เสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเหวอสูรเมื่อครู่ เทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกประหนึ่งโลกกำลังจะพังทลายที่หยุนเฟิงสัมผัสได้ในวินาทีนี้ แผ่นดินใต้เท้าของเขาสั่นไหวอย่างรุนแรงจนแทบยืนไม่อยู่ ก้อนหินขนาดมหึมาที่เคยเป็นที่กำบังร่วงหล่นลงสู่เบื้องล่างเผยให้เห็นภาพเบื้องหน้าอันน่าสะพรึงกลัว
จากรอยแยกมิติที่กำลังฉีกขาดอย่างบ้าคลั่ง ร่างของผู้นำสำนักอัคคีทมิฬถูกผลักกระเด็นออกมาราวกับก้อนกรวดที่ไร้ค่า ร่างนั้นกระแทกเข้ากับหน้าผาหินจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะร่วงหล่นลงมาอย่างหมดสภาพ ท่ามกลางควันและฝุ่นผงที่ฟุ้งกระจาย เงาร่างสีดำทะมึนขนาดมหึมาก็ค่อยๆ คืบคลานออกมาจากความมืดมิดของรอยแยกมิติ มันใหญ่โตเสียจนบดบังแสงจันทร์ที่ส่องลงมาในหุบเหว จนพื้นที่ส่วนใหญ่ตกอยู่ในเงามืดมิดชั่วขณะหนึ่ง
เมื่อเงาขนาดมหึมานั้นปรากฏตัวออกมาอย่างสมบูรณ์ ดวงตาของหยุนเฟิงก็เบิกกว้างด้วยความตกตะลึง ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น แต่แม้แต่อสูรเพลิงโลกันตร์ที่เพิ่งตื่นขึ้นมา และเหล่าศิษย์สำนักอัคคีทมิฬที่เหลือรอดอยู่ ก็ล้วนหยุดการเคลื่อนไหวทั้งหมด ราวกับถูกตรึงด้วยพลังอำนาจที่มองไม่เห็น สิ่งที่ปรากฏออกมานั้นไม่ใช่สัตว์อสูรธรรมดา แต่มันคือสิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าสิ่งใดที่พวกเขาเคยพบเห็นมา ร่างกายของมันปกคลุมด้วยเกล็ดสีดำสนิทราวกับเหล็กกล้าโบราณที่มีริ้วสีแดงเรืองรองคล้ายเส้นเลือด ขนาดของมันใหญ่โตกว่าอสูรเพลิงโลกันตร์ถึงสามเท่า สูงเสียดฟ้าจนศีรษะของมันเกือบจะจรดกับปากหุบเหว รูปร่างของมันคล้ายกับมังกรในตำนาน แต่มีปีกขนาดมหึมาคล้ายค้างคาวที่สามารถบดบังดวงตะวันได้อย่างสบายๆ ดวงตาสีแดงฉานสองดวงของมันเปล่งประกายคล้ายลาวาที่หลอมละลาย และลมหายใจของมันก็ร้อนระอุเสียจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“นี่มัน… อสูรบรรพกาล! เป็นไปได้อย่างไร!” เสียงอันแหบแห้งของผู้นำสำนักอัคคีทมิฬดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างรุนแรง ไม่ใช่เพราะบาดแผล แต่เป็นความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจ ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับศพ การปรากฏตัวของมันทำให้เขาลืมความเจ็บปวดทั้งหมดไปสิ้นเชิง
อสูรเพลิงโลกันตร์ที่ก่อนหน้านี้ดูเกรี้ยวกราดดุดัน บัดนี้กลับหดตัวลงอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ได้ส่งเสียงคำรามอีกต่อไป มีเพียงเสียงครางต่ำๆ ในลำคอ คล้ายสัตว์ที่กำลังถูกข่มขู่ มันถอยร่นไปหลายก้าวอย่างเชื่องช้า พยายามรักษาช่องว่างจากสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งปรากฏตัว
“ติ๊ง! ระบบตรวจพบ: อสูรบรรพกาลห้วงอเวจี ระดับหายนะ – ระดับขั้นไม่สามารถประเมินได้!” เสียงของระบบดังขึ้นในหัวของหยุนเฟิงด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่าที่เคย มันเป็นครั้งแรกที่ระบบไม่สามารถประเมินระดับของสัตว์อสูรได้ สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความน่าสะพรึงกลัวของอสูรตัวนี้ได้เป็นอย่างดี
หยุนเฟิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากทุกรูขุมขนของเขา เขามั่นใจว่าหากอสูรตนนี้จงใจจะทำร้ายเขา แค่ลมหายใจเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เขาแหลกสลายเป็นผุยผง ตอนนี้ทางเลือกเดียวคือการหลบซ่อนตัวให้ดีที่สุด รอจนกว่าทุกอย่างจะคลี่คลาย หรืออย่างน้อยก็หาทางหนีออกจากหุบเหวนรกแห่งนี้
อสูรบรรพกาลห้วงอเวจีไม่สนใจการปรากฏตัวของมนุษย์ตัวเล็กๆ หรือแม้แต่อสูรเพลิงโลกันตร์ที่อยู่เบื้องล่าง มันเงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้า พลางส่งเสียงคำรามที่กึกก้องไปทั่วทั้งพิภพ เสียงนั้นทรงพลังเสียจนภูเขารอบข้างแตกร้าว ต้นไม้หินโบราณที่ยืนต้นมานับพันปีหักโค่นลงมาอย่างง่ายดาย แม้แต่รอยแยกมิติที่มันเพิ่งออกมาก็ยังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิม ปีกขนาดมหึมาของมันกระพือขึ้นลงช้าๆ สร้างกระแสลมที่รุนแรงราวกับพายุเฮอร์ริเคน พัดเอาเศษหินและฝุ่นผงกระจายไปทั่วทุกทิศทาง
ผู้นำสำนักอัคคีทมิฬพยายามจะลุกขึ้นยืน แต่ขาของเขากลับอ่อนแรงเกินกว่าจะทำได้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “จบแล้ว… ทุกอย่างจบแล้ว… ไม่มีใครรอดไปจากที่นี่ได้…” เขากล่าวพึมพำกับตัวเอง ราวกับสติสัมปชัญญะเริ่มเลือนหายไป
จู่ๆ อสูรบรรพกาลก็หันดวงตาสีแดงฉานของมันไปทางรอยแยกมิติที่กำลังฉีกขาดอย่างต่อเนื่อง มันเห็นเงาร่างของสมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจีที่กำลังเรืองแสงอยู่ภายใน และสิ่งที่ทำให้มันเกรี้ยวกราดยิ่งกว่าคือ ผู้นำสำนักอัคคีทมิฬได้ปลิดชีพสมุนไพรนั้นไปแล้วส่วนหนึ่ง
“โฮก!” อสูรบรรพกาลคำรามอีกครั้ง คราวนี้เสียงของมันเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ปีกของมันกระพืออย่างรุนแรง สร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเหว มันพุ่งตรงไปยังผู้นำสำนักอัคคีทมิฬที่ยังคงนอนหมดสภาพอยู่ ร่างกายมหึมาของมันพุ่งเข้าใส่ด้วยความเร็วที่ไม่อาจเชื่อได้
ผู้นำสำนักอัคคีทมิฬพยายามจะใช้พลังปราณสุดท้ายของเขาในการป้องกัน แต่ก็ไร้ประโยชน์ ร่างกายของเขาถูกอุ้งเท้าขนาดมหึมาของอสูรบรรพกาลตะปบลงมาอย่างง่ายดาย ก่อนที่เขาจะทันได้กรีดร้อง ร่างของเขาก็ถูกบีบอัดจนแหลกสลายกลายเป็นละอองเลือดสีแดงฉาน กระจายไปในอากาศ
เหล่าศิษย์สำนักอัคคีทมิฬที่เห็นเหตุการณ์ ต่างกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับทิ้งอาวุธและหันหลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่พวกเขาจะหนีไปได้ที่ไหนในหุบเหวนรกแห่งนี้ อสูรบรรพกาลไม่ได้สนใจพวกเขา มันเพียงแค่หันกลับไปมองที่รอยแยกมิติอีกครั้ง ราวกับว่าเป้าหมายที่แท้จริงของมันคือการรักษาหรือทำลายรอยแยกนั้น
“ติ๊ง! ระบบภารกิจฉุกเฉิน: เอาชีวิตรอดจากการปรากฏตัวของอสูรบรรพกาลห้วงอเวจี และหลบหนีออกจากหุบเหวอสูรก่อนที่รอยแยกมิติจะพังทลายอย่างสมบูรณ์! รางวัล: ประสบการณ์ 500,000 หน่วย, ค่าบ่มเพาะ 100,000 แต้ม, พลังวิชาลึกลับระดับสวรรค์ 1 บท”
เสียงของระบบดังขึ้นในหัวของหยุนเฟิง ทำให้จิตใจที่สับสนของเขาชัดเจนขึ้น ภารกิจ! ใช่แล้ว เขาต้องเอาชีวิตรอด เขาไม่สามารถต่อสู้กับสิ่งมีชีวิตระดับนี้ได้ในตอนนี้ แต่เขาสามารถหนีได้ ระบบไม่ได้บอกให้เขาสู้ เพียงแค่บอกให้เขาเอาชีวิตรอดและหลบหนี
หยุนเฟิงมองไปยังรอยแยกมิติที่กำลังพังทลายอย่างต่อเนื่อง และมองไปยังเหล่าศิษย์สำนักอัคคีทมิฬที่กำลังถูกอสูรบรรพกาลกวาดล้างอย่างไม่ปรานี เขารู้ว่าเวลาของเขามีน้อยเต็มที เขาต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว
ในความโกลาหลนั้น เขาเหลือบไปเห็นแสงเรืองรองสีเขียวมรกตจางๆ ที่ออกมาจากรอยแยกมิติที่ยังคงเปิดอยู่ มันคือสมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจีที่เหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่ต้น ใช่แล้ว ผู้นำสำนักอัคคีทมิฬคนนั้นคงจะรีบเข้าไปฉกฉวยมันออกมาทันทีที่รอยแยกเปิด แต่กลับถูกอสูรบรรพกาลขับไล่ออกมาเสียก่อน
“นั่นคือโอกาสเดียวของข้า!” หยุนเฟิงคิดในใจ เขารู้ว่าสมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจีนั้นเป็นของวิเศษที่หายากยิ่ง หากเขาสามารถครอบครองมันได้ มันจะช่วยเพิ่มพูนพลังบ่มเพาะของเขาได้อย่างมหาศาล และเป็นก้าวสำคัญในการบรรลุเป้าหมายของระบบ
แต่การจะเข้าใกล้รอยแยกมิติในตอนนี้ เป็นการกระทำที่บ้าคลั่งที่สุด อสูรบรรพกาลยังคงอยู่ใกล้กับรอยแยกนั้น และรอยแยกก็กำลังจะพังทลายลงในไม่ช้า
“ติ๊ง! ระบบแนะนำ: ใช้ทักษะ ‘เงาไร้ร่องรอย’ และ ‘ปราณไร้สภาพ’ เพื่อเข้าใกล้รอยแยกมิติอย่างลับๆ คว้าสมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจี และออกจากบริเวณอันตรายโดยเร็วที่สุด!”
คำแนะนำของระบบทำให้หยุนเฟิงมีความหวังขึ้นมา เงาไร้ร่องรอยเป็นวิชาเคลื่อนไหวระดับสูงที่ช่วยให้เขาสามารถเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและไร้เสียง ส่วนปราณไร้สภาพจะช่วยปกปิดกลิ่นอายและพลังปราณของเขา ทำให้ยากต่อการตรวจจับ เขาอาจจะมีโอกาส!
ในขณะที่อสูรบรรพกาลกำลังใช้กรงเล็บขนาดมหึมาของมันทุบทำลายหน้าผาหินที่อยู่รอบรอยแยกมิติ ราวกับจะปิดผนึกมัน หรืออาจจะเพื่อขยายมันให้ใหญ่ขึ้น หยุนเฟิงก็ตัดสินใจทันที เขากระตุ้นพลังปราณในร่างทั้งหมด ใช้ทักษะเงาไร้ร่องรอย ร่างของเขากลายเป็นเงาสีดำที่พุ่งทะยานไปตามซอกหิน หลบเลี่ยงเศษซากที่ร่วงหล่น และพุ่งตรงไปยังรอยแยกมิติอย่างเงียบเชียบที่สุด
ระยะทางดูเหมือนจะไกลมาก แต่ด้วยความเร็วของหยุนเฟิง เขาก็เข้าใกล้รอยแยกมิติได้อย่างรวดเร็ว เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานมิติที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรง คล้ายกับกระแสน้ำวนที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งให้ขาดสะบั้น
อสูรบรรพกาลยังคงไม่สนใจสิ่งรอบข้าง มันจมอยู่กับการทำลายล้างหน้าผาหินรอบรอยแยกมิติ เกล็ดสีดำของมันส่องประกายวาววับยามสะท้อนกับแสงจันทร์ที่ลอดลงมา หยุนเฟิงเห็นช่องทาง เขาเร่งความเร็วอีกครั้ง พุ่งเข้าสู่รอยแยกมิติที่กำลังจะปิดลง
ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไปในรอยแยกมิติ เขาก็สัมผัสได้ถึงแรงบีบอัดมหาศาลที่พยายามจะฉีกร่างของเขาเป็นชิ้นๆ เขาต้องใช้พลังปราณทั้งหมดที่มีเพื่อต้านทานแรงบีบอัดนั้น ดวงตาของเขากวาดหาสมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจีอย่างรวดเร็ว
แสงสีเขียวมรกตอ่อนๆ ที่ปลายสุดของรอยแยก! นั่นไง! เหลืออยู่เพียงสามต้นเล็กๆ ที่กำลังเปล่งประกายอย่างอ่อนแรง หยุนเฟิงไม่รีรอ เขารีบพุ่งเข้าไปคว้าสมุนไพรทั้งสามต้นมาไว้ในมืออย่างรวดเร็ว
“ติ๊ง! ท่านได้รับสมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจี (ระดับสวรรค์) x 3!”
ก่อนที่หยุนเฟิงจะได้แสดงความยินดีกับตัวเอง เสียงคำรามอันเกรี้ยวกราดก็ดังขึ้นจากด้านหลัง แรงสั่นสะเทือนจากเสียงนั้นทำให้รอยแยกมิติสั่นไหวอย่างรุนแรงจนแทบจะพังทลายลงในทันที อสูรบรรพกาลหันมามองเขาด้วยดวงตาสีแดงฉานคู่นั้น มันรับรู้ถึงการมีอยู่ของเขาแล้ว!
“บัดซบ!” หยุนเฟิงสบถ เขาไม่ได้คาดคิดว่าอสูรบรรพกาลจะรู้สึกตัวเร็วขนาดนี้ แรงบีบอัดของมิติที่กำลังจะพังทลายทำให้การเคลื่อนไหวของเขายากลำบากขึ้นหลายเท่า เขามองไปรอบๆ อย่างสิ้นหวัง ทางออกดูเหมือนจะปิดลงแล้ว
อสูรบรรพกาลยกอุ้งเท้าขนาดมหึมาของมันขึ้น พลังปราณสีดำสนิทรวมตัวกันที่ปลายกรงเล็บ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่รอยแยกมิติที่หยุนเฟิงอยู่ด้วยความรุนแรงราวกับจะทำลายทุกสิ่งให้พังพินาศ
“ติ๊ง! ระบบเตือน! รอยแยกมิติกำลังจะพังทลายอย่างสมบูรณ์ใน 3… 2… 1…”
หยุนเฟิงไม่มีเวลาคิดอีกต่อไป เขาต้องทำอะไรสักอย่าง! ในเสี้ยววินาทีนั้น เขาก็ตัดสินใจใช้พลังสุดท้ายของเขา พุ่งตัวออกไปจากรอยแยกมิติที่กำลังจะปิดลงพร้อมกับพลังทำลายล้างของอสูรบรรพกาล
ตูม!
เสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่วทั้งหุบเหวอสูร เมื่อรอยแยกมิติพังทลายลงอย่างสมบูรณ์ กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในไปพร้อมกับพลังทำลายล้างของอสูรบรรพกาล คลื่นพลังมหาศาลแผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง ทำลายล้างทุกสิ่งในรัศมีหลายร้อยเมตรจนราบเป็นหน้ากลอง
เมื่อควันและฝุ่นผงจางหายไป สิ่งที่หลงเหลืออยู่คือความว่างเปล่า หน้าผาหินที่เคยเป็นรอยแยกมิติได้กลายเป็นหลุมขนาดมหึมาที่มืดมิด
อสูรบรรพกาลห้วงอเวจีมองไปยังซากปรักหักพังเบื้องล่างด้วยดวงตาสีแดงฉาน มันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะพ่นไอสีดำออกมาจากจมูกขนาดมหึมา มันไม่พบร่องรอยของมนุษย์ผู้นั้นอีกต่อไป มันเชื่อว่ามนุษย์ตัวเล็กๆ นั่นได้ถูกกลืนกินไปพร้อมกับการพังทลายของรอยแยกมิติแล้ว
แต่ในซอกหินที่แตกหักและซ่อนเร้นห่างออกไปหลายร้อยเมตร ร่างของหยุนเฟิงก็ปรากฏขึ้น เขาไอออกมาเป็นเลือดคำใหญ่ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง พลังปราณในร่างแทบจะหมดสิ้นไป เขาใช้ทักษะสุดท้ายของเขา ‘เงาลวงตา’ เพื่อสร้างร่างแยกหลอกอสูรบรรพกาล และฉวยโอกาสหนีออกมาได้ในเสี้ยววินาทีสุดท้าย
เขาล้มตัวลงนั่งพิงก้อนหินขนาดใหญ่ พยายามหอบหายใจอย่างยากลำบาก ดวงตาของเขามองไปยังอสูรบรรพกาลที่ยังคงยืนตระหง่านอยู่กลางหุบเหวด้วยความหวาดกลัวระคนกับความรู้สึกยินดีที่รอดชีวิตมาได้
“เกือบไปแล้ว… เกือบไม่รอดแล้ว…” หยุนเฟิงพึมพำกับตัวเอง เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดไปทั่วทั้งร่าง แต่ในมือของเขากำสมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจีเอาไว้แน่น ความรู้สึกอบอุ่นจากสมุนไพรทำให้เขามีพลังใจขึ้นมา
ขณะที่หยุนเฟิงกำลังพยายามฟื้นฟูพลังปราณและตรวจดูอาการบาดเจ็บของตัวเอง จู่ๆ อสูรบรรพกาลที่อยู่กลางหุบเหวก็เงยหน้าขึ้นสู่ท้องฟ้าอีกครั้ง ดวงตาของมันจ้องมองไปยังยอดเขาที่สูงที่สุดของหุบเหวอสูร
“โฮก!”
มันส่งเสียงคำรามที่ดุดันยิ่งกว่าเดิม พลังปราณสีดำเข้มพวยพุ่งออกมาจากร่างของมันอย่างไม่สิ้นสุด ก่อนที่ร่างอันมหึมาของมันจะพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังยอดเขาที่สูงที่สุด ราวกับมันรับรู้ถึงการมีอยู่ของบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่ที่นั่นมานานแสนนาน
หยุนเฟิงมองตามด้วยความตกตะลึง ยอดเขาที่สูงที่สุดของหุบเหวอสูร… เขาจำได้ว่าในบันทึกโบราณ มีตำนานเล่าขานถึงหุบเหวอสูรแห่งนี้ว่าเป็นสถานที่ที่วิญญาณแห่งโลกได้หลับใหลอยู่เบื้องล่าง และบนยอดเขาสูงสุดนั้น มีเพียงตำนานที่เล่าว่ามีร่องรอยของอารยธรรมโบราณที่สาบสูญไปนับพันปี
เกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมอสูรบรรพกาลถึงพุ่งตรงไปยังยอดเขานั้น? มีอะไรซ่อนอยู่ที่นั่นกันแน่? หยุนเฟิงรู้สึกว่าเขาได้รอดพ้นจากปากเหวแห่งความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ดูเหมือนว่าหายนะที่แท้จริงของหุบเหวอสูรกำลังจะเริ่มต้นขึ้นจากนี้ไปต่างหาก…

อมตะยุทธฝึกเซียน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก