โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
362 ตอน · 1,439 คำ
ซู่หมิงพิงหลังกับลำต้นไม้ขนาดใหญ่ หอบหายใจถี่ระรัว เขามองดูซากหมาป่าเงาสามตัวที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น เลือดสีแดงเข้มซึมเปื้อนดินจนเป็นวงกว้าง กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในอากาศจนรู้สึกคลื่นไส้ ชัยชนะครั้งแรกของเขา แม้จะเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเหนื่อยล้า แต่ก็มอบความมั่นใจและทักษะใหม่ที่จับต้องได้
“ระบบเทพเจ้า: คุณได้เรียนรู้ทักษะ ‘การสอดแนมพื้นฐาน’ และ ‘การพรางตัวระดับต้น’!”
เสียงของระบบยังคงก้องอยู่ในหัว แต่ความหิวโหยยังคงกัดกินกระเพาะอาหารของเขาอย่างโหดร้าย และลำคอที่แห้งผากก็เรียกร้องหาน้ำอย่างไม่หยุดหย่อน อย่างไรก็ตาม มีบางสิ่งที่ดึงดูดความสนใจของเขามากกว่าความต้องการทางกายภาพเหล่านั้น ดวงตาของเขากวาดมองไปยังทิศทางที่แสงประหลาดเรืองรองอยู่ลึกเข้าไปในป่า แสงนั้นไม่เหมือนแสงแดดหรือแสงจันทร์ มันเป็นแสงสีทองนวลที่เต้นระริก ราวกับหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของป่า ความอยากรู้อยากเห็นที่เหนือกว่าความหิวโหยและความเหนื่อยล้า ผลักดันให้เขาต้องออกสำรวจต่อ ทว่าก่อนอื่น เขาจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม
“ระบบเทพเจ้า: คุณต้องการเปิดใช้งานทักษะ ‘การสอดแนมพื้นฐาน’ และ ‘การพรางตัวระดับต้น’ หรือไม่?”
“เปิดใช้งาน” ซู่หมิงตอบในใจทันที ทันใดนั้น เขารู้สึกได้ถึงการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจ ความตระหนักรู้ต่อสิ่งรอบข้างเพิ่มขึ้นอย่างมาก เขาสามารถรับรู้ถึงสิ่งมีชีวิตที่ซ่อนเร้นอยู่ในพงหญ้า เสียงใบไม้ไหวที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของสัตว์ขนาดเล็ก และกลิ่นอายพลังงานที่แผ่ออกมาจากพืชพรรณบางชนิด การพรางตัวระดับต้นทำให้ร่างกายของเขารู้สึกเบาขึ้นและเคลื่อนไหวได้อย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่เคลื่อนที่ไปพร้อมกับลม
ซู่หมิงออกเดินทางอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้ทักษะใหม่ทั้งสองอย่างเต็มที่ ป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่ยักษ์ที่แผ่กิ่งก้านสาขาบิดเบี้ยวพันกันอย่างน่ากลัว ราวกับแขนขาของอสูรร้ายที่เอื้อมออกไปคว้าจับท้องฟ้า แสงแดดอันริบหรี่ลอดผ่านเรือนยอดไม้ลงมาได้เพียงรำไร สร้างเงาสลัวและบรรยากาศอันลึกลับชวนขนลุก กลิ่นดินชื้นและพืชพรรณที่ไม่คุ้นเคยอบอวลอยู่ในอากาศ คละเคล้าไปกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ยังคงติดจมูกจากเหตุการณ์เมื่อครู่
“ระบบเทพเจ้า: ตรวจพบ สัตว์ประหลาดระดับต่ำ: กระรอกหิน (เลเวล 1), แมงมุมใยเหล็ก (เลเวล 2) – ไม่เป็นภัยคุกคาม”
ข้อมูลที่ปรากฏขึ้นในหัวทำให้ซู่หมิงประเมินสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็ว เขายังคงระมัดระวังทุกฝีก้าว หลบเลี่ยงการเผชิญหน้าที่ไม่จำเป็น เขาเดินผ่านต้นไม้ที่มีลำต้นเป็นเกลียวสีม่วงแปลกตา และพุ่มไม้ที่ออกผลสีฟ้าเรืองแสงขนาดเล็กน่าดึงดูด แต่เขาไม่กล้าสัมผัส พวกมันอาจสวยงามแต่ก็อาจเป็นพิษถึงตายได้ ความหิวโหยและความกระหายน้ำยังคงเป็นเพื่อนร่วมทางที่ซื่อสัตย์ แต่แสงสีทองที่สว่างขึ้นเรื่อยๆ ก็เป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดเขาไปข้างหน้า
เมื่อเข้าใกล้แหล่งกำเนิดแสง แสงเรืองรองนั้นก็ยิ่งสว่างเจิดจ้าขึ้นจนต้องหรี่ตา อากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนแปลง มีพลังงานบางอย่างที่จับต้องได้ลอยอยู่ราวกับไอหมอกหนาวเย็นแต่กลับรู้สึกอบอุ่นในเวลาเดียวกัน ต้นไม้รอบบริเวณมีรูปร่างบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ กิ่งก้านพันกันจนดูเหมือนจะยังมีชีวิต ใบไม้มีสีทองและเงินสลับกันไปมา ดอกไม้บางชนิดก็เปล่งประกายคล้ายอัญมณี เขารู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนแห่งเทพนิยาย แต่สัญชาตญาณของเขากลับร้องเตือนถึงอันตรายที่มองไม่เห็น เขายังคงใช้ทักษะ ‘การพรางตัวระดับต้น’ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เป็นที่สังเกตของสิ่งใดๆ ที่อาจซุ่มซ่อนอยู่
ในที่สุดซู่หมิงก็ทะลุพุ่มไม้หนาทึบออกมา ภาพเบื้องหน้าทำให้เขาต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงจนลืมสิ้นซึ่งความเหนื่อยล้าและความหิวโหย ตรงหน้าเขาคือซากปรักหักพังของวิหารโบราณขนาดมหึมาที่ถูกกลืนกินด้วยกาลเวลาและพืชพรรณ วิหารแห่งนี้สร้างจากหินสีเทาเข้ม มีหินสลักรูปเคารพที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นรูปทรงคล้ายมนุษย์แต่มีปีกขนาดใหญ่และสวมเกราะที่ประดับด้วยลวดลายเรขาคณิตซับซ้อน มอสและเถาวัลย์เรืองแสงปกคลุมไปทั่วตัววิหาร ประตูวิหารที่พังทลายลงครึ่งหนึ่งเผยให้เห็นทางเข้าไปสู่ความมืดมิดที่ปลายทางมีแสงสว่างจ้าดึงดูดสายตา
แสงสีทองอร่ามที่เปล่งออกมาจากใจกลางวิหารคือแหล่งกำเนิดของแสงที่เขาติดตามมาตลอด มันสว่างจนสามารถมองเห็นได้จากระยะไกล แต่เมื่อมาถึงใกล้ๆ แสงนั้นกลับมีความนุ่มนวลและศักดิ์สิทธิ์อย่างน่าประหลาดใจ ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงพลังงานที่แผ่ออกมาจากวิหาร มันเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์และทรงอำนาจจนทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งตัว ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความมืดมิดที่ปะปนอยู่จางๆ เหมือนกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังต่อสู้กันอยู่ในสถานที่แห่งนี้
“ระบบเทพเจ้า: ตรวจพบพลังงานศักดิ์สิทธิ์และพลังงานแห่งความมืดในระดับสูง! โปรดระมัดระวัง!”
