ลมเย็นพัดโบกสะบัดธงทิวประจำสำนักที่ประดับอยู่โดยรอบลานประลองกว้างขวาง สายตานับร้อยคู่จดจ้องมายังร่างผอมบางของหยุนเฟิงที่ยืนอยู่เบื้องหน้าหลี่ซาน ใบหน้าของหยุนเฟิงยังคงนิ่งสงบผิดกับจิตใจที่เดือดพล่านด้วยความแค้นและหยาดเหงื่อที่เขาหลั่งรินมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม มันคือการเดิมพันครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตของเขา ไม่ใช่แค่เพียงศักดิ์ศรีของตนเอง แต่ยังรวมถึงอนาคตที่เขาใฝ่ฝัน หลี่ซานในชุดศิษย์พี่ภายนอกที่ดูภูมิฐานกว่าหยุนเฟิงมากนัก ยืนกอดอก หัวเราะหึๆ อย่างเหยียดหยาม “ในที่สุดเจ้าก็กล้าออกมาให้ข้าสั่งสอนเสียที ไอ้ขยะที่ใช้เล่ห์เหลี่ยมขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งเช่นเจ้า!” เสียงของหลี่ซานดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ ด้วยความมั่นใจในพละกำลังและกระบวนท่าที่เหนือกว่า อีกทั้งยังถือว่าตนเองเป็นศิษย์พี่ มีประสบการณ์มากกว่าหยุนเฟิงมานานหลายปี ทว่าหยุนเฟิงกลับไม่สะทกสะท้าน ดวงตาของเขามีประกายอันแรงกล้าฉายชัดขึ้นมาแทน “เล่ห์เหลี่ยม? ศิษย์พี่หลี่ซาน คงต้องให้ข้าพิสูจน์ให้ท่านเห็นด้วยตัวของท่านเองว่าสิ่งที่ท่านพูดนั้นมันผิด!”
เสียงฮือฮาดังระงมจากเหล่าศิษย์ภายนอกที่มารวมตัวกันดูการประลองครั้งนี้ บางส่วนเห็นด้วยกับหลี่ซานที่มองว่าหยุนเฟิงอาจจะโกง แต่ส่วนใหญ่ยังคงตกตะลึงกับผลการทดสอบเมื่อครู่และต่างก็อยากรู้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้มีอะไรซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความสามารถที่จู่ ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้นมาอย่างน่าเหลือเชื่อ เบื้องบนเวทีที่นั่งของอาจารย์อาวุโสและผู้อาวุโสท่านอื่น ๆ ต่างก็จ้องมองมาด้วยความสนใจ อาจารย์หลิน หัวหน้าผู้คุมการทดสอบเมื่อครู่ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะโบกมือเป็นสัญญาณให้เริ่มการประลอง เขารู้สึกได้ถึงพลังปราณที่แผ่ออกมาจากหยุนเฟิง ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนลิบลับ ทว่ายังคงตั้งข้อสงสัยว่าพลังนั้นแท้จริงแล้วแข็งแกร่งเพียงใดกันแน่ “เริ่มได้!” เสียงประกาศก้องจบลง ความตึงเครียดปกคลุมทั่วลานประลอง
ทันทีที่สิ้นเสียงสัญญาณ หลี่ซานก็ไม่รอช้า พุ่งเข้าใส่หยุนเฟิงราวกับพยัคฆ์ร้ายที่กระหายเลือด! เขาชักกระบี่ออกจากฝักอย่างรวดเร็ว ปลายกระบี่เปล่งประกายคมกริบ วาดเป็นแนวโค้งอันทรงพลัง หมายจะโจมตีไปยังจุดตายของหยุนเฟิงด้วยกระบวนท่าที่เรียกว่า ‘วายุสะบั้น’ ซึ่งเป็นหนึ่งในกระบวนท่าขั้นต้นของสำนักที่เขาฝึกฝนมาอย่างชำนาญ พลังปราณสีจาง ๆ แผ่ออกมาจากคมกระบี่ของเขา แสดงให้เห็นถึงระดับการบ่มเพาะที่ค่อนข้างสูงกว่าศิษย์ภายนอกทั่วไป “ตายซะเถอะไอ้เด็กเหลือขอ!” เสียงคำรามก้องพร้อมกับกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่ แต่หยุนเฟิงกลับยืนนิ่ง ทว่าแววตาของเขามุ่งมั่นราวกับพญาอินทรี “ระบบเซียนอมตะ: ตรวจจับรูปแบบการโจมตี – กระบวนท่า ‘วายุสะบั้น’ จุดอ่อนอยู่ทางขวาบน ความเร็วเฉลี่ย 87% พลังโจมตี 120 หน่วยพลังปราณ… แนะนำท่าป้องกัน: ‘กระบี่ต้านทาน’ ควบคู่กับ ‘วรยุทธ์ร่างเก้าวิถี’ ไปทางซ้าย 3 ก้าว” เสียงของระบบดังก้องอยู่ในหัวของหยุนเฟิง ทำให้เขาสามารถประมวลผลและตอบสนองได้อย่างแม่นยำเหนือมนุษย์
หยุนเฟิงเคลื่อนไหวราวกับสายลม พริ้วไหวหลบคมกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่ได้อย่างเฉียดฉิว แสงสะท้อนจากคมกระบี่เฉือนผ่านข้างแก้มเขาไปเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด ร่างกายของเขาหมุนวนพลิกตัวอย่างสง่างาม หลบหลีกกระบวนท่า ‘วายุสะบั้น’ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างของเหล่าศิษย์และอาจารย์หลายคน หลี่ซานถึงกับผงะเล็กน้อย ไม่คาดคิดว่าหยุนเฟิงจะสามารถหลบหลีกการโจมตีแรกของเขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ทั้ง ๆ ที่เมื่อก่อนหยุนเฟิงแทบจะไม่มีวรยุทธ์ใด ๆ เลย “แก... แกไปฝึกมาจากที่ไหน!” หลี่ซานคำรามด้วยความตกใจปนโกรธ เขาไม่ยอมแพ้ เพิ่มพลังปราณให้ไหลเวียนสู่กระบี่มากขึ้นอีก คมกระบี่สาดแสงเจิดจ้าขึ้นอีกครั้ง และฟาดฟันเข้าใส่หยุนเฟิงอย่างต่อเนื่องราวกับพายุ กระบวนท่า ‘วายุสะบั้น’ ที่เคยเป็นท่าไม้ตายของเขาถูกนำมาใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หวังจะบดขยี้หยุนเฟิงด้วยพละกำลังที่เหนือกว่า
ทว่าหยุนเฟิงก็ยังคงรับมือได้อย่างไร้ที่ติ เขาสกัดกั้นและหลบหลีกการโจมตีทุกครั้งด้วยท่วงท่าที่ประณีตและแข็งแกร่งกว่าเดิม ‘พื้นฐานกระบี่สิบสามท่า’ ที่เขาฝึกฝนอย่างหนักหน่วงภายใต้การดูแลของระบบ ได้รับการปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบและทรงพลังยิ่งกว่าต้นฉบับหลายเท่า หยุนเฟิงไม่ได้เพียงแค่ป้องกันเท่านั้น แต่เขายังสามารถใช้ปลายกระบี่ของตนเองปัดป้องและเบี่ยงเบนคมกระบี่ของหลี่ซานได้อย่างแม่นยำทุกครั้ง ทำให้การโจมตีอันดุดันของหลี่ซานดูไร้ประสิทธิภาพลงไปในทันที เสียงกระบี่กระทบกันดังกังวานไปทั่วลานประลอง สะเก็ดไฟแลบแปลบปลาบเมื่อคมกระบี่ปะทะกันอย่างรุนแรง พลังปราณสีจาง ๆ ที่แผ่ออกมาจากหยุนเฟิงเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อย ๆ บ่งบอกถึงความแข็งแกร่งที่แท้จริงที่เขาได้ซ่อนไว้
หยุนเฟิงฉวยโอกาสที่หลี่ซานเริ่มเสียหลักจากการโจมตีที่ไร้ผล กระบี่ในมือของเขาเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้าแลบ ฟาดฟันสวนกลับไปทันทีด้วยกระบวนท่าที่รวบรวมเอาแก่นแท้ของ ‘พื้นฐานกระบี่สิบสามท่า’ มาไว้ด้วยกัน มันเป็นกระบวนท่าที่เรียบง่าย แต่แฝงไว้ด้วยความเร็วและความแม่นยำที่น่าทึ่ง ปลายกระบี่ของหยุนเฟิงพุ่งเข้าหาจุดตายของหลี่ซานอย่างรวดเร็ว หลี่ซานเบิกตากว้างด้วยความตกใจอย่างที่สุด เขาไม่คิดว่าหยุนเฟิงจะสามารถสวนกลับมาได้รวดเร็วและอันตรายถึงเพียงนี้ แต่ด้วยสัญชาตญาณของการต่อสู้ที่สั่งสมมา เขาก็รีบยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันอย่างสุดกำลัง เสียง ‘เคร้ง!’ ดังสนั่นเมื่อกระบี่ทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง จนเกิดคลื่นพลังปราณกระเพื่อมออกไปรอบทิศทาง ร่างของหลี่ซานเซถอยหลังไปหลายก้าว เขาแทบจะยืนไม่อยู่ กำลังภายในของหยุนเฟิงนั้นเหนือกว่าที่เขาจะจินตนาการได้
ความตกตะลึงแผ่ซ่านไปทั่วเหล่าศิษย์ที่เฝ้าชมอยู่ หลายคนถึงกับอ้าปากค้าง บางคนถึงกับขยี้ตาเพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่เห็นนั้นเป็นความจริงหรือไม่ หลี่ซานที่เคยดูถูกหยุนเฟิงว่าไร้พรสวรรค์ กลับกำลังถูกเด็กหนุ่มผู้นี้ผลักดันให้จนมุมอย่างเห็นได้ชัด ผู้เฒ่าบนแท่นผู้ชมต่างก็ลุกขึ้นยืนด้วยความประหลาดใจ อาจารย์หลินจ้องมองหยุนเฟิงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน เขารู้สึกได้ว่าพลังปราณของหยุนเฟิงนั้นบริสุทธิ์และแข็งแกร่งผิดปกติสำหรับผู้ฝึกใหม่ อีกทั้งกระบวนท่ากระบี่นั้นก็ได้รับการขัดเกลามาอย่างสมบูรณ์แบบจนน่าเหลือเชื่อ มันไม่ใช่ระดับที่ศิษย์ภายนอกคนใดจะสามารถทำได้ในเวลาอันสั้นเช่นนี้ “เด็กผู้นี้… เขาซ่อนความสามารถไว้ลึกเพียงใดกันแน่” อาจารย์หลินพึมพำกับตัวเอง
ความโกรธแค้นและความอับอายพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดในตัวของหลี่ซาน เขาไม่อาจยอมรับความพ่ายแพ้ต่อศิษย์น้องที่เขาเคยเหยียบย่ำได้ เขาคำรามลั่นราวกับสัตว์ป่าที่บาดเจ็บ “แกบังอาจนัก! ข้าจะแสดงให้เห็นว่าใครคือศิษย์พี่ที่แท้จริง!” หลี่ซานรวบรวมพลังปราณทั้งหมดที่มี ส่งมันผ่านกระบี่ในมือ กระบี่ของเขาเปล่งแสงสีน้ำเงินเข้มขึ้นมาอย่างรุนแรง พลังที่แผ่ออกมาจากกระบี่นั้นรุนแรงจนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว กระเบื้องหินบนลานประลองเริ่มแตกเป็นรอยร้าว นี่คือกระบวนท่าขั้นสูงที่เขาเก็บงำไว้ ‘คลื่นพิฆาตมังกรคราม’ มันเป็นกระบวนท่าที่ใช้พลังปราณมหาศาล และเป็นไม้ตายที่เขาฝึกฝนมาหลายปี “รับไปซะ! แล้วจงตายภายใต้คมกระบี่ของข้า!” หลี่ซานตะโกนลั่น พร้อมกับพุ่งเข้าใส่หยุนเฟิงด้วยความเร็วและพลังที่เหนือกว่าครั้งใด ๆ กระบี่ของเขากลายเป็นลำแสงสีน้ำเงินที่พุ่งตรงมายังหยุนเฟิง หวังจะบดขยี้อีกฝ่ายให้แหลกลาญไปในพริบตา
หยุนเฟิงสัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลที่พุ่งตรงเข้ามา แม้แต่ระบบก็เตือนถึงอันตรายในระดับสูงสุด “ระบบเซียนอมตะ: ตรวจจับกระบวนท่า ‘คลื่นพิฆาตมังกรคราม’ พลังโจมตี 500 หน่วยพลังปราณ… อันตรายถึงชีวิต! แนะนำ: ใช้ ‘กระบี่ทะลวงฟ้า’ ผสานกับ ‘วรยุทธ์ร่างเก้าวิถีขั้นสูงสุด’ และรวบรวมพลังปราณทั้งหมดโจมตีสวนกลับทันที!” หยุนเฟิงกัดฟันแน่น เขารวบรวมพลังปราณภายในทั้งหมดให้ไหลเวียนสู่กระบี่ในมือ แสงสีขาวนวลเริ่มแผ่ออกมาจากกระบี่ของเขา มันไม่ใช่แสงที่จรัสจ้า แต่เป็นแสงที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในหมู่ศิษย์ภายนอก หยุนเฟิงเงื้อกระบี่ขึ้นช้า ๆ ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน กระบี่ของเขาไม่ได้ฟาดฟันอย่างดุดัน แต่กลับแทงออกไปข้างหน้าอย่างเชื่องช้า ทว่าทุกการเคลื่อนไหวกลับแฝงไว้ด้วยความแม่นยำและพลังที่ไม่อาจหยั่งถึง ราวกับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของกระบี่และกระบี่เป็นส่วนหนึ่งของเขา นี่คือกระบวนท่าที่เขาได้เรียนรู้จากระบบ ‘กระบี่ทะลวงฟ้า’ ซึ่งเป็นขั้นสูงสุดของ ‘พื้นฐานกระบี่สิบสามท่า’ ที่ระบบได้วิเคราะห์และปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบ
ปลายกระบี่ของหยุนเฟิงพุ่งชนเข้ากับลำแสงสีน้ำเงินของหลี่ซานอย่างจัง เกิดเสียงปะทะกันดุจฟ้าผ่า แสงสีน้ำเงินและแสงสีขาวนวลปะทะกันอย่างรุนแรง เกิดคลื่นพลังงานขนาดมหึมาที่แผ่กระจายออกไปรอบทิศทาง แรงกดดันมหาศาลทำให้พื้นหินบนลานประลองระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ ควันฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ยากจะมองเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในพายุพลังงานนั้น แต่แล้ว ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีน้ำเงินก็เริ่มสั่นคลอนและสลายไปอย่างรวดเร็ว ส่วนแสงสีขาวนวลของหยุนเฟิงกลับยังคงพุ่งทะลวงไปข้างหน้าอย่างไม่ลดละ มันพุ่งเข้าใส่ร่างของหลี่ซานที่ยืนอยู่ด้านหลังลำแสงของเขาด้วยความเร็วที่ไม่อาจต้านทานได้ หลี่ซานเบิกตากว้างด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับไร้ซึ่งเลือด
“เป็นไปไม่ได้!” หลี่ซานตะโกนสุดเสียง ทว่าเสียงของเขากลับถูกกลืนหายไปกับแรงปะทะ หยุนเฟิงไม่ได้หมายจะปลิดชีวิตเขา แต่ปลายกระบี่ของเขากลับหยุดลงห่างจากอกของหลี่ซานเพียงแค่เส้นยาแดงผ่าแปด พลังงานที่เหลืออยู่จากการปะทะครั้งสุดท้ายยังคงอัดกระแทกร่างของหลี่ซานอย่างรุนแรง ทำให้เขาสำลักเลือดออกมาคำใหญ่ ร่างกายทรุดฮวบลงไปกองกับพื้นในสภาพที่หมดสิ้นพละกำลัง กระบี่ในมือร่วงหล่นลงกระทบพื้นหินดัง ‘เคร้ง’ ท่ามกลางความเงียบงันที่ปกคลุมไปทั่วทั้งลานประลอง หยุนเฟิงยืนนิ่ง หอบหายใจเล็กน้อย ทว่ายังคงยืนหยัดอย่างองอาจ เขามองลงไปยังหลี่ซานที่นอนหายใจรวยรินอย่างสมเพช นี่คือผลลัพธ์ของความพยายามตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา มันคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อและหยดเลือดที่เขาเสียไป
เหล่าศิษย์ภายนอกและแม้กระทั่งศิษย์พี่หลายคนต่างพากันมองหยุนเฟิงด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ความดูแคลนได้ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจ ความตกตะลึง และความยำเกรง อาจารย์อาวุโสหลายท่านมองหน้ากันด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถามและบางสิ่งบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องลึก อาจารย์หลินเดินตรงเข้ามาหาหยุนเฟิงด้วยใบหน้าที่นิ่งขรึม เขามองสำรวจหยุนเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า พลังปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของหยุนเฟิงนั้นบริสุทธิ์และแข็งแกร่งอย่างที่เขาไม่เคยพบเห็นในศิษย์ภายนอกมาก่อน ไม่สิ... แม้แต่ในหมู่ศิษย์ภายในบางคนก็ยังไม่มีพลังปราณที่บริสุทธิ์เท่านี้ อาจารย์หลินถอนหายใจช้า ๆ พลางใช้สายตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหยุนเฟิง ราวกับจะมองทะลุไปถึงแก่นแท้ภายใน “เด็กหนุ่ม… เจ้าซ่อนอะไรไว้กันแน่” เขากล่าวเสียงเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจและน้ำหนักที่ทำให้หยุนเฟิงรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล “ความสามารถของเจ้า… มันเกินกว่าที่ศิษย์ใหม่คนใดจะทำได้ในเวลาเพียงเดือนเดียว” คำพูดของอาจารย์หลินดังก้องในความเงียบ ทำให้เหล่าศิษย์ที่อยู่รอบข้างต่างพากันสงสัยและจับจ้องมาที่หยุนเฟิงอย่างมีนัยยะ ก่อนที่อาจารย์หลินจะกล่าวประโยคต่อไปที่ทำให้ทุกคนในลานประลองต้องตกตะลึง “ข้าขอเรียกประชุมผู้อาวุโสทั้งหมด เพื่อพิจารณาบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวเจ้า”

อมตะยุทธฝึกเซียน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก