อมตะยุทธฝึกเซียน

ตอนที่ 4 — เงาพิพากษา: บททดสอบแห่งสำนัก

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

354 ตอน · 1,512 คำ

อากาศที่เคยอบอวลไปด้วยกลิ่นอายดินปืนจากการประลองเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความเงียบงันชนิดที่แม้แต่เสียงลมหายใจยังแทบไม่ได้ยิน สายตาทุกคู่จับจ้องมาที่หยุนเฟิง ร่างกายของเขายังคงสั่นระริกด้วยความตื่นเต้นและอ่อนล้า แต่จิตใจกลับเปี่ยมด้วยความรู้สึกที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน… ชัยชนะอันบริสุทธิ์ ชัยชนะที่คว้ามาด้วยสองมือของตนเอง แม้จะอาศัย ‘ระบบเซียนอมตะ’ ‌เป็นตัวช่วย แต่ความพยายามและการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงก็คือสิ่งที่เขาแลกมา

“ภารกิจหลักสำเร็จ: เอาชนะหลี่ซานในการประลอง” เสียงทิพย์ของระบบดังก้องขึ้นในห้วงความคิดของหยุนเฟิง “รางวัล: 2000 แต้มประสบการณ์, 100 ​แต้มทักษะ, เปิดใช้งานฟังก์ชัน ‘เส้นชีพจรเซียน’ ขั้นที่ 1”

ความรู้สึกเย็นสบายแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับมีกระแสพลังงานบริสุทธิ์ไหลเวียนไปตามเส้นชีพจรที่เคยติดขัดของเขา มันไม่ใช่เพียงแค่ความรู้สึก แต่หยุนเฟิงรู้ดีว่าขีดจำกัดทางพรสวรรค์ที่เคยเป็นกำแพงขวางกั้นบัดนี้ได้พังทลายลงไปอีกหนึ่งขั้นแล้ว ‍เขามองไปยังหลี่ซานที่นอนจมกองเลือด กำลังพยายามยันกายลุกขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือดและแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง แต่หยุนเฟิงกลับรู้สึกเฉยชา เขามิได้โกรธแค้น มิได้สมเพช เพียงแค่รู้สึกว่าบทสรุปนี้เป็นสิ่งที่หลี่ซานสมควรได้รับแล้ว

แต่แล้ว ดวงตาของหยุนเฟิงก็หันไปประสานเข้ากับสายตาคมกริบของอาจารย์หลิน ที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแท่นประลอง ‌แววตาของอาจารย์หลินไม่ได้มีแต่ความประหลาดใจหรือชื่นชมเฉกเช่นศิษย์คนอื่นๆ หากแต่ฉายแววครุ่นคิด ลึกล้ำ ยากจะหยั่งถึง… แววตาที่ทำให้หยุนเฟิงรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงสันหลัง ราวกับว่าความลับที่เขาปกปิดไว้กำลังจะถูกเปิดเผย

“หยุนเฟิง… ชัยชนะของเจ้าในวันนี้เป็นที่ประจักษ์” อาจารย์หลินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ‍แต่ก้องกังวานไปทั่วลานประลอง “แต่ด้วยความเปลี่ยนแปลงอันฉับพลันและกระบวนท่าที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในสำนักกระบี่เมฆาแห่งนี้ ข้าเห็นควรว่าจะต้องนำเรื่องนี้เข้าหารือกับท่านผู้อาวุโสทุกคน”

สิ้นเสียงของอาจารย์หลิน บรรยากาศก็ยิ่งหนักอึ้งกว่าเก่า เสียงซุบซิบกระหึ่มขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่เสียงชื่นชม หากแต่เป็นเสียงแห่งความสงสัย ระแวง ​และคำถามมากมายที่ลอยอยู่ในอากาศ หยุนเฟิงรู้สึกเหมือนตกเป็นเป้าสายตาของคนทั้งสำนัก ไม่ใช่ในฐานะผู้ชนะ แต่เป็นในฐานะตัวประหลาด เขากำหมัดแน่น พยายามระงับความประหม่าที่คืบคลานเข้าสู่จิตใจ

หลังจากจบการประลอง อาจารย์หลินไม่ได้พูดอะไรกับหยุนเฟิงอีก ​เพียงแต่โบกมือให้ศิษย์พยุงหลี่ซานออกไป ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้หยุนเฟิงยืนอยู่ท่ามกลางสายตานับร้อยคู่ที่มองเขาด้วยความรู้สึกหลากหลาย หยุนเฟิงถอนหายใจยาว ก่อนจะตัดสินใจกลับไปยังเรือนพักของตน เขาต้องใช้เวลาใคร่ครวญถึงสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมสำหรับบททดสอบที่อาจารย์หลินกล่าวถึง ไม่ว่ามันจะเป็นอะไร ​เขาก็ต้องผ่านมันไปให้ได้

เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอรุณสาดส่องผ่านหน้าต่างเรือนพัก หยุนเฟิงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่นกว่าที่เคย การเปิดใช้งาน ‘เส้นชีพจรเซียน’ เมื่อคืนทำให้ร่างกายของเขารู้สึกเบาสบายและเปี่ยมพลัง เขาฝึกฝนกระบวนท่าพื้นฐานในห้องเงียบๆ ตามปกติ แต่คราวนี้ทุกการเคลื่อนไหวกลับลื่นไหลและทรงพลังยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า จนกระทั่งมีศิษย์จากสำนักมาแจ้งว่าผู้อาวุโสเรียกตัวเขาเข้าพบที่ ‘หอผู้อาวุโส’

หัวใจของหยุนเฟิงเต้นระรัวด้วยความกังวล แต่แววตาของเขากลับฉายแววมุ่งมั่น เขาสวมเสื้อคลุมประจำสำนักที่สะอาดสะอ้าน และออกเดินไปยังหอผู้อาวุโส ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และน่าเกรงขามที่สุดในสำนักกระบี่เมฆา มันเป็นอาคารขนาดใหญ่ที่สร้างจากหินแกรนิตสีเข้ม หลังคามุงกระเบื้องเคลือบสีทองอร่าม ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดของสำนัก รายล้อมด้วยป่าสนโบราณและหมอกจางๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบๆ ราวกับสรวงสวรรค์ที่ห่างไกลจากโลกมนุษย์

เมื่อมาถึง หยุนเฟิงก้าวผ่านประตูหินขนาดใหญ่เข้าไป ภายในโถงทางเดินกว้างขวาง ประดับด้วยภาพวาดพู่กันจีนอันวิจิตรบรรจง depicting เทพเซียนกำลังเหินหาวและจอมยุทธ์กำลังฝึกวิทยายุทธ์ มีกลิ่นหอมของกำยานโบราณอบอวลอยู่ทั่ว บรรยากาศเงียบสงบจนได้ยินเสียงฝีเท้าของตัวเองสะท้อนก้อง เขาเดินตามศิษย์นำทางไปจนถึงห้องโถงใหญ่ที่เป็นที่ประชุมของผู้อาวุโส

ห้องโถงนั้นกว้างขวางโอ่อ่า เพดานสูงตระหง่าน ผนังแกะสลักลวดลายเมฆามงคล เบื้องหน้ามีแท่นบูชาขนาดใหญ่ ประดับด้วยกระบี่โบราณสามเล่มที่เปล่งประกายเรืองรอง รายล้อมด้วยที่นั่งของผู้อาวุโสที่ทำจากไม้จันทน์หอม แต่ละที่นั่งมีผู้อาวุโสในชุดคลุมสีดำหรือสีเทาเข้ม นั่งสงบนิ่ง ใบหน้าของแต่ละท่านดูเคร่งขรึมและเปี่ยมด้วยปัญญา สายตาที่คมกริบจ้องมาที่หยุนเฟิงราวกับจะทะลวงเข้าไปในจิตวิญญาณของเขา

อาจารย์หลินนั่งอยู่ตรงกลาง พร้อมด้วยผู้อาวุโสอีกสามท่านที่หยุนเฟิงรู้จักดี หนึ่งในนั้นคือผู้อาวุโสหวัง ผู้ดูแลสำนักวิชาภายใน ซึ่งมีชื่อเสียงเรื่องความเข้มงวดและยึดมั่นในกฎระเบียบ อีกท่านหนึ่งคือผู้อาวุโสหลิว ผู้มีความรู้แตกฉานในศาสตร์แห่งพลังปราณและสมุนไพรโบราณ และสุดท้ายคือผู้อาวุโสเยว่ ผู้เชี่ยวชาญด้านกระบี่และเพลงยุทธ์ขั้นสูง ซึ่งเคยเป็นอาจารย์ของหลี่ซานมาก่อน

หยุนเฟิงโค้งคำนับอย่างนอบน้อม “คารวะท่านผู้อาวุโสทุกท่าน ศิษย์หยุนเฟิงมาตามคำเรียก”

“นั่งลงเสียหยุนเฟิง” อาจารย์หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ จนยากจะคาดเดาความรู้สึก หยุนเฟิงเดินไปนั่งบนเบาะรองนั่งที่จัดเตรียมไว้ให้ ตรงกลางห้องโถง ซึ่งรู้สึกราวกับอยู่บนแท่นพิพากษา

“หยุนเฟิง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดพวกเราจึงเรียกเจ้ามาที่นี่?” ผู้อาวุโสหวังเอ่ยถาม น้ำเสียงดุดันแฝงด้วยอำนาจ

“ศิษย์พอจะคาดเดาได้ขอรับ” หยุนเฟิงตอบด้วยน้ำเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ “คงเป็นเรื่องการประลองเมื่อวาน และความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวศิษย์”

“ถูกต้อง” ผู้อาวุโสหลิวพยักหน้าเล็กน้อย “เจ้าหยุนเฟิง เจ้าเป็นศิษย์ที่ไม่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่แรกเริ่ม ทุกคนในสำนักต่างรู้ดี แม้แต่การบ่มเพาะพลังปราณขั้นพื้นฐาน เจ้าก็ใช้เวลามากกว่าผู้อื่นเป็นเท่าตัว แต่เพียงชั่วข้ามคืน เจ้ากลับแสดงพลังและกระบวนท่าที่เหนือกว่าศิษย์พี่หลี่ซาน ซึ่งเป็นศิษย์เอกของผู้อาวุโสเยว่”

ผู้อาวุโสเยว่หรี่ตาลงมองหยุนเฟิง สายตาของเขานั้นหนักอึ้งและเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “กระบวนท่า ‘กระบี่ทะลวงฟ้า’ ที่เจ้าใช้นั้น ข้าไม่เคยพบเห็นมาก่อนในตำราใดๆ ของสำนักกระบี่เมฆา หรือแม้แต่ในสำนักอื่นๆ ที่ข้ารู้จัก มันไม่ใช่กระบวนท่าที่เราสอนสั่ง ศิษย์พี่เยว่ถามด้วยน้ำเสียงกังวานและเฉียบขาด “เจ้าได้มันมาจากที่ใด? เจ้าแอบฝึกวิชาต้องห้ามของสำนักหรือไม่? หรือเจ้ามีความลับอื่นใดที่ปกปิดพวกเราอยู่?”

คำถามเหล่านี้ดุจคมกระบี่ที่พุ่งเข้าใส่หยุนเฟิง เขาเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามคิดหาคำตอบที่เหมาะสมที่สุด “ศิษย์ไม่ได้ฝึกวิชาต้องห้ามใดๆ ขอรับ” หยุนเฟิงตอบเสียงดังฟังชัด “ส่วนกระบวนท่าที่ศิษย์ใช้ ศิษย์เพียงแค่ฝึกฝนกระบวนท่าพื้นฐานของสำนักอย่างหนักหน่วง ฝึกแล้วฝึกอีก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งมันแปรเปลี่ยนไปโดยธรรมชาติ… มันอาจจะดูแตกต่างออกไป แต่แก่นแท้ของมันก็ยังคงเป็นกระบวนท่าพื้นฐานที่ท่านอาจารย์ทุกท่านเคยสอน”

“เหลวไหล!” ผู้อาวุโสหวังลุกขึ้นยืนด้วยความไม่พอใจ “เจ้าคิดว่าพวกเราจะเชื่อคำพูดเช่นนั้นหรือ? การฝึกกระบวนท่าพื้นฐานอย่างหนักไม่มีทางทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าตกตะลึงเช่นนี้ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริง ไฉนศิษย์คนอื่นๆ ที่ฝึกฝนอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยจึงไม่แสดงพลังเช่นเจ้าได้เล่า?”

อาจารย์หลินยกมือขึ้น เป็นสัญญาณให้ผู้อาวุโสหวังใจเย็นลง ก่อนจะหันมามองหยุนเฟิงด้วยสายตาที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น “หยุนเฟิง ข้าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้โกหกในเรื่องความพยายาม แต่สิ่งที่เจ้าแสดงออกมามันเหนือความเข้าใจของพวกเราจริงๆ ความสามารถของเจ้าในการปรับปรุงกระบวนท่าพื้นฐานจนไร้ที่ติ และพลังปราณที่เปี่ยมล้นในการประลองนั้น ไม่ใช่สิ่งที่คนไร้พรสวรรค์อย่างเจ้าจะทำได้ง่ายๆ”

“พวกเรามิได้จะกล่าวหาเจ้าโดยไม่มีเหตุผล เพียงแต่… พลังที่เจ้ามีอาจนำมาซึ่งอันตรายต่อตัวเจ้าเองและต่อสำนักได้ หากมันมาจากแหล่งที่ไม่บริสุทธิ์ หรือวิธีการที่ไม่ถูกต้อง” ผู้อาวุโสหลิวเสริม น้ำเสียงของเขาดูมีเหตุผลและไม่ใช้อารมณ์ “พวกเราจึงจำเป็นต้องตรวจสอบเจ้าให้ถี่ถ้วน เพื่อความปลอดภัยของทุกฝ่าย”

“พวกเราตัดสินใจแล้วว่า จะให้เจ้าเข้ารับการทดสอบที่รัดกุม” อาจารย์หลินประกาศ น้ำเสียงของเขาจริงจัง “การทดสอบแรก จะเป็นการวัดระดับพลังปราณและความบริสุทธิ์ของแก่นปราณของเจ้า เพื่อยืนยันว่าเจ้าไม่ได้บ่มเพาะวิชาที่ผิดแปลกไปจากครรลอง”

ผู้อาวุโสหลิวลุกขึ้นเดินไปยังแท่นหินอ่อนขนาดใหญ่กลางห้องโถง ซึ่งมีอักขระโบราณสลักอยู่เต็มไปหมด “หยุนเฟิง วางฝ่ามือของเจ้าลงบนแท่นศิลาวัดปราณนี้ ปล่อยให้พลังปราณของเจ้าไหลเวียนอย่างอิสระ”

หยุนเฟิงสูดหายใจลึก เขาก้าวเดินไปที่แท่นศิลา รู้สึกได้ถึงความเยียบเย็นจากหินอ่อนโบราณ เขาค่อยๆ วางฝ่ามือลงไป พยายามทำใจให้สงบ ปล่อยให้พลังปราณในร่างไหลเวียนไปตามคำแนะนำของผู้อาวุโสหลิว

ทันทีที่ฝ่ามือของเขาสัมผัสกับแท่นศิลา อักขระโบราณบนแท่นก็เริ่มเรืองแสงสีทองอ่อนๆ พลังปราณของหยุนเฟิงไหลทะลักเข้าสู่แท่นศิลาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แสงสีทองสว่างวาบขึ้นเรื่อยๆ แสดงถึงพลังปราณที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งกว่าที่ผู้อาวุโสคาดการณ์ไว้ ทว่า สิ่งที่ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนตกตะลึงยิ่งกว่าคือ แสงนั้นสว่างจ้าและบริสุทธิ์อย่างประหลาด ราวกับเป็นปราณที่บริสุทธิ์ที่สุดที่แทบไม่เคยพบเจอ แต่กลับไม่มีปริมาณมหาศาลอย่างที่ควรจะเป็นสำหรับผู้ที่แสดงพลังได้ถึงเพียงนั้น มันดูเหมือนว่าเขาอยู่ในระดับพื้นฐานแต่คุณภาพของปราณกลับเทียบเท่าระดับสูง ทำให้เครื่องวัดปราณสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงแต่กลับไม่สามารถระบุระดับที่ชัดเจนได้

ผู้อาวุโสหลิวขมวดคิ้วมุ่น ผู้อาวุโสหวังเบิกตากว้าง อาจารย์หลินเองก็ฉายแววประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด “เป็นไปได้อย่างไร? พลังปราณบริสุทธิ์ถึงเพียงนี้ แต่แก่นปราณกลับ… ดูเหมือนยังไม่ก่อตัวสมบูรณ์? นี่เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน!” ผู้อาวุโสหลิวพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยความฉงน

“นี่อาจเป็นผลจากการบ่มเพาะที่ผิดแปลก!” ผู้อาวุโสหวังประกาศเสียงดัง “แม้ปราณจะบริสุทธิ์ แต่โครงสร้างกลับไม่สมบูรณ์ หากปล่อยไว้อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต หรือไม่ก็อาจกลายเป็นมารกระหายเลือดในอนาคต!”

หยุนเฟิงชักมือกลับ รู้สึกไม่สบายใจกับผลการทดสอบ เขาเองก็ไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขารู้ว่าสิ่งนี้ทำให้เขายิ่งถูกจับตามอง

“ดูเหมือนการวัดพลังปราณจะไม่เพียงพอ” อาจารย์หลินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ในเมื่อเจ้าสามารถใช้พลังปราณได้อย่างเหนือชั้นในการประลอง เราจึงจำเป็นต้องทดสอบความสามารถในการต่อสู้ของเจ้าอีกครั้ง เพื่อยืนยันว่าพลังของเจ้ามิได้มาจากวิชาต้องห้าม”

“การทดสอบต่อไป จะเป็นการประลองกับศิษย์พี่ในสำนักอีกครั้ง” ผู้อาวุโสเยว่กล่าวขึ้น น้ำเสียงเย็นชา “แต่คราวนี้ จะไม่ใช่ศิษย์เช่นหลี่ซานอีกต่อไป… ผู้อาวุโสทุกท่านได้พิจารณาแล้วว่าศิษย์พี่เจียงห่าว ศิษย์เอกของผู้อาวุโสเฉิน ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะในรอบห้าสิบปี จะเป็นผู้ทดสอบความสามารถของเจ้า”

ชื่อของ ‘เจียงห่าว’ ดังก้องในห้องโถง ราวกับฟ้าผ่ากลางใจหยุนเฟิง เจียงห่าว! ศิษย์พี่ผู้โดดเด่นที่สุดในสำนักกระบี่เมฆา ผู้มีระดับพลังปราณถึงขั้นก่อแก่นแท้ ผู้เชี่ยวชาญเพลงกระบี่ ‘เมฆาล่อง’ อันเลื่องชื่อ และเป็นที่กล่าวขานว่าไม่เคยพ่ายแพ้ในการประลองใดๆ ในสำนัก

หยุนเฟิงรู้สึกเหมือนเลือดในกายเย็นเยียบ เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของเจียงห่าวมามากมาย การเอาชนะหลี่ซานเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การเอาชนะเจียงห่าวนั้น… มันคือภารกิจที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับเขาในตอนนี้

“พรุ่งนี้รุ่งเช้า เจ้าจะต้องพิสูจน์ตนต่อหน้าศิษย์ทั้งสำนัก หากล้มเหลว… เจ้าก็จะถูกขับออกจากสำนัก!” ผู้อาวุโสหวังประกาศก้อง เสียงนั้นกังวานไปทั่วห้องโถง ราวกับคำพิพากษาสุดท้าย

‘ระบบเซียนอมตะ’ ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของหยุนเฟิง “ภารกิจหลักใหม่: บททดสอบแห่งศรัทธา – เอาชนะศิษย์พี่เจียงห่าวในการประลอง เพื่อพิสูจน์คุณค่าและอยู่รอดในสำนักกระบี่เมฆา หากสำเร็จ: 5000 แต้มประสบการณ์, 200 แต้มทักษะ, เปิดใช้งานฟังก์ชัน ‘กายาเซียน’ ขั้นที่ 1 หากล้มเหลว: ถูกขับออกจากสำนัก, ระบบจะเข้าสู่โหมดจำศีล 30 วัน”

หยุนเฟิงเงยหน้าขึ้นมองผู้อาวุโสทั้งสี่ ท่านเหล่านั้นมองตอบด้วยสายตาที่ไม่บ่งบอกอารมณ์ เขากำหมัดแน่น แม้จะรู้สึกหวาดหวั่น แต่ประกายไฟแห่งความมุ่งมั่นกลับโชนแสงในดวงตา เขาจะยอมแพ้ไม่ได้ เขาจะต้องพิสูจน์ตนเองให้ได้ ไม่ใช่เพียงเพื่ออยู่รอดในสำนัก แต่เพื่อพิสูจน์ว่าคนไร้พรสวรรค์อย่างเขาก็สามารถสร้างปาฏิหาริย์ได้!

เจียงห่าว… เขาจะต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือผู้นี้ในวันพรุ่งนี้ และชัยชนะคือหนทางเดียวที่จะทำให้เขาอยู่รอด

หน้านิยาย
หน้านิยาย
อมตะยุทธฝึกเซียน

อมตะยุทธฝึกเซียน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!