมาต่างแข็งทื่อ ร่างกายของพวกมันสลายไปในอากาศเมื่อสัมผัสกับม่านแสงสีขาว
อสูรวารีแห่งความโกลาหลที่ถูกสายฟ้าพันธนาการไว้คำรามด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัว ร่างกายของมันเริ่มสลายตัวเป็นควันดำเมื่อถูกพลังงานปฐมกำเนิดกัดกิน
“ไม่! เป็นไปไม่ได้! เจ้ามนุษย์! เจ้ามีพลังแห่งการสร้างสรรค์ได้อย่างไร!?” อสูรวารีกรีดร้อง ก่อนที่ร่างของมันจะแตกสลายหายไปในที่สุด
ซู่หมิงรู้สึกเหนื่อยล้าอย่างหนัก พลังปราณเทพเจ้าของเขาถูกใช้ไปเกือบทั้งหมด ร่างกายของเขาสั่นสะท้าน แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ม่านแห่งปฐมกำเนิดยังคงเปล่งประกาย สกัดกั้นการไหลบ่าของความโกลาหลได้อย่างสมบูรณ์
ทว่าความสงบสุขก็อยู่ได้ไม่นาน ม่านพลังงานที่ครอบคลุมรอยแยกมิติเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง แสงสีขาวกระพริบตาถี่รัว ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่แข็งแกร่งกว่ากำลังพยายามจะทะลวงผ่านเข้ามา แรงกดดันมหาศาลถาโถมเข้าใส่ซู่หมิงอีกครั้ง
“นี่มันอะไรกันอีก!?” ซู่หมิงกัดฟันแน่น
จากเบื้องหลังม่านพลังงาน แสงสีแดงฉานขนาดมหึมาฉายส่องออกมา มันไม่ใช่แสงของเปลวเพลิง แต่เป็นแสงที่เปล่งออกมาจากดวงตาคู่หนึ่ง ดวงตาที่ใหญ่กว่าภูเขาทั้งลูก ดวงตาที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและความมืดมิดที่ไม่อาจหยั่งถึง!
เสียงคำรามกึกก้องที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งมิติ ดังก้องอยู่ในหัวของซู่หมิง มันไม่ใช่เสียงของอสูรวารี แต่เป็นเสียงที่บ่งบอกถึงการมีอยู่ของสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือระดับของอสูรทั่วไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งมีชีวิตที่มาจากส่วนลึกที่สุดของห้วงแห่งความโกลาหล!
ม่านแห่งปฐมกำเนิดที่ซู่หมิงสร้างขึ้นเริ่มปรากฏรอยร้าว เสียงแตกหักดังขึ้น และรอยแยกมิติก็เริ่มขยายออกอีกครั้ง แรงกดดันจากสิ่งมีชีวิตเบื้องหลังรอยแยกนั้นรุนแรงจนซู่หมิงรู้สึกเหมือนหัวใจของเขากำลังจะหยุดเต้น เขาไม่เคยรู้สึกถึงพลังที่มหาศาลและน่าสะพรึงกลัวเช่นนี้มาก่อน
ถ้ำที่เคยเป็นที่หลบภัยบัดนี้กำลังจะกลายเป็นสุสาน ผนังถ้ำทรุดตัวลงอย่างรุนแรง เศษหินขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมาอย่างไม่หยุดยั้ง ซู่หมิงรู้ดีว่าเขาไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้อีกต่อไป และเขาก็ไม่สามารถต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวเบื้องหลังรอยแยกนั้นได้
เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ในชั่วพริบตา เขาก็เห็นทางออกเล็กๆ ที่เพิ่งปรากฏขึ้นจากการทรุดตัวของผนังถ้ำ มันเป็นช่องแคบๆ ที่อาจจะนำพาเขาออกไปจากมิติที่กำลังจะล่มสลายนี้ได้
“ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไร ฉันจะต้องรอดออกไปจากที่นี่ให้ได้!” ซู่หมิงกัดฟันกรอด เขารวบรวมพลังปราณเทพเจ้าที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด และพุ่งทะยานออกไปทางช่องทางนั้นอย่างสุดกำลัง แรงกดดันจากดวงตาคู่มหึมาเบื้องหลังรอยแยกมิติยังคงไล่ตามเขามา ราวกับจะกลืนกินเขาทั้งเป็น
ในขณะที่ร่างของซู่หมิงพุ่งผ่านช่องทางแคบๆ ออกไป แสงสีแดงฉานจากดวงตาคู่มหึมาก็ฉายวาบเข้ามาถึงตัวเขาพอดี ถ้ำทั้งถ้ำระเบิดออกด้วยพลังทำลายล้างที่รุนแรงจนไม่อาจจินตนาการได้ แรงกระแทกของมันส่งร่างของซู่หมิงกระเด็นไปไกล ก่อนที่ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด…
เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง ซู่หมิงก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนผืนดินที่แข็งกระด้าง เขาค่อยๆ ลุกขึ้นมาอย่างยากลำบาก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านด้วยความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บ แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจจนแทบหยุดหายใจคือภาพเบื้องหน้าของเขา
มันไม่ใช่ป่าที่เขาคุ้นเคย ไม่ใช่ถ้ำโบราณที่เขาจากมา แต่เป็นโลกที่แปลกประหลาดและน่าขนลุก ท้องฟ้าเป็นสีม่วงเข้มปกคลุมไปด้วยเมฆสีดำทะมึน สายฟ้าสีเขียวฟาดเปรี้ยงป้างลงมาสู่พื้นดินที่แห้งแล้งและเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างโบราณที่ไม่อาจระบุได้ ต้นไม้และพืชพันธุ์ต่างๆ มีรูปร่างบิดเบี้ยวและเรืองแสงสีม่วงอ่อนๆ กลิ่นอายของความตายและความเน่าเปื่อยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
และห่างออกไปไม่ไกล เขามองเห็นหอคอยสูงเสียดฟ้าที่สร้างจากหินสีดำสนิท มันสูงตระหง่านราวกับจะเจาะทะลุขึ้นไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด หอคอยนั้นเปล่งประกายด้วยออร่าสีดำทมิฬที่น่าสะพรึงกลัว ราวกับเป็นประตูสู่ขุมนรก
ซู่หมิงเบิกตากว้าง ความรู้สึกหวาดหวั่นจับจิตจับใจ โลกที่เขาจากมาได้หายไปแล้ว… หรือว่าเขาไม่ได้หลบหนีออกมาจากห้วงแห่งความโกลาหล แต่กลับถูกดูดเข้ามาในดินแดนแห่งความโกลาหลนี้เสียเอง?
เสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัวดังมาจากทางทิศของหอคอยสีดำ คลื่นเสียงนั้นรุนแรงจนพื้นดินสั่นสะเทือน ซู่หมิงหันไปมอง และเขาก็เห็นเงาตะคุ่มขนาดมหึมานับไม่ถ้วนกำลังเคลื่อนที่ไปมารอบๆ หอคอยนั้น… พวกมันคืออสูรแห่งความโกลาหล!
เขาไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้แน่ชัดคือ อันตรายที่แท้จริงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น!

ยุทธภพระบบเทพเจ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก