หยุนเฟิงแทบจะกระอักเลือดออกมาเป็นลิ่มหลังจากที่เขาทิ้งตัวลงในซอกหลืบผาอันรกร้างแห่งหนึ่ง แรงสะท้อนจากการใช้ทักษะสุดท้ายเพื่อหลบหนีทำให้เส้นลมปราณทั่วร่างปั่นป่วน ราวกับมีคมมีดนับร้อยนับพันเล่มกรีดแทงอยู่ภายใน ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังยอดเขาสูงสุดของหุบเหวอสูรด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึงระคนหวาดหวั่น อสูรบรรพกาลห้วงอเวจียังคงยืนตระหง่านอยู่บนนั้น ร่างกายมหึมาสีดำทะมึนของมันบดบังแสงจันทร์ ราวกับเป็นเงาแห่งความตายที่กำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง
แรงกดดันอันไร้ขีดจำกัดยังคงแผ่ซ่านออกมาจากร่างของอสูรบรรพกาล แม้จะอยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยลี้ หยุนเฟิงก็ยังรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งที่กดทับลงบนจิตวิญญาณของเขา ทำให้ร่างกายที่บอบช้ำอยู่แล้วยิ่งเจ็บปวดรวดร้าวมากขึ้นไปอีก เสียงคำรามที่ก้องกังวานจากบนยอดเขาสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเหวอสูร ทำให้แผ่นดินสั่นไหวราวกับจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ ฝุ่นควันและเศษซากปรักหักพังยังคงลอยคละคลุ้งในอากาศ บ่งบอกถึงความพินาศที่เพิ่งผ่านพ้นไป
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมอสูรบรรพกาลตัวนั้นถึงพุ่งตรงไปยังยอดเขานั้น? มีอะไรซ่อนอยู่ที่นั่น?” หยุนเฟิงพึมพำกับตัวเอง เสียงแหบพร่าจากความอ่อนล้า ความอยากรู้อยากเห็นของเขาถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง แม้จะรู้ดีว่าการเข้าไปใกล้สถานที่แห่งนั้นในตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับการเดินเข้าสู่ความตาย แต่ความลับที่ถูกเก็บงำอยู่บนยอดเขาแห่งนั้นกลับดึงดูดใจเขาอย่างไม่อาจต้านทาน เขาได้ยินตำนานเล่าขานถึงอารยธรรมโบราณที่สาบสูญที่นั่น และการที่อสูรบรรพกาลระดับหายนะพุ่งเป้าไปที่นั่น ย่อมหมายความว่าสิ่งที่ซ่อนอยู่ไม่ใช่สิ่งธรรมดาแน่นอน
ในขณะที่หยุนเฟิงพยายามรวบรวมลมปราณที่กระจัดกระจายเพื่อประคองร่าง ระบบฝึกฝนอมตะก็ปรากฏขึ้นในมโนสำนึกของเขา
ติ๊ง! [ภารกิจฉุกเฉิน: เอาชีวิตรอดจากอสูรบรรพกาลห้วงอเวจี] สำเร็จ! [รางวัลภารกิจ:]
หยุนเฟิงแทบจะสำลักเมื่อเห็นภารกิจใหม่ เขาเพิ่งจะรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ระบบกลับส่งเขาไปสู่ใจกลางของหายนะอีกครั้ง! อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นรางวัลภารกิจ โดยเฉพาะ "ความรู้แห่งอารยธรรมโบราณ" และ "โอกาสในการครอบครองสมบัติระดับเซียน" ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายด้วยความโลภระคนตื่นเต้น รางวัลเหล่านี้มีค่ามหาศาลเกินกว่าจะจินตนาการได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ที่ต้องการก้าวข้ามขีดจำกัด
“เฮ้อ... ดูเหมือนว่าชีวิตนี้คงจะไม่มีวันได้อยู่อย่างสงบสุข” หยุนเฟิงถอนหายใจ แต่ก็มีรอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก นี่แหละคือเส้นทางของเซียน! เส้นทางที่เต็มไปด้วยอันตรายและโอกาสที่ต้องไขว่คว้า!
เขาไม่รอช้า รีบเรียกใช้โอสถฟื้นวิญญาณสวรรค์ที่ได้รับมาทันที เม็ดยาสีทองเรืองรองลอยออกมาจากระบบ กลิ่นหอมสดชื่นของมันช่วยปลอบประโลมจิตใจที่เหนื่อยล้าของเขา เพียงแค่สูดดมกลิ่น หยุนเฟิงก็รู้สึกว่าเส้นลมปราณที่ปั่นป่วนเริ่มสงบลง บาดแผลภายในที่ฉีกขาดก็เริ่มสมานตัวอย่างรวดเร็ว
จากนั้น เขาหยิบสมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจีที่เพิ่งได้มาอย่างยากลำบากออกมา สมุนไพรวิญญาณห้วงอเวจีมีลักษณะเป็นดอกไม้สีดำสนิท มีกลีบดอกคล้ายเกล็ดมังกรสีม่วงเข้มเรืองแสงอ่อนๆ อยู่ภายใน กลิ่นของมันหอมหวานแต่ก็แฝงไว้ด้วยความหนาวเย็นยะเยือก เมื่อเขากินมันเข้าไป ร่างกายของเขาก็เหมือนถูกแช่แข็งชั่วขณะ จากนั้นพลังงานเย็นเยียบแต่บริสุทธิ์ก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว มันไม่ใช่แค่รักษาบาดแผล แต่ยังชำระล้างสิ่งสกปรกและสิ่งเจือปนในเส้นลมปราณของเขา ทำให้พลังปราณบริสุทธิ์ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
สองโอสถศักดิ์สิทธิ์ทำงานร่วมกันอย่างน่าอัศจรรย์ หยุนเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขาได้รับการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ ไม่เพียงแค่หายจากบาดแผล แต่ยังรู้สึกแข็งแกร่งกว่าเดิม เส้นลมปราณของเขากว้างขึ้น พลังปราณหมุนเวียนได้คล่องตัวและทรงพลังมากขึ้น พลังฝึกฝน 5000 แต้มที่ได้รับมาก็หลอมรวมเข้ากับฐานพลังของเขาอย่างราบรื่น ทำให้เขาก้าวเข้าสู่จุดสูงสุดของขั้นหลอมรวมจิตวิญญาณระดับกลางอย่างมั่นคง แม้จะยังไม่ทะลวงไปสู่ระดับสูง แต่เขาก็รู้สึกว่าการสะสมพลังของเขาสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ
“เยี่ยมยอด!” หยุนเฟิงพึมพำ ดวงตาเป็นประกาย เขาสัมผัสได้ถึงพลังใหม่ที่ไหลเวียนอยู่ในกาย พลังที่พร้อมจะตอบสนองทุกคำสั่งของเขา
เมื่อร่างกายฟื้นฟูแล้ว หยุนเฟิงก็เริ่มทำความเข้าใจทักษะเร้นกายไร้เงาที่ได้รับมา ทักษะนี้ไม่ได้ซับซ้อนมากนัก แต่มันเน้นไปที่การควบคุมลมปราณและจิตวิญญาณให้กลมกลืนไปกับสภาพแวดล้อม การหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับเงาและลมที่พัดผ่าน เมื่อเขาเริ่มฝึกฝน หยุนเฟิงก็รู้สึกราวกับว่าเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของหุบเหวอสูรแห่งนี้ ใบไม้ที่ร่วงหล่น ลมที่พัดผ่าน โขดหินที่ถูกกัดกร่อน เขารู้สึกถึงทุกสิ่งและสามารถใช้มันเพื่อซ่อนเร้นตัวตนได้อย่างสมบูรณ์
ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วยาม เขาก็สามารถใช้ทักษะเร้นกายไร้เงาได้อย่างเชี่ยวชาญในระดับหนึ่ง แม้จะยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์แบบ แต่เขาก็สามารถหายตัวไปจากสายตาได้ราวกับเป็นเงาที่ไม่มีตัวตนจริง
“ถึงเวลาแล้วที่จะต้องไปดูว่าเจ้าอสูรบรรพกาลตัวนั้นกำลังทำอะไรอยู่” หยุนเฟิงตัดสินใจ เขาใช้ทักษะเร้นกายไร้เงาและเริ่มเคลื่อนที่อย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าไปยังยอดเขาสูงสุดที่ปกคลุมไปด้วยความมืดมิดและพลังงานปั่นป่วน
การเดินทางขึ้นสู่ยอดเขาเต็มไปด้วยอันตรายและอุปสรรค หุบเหวอสูรแห่งนี้ถูกทำลายล้างจนแทบไม่เหลือสภาพเดิม พื้นดินเป็นรอยร้าวลึก ต้นไม้ใหญ่หักโค่น กองหินกระจัดกระจายราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้ครั้งใหญ่มาหมาดๆ หยุนเฟิงต้องระมัดระวังทุกย่างก้าว หลีกเลี่ยงเศษซากที่ยังคงถล่มลงมา และหลบเลี่ยงสัตว์อสูรระดับต่ำที่ตกใจกลัวและวิ่งพล่านไปทั่ว
ยิ่งเขาเข้าใกล้กับยอดเขาเท่าไหร่ แรงกดดันจากอสูรบรรพกาลห้วงอเวจีก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ราวกับมีภูเขานับพันลูกกดทับอยู่บนร่างของเขา หยุนเฟิงต้องใช้พลังปราณทั้งหมดเพื่อต้านทานแรงกดดันนี้ แม้ทักษะเร้นกายไร้เงาจะช่วยซ่อนตัวตนของเขาได้ แต่เขาก็ยังรู้สึกว่าจิตใจของเขากำลังถูกทดสอบอย่างหนัก
เมื่อมาถึงระยะที่มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น หยุนเฟิงก็ซ่อนตัวอยู่หลังก้อนหินขนาดมหึมาที่ถูกกระแทกจนฝังลงไปในพื้นดินอย่างลึกซึ้ง เขาใช้ดวงตาแห่งวิญญาณเพ่งมองไปยังยอดเขาเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏทำให้หัวใจของเขาเต้นระรัว
อสูรบรรพกาลห้วงอเวจีกำลังยืนอยู่บนยอดเขา ท่ามกลางซากปรักหักพังของโครงสร้างโบราณที่ดูเหมือนจะเป็นแท่นบูชาขนาดมหึมาที่สร้างจากหินสีดำสนิท มีลวดลายแกะสลักแปลกตาคล้ายอักษรโบราณที่ไม่รู้จัก มันกำลังใช้กรงเล็บและเขี้ยวอันแหลมคมของมันโจมตีไปยังใจกลางของแท่นบูชานั้นอย่างต่อเนื่อง!
พลังงานสีดำทะมึนราวกับมาจากห้วงอเวจีพุ่งออกจากร่างของอสูรบรรพกาล กระแทกเข้ากับใจกลางของแท่นบูชาอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดคลื่นพลังงานที่สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งบริเวณ แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ มีแสงสีขาวนวลบริสุทธิ์เปล่งประกายออกมาจากแท่นบูชา แสงนั้นไม่ใช่แสงธรรมดา มันเต็มไปด้วยพลังงานแห่งชีวิตและจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ ก่อตัวเป็นม่านพลังงานโปร่งใสที่ห่อหุ้มใจกลางของแท่นบูชาไว้ ม่านพลังนั้นกำลังสั่นไหวอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่ามันกำลังถูกโจมตีอย่างหนัก
“นี่มัน… พลังแห่งการผนึก!” หยุนเฟิงอุทานในใจ เขาเคยอ่านเจอในบันทึกโบราณบางเล่มเกี่ยวกับการผนึกพลังงานหรือสิ่งมีชีวิตที่ชั่วร้ายด้วยพลังงานแห่งจิตวิญญาณบริสุทธิ์ รูปแบบการโจมตีของอสูรบรรพกาลและการป้องกันของแท่นบูชาบ่งบอกอย่างชัดเจนว่ากำลังมีการพยายามทำลายผนึกโบราณอยู่
เขาเพ่งมองเข้าไปใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย ด้วยการมองเห็นอันเหนือธรรมชาติของเขา หยุนเฟิงสามารถมองทะลุม่านพลังสีขาวเข้าไปได้เล็กน้อย และสิ่งที่เขาเห็นทำให้จิตใจของเขาสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ภายในใจกลางของแท่นบูชาที่ถูกผนึกไว้ มีบางสิ่งบางอย่างกำลังหลับใหลอยู่ มันไม่ใช่สิ่งมีชีวิต แต่เป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ที่ทำจากหินผลึกโปร่งแสงสีเขียวมรกต มันแผ่รังสีแห่งชีวิตอันบริสุทธิ์ออกมาอย่างเข้มข้น รัศมีนั้นคล้ายกับหัวใจที่กำลังเต้นอยู่ช้าๆ และแต่ละจังหวะการเต้นก็ส่งคลื่นพลังงานชีวิตออกไปทั่วบริเวณ ราวกับเป็นแหล่งกำเนิดพลังงานที่หล่อเลี้ยงโลกใบนี้
“นี่คือ… แก่นแท้วิญญาณแห่งโลก!” หยุนเฟิงแทบจะลืมหายใจ นี่คือตำนานที่เล่าขานกันมานับพันปี ‘วิญญาณแห่งโลก’ ที่หลับใหลอยู่เบื้องล่างของหุบเหวอสูร ไม่ได้เป็นวิญญาณจริงๆ แต่มันคือแหล่งกำเนิดพลังงานธาตุและวิญญาณอันบริสุทธิ์ ที่ถูกอารยธรรมโบราณผนึกไว้ เพื่อปกป้องจากการถูกสิ่งชั่วร้ายช่วงชิง
และตอนนี้ อสูรบรรพกาลห้วงอเวจีกำลังพยายามทำลายผนึกนั้น เพื่อช่วงชิงพลังงานจากแก่นแท้วิญญาณแห่งโลก! หากมันทำสำเร็จ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าความหายนะที่แท้จริงจะมาเยือนโลกใบนี้!
อสูรบรรพกาลคำรามกึกก้อง มันรวบรวมพลังงานสีดำทะมึนทั้งหมดในร่าง ก่อนจะพุ่งเข้าโจมตีม่านพลังสีขาวด้วยพลังที่เหนือกว่าครั้งไหนๆ! แผ่นดินสั่นสะเทือนรุนแรงยิ่งกว่าเดิม หินขนาดใหญ่ปลิวว่อนไปในอากาศ ม่านพลังสีขาวเริ่มปริแตก เสียงแตกร้าวแผ่ไปทั่วทั้งบริเวณ
หยุนเฟิงรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนที่รุนแรงจนแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่ เขาต้องกัดฟันแน่นเพื่อยึดตัวเองไว้กับพื้นดิน ดวงตาของเขาจับจ้องไปยังแท่นบูชาอย่างไม่กะพริบ เขาเห็นรอยร้าวที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วบนม่านพลังสีขาว และจากนั้น…
ครืนนนนน!
เสียงดังกึกก้องราวฟ้าผ่า สายฟ้าสีขาวนวลระเบิดออกมาจากใจกลางของแท่นบูชา ม่านพลังสีขาวบริสุทธิ์แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ พลังงานมหาศาลพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า ฉีกเมฆหมอกให้ขาดสะบั้น และในชั่วพริบตานั้นเอง แสงสีเขียวมรกตก็ส่องประกายออกมาจากแก่นแท้วิญญาณแห่งโลกที่เคยถูกผนึกไว้ มันไม่ได้เป็นเพียงแสง แต่เป็นคลื่นพลังชีวิตอันบริสุทธิ์ที่แผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง
แต่สิ่งที่ตามมาคือพลังงานที่ปั่นป่วนอย่างรุนแรง พลังแห่งความว่างเปล่าและความมืดมิดจากอสูรบรรพกาลพุ่งเข้าปะทะกับพลังแห่งชีวิตจากแก่นแท้วิญญาณแห่งโลกอย่างรุนแรง ก่อให้เกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่หยุนเฟิงเคยพบเห็น แสงสว่างจ้าและเงาดำทะมึนปะทะกันอย่างดุเดือด กลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้าง
หยุนเฟิงรู้สึกว่าร่างกายของเขาถูกกระแทกอย่างแรงจากคลื่นกระแทกที่มองไม่เห็น แม้จะอยู่ห่างออกไป เขาก็ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดอย่างรุนแรง เขาพยายามยึดตัวเองไว้ แต่ร่างของเขาก็ถูกพัดปลิวไปในอากาศราวกับเศษใบไม้
เมื่อเขาล้มลงกระแทกพื้นดิน หยุนเฟิงพยายามเงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดเขาอีกครั้ง ภาพที่ปรากฏทำให้เลือดในกายของเขาแทบหยุดไหล
แท่นบูชาโบราณที่เคยตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาได้พังทลายลงอย่างสมบูรณ์ เผยให้เห็นโพรงขนาดใหญ่ที่ลึกเข้าไปในภูเขา และภายในโพรงนั้น แก่นแท้วิญญาณแห่งโลกกำลังเปล่งประกายเจิดจ้า แต่รอบๆ แก่นแท้นั้น ไม่ได้มีแค่อสูรบรรพกาลห้วงอเวจีอีกต่อไปแล้ว…
ภายในโพรงมืดมิดเบื้องล่าง มีเงาร่างขนาดมหึมานับไม่ถ้วนกำลังขยับเขยื้อน พวกมันมีรูปร่างคล้ายอสูร แต่กลับแตกต่างจากอสูรทั่วไปที่เขาเคยพบเห็น ดวงตาของพวกมันเปล่งประกายสีแดงฉาน และพลังงานชั่วร้ายที่แผ่ออกมาจากพวกมันนั้นเข้มข้นและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าอสูรเพลิงโลกันตร์เสียอีก พวกมันดูเหมือนจะเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลนับพันปี
และท่ามกลางเงาร่างเหล่านั้น อสูรบรรพกาลห้วงอเวจีกำลังยืนตระหง่าน มันไม่ได้โจมตีแก่นแท้วิญญาณแห่งโลกอีกต่อไปแล้ว แต่กลับดูดซับพลังงานที่ปั่นป่วนอยู่รอบข้างราวกับกำลังเติมเต็มพลังให้กับตัวเอง และในเวลาเดียวกัน มันก็กำลังควบคุมเหล่าอสูรโบราณที่เพิ่งตื่นขึ้นมาเหล่านั้น ราวกับเป็นแม่ทัพที่กำลังปลุกกองทัพแห่งความมืดมิดให้ลุกขึ้นมาอีกครั้ง
หายนะที่แท้จริงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!

อมตะยุทธฝึกเซียน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก