อมตะยุทธฝึกเซียน

ตอนที่ 6 — เดิมพันศักดิ์ศรี: พยัคฆ์ซ่อนเล็บ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

354 ตอน · 1,514 คำ

แสงอรุณยามเช้าทอประกายเรืองรองฉาบท้องฟ้าเป็นสีทองอร่าม แสงแห่งวันใหม่ที่ควรจะนำมาซึ่งความสดใส กลับไม่อาจขับไล่ความอึมครึมที่ปกคลุมอยู่เหนือสำนักเมฆามังกรได้เลยแม้แต่น้อย เสียงกระหึ่มของการรวมตัวของผู้คนดังอื้ออึงทั่วลานประลองกลาง เหล่าศิษย์นับร้อยนับพันต่างจับจ้องไปยังเวทีหินขนาดใหญ่เบื้องหน้า สายตาทุกคู่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนตื่นเต้น และที่เด่นชัดที่สุดคือความดูหมิ่นเหยียดหยาม เมื่อร่างของชายหนุ่มผอมบางก้าวขึ้นไปยืนอยู่กึ่งกลางลานประลอง ‌ชายผู้นั้นคือหยุนเฟิง ศิษย์ไร้พรสวรรค์ผู้ซึ่งเมื่อไม่กี่วันก่อนยังเป็นเพียงตัวตลกของสำนัก เป็นเพียงเศษสวะที่ทุกคนพร้อมจะเหยียบย่ำ

หัวใจของหยุนเฟิงเต้นระรัวราวกับกลองศึกที่ประโคมก่อนออกรบ เลือดลมในกายพลุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำเชี่ยว เขาสูดลมหายใจลึก แหงนหน้ามองไปยังแท่นผู้อาวุโส ซึ่งเหล่าอาจารย์และผู้อาวุโสทั้งหกนั่งอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมและแฝงไว้ด้วยความคาดหวังบางอย่าง โดยมีประมุขสำนักเฉินกวงผู้มีเคราขาวโพลนนั่งอยู่ตรงกลาง ​ดวงตาคมกริบของพวกเขาจ้องมองมายังเขา ราวกับต้องการมองทะลุเข้าไปถึงแก่นแท้ของจิตวิญญาณ หยุนเฟิงสัมผัสได้ถึงความกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากพวกเขาราวกับภูผาที่พร้อมจะถล่มลงมาทับเขาให้แหลกลาญ แต่คราวนี้ ความกดดันเหล่านั้นกลับไม่ได้ทำให้เขาย่อท้อ ตรงกันข้าม มันกลับจุดประกายความมุ่งมั่นในใจให้ลุกโชนยิ่งขึ้น

“ในที่สุดก็มาถึง” เสียงกระซิบกระซาบจากเหล่าศิษย์ดังเข้ามาในโสตประสาทของหยุนเฟิง ‍“ไอ้ขยะนั่นจะเอาอะไรไปสู้ศิษย์พี่เจียงห่าวได้”

“คงจะโดนเตะออกจากสำนักเป็นแน่แท้”

“น่าสมเพชสิ้นดี อุตส่าห์มีโอกาสได้ประลองกับศิษย์พี่เจียงห่าว แต่ก็คงจบลงด้วยความอับอายเหมือนเดิม”

คำพูดเหล่านั้นบาดลึกเข้าไปในใจของหยุนเฟิง หากเป็นเมื่อก่อน เขาคงจะรู้สึกเจ็บปวดและท้อแท้จนอยากจะหนีไปให้พ้นจากสายตาผู้คน แต่ตอนนี้ ในจิตใจของเขามีเพียงความมุ่งมั่นดุดันราวกับเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ ‘พวกเจ้าจะไม่มีทางได้เห็นข้าล้มลงอีก’ ‌หยุนเฟิงปฏิญาณในใจ เขากำหมัดแน่น พลังปราณที่ได้รับการบ่มเพาะจากระบบไหลเวียนอยู่ในเส้นลมปราณทุกเส้น ให้ความรู้สึกอบอุ่นและแข็งแกร่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มันคือพลังที่เขาได้รับมาจากการฝึกฝนอย่างบ้าคลั่งในไม่กี่วันที่ผ่านมา พลังที่เขาจะใช้เพื่อพิสูจน์ตัวเอง

ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นก็ดังขึ้น เป็นจังหวะที่มั่นคงและเปี่ยมด้วยพลัง ‍ร่างสูงโปร่งของชายหนุ่มรูปงามก้าวขึ้นสู่ลานประลอง ผมสีดำขลับถูกรวบขึ้นอย่างเป็นระเบียบเผยให้เห็นใบหน้าที่หล่อเหลาแต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชา ดวงตาคู่คมกริบฉายแววเย่อหยิ่งและดูหมิ่นอย่างชัดเจน เขาคือเจียงห่าว ศิษย์พี่อันดับหนึ่งของสำนักเมฆามังกร ผู้ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะในรอบร้อยปี เมื่อเขาปรากฏตัว บรรยากาศรอบข้างก็เปลี่ยนไปทันที ​ความกดดันที่หยุนเฟิงรู้สึกจากผู้อาวุโสเมื่อครู่ยังเทียบไม่ได้กับรัศมีแห่งความแข็งแกร่งของเจียงห่าวที่แผ่ออกมาอย่างไม่เกรงใจ มันคือรัศมีของยอดฝีมือที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของศิษย์รุ่นเยาว์

เจียงห่าวกวาดสายตาสำรวจหยุนเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความดูแคลน “เจ้าคือหยุนเฟิง? ดูเหมือนว่าข่าวลือจะเกินจริงไปมาก” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไปด้วยความเย้ยหยันและไม่ใส่ใจ “ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมผู้อาวุโสถึงต้องให้ข้าลงมาประลองกับศิษย์ระดับล่างเช่นเจ้า มันเสียเวลาอันมีค่าของข้าโดยเปล่าประโยชน์”

หยุนเฟิงเงียบงัน เขารู้ว่าการโต้ตอบด้วยคำพูดมีแต่จะทำให้เขาเสียเปรียบและดูไร้ค่าในสายตาผู้คน ​สิ่งเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือการกระทำ การแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว

“เอาล่ะ! การประลองเพื่อพิสูจน์ความจริงได้เริ่มขึ้นแล้ว!” เสียงของประมุขเฉินกวงดังก้องไปทั่วลานประลอง น้ำเสียงของท่านเปี่ยมด้วยพลังปราณ ทำให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน “ทั้งสองจงแสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่ ห้ามทำร้ายคู่ต่อสู้ถึงแก่ชีวิต!”

สิ้นเสียงประกาศ ​เจียงห่าวก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ แต่ทุกย่างก้าวกลับเต็มไปด้วยพลังงานที่มองไม่เห็น แรงกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาบีบคั้นอากาศรอบกายหยุนเฟิงราวกับมือยักษ์ที่กำลังบีบขยี้ เขาไม่ได้ใช้พลังปราณอย่างเปิดเผย แต่เพียงแค่การเคลื่อนไหวร่างกายก็เพียงพอที่จะสะท้อนถึงระดับการบ่มเพาะที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด ความมั่นใจที่เปี่ยมล้นในทุกท่วงท่าบ่งบอกว่าเขาไม่เห็นหยุนเฟิงอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย

‘ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบระดับพลังบ่มเพาะของเป้าหมายสูงกว่าผู้ใช้สามระดับ ระดับแก่นแท้พลังปราณขั้นที่ห้า’ เสียงในหัวของหยุนเฟิงดังก้องขึ้น เขากัดฟันแน่น สี่ระดับ! นี่คือช่องว่างที่กว้างใหญ่เกินกว่าจะจินตนาการสำหรับศิษย์ฝึกหัดทั่วไป แต่สำหรับเขาผู้มีระบบอยู่ในกาย มันคือความท้าทายที่ต้องก้าวข้ามให้ได้

เจียงห่าวไม่ได้รอช้า เขากระโจนเข้าใส่หยุนเฟิงอย่างรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ พลังปราณสีเขียวอ่อนระเบิดออกมาจากฝ่ามือ เขาเหวี่ยงหมัดออกไปอย่างแรง หมัดนั้นไม่ได้รุนแรงถึงขนาดทำลายภูผาได้ แต่กลับแฝงไปด้วยความพลิ้วไหวและแม่นยำดุจสายลมที่พัดผ่านรอยแยกของหินผา นี่คือเคล็ดวิชาฝ่ามือ ‘วายุผันผวน’ ที่โด่งดังของสำนักเมฆามังกร ซึ่งเจียงห่าวฝึกฝนจนถึงขั้นปรมาจารย์

หยุนเฟิงรู้ดีว่าเขาไม่สามารถปะทะตรงๆ ได้ เขาอาศัยความเร็วที่ระบบประทานให้มาในภารกิจก่อนหน้า ร่างกายพลิกตัวหลบหมัดนั้นได้อย่างฉิวเฉียด ฝ่ามือของเจียงห่าวเฉียดปลายจมูกของเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แรงลมที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของฝ่ามือยังคงทำให้ใบหน้าของหยุนเฟิงรู้สึกชาและเจ็บแปลบ แต่เขาก็ยังคงตั้งสติได้อย่างมั่นคง

“หืม? ความเร็วไม่เลว” เจียงห่าวเลิกคิ้วเล็กน้อย แววตาที่เคยเย่อหยิ่งพลันฉายแววประหลาดใจชั่วขณะ ก่อนจะกลับมาเย็นชาดังเดิม “แต่นั่นยังไม่พอที่จะทำให้เจ้าชนะข้าได้”

เจียงห่าวไม่ปล่อยโอกาสให้หยุนเฟิงได้ตั้งตัว เขาก้าวเท้าเพียงครั้งเดียว ร่างกายก็พุ่งเข้าประชิดตัวหยุนเฟิงอีกครั้ง มือทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นเงา พลังปราณวายุหมุนวน ก่อตัวเป็นพายุขนาดเล็กที่ปลายฝ่ามือ เขาโจมตีต่อเนื่องราวกับพายุโหมกระหน่ำ ไม่เปิดช่องว่างให้หยุนเฟิงได้หายใจ การโจมตีแต่ละครั้งรวดเร็วและรุนแรงราวกับคลื่นทะเลซัดสาด

หยุนเฟิงอาศัยประสบการณ์การฝึกฝนอย่างหนักใน ‘ห้องฝึกฝนพิเศษ’ ของระบบ เขาใช้ทักษะ ‘ก้าวไร้เงา’ ที่ได้รับการอัปเกรดมาอย่างเต็มที่ ร่างกายของเขาพลิ้วไหวไปมาบนลานประลองราวกับใบไม้ในสายลมที่ไม่มีทิศทางแน่นอน แต่ละครั้งที่เขาหลบหลีก เขาก็พยายามวิเคราะห์กระบวนท่าของเจียงห่าวไปในตัว พลังปราณของเจียงห่าวแกร่งกล้าและลึกซึ้ง แต่กระบวนท่ากลับดูคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับตำราที่เขาเคยอ่าน แต่ไม่เคยได้ฝึกฝนอย่างแท้จริง

‘ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบเคล็ดวิชา ‘ฝ่ามือวายุผันผวน’ ของเป้าหมาย บันทึกข้อมูลและวิเคราะห์จุดอ่อน’

เสียงจากระบบช่วยยืนยันสิ่งที่หยุนเฟิงคิด กระบวนท่าของเจียงห่าวคือเคล็ดวิชาพื้นฐานของสำนัก แต่ถูกฝึกฝนจนถึงขั้นปรมาจารย์ ทำให้มันดูน่าเกรงขามและยากจะรับมือ

“เป็นไปไม่ได้!” เสียงอุทานจากเหล่าศิษย์ดังขึ้น “ไอ้หยุนเฟิงนั่นหลบการโจมตีของศิษย์พี่เจียงห่าวได้ต่อเนื่องได้อย่างไร!”

“เขาฝึกวิชาตัวเบามาจากที่ใดกัน? ไม่เคยเห็นเขาใช้มาก่อนเลย”

“หรือว่าข่าวลือที่ว่าเขาได้รับโอกาสบางอย่างจะเป็นเรื่องจริง?”

ใบหน้าของเหล่าผู้อาวุโสบนแท่นเริ่มฉายแววสนใจ จากเดิมที่มองด้วยความเฉยชา ตอนนี้กลับมีประกายแห่งความใคร่รู้ ประมุขเฉินกวงลูบเคราขาวพลางพยักหน้าเล็กน้อย “ความเร็วและการหลบหลีกของเจ้าหนูนี่น่าประหลาดใจจริงๆ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้ไร้พรสวรรค์อย่างที่คิด”

