เสียงกรีดร้องนั้นบาดลึกถึงกระดูก ก้องกังวานในโสตประสาท ราวกับมีเล็บอันแหลมคมนับพันกำลังขูดขีดลงบนแผ่นจิตวิญญาณของซู่หมิง ร่างกายของเขาแข็งทื่อไปชั่วขณะ คลื่นพลังงานมืดมิดที่ปะทุออกมาพร้อมกับเสียงนั้นไม่ใช่แค่คลื่นเสียงธรรมดา แต่มันคือแรงกดดันที่บิดเบือนอากาศ บิดงอแม้กระทั่งแสง ทำให้เงาที่เคยเลือนรางรอบตัวเขากลับเข้มข้นขึ้นจนดูเหมือนมีชีวิต
“ซู่หมิง… หวินเอ๋อร์กลัว…” เสียงเล็ก ๆ ของเด็กสาวที่ชื่อหวินเอ๋อร์ดังขึ้นแผ่วเบา ร่างเล็ก ๆ ของเธอสั่นเทาจนน่าสงสาร ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงมือเล็ก ๆ ที่เกาะกุมเสื้อเขาแน่นจนแทบจะฉีกขาด
เขาหายใจเข้าลึก ๆ พยายามรวบรวมสติที่กระจัดกระจาย ยมทูตเงาสี่ตนที่เพิ่งจัดการไปนั้นเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านมาจากสิ่งที่กำลังจะปรากฏตัว เบื้องหน้าพวกเขา ผืนฟ้ายามค่ำคืนที่เคยมีดวงดาวระยิบระยับบัดนี้ถูกกลืนกินด้วยเมฆหมอกสีดำทะมึนที่หมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ใจกลางของพายุแห่งความมืดนั้นมีบางสิ่งขนาดมหึมาที่กำลังก่อร่างสร้างตัว เสียงสะบัดปีกอันทรงพลังดังกระหึ่มราวฟ้าร้อง สั่นสะเทือนพื้นดินจนฝุ่นผงฟุ้งกระจาย
“อยู่นิ่ง ๆ หวินเอ๋อร์…” ซู่หมิงกระซิบ พลางดันร่างเล็กให้หลบไปอยู่ด้านหลังโขดหินใหญ่ที่ยังพอมีหลงเหลืออยู่จากซากปรักหักพังแห่งนี้ เขากำหมัดแน่น สองตาจับจ้องไปยังต้นตอของเสียงกรีดร้องนั้น แม้สมองจะสั่งให้หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ร่างกายของเขากลับยืนหยัดมั่นคง แรงกระตุ้นที่ไม่ใช่แค่เพียงความกล้าหาญ แต่เป็นสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอดที่ตื่นขึ้นมา กำลังชี้นำให้เขายืนเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่อยู่ตรงหน้า
ทันใดนั้น พายุเมฆทมิฬก็คลี่คลายออก เผยให้เห็นร่างของสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัว มันคือวิหคขนาดมหึมา ปีกที่กางออกกว้างแผ่ไปทั่วฟ้าปกคลุมแสงจันทร์จนมืดมิด ขนสีดำสนิทของมันดูดกลืนทุกสิ่งอย่างรอบกาย ดวงตาแดงก่ำราวกับเพลิงนรกส่องประกายอำมหิตลงมายังพื้นดิน กรงเล็บแหลมคมขนาดเท่าต้นไม้ใหญ่ห้อยต่องแต่ง ปลายปากจงอยที่ยาวและโค้งงอราวกับเหล็กกล้าสะท้อนแสงจันทร์เลือนราง
“นี่มัน… วิหคทมิฬแห่งรัตติกาล!” ซู่หมิงพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่า แรงกดดันจากสัตว์อสูรตรงหน้าทำเอาเขาหายใจติดขัด หัวใจเต้นรัวระส่ำจนเจ็บซี่โครง
[ระบบเทพเจ้า: ตรวจพบศัตรูระดับ ‘หายนะ’ วิหคทมิฬแห่งรัตติกาล] [ระดับพลัง: บรรลุขั้นสวรรค์ ชั้นต้น] [ความสามารถพิเศษ: ควบคุมเงาและความมืด, สร้างสนามพลังแห่งความหวาดกลัว, พลังโจมตีทางกายภาพและเวทมนตร์สูงมาก] [คำเตือน: โอกาสรอดชีวิตจากการต่อสู้โดยตรงอยู่ในระดับต่ำถึง ‘หายนะ’]
หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นเตือนภัย แต่ข้อมูลที่แสดงออกมานั้นทำให้ซู่หมิงถึงกับขาสั่น ‘บรรลุขั้นสวรรค์’ นี่มันคือระดับที่เขาไม่เคยจินตนาการถึงเลยด้วยซ้ำ เขายังคงเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่เพิ่งได้รับพลังมาไม่นาน แม้จะแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปหลายเท่า แต่การเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตระดับเทพเจ้าเช่นนี้ มันคือการฆ่าตัวตายชัด ๆ
วิหคทมิฬส่งเสียงร้องคำรามต่ำ ๆ คลื่นเสียงนั้นแปรเปลี่ยนเป็นแรงสั่นสะเทือนที่บดขยี้ทุกสิ่งอย่างรอบกาย หินที่หวินเอ๋อร์หลบอยู่เริ่มแตกร้าว ผืนดินยุบตัวลง ซู่หมิงกัดฟันแน่น เขาดึงหวินเอ๋อร์เข้ามากอดไว้แน่น ก่อนจะใช้ทักษะ [ก้าวเงาพริ้วไหว] พุ่งทะยานออกไปจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว พาเด็กสาวหลบคมกรงเล็บขนาดมหึมาที่ตะปบลงมายังจุดที่พวกเขาเคยยืนอยู่ กรงเล็บนั้นฉีกผืนดินออกเป็นร่องลึกราวกับถูกฟ้าผ่า
“จะหนีรอดไปได้ยังไง…” ซู่หมิงคิดในใจ เขาพยายามพาหวินเอ๋อร์หลบเลี่ยงการโจมตีอันรุนแรงของวิหคทมิฬที่โฉบลงมาจากฟากฟ้า มันเคลื่อนไหวได้รวดเร็วกว่าที่คิด ปีกสีดำสนิทของมันเมื่อสะบัดออกจะก่อให้เกิดกระแสลมแรงที่เชือดเฉือนทุกสิ่งราวกับคมมีด บางครั้งมันก็พ่นเอาลูกไฟสีดำออกมา ลูกไฟเหล่านั้นไม่ใช่แค่พลังงานความร้อน แต่เป็นการระเบิดพลังงานแห่งความมืดที่สามารถกัดกร่อนจิตวิญญาณได้ ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดแปลบปลาบเมื่อเศษพลังงานมืดกระทบเข้ากับผิวหนังของเขา
“ซู่หมิง… หวินเอ๋อร์กลัวเหลือเกิน… ฮือออ…” เสียงสะอื้นของเด็กสาวดังขึ้นอีกครั้ง ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงแรงสั่นจากร่างกายของเธอที่แนบชิดกับอกของเขา เขาทำได้เพียงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น
“อดทนไว้นะหวินเอ๋อร์… พี่จะไม่ยอมให้เจ้าเป็นอะไรเด็ดขาด!” เขาตะโกนตอบ พลังแห่งความมุ่งมั่นที่อยู่ลึก ๆ ในใจเริ่มเดือดพล่านขึ้นมาอีกครั้ง
เขาใช้ทักษะ [คมมีดเงา] ปล่อยคลื่นพลังเงาออกไป เพื่อหวังจะถ่วงเวลาหรือเบี่ยงเบนความสนใจของวิหคทมิฬ ทว่าคลื่นพลังเงาที่เคยทรงประสิทธิภาพกับยมทูตเงานั้น กลับสลายไปราวกับหมอกควันเมื่อกระทบเข้ากับปีกอันแข็งแกร่งของวิหคทมิฬ มันไม่แม้แต่จะสร้างรอยขีดข่วนให้แก่อสูรยักษ์ตัวนี้
[ระบบเทพเจ้า: ทักษะ ‘คมมีดเงา’ ไม่สามารถสร้างความเสียหายต่อศัตรูระดับ ‘หายนะ’ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ]
“ไร้ประโยชน์งั้นหรือ…” ซู่หมิงกัดฟันกรอด เขารู้สึกเหมือนกำลังสู้กับภูผาที่เคลื่อนที่ได้ และในขณะที่เขากำลังคิดหาวิธี วิหคทมิฬก็ยื่นกรงเล็บลงมาอีกครั้ง คราวนี้มันเร็วกว่าเดิมมาก มันเล็งมาที่จุดที่ซู่หมิงกำลังพาหวินเอ๋อร์หลบอยู่
ซู่หมิงตัดสินใจในเสี้ยววินาที เขาผลักหวินเอ๋อร์เข้าไปในรอยแตกของหินอย่างแรง และใช้ร่างของตัวเองเป็นโล่กำบัง เขาดึงจี้หยกโบราณที่นักรบผู้นั้นมอบให้ขึ้นมา จี้หยกเย็นเฉียบอยู่ในอุ้งมือของเขา ทันทีที่กรงเล็บมหึมาของวิหคทมิฬเฉียดเข้าใกล้ มันก็เกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น แสงสีเขียวอ่อนเรืองรองสว่างวาบออกมาจากจี้หยก ห่อหุ้มร่างของซู่หมิงไว้ชั่วขณะ
ชั่วพริบตาแห่งปาฏิหาริย์นั้น กรงเล็บของวิหคทมิฬก็เหมือนจะชะงักไปเล็กน้อย พลังของมันไม่ได้ลดลง แต่มันกลับไม่สามารถทำลายแสงสีเขียวที่อ่อนนุ่มนั้นได้ แสงหยกคล้ายจะหักเหการโจมตี ทำให้กรงเล็บเปลี่ยนทิศทางการโจมตีไปเพียงเล็กน้อย แต่ก็มากพอที่จะทำให้ซู่หมิงรอดพ้นจากการถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ เขากระเด็นออกไปจากแรงปะทะ ร่างกายกระแทกเข้ากับซากปรักหักพังอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง แต่เขาก็ยังคงกอดจี้หยกไว้แน่น
“โอ๊ย!” ซู่หมิงครางอย่างเจ็บปวด แสงสีเขียวจากจี้หยกหรี่ลงแล้วดับไป ราวกับว่ามันใช้พลังงานจนหมดสิ้นไปแล้ว วิหคทมิฬส่งเสียงร้องอย่างไม่พอใจ ดวงตาแดงก่ำจับจ้องมาที่ซู่หมิงอย่างอำมหิต มันดูเหมือนจะประหลาดใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่
“จี้หยก… มันช่วยชีวิตฉันไว้จริง ๆ ด้วย” ซู่หมิงคิด เขารู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่างที่ไหลเวียนเข้าสู่ร่างกายจากจี้หยก แต่ตอนนี้มันกลับเงียบสงบไปแล้ว เขาพยายามลุกขึ้นยืน แต่ขาของเขากลับสั่นไปหมด ความเจ็บปวดจากแรงกระแทกทำให้เขายืนแทบไม่ไหว
วิหคทมิฬไม่รอช้า มันบินวนเหนือหัวของซู่หมิงอีกครั้ง คราวนี้มันเริ่มสะสมพลังงานแห่งความมืดมิดไว้ที่ปลายปากจงอยของมัน ปลายปากนั้นเรืองแสงสีม่วงดำ บ่งบอกถึงการโจมตีที่รุนแรงกว่าครั้งไหน ๆ ซู่หมิงรู้ดีว่าเขาจะไม่มีทางรอดจากการโจมตีครั้งนี้แน่
“ระบบ… มีทางอื่นอีกไหม!” เขาตะโกนถามอย่างหมดหวัง
[ระบบเทพเจ้า: แนะนำให้ใช้ทักษะ ‘วิชาแปลงกายเงา’ เพื่อหลบเลี่ยงการโจมตี หรือใช้ ‘ดวงเนตรแห่งการหยั่งรู้’ เพื่อค้นหาจุดอ่อน]
‘วิชาแปลงกายเงา’ ทักษะใหม่ที่เพิ่งได้รับมาจากการสังหารยมทูตเงา แต่เขายังไม่เคยลองใช้มันเลย มันคือทักษะการเปลี่ยนร่างกายให้กลายเป็นเงาชั่วคราวเพื่อเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและหลบเลี่ยงการโจมตี แต่พลังงานจิตวิญญาณที่ใช้ก็มหาศาลเช่นกัน
‘ดวงเนตรแห่งการหยั่งรู้’ ทักษะติดตัวที่ซู่หมิงไม่เคยคิดว่าจะมีประโยชน์ในการต่อสู้ระดับนี้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกสุดท้าย เขาเพ่งสมาธิไปที่วิหคทมิฬแห่งรัตติกาล พยายามเปิดใช้งาน ‘ดวงเนตรแห่งการหยั่งรู้’ ความรู้สึกแปลกประหลาดไหลเวียนเข้ามาในดวงตาของเขา โลกโดยรอบดูเหมือนจะช้าลง สีสันจางหายไป เหลือไว้เพียงเส้นพลังงานที่ซับซ้อนและจุดอ่อนที่เรืองแสงจาง ๆ บนร่างของวิหคทมิฬ
จุดอ่อน… มันอยู่ตรงกลางอก ใต้ปีกซ้ายเล็กน้อย แต่มันถูกปกป้องด้วยพลังงานมืดมิดที่หนาแน่น ยากจะเข้าถึงได้
วิหคทมิฬเตรียมพร้อมที่จะปล่อยพลังงานทำลายล้างนั้นออกมาเต็มที่แล้ว ซู่หมิงไม่มีเวลาคิดอีกต่อไป เขาตัดสินใจที่จะลองใช้ทักษะ ‘วิชาแปลงกายเงา’ เขาจะต้องเข้าไปใกล้พอที่จะโจมตีจุดอ่อนนั้นให้ได้ เขาปลดปล่อยพลังงานจิตวิญญาณทั้งหมดที่มี ร่างกายของเขาเริ่มสลายกลายเป็นเงามืด ร่างเงาพุ่งทะยานเข้าหาวิญญาณร้ายแห่งรัตติกาล ทิ้งให้หวินเอ๋อร์ที่ซ่อนอยู่มองด้วยความหวาดกลัวและหวังในคราวเดียวกัน
เขารู้สึกเหมือนร่างกายกำลังถูกฉีกกระชากออกจากกัน พลังงานที่ต้องใช้เกินกว่าที่เขาคิดไว้มาก แต่ไม่มีทางถอยอีกแล้ว
“ต้องสำเร็จเท่านั้น!”
เขากลายเป็นเงา พุ่งทะลวงผ่านกระแสลมคมกริบของวิหคทมิฬที่กำลังจะพ่นพลังงานทำลายล้างออกมาอย่างรุนแรง ใบมีดเงาสี่เล่มที่ถูกสร้างขึ้นจากพลังงานจิตวิญญาณที่เหลืออยู่ทั้งหมดในตัวเขาพุ่งเข้าหาจุดอ่อนที่ ‘ดวงเนตรแห่งการหยั่งรู้’ ได้เผยให้เห็น พลังงานสีม่วงดำปะทุขึ้นจากปลายปากของวิหคทมิฬ พุ่งตรงมายังตำแหน่งที่เขาเคยยืนอยู่เมื่อครู่ การโจมตีนั้นรุนแรงจนผืนดินโดยรอบถูกกัดกร่อนหายไปในพริบตา
และในเสี้ยววินาทีเดียวกันนั้น ใบมีดเงาทั้งสี่ก็พุ่งตรงไปยังจุดอ่อนของวิหคทมิฬ การโจมตีที่อาจเป็นความหวังเดียวของเขา กำลังจะตัดสินชะตาชีวิตของเขากับเด็กสาวในตอนนี้…
คลื่นพลังงานเงากระแทกเข้ากับจุดอ่อนของวิหคทมิฬ เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ร่างกายของซู่หมิงที่กำลังจะหลุดออกจากสถานะเงาถูกแรงกระแทกซัดกระเด็นไปไกล เลือดสด ๆ ไหลทะลักออกจากปากของเขาเมื่อเขากลับคืนสู่ร่างมนุษย์ เขารู้สึกเหมือนอวัยวะภายในกำลังฉีกขาดออกจากกัน ทว่าวิหคทมิฬเองก็ส่งเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเช่นกัน จุดที่เขาโจมตีเข้าเกิดรอยร้าวเล็ก ๆ สีม่วงดำ พลังงานมืดมิดที่ห่อหุ้มมันอยู่ดูเหมือนจะปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ซู่หมิงหอบหายใจอย่างหนัก มองดูวิหคทมิฬที่เริ่มสะบัดปีกอย่างบ้าคลั่ง ท้องฟ้าที่เคยถูกบดบังด้วยความมืดมิดพลันปั่นป่วนหนักขึ้นกว่าเดิม แสงจันทร์เลือนรางเริ่มส่องผ่านเมฆหมอกลงมาได้บ้าง แต่สิ่งที่ตามมาคือเสียงกรีดร้องอันโหยหวนของวิหคทมิฬที่ไม่ใช่แค่ความเจ็บปวด แต่เป็นความโกรธแค้นที่ไม่อาจยับยั้งได้
มันเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้า พลังงานมืดมิดจำนวนมหาศาลไหลหลั่งรวมกันที่ร่างของมัน ดวงตาแดงก่ำเปล่งประกายอำมหิตจนน่าขนลุก มันกำลังเตรียมการโจมตีครั้งสุดท้ายที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา พลังทำลายล้างนั้นสามารถกลืนกินพื้นที่แห่งนี้ให้หายไปในพริบตา ซู่หมิงไม่เหลือเรี่ยวแรงจะต่อสู้ หรือแม้แต่จะหนีได้อีกต่อไป เขาล้มลงคุกเข่า เลือดไหลรินออกจากบาดแผลจำนวนมาก จี้หยกในมือของเขาส่องแสงสีเขียวริบหรี่อีกครั้ง เพียงแต่คราวนี้ มันส่องสว่างขึ้นพร้อมกับความรู้สึกเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณของเขา… ไม่ใช่แค่ความเย็น แต่เหมือนมีบางสิ่งกำลังเรียกหาเขาอยู่ลึก ๆ ภายในจี้หยก…
แต่ไม่ทันที่ซู่หมิงจะทำอะไร ร่างของวิหคทมิฬก็พุ่งเข้าใส่เขาอย่างบ้าคลั่งราวกับพายุที่มืดมิด ปีกขนาดมหึมาของมันเงื้อขึ้นพร้อมจะฉีกร่างของเขาให้เป็นชิ้น ๆ…

ยุทธภพระบบเทพเจ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก