ยุทธภพระบบเทพเจ้า

ตอนที่ 6 — อสูรโลหิทมิฬตื่น สู่ก้นบึ้งแห่งหายนะ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

362 ตอน · 1,906 คำ

พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ ที่ซู่หมิงเคยประสบมา ราวกับโลกทั้งใบกำลังจะฉีกขาดออกจากกันเป็นเสี่ยงๆ เสียงคำรามที่แหวกอากาศขึ้นมานั้น ดิบเถื่อน น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าสรรพสำเนียงใดๆ ที่เขาเคยได้ยินมาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเสียงคำรามของสัตว์อสูรระดับสูง ‌หรือแม้แต่เสียงแห่งความพินาศที่เล่าขานกันในตำนาน สิ่งที่ผุดขึ้นจากรอยแยกใต้แท่นบูชาโบราณนั้นไม่ใช่เพียงแค่สัตว์อสูรทั่วไป แต่มันคือหายนะที่ห่อหุ้มด้วยรัศมีแห่งความมืดมิดและโบราณกาลอันหนักอึ้ง ซู่หมิงยืนแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ

สิ่งที่ค่อยๆ โผล่พ้นขึ้นมาจากห้วงเหวเบื้องล่างคือร่างมหึมาสีแดงเข้มดุจโลหิตยามราตรีที่กำลังจะถูกกลืนกินด้วยความมืดมิด ผิวหนังของมันปกคลุมด้วยเกล็ดหนาเตอะที่ดูดกลืนแสงโดยรอบ ทำให้ร่างของมันดูมืดมิดและลึกล้ำยิ่งกว่าเดิม ​รอบกายมันเปล่งประกายคล้ายกลุ่มหมอกทมิฬที่บิดเบี้ยวและกระเพื่อมไหว ใบหน้าของมันคล้ายงูยักษ์ที่ถูกบิดเบือนจนน่าสยดสยอง มีเขี้ยวแหลมคมยาวเลยขากรรไกรออกมาอย่างน่าเกรงขาม ดวงตาหกคู่ของมันส่องประกายสีแดงก่ำ ดุจลาวาเดือดที่พร้อมจะแผดเผาทุกสิ่งให้มอดไหม้เป็นจุล เสียงครืนครางจากการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็สามารถบดขยี้ภูเขาทั้งลูกให้เป็นผงธุลีได้ ‘อสูรโลหิทมิฬ’ – ‍ชื่อนี้ผุดขึ้นในความคิดของซู่หมิงทันที ราวกับมีบางสิ่งในตัวเขากำลังส่งเสียงเตือนถึงภัยคุกคามที่อยู่ตรงหน้า ภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาจะจินตนาการได้

“ติ๊ง!”

เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นในหัวของซู่หมิง แต่ครั้งนี้กลับแฝงด้วยความเร่งรีบและตื่นตระหนกผิดปกติ ไม่ใช่เสียงราบเรียบเฉยชาอย่างที่เคยเป็น

“คำเตือน! ตรวจพบสิ่งมีชีวิตโบราณระดับมหาเทพยุคบรรพกาล— ‘อสูรโลหิทมิฬ’ พลังงานเกินกว่าขอบเขตการประเมินผลของระบบในปัจจุบัน! ‌พลังโจมตี: ??? พลังป้องกัน: ??? ความสามารถพิเศษ: ??? แนะนำ: หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยเด็ดขาด! ‍ผู้ใช้งานมีโอกาสรอดชีวิต 0.001% หากเลือกต่อสู้!”

ซู่หมิงไม่จำเป็นต้องให้ระบบเตือนซ้ำสอง เขารู้ดีด้วยสัญชาตญาณอันเฉียบคมที่สั่งสมมาจากการต่อสู้เอาชีวิตรอดว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือระดับของเขาไปไกลเกินจินตนาการ ไม่ใช่แค่ ‘สัตว์อสูร’ ทั่วไปที่เขาเคยพบเจอ แต่มันคือ ​‘หายนะ’ ที่ตื่นขึ้นมาจากการหลับใหลหลายพันปี หรืออาจจะนานกว่านั้น วานรศิลาที่เขาเพิ่งเอาชนะมาได้เมื่อครู่ดูเหมือนลูกแมวเชื่องๆ ไปเลยเมื่อเทียบกับอสูรตนนี้ ความรู้สึกไร้พลังเข้าครอบงำจิตใจของเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

อสูรโลหิทมิฬขยับตัวช้าๆ ร่างกายมหึมาของมันค่อยๆ โผล่พ้นจากรอยแยกจนเต็มความสูง ​มันสูงเสียดฟ้าจนศีรษะของมันแทบจะชนเพดานถ้ำที่อยู่สูงลิบลิ่ว สร้างเงาทะมึนทาบทับไปทั่วบริเวณ มันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เสียงหอบฮักของมันฟังดูราวกับพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในถ้ำ และในวินาทีถัดมา มันก็พ่นลมหายใจร้อนระอุสีแดงก่ำออกมาจากปาก คลื่นความร้อนและแรงอัดอากาศพุ่งเข้าหาซู่หมิงด้วยความเร็วที่เหนือการมองเห็น ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้คิดหรือตั้งรับ

“บ้าเอ๊ย!” ​ซู่หมิงสบถออกมาอย่างไม่ตั้งใจ เขาใช้ทักษะ ‘พยัคฆ์เงาพุ่งทะยาน’ ในทันที ร่างกายของเขากลายเป็นเงาสีดำวูบไหว พุ่งถอยหลังออกไปอย่างรวดเร็วราวกับธนูที่หลุดจากคันศร ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นสูงสุดเท่าที่เคยทำได้ เพียงเศษเสี้ยววินาทีก่อนที่คลื่นความร้อนจะแผดเผาบริเวณที่เขายืนอยู่เมื่อครู่จนกลายเป็นเถ้าถ่านหิน

พื้นหินแข็งแกร่งบริเวณนั้นละลายกลายเป็นลาวาแดงฉานในพริบตา กลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่ว ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผดเผาผิวหนังแม้จะอยู่ห่างออกมาหลายสิบเมตร เหงื่อกาฬไหลซึมทั่วแผ่นหลัง เขาไม่เคยรู้สึกใกล้ความตายเท่านี้มาก่อน ความหวาดกลัวเข้าครอบงำจิตใจอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วร่าง แต่ท่ามกลางความหวาดกลัวนั้น สมองของเขายังคงทำงานอย่างบ้าคลั่ง พยายามประมวลผลข้อมูลทุกอย่างเพื่อหาทางรอดชีวิต

‘ต้องหนี! แต่จะหนีไปไหน? ที่นี่คือซากปรักหักพังโบราณที่อยู่ลึกลงไปใต้ดิน ไม่มีทางออกที่ชัดเจน และอสูรตัวนี้มันเพิ่งตื่น มันจะล่าเหยื่อทุกอย่างที่ขวางหน้าแน่’ ความคิดเหล่านี้วนเวียนอยู่ในหัวของเขาอย่างรวดเร็ว

อสูรโลหิทมิฬหันใบหน้ายักษ์มาทางซู่หมิง ดวงตาแดงก่ำทั้งหกจ้องมองมาด้วยความหิวกระหายและไม่แยแสต่อสิ่งใด มันไม่ได้สนใจซู่หมิงเป็นพิเศษ แต่แค่รู้สึกรำคาญกับการที่มีสิ่งมีชีวิตเล็กๆ วิ่งพล่านอยู่ในอาณาเขตของมัน เหมือนแมลงวันตัวเล็กๆ ที่น่ารำคาญ

“ครืนนนน… ฮึมมมม…”

เสียงคำรามครั้งใหม่ไม่ใช่เพื่อโจมตี แต่เป็นเพียงการสำแดงพลังอำนาจอันไร้ขีดจำกัด มวลอากาศรอบอสูรสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พลังงานมืดมิดที่ปะทุออกมาทำให้ซากปรักหักพังเริ่มแตกหัก ผนังหินโบราณพังทลายลงมาเป็นเสี่ยงๆ เศษหินขนาดใหญ่ร่วงหล่นลงมาจากเบื้องบน ฝุ่นควันคลุ้งไปทั่วบริเวณ แสงสว่างจากเบื้องบนที่ส่องลงมาถูกบดบังไปเกือบทั้งหมด ทำให้บรรยากาศยิ่งมืดมิดและน่าอึดอัด

“ติ๊ง!”

เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาพร้อมกับข้อมูลใหม่ที่จุดประกายความหวังเล็กๆ ในใจของซู่หมิง

“ระบบกำลังประเมินสถานการณ์ฉุกเฉิน… ตรวจพบ ‘มิติซ้อน’ ในบริเวณใต้แท่นบูชาเดิม สันนิษฐานว่าเป็นทางเชื่อมไปสู่ ‘แก่นแท้แห่งมรดกเทพยุทธ์โบราณ’ แต่ถูกพลังของอสูรโลหิทมิฬปิดกั้นไว้ชั่วคราว”

ซู่หมิงตาเป็นประกาย ‘มิติซ้อน!’ นั่นอาจเป็นทางออกเดียว! เขาคิดอย่างรวดเร็ว แต่การจะเข้าถึงได้ เขาต้องเข้าใกล้แท่นบูชาอีกครั้ง ซึ่งหมายถึงการเข้าใกล้ตัวอสูรโลหิทมิฬโดยตรง ความเสี่ยงนั้นมหาศาล แต่ทางเลือกอื่นแทบไม่มี

“ภารกิจฉุกเฉิน: หลบหนีจากอสูรโลหิทมิฬ และเข้าถึง ‘มิติซ้อน’ เบื้องล่างแท่นบูชาโบราณเพื่อความอยู่รอด! เวลาที่เหลือ: 5 นาที! หากไม่สำเร็จ: ผู้ใช้งานจะถูกอสูรโลหิทมิฬกลืนกิน! รางวัล: ‘คัมภีร์เทพเคลื่อนย้ายไร้ร่องรอย’, ค่าประสบการณ์ 10,000,000, กล่องสมบัติปริศนาแห่งเทพ (ระดับตำนาน)”

เวลา 5 นาที! และรางวัลล่อใจมหาศาลขนาดนั้นแสดงว่าภารกิจนี้ยากแค่ไหน ซู่หมิงกัดฟันแน่น เขารู้ว่านี่คือโอกาสเดียว ถ้าหนีไปทางอื่นในซากปรักหักพังนี้ เขาก็คงไม่รอดจากพลังทำลายล้างของอสูรตัวนี้อยู่ดี การเผชิญหน้ากับความตายที่ใกล้เข้ามาทำให้สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของเขาตื่นตัวถึงขีดสุด

“เอาละ… ลองดูสักตั้ง!” ซู่หมิงพูดกับตัวเองเสียงเบา ดวงตาของเขาฉายแววมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยว

ซู่หมิงเพ่งสมาธิไปที่ ‘พยัคฆ์เงาพุ่งทะยาน’ อีกครั้ง แต่คราวนี้เขาไม่ได้พุ่งหนี แต่พุ่งเข้าหาอสูรโลหิทมิฬ! ท่ามกลางซากปรักหักพังและฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจาย ร่างเงาของเขาพุ่งทะยานไปข้างหน้า ราวกับพยัคฆ์ตัวน้อยที่กำลังเล่นกับพญามังกร ไม่ใช่เพื่อโจมตี แต่เพื่อใช้ความเร็วและปฏิกิริยาอันเฉียบคมเป็นเกราะป้องกันเพียงอย่างเดียว

อสูรโลหิทมิฬดูเหมือนจะรู้สึกรำคาญกับการเคลื่อนไหวที่ไร้สาระของซู่หมิง มันสะบัดหางอันมหึมาของมันอย่างไม่ใส่ใจ หางนั้นฟาดเข้ากับเสาหินโบราณที่สูงตระหง่านจนแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย และปลายหางที่เลยมาก็พุ่งเข้าใส่ซู่หมิงด้วยความเร็วสูงกว่าเดิมหลายเท่า แรงสะบัดของมันสร้างคลื่นลมที่รุนแรงจนอากาศบิดเบี้ยว

“โครม!”

ซู่หมิงใช้ ‘พยัคฆ์เงาพุ่งทะยาน’ หลบอีกครั้ง ร่างกายของเขากระโดดสูงขึ้นไปในอากาศ พลิกตัวหลบคมหางที่หวิดจะเฉือนร่างเขาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร แต่แรงลมที่เกิดจากการฟาดหางก็มากพอที่จะซัดร่างเขาปลิวไปกระแทกกับผนังหินอย่างแรงจนเกิดเสียงดังสนั่น

“โอ๊ย!” เขารู้สึกเจ็บปวดไปทั้งร่าง โชคดีที่ผนังหินไม่ได้แหลมคมอะไรนัก แต่แรงกระแทกก็ทำให้จุกเสียดจนแทบหายใจไม่ออก ซู่หมิงพยายามลุกขึ้นยืนในทันที เลือดกำเดาไหลซึมจากจมูก แต่เขายังคงกัดฟันแน่น จ้องมองไปที่แท่นบูชาโบราณที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก เป้าหมายของเขายังคงชัดเจน แม้ร่างกายจะอ่อนล้าและเจ็บปวด

อสูรโลหิทมิฬไม่สนใจร่างเล็กๆ ที่กระเด็นไป มันเพียงแค่หันหัวไปทางแท่นบูชา และเริ่มสะสมพลังงานสีแดงก่ำไว้ที่ปากของมัน ดวงตาแดงก่ำทั้งหกของมันส่องแสงเข้มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะเตรียมยิงลำแสงทำลายล้างออกมา ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงพลังงานมหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้น มันเป็นพลังที่สามารถบดขยี้ทุกสิ่งให้แหลกสลายได้

ซู่หมิงรู้ในทันทีว่าอสูรตนนี้กำลังจะทำลายแท่นบูชา! ถ้ามันทำลายแท่นบูชา ก็ไม่มีทางเข้าสู่มิติซ้อนอีกต่อไป นั่นคือจุดจบของเขาแน่ ความคิดนี้ทำให้เลือดในกายของเขาพลุ่งพล่านอีกครั้ง ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะรอดชีวิต

“ไม่!” ซู่หมิงตะโกน เขารวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ ใช้ทักษะ ‘พยัคฆ์เงาพุ่งทะยาน’ พุ่งทะยานเข้าใส่แท่นบูชาอย่างบ้าคลั่ง ในเวลานี้ไม่มีความกลัวอีกแล้ว มีเพียงความมุ่งมั่นที่จะรอดชีวิตเท่านั้น เขาต้องไปให้ถึง ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม

ระยะทางประมาณห้าสิบเมตรถูกย่นย่อลงด้วยความเร็วเหนือมนุษย์ของเขา ร่างกายของเขาเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้าแลบ ทิ้งร่องรอยเงาจางๆ ไว้เบื้องหลัง ในขณะเดียวกัน พลังงานสีแดงก่ำในปากของอสูรโลหิทมิฬก็ปะทุออกมาเป็นลำแสงหนาทึบขนาดมหึมา พุ่งเข้าใส่แท่นบูชาโบราณอย่างจัง ลำแสงนั้นเจิดจ้าและร้อนแรงจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว

“ตูมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมงซู่หมิงพุ่งตัวเข้าสู่แท่นบูชาในเสี้ยววินาทีสุดท้าย ก่อนที่ลำแสงสีแดงก่ำจะพุ่งเข้าใส่ด้วยพลังทำลายล้างที่ไม่อาจต้านทานได้ แรงปะทะที่ตามมานั้นรุนแรงจนพื้นดินสั่นสะเทือนไปทั้งบริเวณ ก้อนหินขนาดใหญ่ถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ฝุ่นควันและเศษซากหินลอยฟุ้งขึ้นไปในอากาศ บดบังทัศนวิสัยจนมืดมิดไปทั่ว

ซู่หมิงรู้สึกเหมือนถูกรถม้าพุ่งชนอย่างจัง ร่างกายของเขากระเด็นไปข้างหน้าด้วยแรงระเบิดที่รุนแรง แม้จะพยายามหลบเลี่ยงลำแสงโดยตรง แต่คลื่นกระแทกจากพลังงานมหาศาลก็ยังคงส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเขา เขาถูกซัดกระแทกเข้ากับแท่นบูชาอย่างจัง ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วร่างจนแทบจะหมดสติ

แต่ในวินาทีที่ร่างของเขาสัมผัสกับแท่นบูชาโบราณอย่างเต็มแรงนั้นเอง สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น แสงสว่างสีฟ้าอ่อนเรืองรองขึ้นจากแท่นบูชา มันเป็นแสงที่นุ่มนวลแต่เต็มไปด้วยพลังงานอันลึกล้ำ แสงนั้นห่อหุ้มร่างของซู่หมิงไว้ราวกับเกราะป้องกัน และในชั่วพริบตา เขาก็รู้สึกราวกับพื้นดินใต้เท้าหายไป ร่างกายของเขาร่วงหล่นลงไปในห้วงอวกาศที่มืดมิดและไร้ที่สิ้นสุด

เสียงระเบิดอันกึกก้องยังคงดังก้องอยู่เบื้องบน แต่ซู่หมิงไม่ได้รับรู้ถึงมันอีกต่อไปแล้ว เขากำลังดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่ไม่อาจหยั่งถึง ราวกับถูกดูดกลืนเข้าไปในห้วงมิติที่แตกต่างออกไป ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกค่อยๆ จางหายไป เหลือไว้เพียงความรู้สึกแปลกประหลาดของการเคลื่อนที่ผ่านห้วงเวลาและอวกาศ

‘นี่คือมิติซ้อนงั้นหรือ?’ ซู่หมิงคิดในใจ พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจายของตนเอง เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่แตกต่างจากพลังปราณที่เขาเคยสัมผัส มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และโบราณกว่ามาก ราวกับเป็นลมหายใจของโลกในยุคแรกเริ่ม

ในขณะที่เขากำลังร่วงหล่นลงไปนั้น แสงสีฟ้าอ่อนที่ห่อหุ้มร่างเขาก็สว่างจ้าขึ้นอีกครั้ง และในชั่วพริบตา ภาพเบื้องล่างก็ปรากฏขึ้น มันไม่ใช่ความมืดมิดอีกต่อไป แต่เป็นทิวทัศน์ที่น่าอัศจรรย์ใจเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้

เบื้องล่างของเขาคือทุ่งหญ้าสีเขียวขจีที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดลูกหูลูกตา ท้องฟ้าเป็นสีครามสดใส มีดวงอาทิตย์สองดวงส่องแสงเจิดจ้าอยู่คู่กัน สร้างแสงสีทองและสีเงินที่งดงามจับตา อากาศบริสุทธิ์และเต็มไปด้วยพลังปราณที่หนาแน่นจนแทบจะจับต้องได้ มีต้นไม้โบราณขนาดมหึมาที่สูงเสียดฟ้า รากของมันหยั่งลึกลงไปในผืนดินราวกับเสาค้ำฟ้า ดอกไม้หลากสีสันบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมหวลไปทั่วบริเวณ

ซู่หมิงค่อยๆ ร่อนลงสู่พื้นหญ้าอย่างนุ่มนวล แสงสีฟ้าที่ห่อหุ้มเขาก็ค่อยๆ จางหายไป เขายืนอยู่ท่ามกลางความงดงามอันน่าทึ่งแห่งนี้ ราวกับหลุดเข้ามาในดินแดนแห่งเทพนิยาย

“ติ๊ง!”

เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงที่ราบเรียบปกติ ไม่มีความตื่นตระหนกใดๆ

“ภารกิจฉุกเฉิน: หลบหนีจากอสูรโลหิทมิฬ และเข้าถึง ‘มิติซ้อน’ เบื้องล่างแท่นบูชาโบราณเพื่อความอยู่รอด! สำเร็จ! รางวัล: ‘คัมภีร์เทพเคลื่อนย้ายไร้ร่องรอย’ ได้รับแล้ว! ค่าประสบการณ์ 10,000,000 ได้รับแล้ว! กล่องสมบัติปริศนาแห่งเทพ (ระดับตำนาน) ได้รับแล้ว!”

ซู่หมิงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก เขารู้สึกราวกับยกภูเขาออกจากอก ความตึงเครียดและความหวาดกลัวที่สะสมมาตลอดการเผชิญหน้ากับอสูรโลหิทมิฬพลันมลายหายไปสิ้น เขามองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจระคนยินดี

‘นี่คือแก่นแท้แห่งมรดกเทพยุทธ์โบราณงั้นหรือ?’ เขาคิด มิติซ้อนแห่งนี้งดงามและเต็มไปด้วยพลังงานอันบริสุทธิ์อย่างที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อน มันเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับการฝึกฝนและยกระดับพลังอย่างแท้จริง

เขารู้สึกได้ถึงพลังปราณที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความเหนื่อยล้าและอาการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ได้รับจากการกระแทกกับผนังหินค่อยๆ ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว

ซู่หมิงก้มลงมองมือของตนเอง คัมภีร์สีทองเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในฝ่ามือของเขา มันเรืองแสงระยิบระยับ และมีอักขระโบราณสลักอยู่บนปก ‘คัมภีร์เทพเคลื่อนย้ายไร้ร่องรอย’ เขารู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก นี่คือวิชาเคลื่อนไหวระดับสูงที่เขาใฝ่ฝันมาตลอด

ถัดจากคัมภีร์ ก็มีกล่องสมบัติขนาดเล็กสีทองอร่ามปรากฏขึ้น มันถูกประดับประดาด้วยอัญมณีล้ำค่าและอักขระเวทมนตร์โบราณที่ซับซ้อน ‘กล่องสมบัติปริศนาแห่งเทพ (ระดับตำนาน)’ แค่ชื่อก็บ่งบอกถึงความล้ำค่าของมันแล้ว

ซู่หมิงอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาอย่างกว้างขวาง แม้จะเพิ่งผ่านพ้นวิกฤตการณ์ที่เกือบเอาชีวิตไม่รอดมาได้ แต่รางวัลที่ได้รับกลับยิ่งใหญ่เกินคาด นี่คือโชคชะตาที่พลิกผันอย่างแท้จริง

เขามองกลับขึ้นไปบนท้องฟ้าที่สว่างไสว ไม่เห็นร่องรอยของรอยแยกที่เขาตกลงมาอีกแล้ว ราวกับว่าประตูมิติได้ปิดลงอย่างสมบูรณ์ อสูรโลหิทมิฬที่น่าสะพรึงกลัวก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในอีกมิติหนึ่ง

‘ข้าปลอดภัยแล้ว’ ซู่หมิงคิด ‘และข้าก็ได้มายังสถานที่แห่งนี้ สถานที่ที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของข้าไปตลอดกาล’

เขากำคัมภีร์และกล่องสมบัติไว้แน่นในมือ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวังและความมุ่งมั่นที่จะแข็งแกร่งขึ้น เขาจะต้องใช้โอกาสนี้ให้คุ้มค่าที่สุด เพื่อที่จะไม่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางสู้เช่นเมื่อครู่อีกต่อไป

การผจญภัยครั้งใหม่ของซู่หมิงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ณ ดินแดนลึกลับแห่งนี้ ดินแดนที่เต็มไปด้วยมรดกแห่งเทพยุทธ์โบราณที่รอให้เขาค้นพบ…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ยุทธภพระบบเทพเจ้า

ยุทธภพระบบเทพเจ้า

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!