เจียงห่าวเองก็เริ่มหงุดหงิด เขารู้สึกเหมือนกำลังตบกับก้อนสำลีที่ไร้น้ำหนัก เขาเป็นถึงศิษย์พี่อันดับหนึ่ง จะมาติดกับอยู่แค่การหลบหลีกของศิษย์รุ่นน้องได้อย่างไร! ความเย่อหยิ่งในใจถูกท้าทายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ในเมื่อเจ้าชอบหลบนัก ข้าก็จะทำให้เจ้าไม่มีที่ให้หลบ!” เจียงห่าวคำรามเสียงต่ำ พลังปราณสีเขียวอ่อนก็พลุ่งพล่านออกมาจากร่างเขาอย่างมหาศาล แสงสีเขียวมรกตเจิดจ้าห่อหุ้มร่างของเขาไว้ เขายกฝ่ามือขึ้นเหนือศีรษะ ก่อนจะตบลงบนพื้นลานประลองอย่างรุนแรง “ฝ่ามือวายุผันผวนขั้นสุดยอด! พายุหินถล่มฟ้า!”

ตูม! พื้นลานประลองสั่นสะเทือนรุนแรงราวกับเกิดแผ่นดินไหว พลังปราณวายุสีเขียวมรกตที่อัดแน่นพุ่งทะลุพื้นดินขึ้นมา ก่อตัวเป็นลมหมุนขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยเศษหินและฝุ่นผงนับไม่ถ้วน ลมหมุนนั้นขยายตัวอย่างรวดเร็ว กวาดเข้าหาหยุนเฟิงจากทุกทิศทาง ตัดทางหนีของเขาโดยสิ้นเชิง มันคือกระบวนท่าไม้ตายที่เจียงห่าวไม่เคยใช้กับศิษย์คนใดมาก่อน

หยุนเฟิงรู้สึกถึงอันตรายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พลังปราณที่กดทับมาทำให้ร่างกายของเขารู้สึกหนักอึ้งราวกับถูกภูเขาทับทม แรงลมที่พัดกระหน่ำพร้อมเศษหินคมกริบถาโถมเข้ามาจากรอบทิศทาง เขารู้ดีว่าหากถูกโจมตีตรงๆ ด้วยท่านี้ เขาคงไม่รอดแน่ แม้จะมีร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะทนทานต่อการโจมตีระดับนี้ได้

‘ระบบแจ้งเตือน: ภารกิจฉุกเฉิน! จงเอาชนะการโจมตี ‘พายุหินถล่มฟ้า’ ภายใน 10 วินาที รางวัล: เปิดใช้งาน ‘กระบวนท่ามังกรอหังการ’ ระดับ 1’

หยุนเฟิงกัดฟันแน่น เขามีเวลาเพียงสิบวินาที! ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว! เขาต้องเสี่ยง! พลังปราณในกายถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด เขานึกถึงสิ่งที่ระบบเคยสอน ‘วิชาการต่อสู้มิได้มีเพียงการโจมตี แต่คือการปรับตัว การใช้พลังอย่างชาญฉลาด’

หยุนเฟิงไม่หลบ เขาพุ่งเข้าใส่พายุหินที่กำลังก่อตัวขึ้นเบื้องหน้า ท่ามกลางสายตาที่ตกตะลึงของทุกคน เขารวบรวมพลังปราณทั้งหมดไว้ที่หมัดทั้งสองข้าง แสงสีทองเรืองรองจางๆ ปรากฏขึ้นรอบๆ หมัดของเขา มันไม่ใช่พลังปราณสีเขียวอ่อนของสำนักเมฆามังกร แต่มันคือพลังปราณที่บริสุทธิ์และแข็งแกร่งกว่าพลังปราณทั่วไปที่สำนักสอน

“บ้าไปแล้ว!” ศิษย์คนหนึ่งร้องลั่นด้วยความตกใจ “เขาจะพุ่งเข้าใส่พายุหินของศิษย์พี่เจียงห่าวหรือ!”

“ฆ่าตัวตายชัดๆ! ไม่มีทางรอดแน่”

“หรือว่าเขาจะยอมแพ้แล้วเลือกจบชีวิตด้วยวิธีนี้”

แต่หยุนเฟิงไม่ได้สนใจเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านั้น เขาได้ยินเพียงเสียงเตือนของระบบในหัว และความมุ่งมั่นที่จะไม่ยอมแพ้ เขาเคยล้มเหลวมาทั้งชีวิต ตอนนี้เมื่อมีโอกาส เขาจะไม่ยอมปล่อยมันไปเด็ดขาด!

“กวาดล้างพายุ!” หยุนเฟิงคำรามลั่น แรงลมปราณที่หมุนวนรอบตัวเขาก่อตัวขึ้น พุ่งเข้าปะทะกับพายุหินของเจียงห่าวอย่างจัง เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ลานประลองกลางสั่นสะเทือน ฝุ่นควันคลุ้งตลบไปทั่วจนมองไม่เห็นสิ่งใด ทุกคนต่างลุ้นระทึกว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร

เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลงช้าๆ ร่างของหยุนเฟิงยังคงยืนหยัดอยู่กึ่งกลางลานประลอง แม้เสื้อผ้าจะขาดรุ่งริ่งตามตัวมีรอยขีดข่วนเล็กน้อยจากเศษหินที่ปะทะ แต่ดวงตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่เคยหวั่นไหว สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงยิ่งกว่าคือพายุหินของเจียงห่าวได้สลายไปแล้ว! มิหนำซ้ำ ลานประลองตรงที่หยุนเฟิงยืนอยู่กลับมีรอยร้าวลึกแผ่เป็นวงกว้างออกไปราวกับมีบางสิ่งระเบิดขึ้นจากใต้พื้นดิน พลังที่หยุนเฟิงปลดปล่อยออกมานั้นรุนแรงเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด

เจียงห้าวยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อ พลังของเขาถูกทำลาย! ชายหนุ่มไร้พรสวรรค์ผู้นี้สามารถทำลายเคล็ดวิชาไม้ตายของเขาได้งั้นหรือ! มันเป็นไปได้อย่างไร!

“เจ้า...เจ้าใช้พลังอะไรกันแน่!” เจียงห่าวเอ่ยถามเสียงสั่น สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและหวาดระแวง ไม่เหลือเค้าของความเย่อหยิ่งอีกต่อไป

หยุนเฟิงยังคงเงียบงัน เขากำลังประเมินสถานการณ์ พลังของเขายังเหลืออีกมาก แต่การใช้ ‘กระบวนท่ามังกรอหังการ’ ครั้งแรกก็ทำให้เขารู้สึกเหนื่อยล้าไม่น้อย หากต้องสู้ต่อ เขาต้องใช้กลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่านี้

ทันใดนั้น ผู้อาวุโสหลี่ผู้ดูแลหอโอสถซึ่งเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสที่เคยไม่พอใจหยุนเฟิงมากที่สุด ก็ลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าถมึงทึง “หยุนเฟิง! พลังปราณของเจ้าเมื่อครู่นี้...มันไม่ใช่พลังปราณที่ศิษย์ธรรมดาพึงจะมี! มันบริสุทธิ์และแข็งแกร่งผิดปกติ! เจ้าปกปิดอะไรไว้!” น้ำเสียงของท่านเต็มไปด้วยความสงสัยและไม่พอใจ

สายตาของผู้อาวุโสทุกคนจ้องมองมาที่หยุนเฟิงอีกครั้ง แววตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัยระคนกับความกระหายใคร่รู้ ประมุขเฉินกวงเองก็มองหยุนเฟิงด้วยสายตาที่ลึกซึ้งและยากจะหยั่งถึง “ใช่แล้ว หยุนเฟิง พลังปราณของเจ้าเมื่อครู่นี้...ไม่เหมือนกับพลังปราณวิถีเมฆามังกรของสำนักเรา เจ้าจงอธิบายมา!”

สถานการณ์พลิกผันอย่างกะทันหัน ชัยชนะกึ่งกลางระหว่างความเป็นและความตายไม่ได้นำมาซึ่งความโล่งใจ แต่กลับเป็นคำถามที่อันตรายยิ่งกว่าเดิม หยุนเฟิงรู้สึกราวกับถูกบีบให้จนมุม เขารู้ว่าการเปิดเผยระบบนั้นเป็นไปไม่ได้ แต่การไม่ตอบก็อาจนำไปสู่การถูกสอบสวนอย่างหนักและอาจถูกจับไปทรมานเพื่อสืบหาความลับ เขาจะทำอย่างไรดีในสถานการณ์เช่นนี้! ทางรอดของเขาอยู่ตรงไหนกันแน่!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
อมตะยุทธฝึกเซียน

อมตะยุทธฝึกเซียน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!