คำเตือนจากระบบทำให้ซู่หมิงยิ่งเพิ่มความระมัดระวัง เขาเดินอย่างช้าๆ เข้าไปในตัววิหาร ภายในวิหาร มวลอากาศเย็นยะเยือกแต่แฝงด้วยความกดดันมหาศาล ผนังวิหารเต็มไปด้วยภาพแกะสลักเรื่องราวที่ซู่หมิงไม่เข้าใจ มันเป็นภาพของสิ่งมีชีวิตรูปร่างแปลกประหลาดที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด บางภาพเป็นรูปของสิ่งมีชีวิตคล้ายเทพเจ้ากำลังร่ายรำอยู่บนฟากฟ้า บางภาพเป็นอสูรร้ายที่กำลังทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่าง มันดูราวกับเป็นประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้ที่ถูกจารึกไว้บนผนังหิน
ทางเดินนำไปสู่ห้องโถงกลางที่แสงสีทองเรืองรองสว่างจ้าที่สุด ซู่หมิงก้าวไปข้างหน้าอย่างระมัดระวังในขณะที่ดวงตาของเขากำลังปรับตัวเข้ากับแสง แต่ทันใดนั้น เสียงคำรามกึกก้องก็ดังขึ้นจากเบื้องหน้า สิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาปรากฏกายออกมาจากเงามืด มันมีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ทำจากหินสีดำสนิท ดวงตาเรืองแสงสีแดงก่ำราวกับถ่านเพลิง พลังงานแห่งความมืดแผ่ออกมาจากมันอย่างชัดเจน
“ระบบเทพเจ้า: ศิลาอสูรพิทักษ์ (เลเวล 8) – พลังป้องกันสูง, พลังโจมตีรุนแรง, ทักษะ: ทุบทำลาย, โล่ศิลา. ระวังการโจมตีอันรุนแรงของมัน!”
ซู่หมิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เลเวล 8! มันสูงกว่าเขาถึง 5 เลเวล และทักษะของมันก็ฟังดูน่ากลัว เขาไม่สามารถต่อสู้แบบตัวต่อตัวได้แน่ๆ หัวใจของเขาเต้นรัวราวกับกลองรบ แต่สัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาก็บอกให้เขาต้องต่อสู้ มันคือผู้พิทักษ์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่งในวิหารแห่งนี้ และเขาไม่สามารถเดินผ่านไปได้โดยไม่จัดการมันก่อน
ศิลาอสูรพิทักษ์ยกแขนหินขนาดใหญ่ขึ้น ทุบลงมาบนพื้นอย่างรุนแรงจนพื้นวิหารสั่นสะเทือน เศษหินกระเด็นไปทั่ว ซู่หมิงพุ่งตัวหลบการโจมตีอย่างรวดเร็ว ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากชัยชนะครั้งก่อน ทำให้เขาหลบได้อย่างหวุดหวิด เขาไม่มีอาวุธ แต่เขามีสติปัญญา และเขามีระบบเทพเจ้า
“ระบบเทพเจ้า: ศิลาอสูรพิทักษ์มีจุดอ่อนที่รอยต่อของแผ่นหินที่ประกอบกันเป็นร่างกายของมัน พลังงานแห่งความมืดกำลังไหลเวียนอยู่ในจุดเหล่านั้น”
ซู่หมิงจ้องมองไปยังศิลาอสูรพิทักษ์ เขาสังเกตเห็นว่าตามรอยต่อของแผ่นหินที่ประกอบกันเป็นร่างกายของมัน มีแสงสีแดงเรืองรองอยู่จางๆ อย่างที่ระบบบอก นั่นคือจุดอ่อน! แต่จะโจมตีมันได้อย่างไร ในเมื่อศิลาอสูรพิทักษ์นั้นสูงใหญ่และแข็งแกร่งเกินไป
เขาเหลือบมองไปยังซากปรักหักพังที่อยู่รอบตัว พื้นที่เต็มไปด้วยเศษหินและเสาหินที่ล้มระเนนระนาด เขาคว้าหินขนาดกำปั้นจากพื้น ขว้างใส่ดวงตาที่เรืองแสงของศิลาอสูรพิทักษ์ หินกระแทกเข้ากับดวงตาของมันอย่างจัง แม้จะไม่สร้างความเสียหาย แต่ก็ทำให้มันเสียสมาธิไปชั่วขณะ
“โฮกกก!” ศิลาอสูรพิทักษ์คำรามอย่างเกรี้ยวกราด มันยกแขนขึ้นเตรียมจะทุบอีกครั้ง แต่ซู่หมิงไม่รอช้า ด้วยความเร็วที่เหนือกว่า เขากระโดดขึ้นไปบนซากปรักหักพังที่อยู่ใกล้ๆ ใช้เศษหินเป็นที่เหยียบ พุ่งตัวเข้าหาศิลาอสูรพิทักษ์ราวกับจรวด เขากระโดดเกาะไปที่แขนหินของมัน และปีนขึ้นไปอย่างรวดเร็วราวกับลิง การพรางตัวระดับต้นช่วยให้การเคลื่อนไหวของเขานุ่มนวลและเงียบเชียบขึ้น
ศิลาอสูรพิทักษ์ไม่คาดคิดว่าเหยื่อจะกล้าบุ่มบ่ามถึงเพียงนี้ มันพยายามจะปัดซู่หมิงออกไป แต่ซู่หมิงเกาะแน่นราวกับตุ๊กแก เขามุ่งตรงไปยังจุดอ่อนที่เรืองแสงสีแดง เมื่อไปถึงไหล่ของศิลาอสูร เขารวบรวมพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ เตะเข้าที่รอยต่อของแผ่นหินอย่างสุดแรง!
“ผัวะ!”
เสียงหินกระทบกันดังกึกก้อง รอยแยกที่เรืองแสงเริ่มร้าว ศิลาอสูรพิทักษ์กรีดร้องอย่างเจ็บปวด มันเซถลาและพยายามจะปัดเขาออกไปอีกครั้ง แต่ซู่หมิงยังคงกัดฟัน เขากระโดดลงมาที่หลังของมัน และวิ่งไปตามแผ่นหลังหินขนาดใหญ่ มุ่งตรงไปยังจุดอ่อนที่อยู่ด้านหลังคอ เขากำมือแน่นชกเข้าที่รอยแยกอีกครั้ง พลังงานแห่งความมืดที่ไหลเวียนอยู่ตรงนั้นปะทุออกมาเล็กน้อย
“โครมมม!”
ศิลาอสูรพิทักษ์ทรุดตัวลงคุกเข่า มันพยายามจะลุกขึ้นแต่ร่างกายของมันเริ่มมีรอยร้าวไปทั่ว แสงสีแดงเริ่มจางหายไป ซู่หมิงไม่รอช้า เขาเห็นโอกาสสุดท้าย เขากระโดดลงจากหลังของมัน พุ่งตรงไปยังหน้าอกที่ใหญ่โตของศิลาอสูรพิทักษ์ และรวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย ต่อยเข้าที่ใจกลางหน้าอกที่ตอนนี้มีรอยร้าวขนาดใหญ่และแสงสีแดงอ่อนๆ เปล่งออกมาอย่างต่อเนื่อง
“ปัง!”
เสียงระเบิดเล็กๆ ดังขึ้น แผ่นหินที่หน้าอกของศิลาอสูรพิทักษ์แตกกระจาย เผยให้เห็นแกนพลังงานสีดำที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง ซู่หมิงไม่คิดอะไร เขากระชากแกนพลังงานนั้นออกมาจากร่างของศิลาอสูรพิทักษ์!
“ระบบเทพเจ้า: คุณได้รับค่าประสบการณ์ 500 หน่วย! คุณได้รับไอเทม ‘แกนพลังศิลา’!”
“ระบบเทพเจ้า: เลเวลอัพ! ซู่หมิง (เลเวล 3)!”
ศิลาอสูรพิทักษ์คำรามด้วยเสียงสุดท้าย ก่อนที่ร่างหินมหึมาของมันจะพังทลายลงกลายเป็นเศษหินและฝุ่นผงไปกองอยู่บนพื้น ซู่หมิงทรุดตัวลงนั่ง หอบหายใจอย่างหนัก ร่างกายของเขาเจ็บปวดไปหมดทุกส่วน เขาเจ็บปวด แต่เขาก็ยังคงรู้สึกถึงพละกำลังที่ไหลเวียนอยู่ภายใน เลเวลของเขาเพิ่มขึ้นอีกแล้ว!
เขากำ ‘แกนพลังศิลา’ ไว้ในมือ มันเป็นผลึกสีดำขนาดเท่ากำปั้นที่ยังคงมีพลังงานแห่งความมืดไหลเวียนอยู่จางๆ นี่คือสิ่งที่ศิลาอสูรพิทักษ์เคยเป็น
เมื่อหายเหนื่อย ซู่หมิงก็เงยหน้าขึ้นมองไปยังห้องโถงกลางที่แสงสีทองสว่างจ้าที่สุด แสงนั้นยังคงเรียกหาเขาอย่างต่อเนื่อง เขาลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ และเดินตรงไปยังห้องโถงนั้น ภายในห้องโถงกลาง แสงสีทองสว่างจ้าจนแสบตา อากาศที่นี่อบอุ่นและบริสุทธิ์อย่างน่าประหลาดใจ แตกต่างจากส่วนอื่นๆ ของวิหารโดยสิ้นเชิง
ตรงกลางห้องโถงคือแท่นบูชาขนาดใหญ่ที่แกะสลักด้วยลวดลายโบราณที่ซู่หมิงไม่เข้าใจ บนแท่นบูชามีวัตถุรูปทรงประหลาดลอยอยู่กลางอากาศ มันคือผลึกใสขนาดใหญ่ที่เปล่งประกายสีทองระยิบระยับ ภายในผลึกมีลวดลายสลับซับซ้อนราวกับแผนที่ดวงดาว หรือเส้นใยแห่งพลังงานบางอย่าง มันสวยงามจนน่าทึ่ง และทรงพลังจนน่าหวาดกลัว
ซู่หมิงค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ผลึกนั้น เขารู้สึกถึงแรงดึงดูดที่ไม่อาจต้านทานได้ ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังเรียกหาเขาจากภายในผลึก ราวกับว่าเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อมาที่นี่ เพื่อมาพบกับสิ่งนี้
“ระบบเทพเจ้า: ตรวจพบ ‘แก่นแท้แห่งพรหมลิขิตโบราณ’! การเชื่อมต่อกำลังดำเนินการ...”
“ระบบเทพเจ้า: โปรดระวัง! พลังงานมหาศาลกำลังหลั่งไหลเข้ามา!”
ทันทีที่ปลายนิ้วของซู่หมิงสัมผัสกับผลึกใส พลังงานอันมหาศาลก็พุ่งทะลุเข้าสู่จิตใจของเขาราวกับคลื่นสึนามิ ไม่ใช่คลื่นแห่งความเจ็บปวด แต่เป็นคลื่นแห่งข้อมูล ความรู้สึก และความทรงจำที่ไม่ใช่ของเขา ภาพนิมิตมากมายหลั่งไหลเข้ามาในหัวเขาอย่างบ้าคลั่ง ภาพของเทพเจ้า เทพธิดา มารร้าย สงครามแห่งสรวงสวรรค์ การสร้างโลก การล่มสลายของอารยธรรมโบราณ เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นในหูเขาจากที่ไหนสักแห่งที่ลึกที่สุดในห้วงจิตวิญญาณของเขา ‘ผู้ถูกเลือก... เจ้าคือความหวังสุดท้าย... จงนำทางสู่ยุคใหม่...’
ร่างกายของซู่หมิงถูกยกขึ้นจากพื้น เขาลอยขึ้นไปกลางอากาศ เขาไม่สามารถขยับตัวได้เลยแม้แต่น้อย แสงสีทองจากผลึกทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จนกลืนกินร่างของเขาจนมิด แสงนั้นไม่ใช่แค่ส่องสว่าง แต่ดูเหมือนจะกำลังหลอมรวมเข้ากับตัวเขา ก่อนที่สติจะดับวูบไป ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงพลังงานที่กำลังหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณของเขา ราวกับว่าเขาไม่ได้เป็นเพียงซู่หมิงคนเดิมอีกต่อไป เขากำลังจะกลายเป็นบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น... หรืออาจจะกลายเป็นบางสิ่งที่แปลกประหลาดเกินกว่าจะจินตนาการได้

ยุทธภพระบบเทพเจ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก