ยุทธภพระบบเทพเจ้า

ตอนที่ 12 — ศึกปฐมบทแห่งอสูร: ก้าวแรกบนเส้นทางชีวิตและความตาย

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

362 ตอน · 1,192 คำ

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งปะทะจมูกอย่างรุนแรงจนแสบโพรงจมูก เสียงกรีดร้องโหยหวนของมนุษย์ผสมปนเปกับเสียงคำรามก้องฟ้าของอสูรที่ดังสะท้อนก้องทั่วหุบเขา สิ่งที่ซู่หมิงเห็นเบื้องหน้าไม่ใช่ภาพลวงตาจากเกมหรือจินตนาการใดๆ หากแต่เป็นฉากนรกที่แท้จริง เป็นความเป็นจริงอันโหดร้ายของโลกที่เขาเพิ่งก้าวเข้ามาอย่างไม่เต็มใจ

อสูรยักษ์มหึมาคล้ายภูเขายังคงเคลื่อนตัวช้าๆ ทว่าทุกย่างก้าวล้วนสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วแผ่นดินจนพื้นดินแยกเป็นรอยร้าว เมืองโบราณที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง เศษซากของสิ่งก่อสร้างสูงตระหง่านถูกบดขยี้อย่างไร้ความปราณี ‌ราวกับของเล่นในกำมือยักษ์ที่ถูกขยำทิ้ง รอยแยกมิติสีดำสนิทที่ฉีกขาดอยู่บนฟ้านั้นยังคงพ่นบริวารอสูรนับพันออกมาอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย พวกมันมีรูปร่างหลากหลาย บ้างก็คล้ายสัตว์เลื้อยคลานขนาดยักษ์ มีผิวหนังเป็นเกล็ดหนาและดวงตาแดงก่ำที่ส่องประกายอำมหิต บ้างก็คล้ายนกอินทรีขนาดใหญ่ มีปีกที่ฉีกทึ้งอากาศและกรงเล็บแหลมคมที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้เป็นชิ้นๆ ไม่เว้นแม้แต่จิตวิญญาณของผู้ที่พบเห็น

“นี่มัน… ​ฝันร้ายอะไรกันวะ!” ซู่หมิงอุทานอย่างแผ่วเบา เสียงของเขาแหบพร่าแทบไม่ได้ยิน สภาพร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการต่อสู้กับพฤกษามรณะยังไม่ทันฟื้นตัวดี แต่จิตใจของเขากลับถูกกัดกินด้วยความตื่นตระหนกจนแทบจะกลืนกินสติสัมปชัญญะทั้งหมด ความหวาดกลัวเริ่มคืบคลานเข้าเกาะกุมหัวใจ มือของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ราวกับถูกกระแสไฟฟ้าช็อต ภาพความตายที่เห็นตรงหน้าคือความจริงที่โหดร้ายเกินกว่าที่เด็กหนุ่มจากโลกศิวิไลซ์อย่างเขาจะรับมือได้

เสียงของระบบดังก้องขึ้นในหัวของซู่หมิง ‍ราวกับกระแสไฟฟ้าที่แล่นผ่านเส้นประสาททุกส่วนของร่างกาย เขาพยายามดึงสติกลับมาแม้หัวใจจะเต้นระรัวจนแทบหลุดออกมาจากอก 'เอาชีวิตรอด 24 ชั่วโมงงั้นเหรอ ในสภาพแบบนี้เนี่ยนะ!' เขาพยายามสำรวจรอบตัวอย่างรวดเร็วเพื่อหาที่กำบัง แต่ดูเหมือนทุกซอกทุกมุมล้วนเต็มไปด้วยอันตรายที่พร้อมจะคร่าชีวิตเขาได้ทุกเมื่อ

[ตรวจพบสถานการณ์ภัยคุกคามระดับสูง: ‌สมรภูมิแห่งการทำลายล้าง] [เปิดใช้งานภารกิจฉุกเฉิน: การเอาชีวิตรอดในแดนอสูร] [รายละเอียดภารกิจ: จงเอาชีวิตรอดจากสมรภูมิแห่งนี้เป็นเวลา 24 ชั่วโมง] [รางวัลเมื่อสำเร็จ: ประสบการณ์ 500, แต้มทักษะ ‍5, กล่องสุ่มอุปกรณ์ระดับต่ำ 1 กล่อง] [บทลงโทษเมื่อล้มเหลว: ความตายอย่างอนาถ]

ซู่หมิงกัดฟันกรอด 'ความตายอย่างอนาถ' คำนี้ดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเขา มันไม่ใช่แค่คำขู่ ​แต่เป็นคำเตือนถึงชะตากรรมที่เลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ และเขาก็เชื่อมั่นว่าระบบจะไม่โกหก ความคิดเรื่องความตายที่ชัดเจนทำให้เขาสลัดความตื่นตระหนกทิ้งไปชั่วขณะ สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือการเคลื่อนไหว การรอดชีวิตคือสิ่งสำคัญที่สุด

เขาสังเกตเห็นว่าที่ปลายขอบฟ้าไกลออกไป มีแสงสีรุ้งเรืองรองปรากฏขึ้น มันเป็นแสงที่ดูแตกต่างจากความมืดมิดของรอยแยกมิติและเลือดที่สาดกระเซ็น ราวกับสัญญาณแห่งความหวังที่ริบหรี่ ​แต่กระนั้นมันก็อยู่ไกลเกินกว่าที่เขาจะเอื้อมถึงในตอนนี้ และดูเหมือนจะเป็นเพียงภาพลวงตาที่หลอกหลอนจิตใจที่อ่อนล้า

“ต้องหาที่ซ่อน หรืออย่างน้อยก็ต้องออกจากพื้นที่อันตรายนี้ให้เร็วที่สุด” เขากระซิบกับตัวเองขณะที่ใช้สองมือกดลงบนพื้นดินเพื่อทรงตัวยืนขึ้น ร่างกายยังคงอ่อนล้า แต่สิ่งที่แตกต่างไปคือความรู้สึกตื่นตัวอย่างประหลาด ราวกับประสาทสัมผัสทั้งหมดของเขาถูกยกระดับขึ้นอย่างกะทันหัน ความกลัวไม่ได้ทำให้เขาเป็นอัมพาตอีกต่อไป ​แต่มันกลับกระตุ้นสัญชาตญาณการเอาตัวรอดที่ฝังลึกอยู่ในตัวเขา

[พรของแก่นแท้แห่งพรหมลิขิตโบราณทำให้การรับรู้ของคุณเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยภัยคุกคาม]

ข้อมูลจากระบบปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันยืนยันสิ่งที่เขารู้สึกได้ การรับรู้ที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้เขาสามารถแยกแยะเสียงต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจนมากขึ้น ไม่ใช่แค่เสียงคำรามของอสูร แต่ยังรวมถึงเสียงลมพัดผ่านซากปรักหักพัง เสียงหินถล่ม และแม้กระทั่งเสียงการเคลื่อนไหวของอสูรที่อยู่ห่างออกไป เขารู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่แตกต่างกันของอสูรแต่ละตัวที่กำลังเคลื่อนที่ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายเขา

เขาเริ่มออกวิ่งอย่างเงียบเชียบ หลบเลี่ยงซากปรักหักพังที่กำลังจะถล่มลงมา ท่ามกลางสมรภูมิที่วุ่นวายนี้ ร่างกายของเขารู้สึกเบาขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย ทุกย่างก้าวมีความมั่นคงและรวดเร็วกว่าปกติ เขาสามารถหลบหลีกเศษซากที่ตกลงมาได้อย่างหวุดหวิดราวกับมีลางสังหรณ์บางอย่างนำทาง ความสามารถที่เพิ่มขึ้นนี้ทำให้เขามีความมั่นใจมากขึ้น เขาไม่ใช่แค่นักเรียนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นผู้ที่ถูกเลือกให้มีชีวิตรอดในโลกอันโหดร้ายนี้

ซู่หมิงมุ่งหน้าไปยังส่วนที่ดูเหมือนจะเป็นกำแพงเมืองเก่าที่ยังพอจะหลงเหลืออยู่ มันเป็นโครงสร้างที่พังทลายบางส่วน แต่ก็ยังสูงพอที่จะเป็นที่กำบังและเป็นจุดสังเกตการณ์ที่ดีได้ ระหว่างทางเขาได้เห็นภาพอันน่าสะเทือนใจ ผู้คนจำนวนมากที่เขาไม่รู้จัก รูปร่างหน้าตาและเครื่องแต่งกายแตกต่างจากผู้คนในโลกของเขาอย่างสิ้นเชิง พวกเขากำลังต่อสู้กับอสูรอย่างดุเดือด บางคนดูคล้ายนักรบที่สวมเกราะและอาวุธแปลกตาที่เปล่งประกายพลังงาน บางคนเป็นผู้ใช้เวทมนตร์ที่ปล่อยพลังธาตุต่างๆ ออกไปอย่างรุนแรง บางคนมีพลังที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้น พวกเขายืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญ แม้จะรู้ว่าโอกาสรอดนั้นริบหรี่เพียงใด แต่ก็ยังคงต่อสู้เพื่อปกป้องสิ่งที่พวกเขารัก

เขาสะดุดเข้ากับร่างของอสูรตัวหนึ่ง มันมีรูปร่างคล้ายหมาป่าขนาดใหญ่ มีขนสีดำสนิทและดวงตาสีแดงฉานที่บัดนี้ไร้ซึ่งชีวิต มันนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ข้างกายมันมีนักรบผู้หนึ่งสวมชุดเกราะหนังหนาแน่นที่เปื้อนเลือดและฝุ่นดิน ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นและคราบเลือดที่แห้งกรัง ทว่าดวงตาของเขายังคงส่องประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวและความมุ่งมั่น นักรบผู้นั้นกำลังหายใจรวยรินอย่างยากลำบาก เขากำลังพยายามเอื้อมมือไปหยิบยาบางอย่างจากกระเป๋าคาดเอว แต่ด้วยบาดแผลที่ฉกรรจ์เกินไป ทำให้เขาไม่มีแรงพอที่จะทำเช่นนั้นได้

ซู่หมิงลังเล เขาไม่ใช่นักรบ ไม่ใช่วีรบุรุษ เขาเป็นแค่นักเรียนธรรมดาที่ถูกดูดเข้ามาในโลกประหลาดนี้ สิ่งที่เขาควรทำคือเอาชีวิตรอดของตัวเอง แต่เมื่อเห็นแววตาแห่งความทรมานของนักรบผู้นั้น หัวใจของซู่หมิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกบีบรัดอย่างรุนแรง ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจผุดขึ้นมาอย่างไม่อาจควบคุมได้

“นาย… ต้องการอะไรให้ช่วยไหม” ซู่หมิงถามอย่างตะกุกตะกัก เสียงของเขาเบาหวิวท่ามกลางเสียงอึกทึกของสมรภูมิ แม้จะรู้ว่ามันอาจเป็นการกระทำที่โง่เขลาในสถานการณ์เช่นนี้ แต่เขาก็ไม่อาจเมินเฉยได้

นักรบผู้นั้นมองมาที่ซู่หมิง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจและบางสิ่งบางอย่างที่ซู่หมิงไม่เข้าใจ อาจจะเป็นความหวัง หรือความสับสน “เ…เจ้า… เป็นใครกัน… ไม่ใช่คนของ… เมืองวารี… ทมิฬ…” เขาพูดเสียงแผ่ว พยายามจะขยับตัว แต่ก็ทำได้เพียงกระตุกเบาๆ ก่อนจะไอออกมาเป็นเลือดสดๆ

“ผม… ผมแค่ผ่านมา…” ซู่หมิงตอบ เขารู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูกเมื่อถูกจ้องมองเช่นนั้น “นายบาดเจ็บหนัก… ให้ฉันช่วยหยิบยานั่นให้ไหม”

นักรบผู้นั้นดูเหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่าง เขากระแอมไอครั้งหนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยอย่างยากลำบาก “ข้า… ข้ารู้อยู่แล้ว… ว่าไม่อาจรอด… แต่ถ้าเจ้า… เป็นผู้รอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียว… จงนำสิ่งนี้… ไปมอบให้… อ๋าเฉิน… ที่วิหาร… แห่งแสง…” นักรบผู้นั้นพยายามล้วงบางสิ่งบางอย่างออกมาจากใต้เกราะที่อกข้างซ้ายด้วยมือที่สั่นเทา

ทันใดนั้น พื้นดินก็สั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม เสียงคำรามอันก้องกังวานของอสูรยักษ์มหึมาทำให้ซู่หมิงต้องหันไปมอง มันกำลังเงื้อกรงเล็บขนาดมหึมาเตรียมฟาดลงมายังส่วนที่ยังเหลืออยู่ของกำแพงเมือง และที่นั่นเอง เขาเห็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต หนึ่งในนั้นมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งสะดุดล้มลง และกำลังจะถูกอสูรตัวเล็กที่วิ่งตามมาโจมตี เด็กน้อยกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว ดวงตาที่บริสุทธิ์เต็มไปด้วยหยาดน้ำตา

‘เลือก!’ เสียงของระบบดังก้องขึ้นในหัวซู่หมิงอย่างฉับพลัน ราวกับสะท้อนความคิดของเขาที่กำลังสับสนระหว่างการเอาชีวิตรอดของตนเอง กับการช่วยเหลือผู้อื่นที่เขาแทบไม่รู้จัก ความรู้สึกร้อนผ่าวแล่นไปทั่วร่าง ราวกับแก่นแท้แห่งพรหมลิขิตโบราณกำลังส่งสัญญาณบางอย่างเตือนเขา

[ทางเลือกแห่งพรหมลิขิต: การตัดสินใจของคุณในตอนนี้จะส่งผลต่อเส้นทางในอนาคต] [1. ปฏิเสธ: เพิกเฉยต่อคำขอของนักรบและมุ่งเน้นการเอาชีวิตรอดของตนเอง รางวัล: ความปลอดภัยชั่วคราว บทลงโทษ: ความรู้สึกผิด อาจพลาดโอกาสสำคัญ] [2. ยอมรับ: รับมอบสิ่งของจากนักรบและพยายามช่วยเหลือเด็ก รางวัล: อาจได้รับความไว้วางใจและข้อมูลสำคัญ บทลงโทษ: ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตสูงมาก]

ซู่หมิงกัดฟันแน่น เขามองไปยังดวงตาที่กำลังเลือนลางของนักรบเบื้องหน้า และแววตาหวาดกลัวของเด็กน้อยที่กำลังจะถูกทำร้าย หัวใจของเขาบีบรัดอย่างรุนแรงอีกครั้ง แม้เขาจะอ่อนแอ แต่สัญชาตญาณของการเป็นมนุษย์และแรงผลักดันบางอย่างที่มองไม่เห็นก็กำลังบอกให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง สิ่งที่อยู่ในมือของนักรบผู้นั้นคือหินสีดำก้อนหนึ่งที่ไม่เปล่งประกายใดๆ ดูคล้ายก้อนกรวดธรรมดา แต่เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่แปลกประหลาดบางอย่างจากมัน พลังงานที่เย็นยะเยือกและลึกล้ำเกินกว่าจะเข้าใจ

'ช่างเถอะ… ไม่ว่ามันจะอันตรายแค่ไหน… ฉันก็เป็นคนไม่ใช่หรือไง!'

ซู่หมิงตัดสินใจในเสี้ยววินาที “เอามา!” เขาเอื้อมมือไปคว้าหินสีดำก้อนนั้นจากมือนักรบอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะพยักหน้าให้เขาและรีบหันหลังออกวิ่งไปยังทิศทางที่เด็กน้อยกำลังตกอยู่ในอันตราย โดยไม่สนว่าเบื้องหน้าคืออสูรจำนวนมากที่กำลังกรูกันเข้ามา และข้างหลังคืออสูรยักษ์ที่กำลังฟาดทำลายทุกสิ่งให้พังพินาศ เส้นทางที่เขากำลังก้าวเดินเข้าไปนั้นเต็มไปด้วยอันตรายถึงชีวิต และเขาอาจจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกเลย แต่ในวินาทีนั้น สิ่งเดียวที่ขับเคลื่อนเขาคือความต้องการที่จะช่วยเหลือชีวิตที่กำลังจะดับสูญไปต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่เพื่อรางวัล ไม่ใช่เพื่อภารกิจ แต่เพื่อความเป็นมนุษย์ที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวเขา

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ยุทธภพระบบเทพเจ้า

ยุทธภพระบบเทพเจ้า

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!