ยุทธภพระบบเทพเจ้า

ตอนที่ 22 — เงาแห่งรัตติกาล

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

362 ตอน · 1,503 คำ

ความร้อนจากกองไฟที่ลุกโชนไม่สามารถขับไล่ความหนาวเหน็บที่กัดกินจิตใจของซู่หมิงได้เลยแม้แต่น้อย เขาเพิ่งได้ลิ้มรสเนื้อสัตว์ปิ้งครั้งแรกในชีวิต ท่ามกลางป่าลึกที่ไม่รู้จัก รสชาติของเนื้อหนูยักษ์ที่ออกเค็มเล็กน้อยผสมกับความดิบเถื่อน เป็นสิ่งที่ย้ำเตือนเขาถึงสถานะปัจจุบันที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง จากเด็กหนุ่มนักเรียนมัธยมปลายในโลกที่ศิวิไลซ์ สู่การเป็นนักผจญภัยที่ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดในป่าแห่งความตาย

เสียงปริศนาที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ ‌ไม่ใช่เสียงของสัตว์ตัวเล็กที่วิ่งหากินทั่วไป แต่มันเป็นเสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่สั่นสะเทือนพื้นดินเบา ๆ ราวกับมีอะไรบางอย่างที่ใหญ่โตและทรงพลังกำลังเคลื่อนไหว ซู่หมิงดับไฟทันที เขาเหลือบมอง ‘ระบบเทพเจ้า’ ที่มุมสายตา ​‘ค่าพลังเวท’ ของเขายังคงเหลือไม่มากนักจากการใช้ไปเมื่อครู่ ส่วน ‘พลังกาย’ ก็อยู่ในสภาพอ่อนล้าจากการต่อสู้กับหนูยักษ์ และยังคงเหลือบาดแผลถลอกปอกเปิกตามร่างกายที่ยังไม่ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่

“ระบบ ตรวจสอบสิ่งมีชีวิตที่กำลังเข้ามา” ซู่หมิงกระซิบเสียงแผ่ว ‍พลางจับมีดหินที่ลับคมแล้วแน่นในมือ

[กำลังตรวจสอบ...] [พบสิ่งมีชีวิตระดับสูงในรัศมี 100 เมตร] [ชื่อ: พยัคฆ์เงาทมิฬ] [ระดับ: 35] [เผ่าพันธุ์: สัตว์อสูรชั้นสูง] [ความสามารถพิเศษ: เคลื่อนที่เงา (สามารถเคลื่อนที่ผ่านเงามืดและพรางตัวได้อย่างแนบเนียน), ‌กรงเล็บแห่งสนธยา (โจมตีด้วยกรงเล็บที่เคลือบพลังเงา สร้างความเสียหายกายภาพและความเสียหายธาตุความมืด), หางแส้ทมิฬ (หางที่แข็งแกร่งและคล่องแคล่ว สามารถใช้ฟาดเป็นวงกว้าง สร้างความเสียหายอย่างรุนแรง)] [อันตราย: สูงมาก ‍(แนะนำให้หลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าโดยตรง)]

ดวงตาของซู่หมิงเบิกกว้างด้วยความตกใจ ระดับ 35! นั่นสูงกว่าหนูยักษ์ระดับ 8 ที่เขาเพิ่งสู้มาหลายเท่าตัว ความสามารถพิเศษที่ระบุมาก็ฟังดูอันตรายถึงตาย ไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดทั่วไป ​แต่เป็น ‘สัตว์อสูรชั้นสูง’ ที่มีพลังธาตุเกี่ยวข้องด้วย หากเปรียบเทียบกับโลกเดิมของเขา นี่ก็เหมือนการเผชิญหน้ากับเสือชีตาห์ที่เคลื่อนที่ผ่านกำแพงได้ และมีกรงเล็บที่ตัดเหล็กขาด

ซู่หมิงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเตรียมพร้อมรับมือ เขาเหลือบมองไปรอบ ๆ ​ตัว พยายามหาสิ่งที่สามารถใช้เป็นอาวุธหรือที่กำบังได้ ต้นไม้ใหญ่ที่สูงเสียดฟ้าให้ร่มเงาหนาทึบ บิดเบี้ยวราวกับป้อมปราการธรรมชาติ เขาตัดสินใจปีนขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงที่สุดใกล้ ๆ ด้วยทักษะ ‘ปีนป่าย’ ​ที่เพิ่งได้มาใหม่ มันยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่ก็พอช่วยให้เขาทะยานขึ้นไปได้ไม่ยากนัก

บนกิ่งไม้ ซู่หมิงพยายามซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของใบไม้หนาทึบ หัวใจของเขาเต้นรัวระส่ำจนแทบจะทะลุออกมาจากอก กลิ่นอายของสัตว์ร้ายที่แผ่ซ่านเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ มันไม่ใช่แค่กลิ่นสาบของสัตว์ป่า แต่เป็นกลิ่นอายที่กดดันและทำให้รู้สึกหวาดผวาอย่างแท้จริง ราวกับมีเงาแห่งความตายกำลังคืบคลานเข้ามาหา

ไม่นานนัก ร่างอันน่าเกรงขามก็ปรากฏขึ้น มันคือพยัคฆ์ตัวใหญ่เท่าม้า สีขนของมันดำสนิทราวกับความมืดมิดของรัตติกาล ทำให้มันกลืนไปกับเงามืดได้อย่างแนบเนียน ดวงตาสีอำพันของมันเรืองรองราวกับถ่านไฟแดงฉานในความมืด กรงเล็บขนาดใหญ่ที่ยื่นออกมาจากอุ้งเท้าหน้าดูแหลมคมและแข็งแกร่งพอจะฉีกร่างของเขาให้เป็นชิ้น ๆ ได้ในพริบตา และหางที่ยาวเฟื้อยของมันกระดิกไปมาอย่างเชื่องช้า แต่แฝงไว้ด้วยพลังที่น่าสะพรึงกลัว

พยัคฆ์เงาทมิฬหยุดนิ่งอยู่ตรงจุดที่ซู่หมิงเพิ่งนั่งปิ้งเนื้อกิน ก้มลงดมกลิ่นอากาศรอบ ๆ ราวกับกำลังใช้ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมของมันค้นหาเหยื่อ ซู่หมิงกลั้นหายใจ หัวใจของเขาเต้นแรงจนแทบจะออกมานอกอก เขาไม่รู้ว่ามันสัมผัสถึงกลิ่นของเขาได้หรือไม่ แต่สัญชาตญาณของสัตว์ร้ายดูเหมือนจะกำลังบ่งบอกตำแหน่งของเขา

ทันใดนั้นเอง ดวงตาสีอำพันคู่นั้นก็เงยขึ้น จ้องตรงมายังกิ่งไม้ที่ซู่หมิงซ่อนตัวอยู่ ราวกับมันสามารถมองทะลุผ่านความมืดและใบไม้หนาทึบได้อย่างง่ายดาย แววตาของมันเต็มไปด้วยความกระหายเลือดและความชาญฉลาดที่เกินกว่าสัตว์ป่าทั่วไปจะมี ซู่หมิงรู้สึกได้ถึงกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง เขาถูกมันพบตัวแล้ว!

พยัคฆ์เงาทมิฬส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ ซึ่งทำให้พืชพรรณรอบข้างสั่นสะเทือน ก่อนที่มันจะพุ่งทะยานขึ้นมาบนต้นไม้ด้วยความเร็วอันเหลือเชื่อ มันไม่ได้ปีนป่ายเหมือนสัตว์ทั่วไป แต่มันเหมือนกำลัง ‘เคลื่อนที่เงา’ กระโดดจากเงาหนึ่งไปอีกเงาหนึ่งด้วยความรวดเร็วและไร้เสียง ซู่หมิงไม่มีเวลาแม้แต่จะคิด เขารีบกระโดดออกจากกิ่งไม้ที่กำลังจะถูกโจมตี ลงมายังพื้นดินเบื้องล่างอย่างทุลักทุเล

“อัคคีธนู!” ซู่หมิงตะโกน พลางรวบรวมพลังเวทที่เหลืออยู่น้อยนิด ลูกไฟเล็ก ๆ สองสามลูกพุ่งออกจากฝ่ามือของเขาตรงเข้าใส่ดวงตาของพยัคฆ์เงาทมิฬ มันหักหลบได้อย่างง่ายดายด้วยการบิดตัวกลางอากาศ ก่อนจะลงสู่พื้นดินอย่างนุ่มนวล ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พลังเวทระดับพื้นฐานของเขาแทบไม่สร้างความเสียหายให้มันเลย

“มันเร็วเกินไป...” ซู่หมิงพึมพำกับตัวเอง เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากทุกรูขุมขน เขารู้สึกถึงความอ่อนแอและไร้พลังเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตระดับสูงเช่นนี้ นี่ไม่ใช่การต่อสู้ที่เขาสามารถเอาชนะได้ด้วยกำลังดิบ

พยัคฆ์เงาทมิฬย่อตัวลงเตรียมพุ่งโจมตีอีกครั้ง ซู่หมิงมองหาช่องว่าง เขาสังเกตเห็นว่าแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาระหว่างกิ่งไม้ ทำให้เกิดเงาโปร่งบางบนพื้นดิน มันอาจเป็นช่องทางเดียวที่จะใช้โจมตีได้

“ระบบ มีทักษะอะไรที่สามารถช่วยเหลือได้ในสถานการณ์นี้บ้าง?” ซู่หมิงรีบถามระบบอย่างร้อนรน

[แนะนำทักษะ: ‘เพิ่มความว่องไว (ระดับ 1)’ – ใช้ 5 หน่วยพลังเวทเพื่อเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนที่และการตอบสนองชั่วคราวเป็นเวลา 10 วินาที] [แนะนำทักษะ: ‘โล่พลังเวท (ระดับ 1)’ – ใช้ 10 หน่วยพลังเวทเพื่อสร้างโล่ป้องกันความเสียหายกายภาพและเวทมนตร์เล็กน้อย]

ซู่หมิงเหลือพลังเวทเพียง 12 หน่วย เขามีทางเลือกไม่มากนัก “ใช้ ‘เพิ่มความว่องไว’!” เขาตัดสินใจ ทันทีที่คำสั่งถูกเปล่งออกไป ร่างกายของเขาก็รู้สึกเบาหวิวขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ การเคลื่อนไหวของเขารวดเร็วและลื่นไหลขึ้นในทันที

พยัคฆ์เงาทมิฬพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วเหนือเสียง กรงเล็บแห่งสนธยาของมันวาดผ่านอากาศอย่างรุนแรง ซู่หมิงใช้ความว่องไวที่เพิ่มขึ้นมาใหม่ หลบการโจมตีได้อย่างหวุดหวิด กรงเล็บคมกริบเฉียดผ่านปลายจมูกของเขาไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร แรงลมจากการโจมตีทำให้ผมหน้าม้าของเขากระพือไหว

“ใช้ ‘โล่พลังเวท’!” ซู่หมิงสั่งทันทีที่พยัคฆ์เงาทมิฬหันกลับมาโจมตีอีกครั้ง คราวนี้หางแส้ทมิฬของมันฟาดเข้ามาอย่างรวดเร็ว โล่สีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นรอบตัวเขาในพริบตา ปัง! เสียงปะทะดังสนั่น ร่างของซู่หมิงถูกกระแทกจนกระเด็นไปชนเข้ากับลำต้นของต้นไม้ใหญ่ โล่พลังเวทแตกกระจายในทันที และค่าพลังเวทของเขาลดลงเหลือ 2 หน่วย ส่วนพลังกายลดลงไปอย่างน่าใจหาย เขาไอค่อกแค่ก ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วแผ่นหลัง

“นี่มัน...แข็งแกร่งเกินไป!” ซู่หมิงกัดฟันกรอด เขาล้มลงคุกเข่า พยายามหายใจอย่างยากลำบาก กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งในโพรงจมูก เขารู้สึกถึงกระดูกซี่โครงที่อาจจะหัก พยัคฆ์เงาทมิฬไม่ปล่อยโอกาส มันกระโจนเข้าใส่อีกครั้ง หมายจะปิดฉากชีวิตของเขาในทันที ซู่หมิงหลับตาปี๋ เตรียมรับความตายที่กำลังจะมาถึง

แต่แล้ว...ในวินาทีสุดท้ายที่กรงเล็บแห่งสนธยากำลังจะฉีกร่างของเขาให้เป็นชิ้น ๆ แสงสีเขียวเรืองรองก็พวยพุ่งขึ้นจากพื้นดินรอบตัวซู่หมิงอย่างรวดเร็ว ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้นจากหลับใหล รากไม้โบราณขนาดใหญ่ที่อยู่ใต้พื้นดินพุ่งทะยานขึ้นมา โอบรัดร่างของพยัคฆ์เงาทมิฬไว้แน่นราวกับงูยักษ์ที่กำลังบีบรัดเหยื่อ การเคลื่อนที่ของมันถูกหยุดชะงักอย่างกะทันหัน

พยัคฆ์เงาทมิฬส่งเสียงคำรามลั่นด้วยความไม่พอใจและเจ็บปวด มันพยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อหลุดพ้นจากพันธนาการของรากไม้ แต่รากไม้เหล่านั้นก็แข็งแกร่งและดูดซับพลังงานของมันไปเรื่อย ๆ แสงสีเขียวอมฟ้าจากรากไม้ลุกโชนสว่างขึ้น ราวกับกำลังปะทะกับพลังเงาที่แผ่ออกมาจากพยัคฆ์

ซู่หมิงลืมตาขึ้นด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น นี่ไม่ใช่ทักษะของเขาแน่ ๆ เขามองไปที่รากไม้โบราณที่กำลังบีบรัดพยัคฆ์เงาทมิฬอย่างดุเดือด ก่อนจะมองไปยังจุดศูนย์กลางของแสงสีเขียวนั้น มันคือต้นไม้ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลจากจุดที่เขาอยู่ ลำต้นของมันใหญ่กว่าต้นไม้ต้นอื่น ๆ หลายเท่า และเปลือกไม้ของมันก็มีลวดลายประหลาดราวกับอักษรโบราณที่ส่องแสงเรืองรองในความมืด

[ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบการตื่นของ ‘พฤกษาเทพแห่งปฐพี (Ancient Earth Treant)’] [ระดับพลัง: ไม่สามารถประเมินได้] [สถานะ: กำลังเข้าสู่โหมดป้องกัน]

พฤกษาเทพแห่งปฐพี? ต้นไม้เทพเจ้า? ซู่หมิงไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน แต่เขาเห็นมันกับตา แสงสีเขียวอมฟ้าที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ บ่งบอกถึงพลังอันมหาศาลที่ถูกปลดปล่อยออกมา รากไม้เริ่มรัดพยัคฆ์เงาทมิฬจนแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งพยัคฆ์เงาทมิฬไม่สามารถขยับได้อีกต่อไป มันส่งเสียงคำรามอย่างโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ก่อนที่พลังเงาของมันจะเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

ซู่หมิงพยายามลุกขึ้นยืนด้วยความยากลำบาก เขาหายใจหอบถี่ พยายามทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เขารู้สึกเหมือนได้รับโอกาสครั้งที่สองจากความตาย พยัคฆ์เงาทมิฬที่น่าสะพรึงกลัวเมื่อครู่ ตอนนี้ดูราวกับลูกแมวที่ถูกจับไว้ในกรง รากไม้ยักษ์ดูดกลืนพลังงานของมันไปอย่างช้า ๆ แต่แน่นอน และดูเหมือนว่ามันกำลังจะจบชีวิตลงในไม่ช้า

แต่แล้ว...ขณะที่ซู่หมิงกำลังเฝ้าดูฉากอันน่าทึ่งนั้น ดวงตาสีอำพันของพยัคฆ์เงาทมิฬที่กำลังอ่อนแรงก็หันมาจ้องมองเขาอีกครั้ง คราวนี้ไม่ได้มีเพียงความกระหายเลือด แต่ยังมีแววตาของความสิ้นหวังและความโกรธแค้นแฝงอยู่ พลันมันก็ส่งเสียงคำรามสุดท้ายออกมา เสียงนั้นไม่ได้รุนแรงเหมือนครั้งแรก แต่กลับเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่บาดลึก และที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้น เสียงคำรามนั้นไม่ได้เป็นเพียงเสียงคำรามของสัตว์ร้าย แต่มันกลับฟังดูคล้าย...การสื่อสารบางอย่าง?

ก่อนที่พยัคฆ์เงาทมิฬจะสิ้นใจ หรืออาจจะหมดสติไป แสงสีดำทะมึนราวกับมวลความมืดอันหนาวเหน็บก็พวยพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินเบื้องล่างของมัน แสงนั้นไม่ได้เป็นเพียงพลังเงาทั่วไป แต่มันรุนแรงและมืดมิดกว่าทุกสิ่งที่ซู่หมิงเคยสัมผัส มันพุ่งสูงขึ้นไปบนท้องฟ้า ฉีกผืนป่าให้เงียบกริบในทันที ต้นไม้ทุกต้นรอบ ๆ บริเวณนั้นราวกับถูกดูดกลืนพลังชีวิตไปในพริบตา ใบไม้เหี่ยวเฉาและร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว ราวกับฤดูใบไม้ร่วงได้มาเยือนอย่างฉับพลัน

และจากใจกลางของแสงสีดำมืดมิดนั้น สิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์ขนาดใหญ่ยักษ์ที่มีผิวสีดำสนิทราวกับหินออบซิเดียนก็เริ่มก่อตัวขึ้น มันมีเขาโค้งแหลมสองข้างคล้ายแพะ ดวงตาของมันเรืองรองเป็นสีแดงฉาน และมีปีกคู่ใหญ่สีดำสนิทที่แผ่กว้างออกไปราวกับปกคลุมท้องฟ้าครึ่งหนึ่ง

พลังงานด้านลบและความชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากสิ่งมีชีวิตตนนั้นรุนแรงจนซู่หมิงรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นเข้าสู่จิตวิญญาณของเขา ‘ระบบเทพเจ้า’ ของเขาที่มุมสายตาเริ่มกระพริบถี่ ๆ อย่างบ้าคลั่ง พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังระงมอยู่ในหัวของเขา

[ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบการปรากฏตัวของ ‘จ้าวอสูรแห่งความมืด (Archdemon of Shadow)’] [ระดับพลัง: ไม่สามารถประเมินได้ (คำเตือน: อันตรายถึงตาย)] [สถานะ: กำลังโกรธแค้น (เป้าหมาย: ต้นไม้เทพแห่งปฐพี)]

จ้าวอสูรแห่งความมืด? สิ่งที่ซู่หมิงเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้คือ ‘จ้าวอสูร’ อย่างนั้นหรือ? เขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะต้องมาเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตระดับเทพเจ้าในตำนานเช่นนี้ ในขณะที่รากไม้ของพฤกษาเทพกำลังดึงพลังชีวิตของพยัคฆ์เงาทมิฬอยู่ จ้าวอสูรตนนั้นก็เหลือบมองมาที่ซู่หมิง แววตาแดงฉานเต็มไปด้วยความเกลียดชังที่จับจ้องมาที่เขา ราวกับว่าเขาเป็นต้นเหตุของความวุ่นวายทั้งหมดนี้

และในชั่วพริบตานั้น จ้าวอสูรแห่งความมืดก็ยกมือขึ้น และส่งพลังงานสีดำมืดมิดพุ่งตรงมายังซู่หมิงด้วยความเร็วสูง มันไม่ใช่แค่ลูกไฟ แต่มันเป็นคลื่นแห่งความมืดที่สามารถกลืนกินทุกสิ่ง ซู่หมิงรู้ดีว่าเขาไม่มีทางหลบได้พ้นด้วยร่างกายที่อ่อนล้าเช่นนี้ เขาทำได้เพียงยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาปแช่ง ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นไปทั่วร่างราวกับกำลังถูกแช่แข็ง เขากำลังจะตาย…

ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทุกสิ่ง แสงสีเขียวอมฟ้าที่อ่อนแรงลงของพฤกษาเทพก็แผ่รังสีออกมาอีกครั้ง พลังงานนั้นพุ่งเข้าปะทะกับคลื่นความมืดของจ้าวอสูรอย่างจัง เกิดระเบิดรุนแรงที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งป่า แต่แรงระเบิดนั้นก็เพียงพอที่จะพุ่งชนร่างของซู่หมิงจนกระเด็นไปไกล ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไป ความมืดเข้าครอบงำ ทิ้งให้เขาอยู่ในห้วงแห่งความว่างเปล่า พร้อมกับเสียงคำรามก้องของจ้าวอสูรที่ดังก้องอยู่ในหูเป็นครั้งสุดท้าย

หน้านิยาย
หน้านิยาย

ยุทธภพระบบเทพเจ้า

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!