โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
362 ตอน · 1,414 คำ
วินาทีที่เงาร่างมหึมาเคลื่อนเข้ามาใกล้ สรรพสิ่งรอบตัวพลันถูกดูดกลืนสู่ความว่างเปล่าอย่างฉับพลัน ซู่หมิงและเยี่ยหลีถูกโอบล้อมด้วยแรงกดดันมหาศาลที่มิใช่เพียงบีบรัด แต่ราวกับจะบดขยี้ลมหายใจให้แหลกละเอียด ก้อนหินขนาดมหึมาและต้นไม้สูงใหญ่ที่เคยตั้งตระหง่านอย่างสง่าผ่าเผย เริ่มสั่นสะท้านอย่างบ้าคลั่ง ราวกับถูกปลุกให้ตื่นจากนิทรา ก่อนจะแตกละเอียดเป็นผุยผงปลิวหายไปในอากาศธาตุ ราวกับโดนกระแทกด้วยพลังที่มองไม่เห็น อากาศรอบกายหนักอึ้งจนรู้สึกเจ็บปวดเสียดแทงไปทั่วปอด เยี่ยหลีทรุดตัวลงคุกเข่าอย่างไม่อาจต้านทาน มือทั้งสองข้างกุมศีรษะแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีดที่มิอาจบรรยาย
“ท่าน... ซู่หมิง... มัน... มันคืออะไรกัน?” เสียงของเธอสั่นพร่าแทบไม่ได้ยิน ราวกับวิญญาณกำลังจะหลุดออกจากร่าง ในใจของเยี่ยหลีมีเพียงความสิ้นหวังอันมืดมิด เธอไม่เคยพบเจอสิ่งใดที่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้มาก่อน ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ในตำนานเก่าแก่ที่บิดามารดาเล่าให้ฟัง สิ่งมีชีวิตที่ถูกเรียกว่า ‘ภูผาอสูรทมิฬ’ นั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าปรัมปรา เป็นนิทานที่ใช้ขู่เด็ก มิใช่ความจริงที่โหดร้ายและน่าหวาดหวั่นตรงหน้า
ซู่หมิงพยายามยืนหยัดอย่างมั่นคง แม้เขาก็รู้สึกราวกับถูกบีบคั้นจนกระดูกทุกซี่จะแหลกละเอียดเป็นผุยผง พลังชีวิตที่เพิ่งฟื้นฟูจากการเลื่อนระดับเมื่อไม่นานมานี้ กำลังถูกดูดกลืนไปอย่างรวดเร็วราวกับน้ำที่รั่วไหลออกจากภาชนะ เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มใบหน้าซีดเผือด เขาจ้องมองไปยังต้นตอของแรงกดดันนั้นอย่างไม่วางตา—ภูผาอสูรทมิฬ สิ่งที่ปรากฏต่อหน้ามิใช่แค่ภูเขาที่เคลื่อนที่ได้ หากแต่เป็นภูเขามืดทมิฬที่สูงเสียดฟ้า ปกคลุมด้วยเถาวัลย์หินแข็งสีดำสนิทหนาแน่น มีรอยแตกปริแยกเรืองแสงสีแดงฉานคล้ายเส้นเลือดที่เต้นระริกอยู่ทั่วทั้งตัว มันเคลื่อนที่ช้าๆ ทว่าแต่ละย่างก้าวกลับทำให้พื้นพิภพสั่นสะเทือนสะท้านไปถึงแก่นโลก โขดหินขนาดมหึมาปลิวหลุดออกจากตัวมันราวกับสะเก็ดหินเล็กๆ ตกลงมาทำลายป่าไม้ด้านล่างจนราบเป็นหน้ากลอง
“ระบบ!” ซู่หมิงกัดฟันกรอด ทนรับความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาแล้วรีบเรียกใช้ ‘ดวงเนตรแห่งการหยั่งรู้’ ไปยังเป้าหมาย เขารู้ดีว่าการต่อสู้โดยไม่รู้ข้อมูลอะไรเลยมีแต่ความตายรออยู่เบื้องหน้า
[สิ่งมีชีวิต: ภูผาอสูรทมิฬ] [ระดับ: เทพเจ้าดึกดำบรรพ์ (สถานะจำศีล/พลังงานแฝงสูงสุด)] [พลังชีวิต: ???] [พลังโจมตี: ???] [พลังป้องกัน: ???] [ทักษะ: ‘ควันทมิฬกลืนฟ้า’, ‘อสูรธรณีพิโรธ’, ‘คำสาปโบราณแห่งความว่างเปล่า’] [จุดอ่อน: ตรวจไม่พบในสถานะปัจจุบันของผู้ใช้] [คำเตือน: สิ่งมีชีวิตระดับนี้อยู่เหนือขีดความสามารถในการต่อสู้หรือแม้แต่การหลบหนีของผู้ใช้ในปัจจุบัน การตรวจจับเพิ่มเติมอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต]
ข้อมูลที่ปรากฏขึ้นมากลับยิ่งทำให้ซู่หมิงหัวใจหล่นวูบดิ่งลงสู่ก้นบึ้งแห่งความสิ้นหวัง “เทพเจ้าดึกดำบรรพ์... สถานะจำศีล?” แค่ในสถานะจำศีลก็ยังน่ากลัวถึงเพียงนี้ หากมันตื่นเต็มที่เล่า? พลังอำนาจของมันจะมหาศาลเพียงใด? และที่น่ากังวลที่สุดคือ ‘จุดอ่อน: ตรวจไม่พบ’ นี่เป็นครั้งแรกที่ดวงเนตรแห่งการหยั่งรู้ไร้ประโยชน์อย่างสิ้นเชิงต่อศัตรูตรงหน้า
“ระบบ! มีทางเลือกอื่นอีกไหม? หรือข้อมูลเกี่ยวกับทำไมมันถึงมาที่นี่?” ซู่หมิงรีบถามอย่างร้อนรน แรงกดดันเริ่มเพิ่มมากขึ้นจนเขาแทบจะยืนไม่ไหว ต้องใช้พลังปราณทั้งหมดที่มีต้านทานไว้สุดกำลัง
[ระบบเทพเจ้า: การปะทะกันของพลังงานระดับสูงจากการต่อสู้ครั้งก่อนได้ปลุกเร้าภูผาอสูรทมิฬที่หลับใหลอยู่ใต้พิภพ มันกำลังเคลื่อนที่ตามรอยพลังงานที่เหลืออยู่ ซึ่งก็คือตัวของผู้ใช้และวิหคทมิฬที่ถูกผนึก] [คำแนะนำ: ผู้ใช้สามารถลองใช้ทักษะ ‘วาร์ปมิติชั่วพริบตา’ ที่เพิ่งปลดล็อกเพื่อพยายามหลบหนี แต่มีโอกาสสำเร็จต่ำมากเนื่องจากระยะทำการจำกัดและพลังงานที่ผันผวนรุนแรงของภูผาอสูรทมิฬ] [คำแนะนำเพิ่มเติม: ทักษะ ‘เทพเจ้าจุติชั่วคราว’ (ระดับ 10 ปลดล็อก) สามารถเพิ่มพลังงานและความเร็วทั้งหมดของผู้ใช้เป็นสิบเท่าเป็นเวลา 30 วินาที แต่มีผลข้างเคียงรุนแรงถึงแก่ชีวิตหลังสิ้นสุดระยะเวลา อาจทำให้หมดสติ พิการถาวร หรือแม้กระทั่งวิญญาณแตกสลาย]
ซู่หมิงกัดริมฝีปากแน่นจนห้อเลือด นี่มันบ้าชัดๆ! วาร์ปมิติก็เสี่ยง เทพเจ้าจุติก็เสี่ยงตาย ไม่ต่างอะไรกับการหนีเสือปะจระเข้ เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเพียงต้นไม้เล็กๆ ที่กำลังจะถูกพายุเฮอร์ริเคนที่บ้าคลั่งพัดถล่มจนถอนรากถอนโคน เขาหันไปมองเยี่ยหลีที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัวสุดขีดในอ้อมแขน เขาจะไม่ยอมให้เธอตายที่นี่อย่างเด็ดขาด!
“เยี่ยหลี! ตั้งสติไว้!” ซู่หมิงตะโกนเสียงดัง พยายามดึงมือเธอขึ้นมา แต่แรงกดดันมหาศาลทำให้มันยากลำบากเหลือเกิน “เราต้องหาทางรอดให้ได้!”
เยี่ยหลีพยายามเงยหน้าขึ้นมองซู่หมิง แววตาที่ฉายความสิ้นหวังของเธอกลับพบประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ในดวงตาของเขา เธอไม่รู้ว่าทำไม แต่ในวินาทีนั้นเอง ความหวาดกลัวของเธอกลับลดลงไปบ้างเล็กน้อย เพียงเพราะเห็นว่าซู่หมิงยังคงไม่ยอมแพ้ ยังคงมีหวังที่จะต่อสู้
ภูผาอสูรทมิฬมาถึงจุดที่อยู่เหนือศีรษะพวกเขาแล้ว เงาขนาดมหึมาทอดทับลงมากลืนกินทุกสิ่งจนมืดมิด ต้นไม้รอบข้างที่ยังเหลืออยู่ถูกบดขยี้แหลกละเอียดเป็นผุยผง ก้อนหินขนาดเท่าบ้านหลายสิบก้อนกลิ้งลงมาอย่างรวดเร็วราวกับห่าฝน ซู่หมิงรีบกอดเยี่ยหลีไว้แน่น แล้วใช้ ‘เกราะแสงเทวะคุ้มครอง’ ที่เพิ่งใช้งานไปเมื่อครู่ขึ้นมาอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เกราะแสงดูบอบบางเหลือเกิน ราวกับกระจกบางๆ ที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อยามต้องลม
“ฟ้าร้องคำราม!” ซู่หมิงตะโกนพลางใช้ทักษะใหม่ที่เพิ่งปลดล็อกอีกหนึ่งทักษะ เป็นการรวบรวมพลังปราณสายฟ้าทั้งหมดที่มีในร่างกาย พุ่งขึ้นสู่ฟ้าด้วยความเร็วสูง สร้างเสียงคำรามกึกก้องที่หวังจะสร้างความรำคาญให้กับภูผาอสูรทมิฬ แต่มันกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย พลังสายฟ้ากระทบกับผิวกายหินของมันแล้วสลายไปอย่างไร้ร่องรอย เหมือนหยดน้ำกระทบก้อนหินเท่านั้น
“พลังของมัน... มันเหนือชั้นเกินไป!” ซู่หมิงคิดในใจ ความรู้สึกสิ้นหวังถาโถมเข้ามาอีกครั้ง พลังที่เขาเพิ่งได้รับจากการเลื่อนระดับ ดูเล็กจ้อยเหลือเกินเมื่อเทียบกับภูผาอสูรทมิฬตรงหน้า
ขณะนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาก็เริ่มยกตัวขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับถูกแรงยกมหาศาลจากเบื้องล่าง มันไม่ใช่แค่พื้นดินที่ยกตัว แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูผาอสูรทมิฬที่กำลังขยายตัวออก ‘อสูรธรณีพิโรธ’—ทักษะหนึ่งของมันกำลังทำงาน! เถาวัลย์หินแข็งขนาดใหญ่เท่าลำต้นไม้พุ่งขึ้นมาจากพื้นดิน ล้อมรอบพวกเขาไว้แน่นหนา ซู่หมิงพยายามใช้ ‘เปลวเพลิงเทวะสะบั้น’ ฟาดฟันใส่ แต่มันก็ทำได้เพียงสร้างรอยไหม้ตื้นๆ บนเถาวัลย์หินแข็งเท่านั้น ไม่สามารถตัดผ่านได้เลยแม้แต่น้อย
“เราติดกับแล้ว!” เยี่ยหลีร้องบอกด้วยน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม เธอมองเห็นเถาวัลย์หินที่กำลังเคลื่อนเข้าหากันช้าๆ อย่างไร้ปรานี พลังบีบคั้นทำให้เธอยิ่งหายใจลำบาก มันกำลังจะบดขยี้พวกเขาให้แหลกละเอียด! ซู่หมิงคิดอย่างบ้าคลั่ง เขารู้ว่าต้องทำอะไรสักอย่าง แต่ทุกทางเลือกล้วนนำไปสู่ความตาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้ ‘เทพเจ้าจุติชั่วคราว’ ที่อาจทำให้เขาพิการไปตลอดชีวิต หรือ ‘วาร์ปมิติ’ ที่มีโอกาสพลาดสูงจนแทบจะเป็นศูนย์
“ระบบ! มีอะไรอีกไหม? แม้จะเป็นเพียงความหวังเล็กน้อยก็ได้!” ซู่หมิงตะโกนลั่นสุดเสียง ความตายกำลังจ่อคอหอย เขาไม่อาจยอมแพ้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเยี่ยหลีอยู่ตรงนี้ด้วย!
[ระบบเทพเจ้า: ตรวจพบคลื่นพลังงานแปลกประหลาดที่ตำแหน่ง ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ ในตัวผู้ใช้... คำเตือน: นี่คือการกระตุ้นพลังงานที่มีความเสี่ยงสูงสุด! หากไม่สำเร็จ ผู้ใช้และผู้ใกล้เคียงจะถูกลบล้างจากห้วงมิติอย่างถาวร] [ระบบเทพเจ้า: ทางเลือกสุดท้ายเปิดใช้งาน: ‘การหลอมรวมกับแก่นแท้แห่งดวงดาว’] [รายละเอียด: ผนวกจิตวิญญาณของผู้ใช้เข้ากับพลังงานคอสมิกบริสุทธิ์ของ ‘แก่นแท้แห่งดวงดาว’ ปลดปล่อยพลังงานที่สามารถยับยั้งสิ่งมีชีวิตระดับเทพเจ้าดึกดำบรรพ์ได้ชั่วคราว... แต่มีโอกาสที่จะสูญเสียตัวตนของผู้ใช้ไปอย่างถาวร หากไม่สามารถควบคุมพลังงานอันมหาศาลได้...]
หน้าต่างระบบปรากฏขึ้นพร้อมตัวเลือกที่บีบหัวใจ—เป็นทางรอดที่มาพร้อมกับความเสี่ยงที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าความตายเสียอีก ซู่หมิงเหลือบมองเถาวัลย์หินที่หดเข้ามาใกล้จนแทบจะบดขยี้พวกเขาอยู่รอมร่อ แรงกดดันจากภูผาอสูรทมิฬทำให้โลกทั้งใบมืดมิดลง พลังชีวิตของเขากำลังร่วงหล่นอย่างรวดเร็ว และเยี่ยหลีก็หมดสติไปในอ้อมแขนของเขาแล้ว เขาไม่มีเวลาให้ลังเลอีกต่อไป!
“เลือก!” ซู่หมิงตะโกนลั่นพร้อมกับกระแสจิตสั่งการทันที “การหลอมรวมกับแก่นแท้แห่งดวงดาว!”
ทันทีที่เขาตัดสินใจ ร่างกายของซู่หมิงก็ถูกโอบล้อมด้วยแสงสีทองอร่ามที่เจิดจ้ากว่าแสงอาทิตย์นับร้อยดวง พลังงานมหาศาลที่ยากจะหยั่งถึงพวยพุ่งออกมาจากส่วนลึกของร่างกายเขา แสงนั้นไม่ใช่แค่แสงสว่างธรรมดา แต่มันคือพลังงานแห่งการกำเนิดและการทำลายล้างที่หลอมรวมกันอยู่ในจุดเดียว เถาวัลย์หินที่กำลังจะบดขยี้พวกเขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ ก่อนที่พลังงานลึกลับที่อยู่ภายในแสงนั้นจะเริ่มแผ่ขยายออกไปสัมผัสกับภูผาอสูรทมิฬโดยตรง
ภูผาอสูรทมิฬ ซึ่งเคยไม่สะทกสะท้านกับทุกการโจมตี กลับส่งเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งพื้นพิภพ รอยแตกสีแดงฉานบนตัวของมันสว่างวาบขึ้นอย่างบ้าคลั่งราวกับถูกกระตุ้น พลังแห่งความมืดมิดปะทะกับพลังแห่งแสงสว่างที่พุ่งออกมาจากร่างของซู่หมิงอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดคลื่นพลังงานทำลายล้างที่ฉีกกระชากมิติรอบข้างให้บิดเบี้ยว ท้องฟ้าถูกย้อมด้วยสีทองและสีดำสนิทราวกับสงครามระหว่างเทพและมารกำลังจะอุบัติขึ้น
ในใจของซู่หมิง ความรู้สึกตัวตนเริ่มเลือนลางไปอย่างช้าๆ เขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด ไม่รู้สึกถึงแรงกดดัน ไม่รู้สึกถึงสิ่งใดนอกจากพลังงานอันบริสุทธิ์ที่ไหลบ่าเข้ามาท่วมท้น จิตวิญญาณของเขากำลังถูกฉีกกระชากและหลอมรวมกับบางสิ่งที่ใหญ่กว่า มีพลังกว่า และเก่าแก่กว่ากาลเวลาทั้งหมด ภาพต่างๆ วิ่งวนอยู่ในห้วงความคิด — ภาพของดวงดาวที่ก่อกำเนิดและดับสลาย กาแล็กซีที่หมุนวนไม่รู้จบ และพลังงานมหาศาลที่สร้างสรรค์จักรวาล เขาไม่รู้ว่านี่คือจุดจบของเขา หรือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เคยมีมา…
แสงสีทองจากร่างของซู่หมิงพุ่งทะยานขึ้นไปปะทะกับเงาของภูผาอสูรทมิฬอย่างดุเดือด แสงนั้นไม่ใช่แค่สว่าง แต่กลับเป็นเหมือนคมมีดที่กำลังกรีดแทงเข้าไปในความมืดมิด ภูผาอสูรทมิฬส่งเสียงคำรามกึกก้องอีกครั้ง ก่อนที่ส่วนหนึ่งของร่างกายมันจะเริ่มปริแตกออกอย่างช้าๆ เผยให้เห็นรอยร้าวขนาดมหึมาที่แผ่ขยายไปทั่วร่างของอสูรเทพเจ้าดึกดำบรรพ์… แต่ในขณะเดียวกัน แสงสีทองที่โอบล้อมซู่หมิงก็เริ่มหรี่ลงเช่นกัน ราวกับพลังงานทั้งหมดกำลังถูกใช้ไปจนหมดสิ้น… หรือไม่เหลืออะไรเลย
ชั่วพริบตานั้น ทุกสิ่งหยุดนิ่ง ภูผาอสูรทมิฬที่เคยยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัว กลับหยุดการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน รอยร้าวบนตัวมันขยายกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะทะลุผ่านทั้งหมด แต่แล้ว ทันใดนั้นเอง แสงสีทองจากร่างของซู่หมิงก็หดวูบหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีอยู่มาก่อน ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดและความเงียบงันที่น่าขนลุก ทว่าสิ่งที่เหลืออยู่ไม่ใช่ความว่างเปล่า…
จากรอยร้าวที่กว้างใหญ่บนภูผาอสูรทมิฬ มีบางสิ่งบางอย่างกำลังเปล่งประกายออกมา มันเป็นแสงสีเงินอมม่วงที่ส่องสว่างเรืองรองออกมาจากใจกลางของอสูรภูเขาดึกดำบรรพ์นั้น ไม่ใช่รอยร้าวธรรมดา แต่มันคือประตู! ประตูแห่งมิติที่กำลังหมุนวนอย่างเชื่องช้า แต่ทว่าทรงพลังมหาศาล มันกำลังดึงดูดทุกสิ่งทุกอย่างเข้าสู่ใจกลางของมันอย่างบ้าคลั่ง แรงดึงดูดนั้นรุนแรงจนกระทั่งร่างของซู่หมิงที่หมดสติไปแล้ว พร้อมกับเยี่ยหลีที่ยังสลบไสลอยู่ในอ้อมแขนของเขา ก็ถูกดึงดูดเข้าไปในประตูมิติลึกลับนั้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเสียงคำรามสุดท้ายของภูผาอสูรทมิฬที่เริ่มพังทลายลงอย่างช้าๆ ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังจะถล่มลงมา
โลกทั้งใบดูเหมือนจะบิดเบี้ยวอย่างรุนแรง ก่อนที่ทุกอย่างจะมืดดับไปในพริบตา… เหลือทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและปริศนาที่รอคอยคำตอบ.

ยุทธภพระบบเทพเจ้า
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก