ประตูเหล็กกล้าสีทึมขนาดมหึมา ตั้งตระหง่านราวกับปากทางสู่นรกภูมิ มันสูงเสียดยอด ปราศจากการตกแต่งใดๆ นอกจากอักขระโบราณสลักลึกที่ดูเหมือนจะกักเก็บพลังงานบางอย่างไว้ ‘หอบ่มเพาะปราณธรณี’ คือชื่อที่ทุกคนรู้จักดี แต่สำหรับศิษย์ส่วนใหญ่แล้ว มันคือ ‘ขุมนรกปราณธรณี’ มากกว่า
สายตาของผู้อาวุโสหวงและศิษย์อีกสองสามคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังยังคงจับจ้องมาที่หยุนเฟิงด้วยความสงสัยระคนเคลือบแคลง พวกเขาไม่ได้เชื่อคำอธิบายของเขาแม้แต่น้อย แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดจะยืนยันได้ นอกจากจะส่งเขาเข้าสู่หอบ่มเพาะฯ แห่งนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่คัดกรองความบริสุทธิ์ของพลังปราณได้อย่างโหดเหี้ยมที่สุด มีตำนานเล่าว่า ผู้ที่เข้าสู่หอบ่มเพาะฯ แล้วรอดออกมาได้ ส่วนใหญ่จะก้าวสู่ขั้นที่สูงกว่าเดิม แต่ผู้ที่พลังปราณมีมลทิน หรือจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็จะจบลงด้วยสภาพที่น่าอนาถ บ้างคลุ้มคลั่ง บ้างพิการ บ้างก็ถึงแก่ความตาย
หยุนเฟิงสูดลมหายใจลึก กำจัดความตื่นตระหนกที่พยายามกัดกินจิตใจออกไป สิ่งเดียวที่เขารู้สึกได้ตอนนี้คือความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งกว่าเหล็กกล้า เขาเดินตรงเข้าไปยังประตูบานนั้นอย่างไม่ลังเล ใบหน้าของเขานิ่งสงบ ราวกับกำลังจะไปเข้าชมงานเทศกาล ไม่ใช่สถานที่ทรมานที่ชื่อเสียงเลื่องลือ
เมื่อเขาก้าวข้ามธรณีประตูเข้าไป แสงจากภายนอกก็ถูกกลืนหายไปทันที ประตูเหล็กกล้าปิดลงด้วยเสียงสนั่นหวั่นไหว ราวกับประตูนรกได้ปิดลงแล้วอย่างสมบูรณ์ ความมืดมิดเข้าปกคลุมทันที พร้อมกับความหนาวเย็นที่กัดกินเข้าสู่กระดูก ผสมผสานกับความร้อนระอุที่แผดเผาจากภายใน ราวกับกำลังยืนอยู่บนรอยต่อของไฟและน้ำแข็ง อากาศรอบกายพลันหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยภูเขาหินนับพันลูก
“นี่สินะ… พลังปราณธรณี” หยุนเฟิงพึมพำกับตัวเอง ปราณธรณีที่นี่แตกต่างจากปราณธรณีทั่วไปที่เขาสัมผัสได้ภายนอกอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่ปราณที่บริสุทธิ์และเอื้อต่อการบ่มเพาะ แต่กลับเป็นปราณที่ดิบเถื่อน ปั่นป่วน และเต็มไปด้วยเจตนาแห่งการทำลายล้างที่ดูเหมือนจะแฝงอยู่ในทุกอณูของมัน มันพุ่งเข้าโจมตีเส้นชีพจรและจุดลมปราณของเขาอย่างรุนแรงทันทีที่เขาเข้าไป แหลมคมราวเข็ม แต่ก็ทื่อหนักราวท่อนไม้พร้อมกัน
ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่าง กระดูกราวกับจะถูกบดขยี้ อวัยวะภายในสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เลือดลมในกายปั่นป่วนจนแทบจะกระอักออกมา หยุนเฟิงทรุดตัวลงคุกเข่าทันที เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาจากทุกรูขุมขนอย่างรวดเร็ว แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่ความรุนแรงของมันก็ยังเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไว้มากนัก
ในขณะที่เขากำลังต่อสู้กับความเจ็บปวดอันแสนสาหัส เสียงของระบบก็ดังขึ้นในห้วงความคิดของเขา ราวกับเป็นแสงสว่างเดียวในความมืดมิด
“ติ๊ง! ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบสภาวะแวดล้อมเฉพาะ ‘หอบ่มเพาะปราณธรณี’ ภารกิจหลัก ‘พิสูจน์ความบริสุทธิ์’ ได้เริ่มขึ้นแล้ว”
“ภารกิจย่อย: ‘อดทนและบ่มเพาะ’: อดทนต่อการโจมตีของปราณธรณีเป็นเวลาสามวันสามคืน พร้อมดูดซับและชำระล้างปราณธรณีให้ได้มากที่สุด”
“รางวัลภารกิจ: พลังปราณระดับสูงเพิ่มขึ้น 100 หน่วย, ได้รับวิชา ‘เทคนิคปราณพยุงธรณี’ ระดับเริ่มต้น, สถานะ ‘ผู้ชำนาญปราณธรณี’ (ชั่วคราว)”
“บทลงโทษ: พลังปราณลดลง 50 หน่วย, เส้นชีพจรเสียหายอย่างรุนแรง, ไม่สามารถบ่มเพาะได้เป็นเวลาหนึ่งเดือน”
คำเตือนจากระบบเป็นแรงกระตุ้นชั้นดี หยุนเฟิงกัดฟันแน่น เขารู้ดีว่าหากไม่สามารถผ่านบททดสอบนี้ไปได้ ไม่เพียงแต่เขาจะถูกผู้อาวุโสลงโทษ แต่พลังบ่มเพาะที่เขาได้มาด้วยความยากลำบากก็จะลดลงอย่างฮวบฮาบด้วยเช่นกัน เขามองเห็นภาพรอยยิ้มเยาะเย้ยของเจียงห่าว และคำดูถูกเหยียดหยามที่เคยได้รับ มันเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่จุดประกายความมุ่งมั่นในจิตใจของเขาให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
“ข้าจะไม่ยอมแพ้เด็ดขาด!” เขาคำรามในใจ ดวงตาที่เคยสั่นไหวกลับมาฉายแววแน่วแน่ เขานั่งขัดสมาธิ พยายามรวบรวมสมาธิให้มั่นคงที่สุด แม้ว่าความเจ็บปวดจะยังคงถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน แต่เขาก็พยายามควบคุมลมหายใจให้ช้าลงและลึกขึ้นทีละน้อย ดึงเอาวิชา ‘เทคนิคปราณอมตะ’ ของระบบมาใช้ในสถานการณ์นี้
วิชา ‘เทคนิคปราณอมตะ’ นั้นแตกต่างจากวิชาบ่มเพาะทั่วไป มันไม่ได้เน้นการดูดซับพลังจากภายนอกโดยตรง แต่เน้นการปรับสมดุลและชำระล้างพลังปราณภายในให้บริสุทธิ์ถึงที่สุด พร้อมกับเสริมความแข็งแกร่งของร่างกายและจิตวิญญาณให้ทนทานต่อแรงกดดันทุกรูปแบบ เมื่อเขาเริ่มโคจรปราณตามเทคนิคที่ระบบให้มา ปราณธรณีที่ดิบเถื่อนรอบกายก็ไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าอีกต่อไป แต่กลับถูกดึงดูดเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างช้าๆ แต่สม่ำเสมอ
วินาทีแรกที่ปราณธรณีเข้าสู่เส้นชีพจร มันนำมาซึ่งความเจ็บปวดที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงวิ่งผ่าน เขาคิดว่าเส้นชีพจรของตนเองกำลังจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ แต่แล้วพลังงานบริสุทธิ์บางอย่างจาก ‘แกนปราณแรกเริ่ม’ ที่เขาเพิ่งทะลวงผ่านไปได้ ก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่คาดคิด มันเข้าห่อหุ้มปราณธรณีที่กำลังบ้าคลั่งให้สงบลงทีละน้อย ชำระล้างความปั่นป่วนและความดิบเถื่อนของมันให้กลายเป็นพลังงานที่บริสุทธิ์ยิ่งขึ้นกว่าเดิม ก่อนที่จะดูดซับเข้าสู่ตันเถียนของเขาอย่างเชื่องช้า แต่แข็งแกร่ง
หยุนเฟิงรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกที่ ‘แกนปราณแรกเริ่ม’ ของเขาแสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ มันราวกับว่าแกนปราณของเขาสามารถเปลี่ยนปราณธรณีที่เต็มไปด้วยมลทินให้กลายเป็นปราณที่บริสุทธิ์จนถึงขีดสุดได้ และเมื่อปราณบริสุทธิ์เหล่านี้เข้าสู่ตันเถียน เขาก็รู้สึกได้ถึงความแข็งแกร่งที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างช้าๆ แต่เป็นความแข็งแกร่งที่มาจากแก่นแท้ ไม่ใช่เพียงแค่ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น
วันเวลาในหอบ่มเพาะฯ ไหลผ่านไปอย่างเชื่องช้า ราวกับทุกวินาทีคือความทุกข์ทรมานอันยาวนาน หยุนเฟิงไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้วในความมืดมิด เขาทำได้เพียงนับลมหายใจและจับจ้องไปยังความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ร่างกายของเขาอ่อนล้าเต็มที กล้ามเนื้อเกร็ง บิดเบี้ยว ปวดร้าวไปทุกอณู แต่จิตใจของเขากลับแน่วแน่ยิ่งกว่าเดิม ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ในการชำระล้างปราณธรณีด้วยแกนปราณแรกเริ่มของเขาเอง เป็นเหมือนรางวัลอันล้ำค่าที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณของเขาไว้
“ติ๊ง! ระบบแจ้งเตือน: ผ่านไปแล้ว 24 ชั่วโมงในหอบ่มเพาะปราณธรณี ความก้าวหน้าภารกิจ 33%”
เสียงของระบบเป็นเหมือนเครื่องตอกย้ำว่าเขายังมีชีวิตอยู่ และกำลังก้าวหน้าไปทีละน้อย หยุนเฟิงกัดริมฝีปาก เลือดรสเค็มคาวไหลซึมออกมา แต่เขาก็ไม่สนใจ ร่างกายของเขาปรับตัวได้ดีขึ้นแล้วในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตอนนี้เขาสามารถดูดซับปราณธรณีได้มากขึ้น และแกนปราณแรกเริ่มของเขาก็ทำงานได้ดีขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเครื่องจักรที่ถูกหล่อลื่น ปราณธรณีที่เคยเป็นพิษร้าย ตอนนี้กลับกลายเป็นแหล่งพลังงานที่หาที่ไหนไม่ได้สำหรับเขา
แต่แล้ว แรงกดดันในหอบ่มเพาะฯ ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างกะทันหัน มันไม่ใช่การเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเหมือนในช่วงแรก แต่เป็นการพุ่งพรวดราวกับมีพลังงานมหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจากก้นบึ้งของหอบ่มเพาะฯ แห่งนี้ ปราณธรณีที่เคยถูกชำระล้างเริ่มกลับมาปั่นป่วนอีกครั้ง คราวนี้มันไม่ใช่แค่โจมตีเส้นชีพจร แต่ยังพยายามกัดกินแกนปราณแรกเริ่มของเขาโดยตรง ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงจนหยุนเฟิงต้องร้องออกมาในลำคอ ใบหน้าของเขาซีดเผือด เหงื่อไหลเป็นทางยาวราวกับเพิ่งถูกราดด้วยน้ำ หอบ่มเพาะฯ แห่งนี้ไม่ใช่แค่สถานที่บ่มเพาะปราณ แต่เป็นเครื่องทรมานที่ปรับความรุนแรงได้ตามความก้าวหน้าของแต่ละคน ยิ่งแข็งแกร่ง บททดสอบยิ่งหนักหน่วง
ในขณะเดียวกัน ณ ตึกสูงสง่าแห่งหนึ่งใจกลางสำนักเมฆามรกต เจียงห่าวกำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ร่างกายกำยำ ดวงตาดุดัน แฝงด้วยรัศมีแห่งผู้ทรงอำนาจ ชายผู้นั้นคือ ‘ปรมาจารย์หลง’ ผู้ดูแลการฝึกฝนของศิษย์ชั้นยอดจำนวนมาก และเป็นหนึ่งในผู้อาวุโสทรงอิทธิพลที่สุดของสำนัก
“ท่านอาจารย์… หยุนเฟิงผู้นั้น ช่างบังอาจนัก มันท้าทายกฎเกณฑ์ของสำนัก และที่สำคัญกว่านั้น… มันกล้าทำร้ายศิษย์ที่อยู่ใต้การดูแลของท่านถึงเพียงนี้” เจียงห่าวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความแค้นเคือง แต่ก็แสร้งทำเป็นเคารพนอบน้อม
ปรมาจารย์หลงยังคงจิบชาอย่างใจเย็น ใบหน้าไม่แสดงความรู้สึกใดๆ “หืม… ปราณบริสุทธิ์? เจ้าแน่ใจรึว่าไม่ใช่เพียงแค่การบ่มเพาะที่ผิดพลาด จนทำให้ปราณของมันดูเหมือนบริสุทธิ์?”
“ศิษย์แน่ใจขอรับ! พลังปราณของมันบริสุทธิ์จนน่าตกใจ เหมือนเป็นปราณที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ ไม่มีมลทินเจือปนเลยแม้แต่น้อย… ศิษย์เกรงว่ามันอาจจะมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสงสัย” เจียงห่าวพยายามชี้นำ
ปรมาจารย์หลงวางถ้วยชาลงช้าๆ พลันมีประกายเย็นยะเยือกฉายผ่านดวงตา “หึ… ไม่ว่ามันจะมีปราณบริสุทธิ์จริงหรือไม่ก็ตาม การที่ผู้อาวุโสหวงส่งมันเข้าหอบ่มเพาะปราณธรณีก็เพียงพอแล้ว หากปราณของมันบริสุทธิ์จริง มันก็อาจจะทนได้ แต่หากไม่… หอบ่มเพาะฯ แห่งนั้นก็จะชำระล้างสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างของมันจนหมดสิ้น”
“แต่ท่านอาจารย์… ศิษย์ไม่มั่นใจว่ามันจะรอดพ้นจากหอบ่มเพาะฯ ได้โดยง่ายหรือไม่” เจียงห่าวเอ่ยต่อ “ปราณธรณีในนั้นนั้นดุร้ายยิ่งนัก หากมันมีปราณบริสุทธิ์ที่แท้จริง อาจจะ… ทำให้หอบ่มเพาะฯ แห่งนั้นเกิดความปั่นป่วนเกินกว่าที่เคยเป็นมาก็เป็นได้”
คำพูดของเจียงห่าวทำให้ปรมาจารย์หลงเลิกคิ้วเล็กน้อย เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสายตาอันคมกริบก็หันไปมองยังทิศทางของหอบ่มเพาะฯ “ความปั่นป่วนงั้นรึ… ช่างเป็นเรื่องที่น่าสนใจ”
ในขณะเดียวกัน ภายในหอบ่มเพาะปราณธรณี หยุนเฟิงกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่แท้จริง พลังปราณธรณีพุ่งเข้าใส่เขารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ราวกับจะบดขยี้เขาให้แหลกละเอียด ความเจ็บปวดทะลุทะลวงจนสติของเขาเริ่มพร่าเลือน ลมหายใจเริ่มขาดห้วง แกนปราณแรกเริ่มของเขาทำงานอย่างหนักเพื่อชำระล้าง แต่พลังงานที่ถาโถมเข้ามานั้นมหาศาลเกินกว่าที่มันจะรับมือได้ไหว
ทันใดนั้น พื้นดินใต้ร่างของเขาก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ผนังหอบ่มเพาะฯ มีรอยร้าวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว ก้อนหินขนาดใหญ่จากเพดานร่วงหล่นลงมาไม่หยุด หยุนเฟิงพยายามรวบรวมพลังเฮือกสุดท้ายเพื่อปกป้องตัวเองจากเศษหินที่ร่วงหล่น แต่สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ ปราณธรณีที่เคยกระจัดกระจายอยู่รอบกาย บัดนี้เริ่มรวมตัวกันเป็นรูปเป็นร่าง บิดเบี้ยว บิดเกลียว คล้ายจะก่อตัวเป็นอสูรกายสีดำทะมึนที่ส่งเสียงคำรามกึกก้อง ราวกับว่าหอบ่มเพาะฯ แห่งนี้กำลังจะพังทลายลง พร้อมปลดปล่อยบางสิ่งที่ถูกกักขังไว้มานานแสนนาน
“ติ๊ง! ระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน: ตรวจพบความผิดปกติรุนแรงในหอบ่มเพาะปราณธรณี! พลังงานแฝงขนาดใหญ่กำลังถูกปลดปล่อยออกมาจากแกนกลางของห้องบ่มเพาะฯ! คำเตือน: ร่างกายกำลังเข้าสู่สภาวะวิกฤตอันตรายถึงชีวิต! โปรดตัดสินใจ!”
หยุนเฟิงรู้สึกราวกับถูกฉีกกระชากเป็นชิ้นๆ ไม่ใช่แค่จากปราณธรณีที่บ้าคลั่ง แต่ยังมาจากความสั่นสะเทือนของหอบ่มเพาะฯ ที่กำลังจะพังทลาย เขามองเห็นเงาร่างของอสูรปราณธรณีที่กำลังก่อตัวขึ้นเบื้องหน้าอย่างเลือนราง มันมีขนาดมหึมา ดวงตาสีแดงก่ำเรืองรองท่ามกลางความมืดมิด มันส่งเสียงคำรามก้องสะเทือนไปทั่วทั้งร่างของเขา บ่งบอกถึงเจตนาที่จะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างให้สิ้นซาก
เวลาสามวันสามคืนยังไม่สิ้นสุด แต่บททดสอบที่แท้จริงของหยุนเฟิงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น เขาจะสามารถรอดพ้นจากหายนะที่กำลังถาโถมนี้ไปได้อย่างไร ในเมื่อทั้งหอบ่มเพาะฯ กำลังจะแตกสลาย และอสูรกายจากปราณธรณีกำลังจ้องจะเอาชีวิตเขา!

อมตะยุทธฝึกเซียน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก