โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
354 ตอน · 1,821 คำ
เวลาล่วงเลยไปสามเดือนนับตั้งแต่ค่ำคืนที่ชะตาของหยุนเฟิงพลิกผัน ณ มุมหนึ่งของสำนักเมฆามังกร เด็กหนุ่มวัยสิบหกนามหยุนเฟิงยังคงเป็นเงาที่ถูกมองข้าม เขาเป็นเพียงศิษย์ชั้นนอกที่ไร้พรสวรรค์ ไร้อนาคต ในสายตาของคนส่วนใหญ่ ทว่าสำหรับตัวเขาเองแล้ว สามเดือนนี้คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงที่ไม่มีใครล่วงรู้ ทุกวันเริ่มต้นด้วยแสงแรกของอรุณรุ่ง และสิ้นสุดลงเมื่อราตรีครอบคลุมผืนฟ้า ร่างกายของหยุนเฟิงผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงภายใต้การชี้นำของ ‘ระบบฝึกวิทยายุทธ์อมตะ’
“ภารกิจสำเร็จ: วิ่งรอบภูเขาเจ็ดยอดสิบห้ารอบ เพิ่มความแข็งแกร่งกายา 0.5 หน่วย เพิ่มความว่องไว 0.3 หน่วย”
เสียงกระหึ่มในหูที่มีเพียงเขาเท่านั้นที่ได้ยิน เป็นเสมือนแรงผลักดันไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทุกครั้งที่หยาดเหงื่อไหลซึมลงสู่ผืนดิน ความเจ็บปวดจากการฝึกฝนก็ถูกกลืนหายด้วยความหวังและความเชื่อมั่น ระบบไม่เคยโกหก ทุกภารกิจที่มอบให้แม้จะยากลำบากเพียงใด แต่เมื่อสำเร็จลง ร่างกายและทักษะของเขาก็จะพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของเส้นเอ็น และความทนทานของกระดูก ล้วนเพิ่มพูนขึ้นจนเกินกว่าที่คนไร้พรสวรรค์เช่นเขาจะจินตนาการถึง
ในยามค่ำคืน เมื่อศิษย์คนอื่นๆ พักผ่อนหรือคร่ำเคร่งอยู่กับการฝึกฝนพลังปราณ หยุนเฟิงกลับเลือกที่จะฝึกฝนพื้นฐานอย่างบ้าคลั่ง การวาดกระบี่นับพันครั้ง การชกหมัดกระทุ้งเท้าซ้ำแล้วซ้ำเล่า ระบบได้มอบทักษะพื้นฐานอันเป็นแก่นแท้แห่งวิทยายุทธ์ให้แก่เขา มันคือ ‘วิชากระบี่วายุคลื่น’ และ ‘เพลงหมัดพยัคฆ์คำรณ’ ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานของสำนัก แต่ระบบได้วิเคราะห์และปรับปรุงให้เหมาะสมกับร่างกายของหยุนเฟิง ทำให้เขาสามารถฝึกฝนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด แม้ไม่มีพลังปราณที่แข็งแกร่ง แต่ทุกการเคลื่อนไหวของเขากลับเปี่ยมไปด้วยพละกำลังและความแม่นยำอันน่าทึ่ง
“ทักษะ ‘วิชากระบี่วายุคลื่น’ ระดับ 1 สำเร็จ! ปลดล็อกทักษะย่อย ‘คลื่นสะบั้นวารี’!”
ข้อความสีทองที่ปรากฏขึ้นกลางอากาศเป็นรางวัลตอบแทนความพยายามของเขา มันไม่ใช่แค่การเพิ่มพลัง แต่เป็นการเปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ให้กับหยุนเฟิง เขารับรู้ได้ถึงความละเอียดอ่อนของกระบวนท่ากระบี่ ความหมายเบื้องลึกของการเคลื่อนไหวแต่ละครั้ง และวิธีการใช้แรงส่งจากปลายเท้าสู่ปลายกระบี่อย่างเป็นธรรมชาติ ความเข้าใจนี้ทำให้เขารู้สึกราวกับได้ถือกำเนิดใหม่บนเส้นทางแห่งวิทยายุทธ์
วันหนึ่ง ในช่วงบ่ายคล้อย บริเวณลานประลองของศิษย์ชั้นนอกที่มักจะเต็มไปด้วยเสียงโหวกเหวกและการกระทบกันของอาวุธ วันนี้กลับมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น ศิษย์พี่จ้าวหลง หนึ่งในศิษย์ชั้นนอกที่ถือว่าเป็นอัจฉริยะเล็กๆ ของกลุ่ม ด้วยพลังปราณระดับก่อเกิดขั้นที่ห้า และทักษะกระบี่ที่ร้ายกาจ กำลังเย้ยหยันหยุนเฟิงที่เดินผ่านมาพอดี
“โอ้ ดูสิ ใครกันที่เดินมา? ไม่ใช่ศิษย์น้องหยุนเฟิงผู้ไร้ค่าหรอกหรือ? พรสวรรค์ห่วยแตก ฝึกมาสามเดือนแล้วคงยังชักกระบี่ออกจากฝักไม่ทันกระมัง?” จ้าวหลงพูดด้วยน้ำเสียงดูถูก เหยียดหยาม พร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักจากกลุ่มศิษย์ที่รายล้อมเขา
หยุนเฟิงหยุดฝีเท้า ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นทว่าสงบนิ่ง บัดนี้เริ่มมีประกายแห่งความไม่พอใจทอแสงขึ้น เขากัดฟันแน่น กำมือเข้าหากัน พยายามระงับอารมณ์ เขารู้ดีว่าเขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับจ้าวหลงตรงๆ แต่จิตใจที่ถูกบ่มเพาะด้วยความพยายามมาตลอดสามเดือนก็ไม่ยินยอมให้เขาก้มหน้ายอมรับการดูถูกเช่นนี้อีกต่อไป
“ศิษย์พี่จ้าวหลง ศิษย์น้องฝึกฝนของศิษย์น้อง ไม่ได้เกี่ยวข้องกับท่าน” หยุนเฟิงตอบเสียงเรียบ พยายามไม่ให้ความหงุดหงิดหลุดลอดออกไป
จ้าวหลงเลิกคิ้วสูงราวกับไม่เชื่อหูตัวเอง “โอ้โห! กล้าเถียงข้าแล้วหรือ? ได้สิ ในเมื่อเจ้าคิดว่าเจ้าเก่งกล้าสามารถขึ้นมาบ้างแล้ว ก็มาลองประมือกันหน่อยเป็นไร? ข้าจะสอนบทเรียนให้เจ้าได้รู้ว่าความแตกต่างระหว่างอัจฉริยะกับไอ้ขยะอย่างเจ้ามันห่างกันเพียงใด!”
จ้าวหลงขว้างกระบี่ไม้ที่อยู่ในมือลงพื้นอย่างไม่ใยดี และคว้ากระบี่เหล็กแท้ที่แขวนอยู่ข้างเอวออกมา ท่าทีอันคุกคามของเขาทำให้ศิษย์คนอื่นๆ ต่างถอยร่นออกไปเป็นวงกว้าง บ้างก็มองด้วยความตื่นเต้น บ้างก็มองด้วยความสมเพชหยุนเฟิง พวกเขาต่างรอคอยที่จะได้เห็นหยุนเฟิงถูกบดขยี้เหมือนทุกครั้ง
“สู้กับข้าเจ้าจะรู้รสชาติของความสิ้นหวัง” จ้าวหลงยิ้มเยาะ กระบี่ในมือหมุนวนอย่างชำนาญ เปล่งประกายเย็นเยียบ
หยุนเฟิงรู้ว่าเขาไม่มีทางเลือก การปฏิเสธมีแต่จะทำให้เขาถูกเหยียบย่ำหนักกว่าเดิม และที่สำคัญ หัวใจของเขาเรียกร้องให้เขาท้าทายชะตากรรมนี้ เขาหยิบกระบี่ไม้ฝึกฝนที่วางอยู่ข้างทางขึ้นมา พลางรู้สึกถึงพลังที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย มันไม่ใช่พลังปราณที่รุนแรงดุจพายุ แต่เป็นพลังกายที่แข็งแกร่งและคล่องตัวราวกับสัตว์ป่าที่กำลังจะพุ่งทะยาน
“ได้!” หยุนเฟิงตอบคำสั้นๆ น้ำเสียงหนักแน่นเกินกว่าที่ใครจะคาดคิด
จ้าวหลงหัวเราะเสียงดัง “ดี! นับว่ายังพอมีกระดูกอยู่บ้าง! แต่กระดูกที่แข็งแกร่งกับพรสวรรค์มันคนละเรื่องกัน!”
สิ้นเสียงประกาศ ศิษย์คนหนึ่งก็วิ่งออกไปยืนตรงกลางลานประลอง “การประลองเริ่มได้!”
จ้าวหลงไม่รอช้า พุ่งเข้าใส่หยุนเฟิงด้วยความเร็วสูง กระบี่ในมือเขาตวัดเป็นสายลมคมกริบ มุ่งเข้าใส่ลำคอของหยุนเฟิงในทันที นี่คือ ‘กระบี่วายุคลั่ง’ กระบวนท่าที่รวดเร็วและเด็ดขาด แสดงถึงความสามารถในการใช้พลังปราณได้อย่างเชี่ยวชาญ
ในขณะที่ศิษย์คนอื่นๆ หายใจติดขัด คิดว่าหยุนเฟิงจะต้องถูกฟันขาดในกระบวนท่าแรก แต่สิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หยุนเฟิงมิได้ยืนนิ่งให้ถูกโจมตี แต่กลับพลิ้วกายหลบหลีกคมกระบี่นั้นได้อย่างหวุดหวิด เพียงแค่หลบก็ทำให้จ้าวหลงแปลกใจแล้ว
“เร็วนี่!” จ้าวหลงคำรามอย่างไม่พอใจ การโจมตีครั้งที่สองตามมาติดๆ คราวนี้กระบี่ของเขาพุ่งตรงเข้าใส่ช่องว่างกลางลำตัวของหยุนเฟิง พลังปราณสีเขียวอ่อนๆ แผ่ออกมาจากปลายกระบี่ แสดงให้เห็นถึงพลังที่แท้จริง
“ทักษะ ‘คลื่นสะบั้นวารี’!” เสียงของระบบดังขึ้นในหูของหยุนเฟิง พร้อมกับภาพจำลองการเคลื่อนไหวที่สมบูรณ์แบบฉายชัดในห้วงความคิดของเขา
หยุนเฟิงไม่ได้ใช้พลังปราณ แต่เขาอาศัยความเข้าใจอันลึกซึ้งในกระบวนท่ากระบี่ที่ระบบได้มอบให้ ร่างกายของเขาหมุนตัวเล็กน้อย ปลายกระบี่ไม้ในมือตวัดออกไปรับคมกระบี่เหล็กของจ้าวหลงในมุมที่แม่นยำที่สุด เสียง ‘เคร้ง!’ ดังสนั่น กระบี่ไม้ของหยุนเฟิงรับคมกระบี่เหล็กของจ้าวหลงไว้ได้อย่างเหลือเชื่อ พลังที่ส่งผ่านกระบี่ทำให้มือของหยุนเฟิงชาเล็กน้อย แต่เขากลับพลิกข้อมือ สะบัดกระบี่ออกไปตามหลักการของ ‘คลื่นสะบั้นวารี’ ซึ่งเป็นการใช้แรงปะทะของคู่ต่อสู้พลิกกลับมาโจมตี
จ้าวหลงถูกแรงส่งนั้นสะท้อนกลับไป ทำให้ร่างของเขาสั่นคลอนเล็กน้อย ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง นี่มันไม่ใช่ศิษย์น้องหยุนเฟิงที่ไร้ค่าผู้นั้น! นี่คือการเคลื่อนไหวที่แสดงถึงความเข้าใจในวิทยายุทธ์อย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่เพียงแค่การใช้พละกำลังดิบๆ
“เป็นไปไม่ได้!” จ้าวหลงตะโกน คราวนี้เขาโจมตีด้วยความโกรธเกรี้ยวมากขึ้น กระบวนท่ารุนแรงดุดัน กระบี่ในมือเขาแทงเป็นเส้นตรงราวกับพยัคฆ์คำรณ แต่หยุนเฟิงกลับตอบโต้ด้วย ‘วิชากระบี่วายุคลื่น’ ที่เข้มข้นขึ้น การเคลื่อนไหวของเขาราบรื่นราวกับสายน้ำที่ไร้รูปแบบ แต่ซ่อนเร้นไว้ด้วยพลังแห่งการปะทะ เขาใช้ปลายกระบี่ไม้สกัดกั้นการโจมตีของจ้าวหลง สับเปลี่ยนการรับและรุกอย่างฉับไว หลายครั้งที่คมกระบี่เหล็กเฉียดผิวหนังของหยุนเฟิงไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด แต่เขาก็ยังคงยืนหยัดอยู่ได้
การประลองดำเนินไปอย่างดุเดือด ศิษย์คนอื่นๆ ที่เคยดูถูกหยุนเฟิงต่างเงียบกริบ บางคนถึงกับอ้าปากค้าง พวกเขาไม่เคยเห็นหยุนเฟิงที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วและแม่นยำเช่นนี้มาก่อน จ้าวหลงเองก็เริ่มหอบเหนื่อย สีหน้าเปลี่ยนจากความเย้ยหยันเป็นความเคร่งเครียด เขาทุ่มเทพลังปราณทั้งหมดที่มีเข้าโจมตี แต่กลับไม่สามารถโค่นล้มหยุนเฟิงได้
ในจังหวะสุดท้าย จ้าวหลงตัดสินใจใช้กระบวนท่าไม้ตาย ‘คลื่นวายุสลาตัน’ เขารวบรวมพลังปราณทั้งหมดเข้าสู่กระบี่ ฟันลงมาด้วยความเร็วที่เหนือกว่าเดิมหลายเท่า หวังจะจบการประลองนี้ในครั้งเดียว ลมปราณที่พุ่งออกมาจากกระบี่ทำให้ผืนทรายบนพื้นลานประลองปลิวว่อน
หยุนเฟิงรับรู้ถึงอันตรายที่เข้ามาใกล้ ระบบแจ้งเตือน ‘อันตรายระดับสูง!’ เขาหลับตาลงเล็กน้อย รวบรวมสมาธิทั้งหมดเข้าสู่ปลายกระบี่ กระบี่ไม้ในมือเขาไม่ได้คมกริบดุจเหล็กกล้า แต่เขากลับมองเห็นคลื่นพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกระบี่ของจ้าวหลง เขาเห็นช่องโหว่ที่เล็กที่สุดในกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ราวกับมีตาที่สาม
“คลื่นสะบั้นวารี ผสาน พลังแฝง!” หยุนเฟิงคำรามในใจ ร่างกายของเขาพุ่งเข้าหาคมกระบี่ที่พุ่งเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง เขากลับไม่หลบหลีก แต่ใช้กระบี่ไม้ของตนรับแรงปะทะโดยตรง ปลายกระบี่ไม้กระทบเข้ากับจุดอ่อนที่สุดของคมกระบี่เหล็กอย่างจัง ด้วยแรงที่สะสมมาจาก ‘เพลงหมัดพยัคฆ์คำรณ’ ผนวกกับหลักการของ ‘คลื่นสะบั้นวารี’ ซึ่งเป็นการพลิกกลับพลัง น้ำเสียง ‘เพล้ง!’ ดังสนั่น และเป็นเสียงที่บ่งบอกถึงการทำลายล้างที่ไม่มีใครคาดคิด กระบี่เหล็กที่แกร่งกล้าของจ้าวหลงกลับแตกร้าว พังทลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยในมือของเขา กระบี่ไม้ของหยุนเฟิงยังคงอยู่ดี แต่ปลายกระบี่กลับจ่ออยู่ที่ลำคอของจ้าวหลง ห่างเพียงหนึ่งนิ้ว
จ้าวหลงยืนนิ่งค้าง ใบหน้าซีดเผือดราวกับศพ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงและไม่เชื่อสายตา นี่มันเป็นไปไม่ได้! เขาพ่ายแพ้ให้กับหยุนเฟิง! ผู้ที่เคยถูกเรียกว่าเศษสวะของสำนัก! ด้วยกระบี่ไม้เพียงเล่มเดียว!
ลานประลองเงียบสงัดราวกับป่าช้า ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาจากปากของศิษย์คนอื่นๆ มีเพียงเสียงลมหายใจอันหนักหน่วงของหยุนเฟิง และจ้าวหลงที่กำลังสั่นสะท้าน
“ศิษย์น้อง… ศิษย์น้องหยุนเฟิง…” จ้าวหลงพึมพำ แทบไม่เป็นภาษา
หยุนเฟิงถอนกระบี่ไม้ออกช้าๆ เขาไม่ได้รู้สึกยินดีปรีดาที่ได้เอาชนะศิษย์พี่ที่เคยดูถูกเขา แต่เขากลับรู้สึกถึงความโล่งอกมากกว่า ความโล่งอกที่พิสูจน์ให้เห็นว่าความพยายามของเขานั้นไม่สูญเปล่า และความรู้สึกมั่นใจเล็กๆ ที่ผุดขึ้นในใจ
ในขณะที่หยุนเฟิงกำลังจะเดินออกจากลานประลอง เสียงทรงอำนาจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง ทำให้ร่างของเขาชะงักงัน
“การประลองที่น่าสนใจยิ่งนัก ศิษย์น้องหยุนเฟิง”
หยุนเฟิงหันกลับไปมอง พบกับร่างของชายชราผู้หนึ่ง ใบหน้าเปี่ยมด้วยรอยเหี่ยวย่น แต่ดวงตากลับคมกริบดุจนกอินทรี เขาสวมชุดคลุมสีดำสนิท มีตราสัญลักษณ์รูปกรงเล็บมังกรสามเล็บติดอยู่บนหน้าอก นั่นคือสัญลักษณ์ของผู้อาวุโสแห่งสำนักเมฆามังกร ‘ผู้อาวุโสซูหยาง’ ผู้ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเคร่งครัดและดวงตาที่แหลมคม
ผู้อาวุโสซูหยางเดินตรงเข้ามาหาหยุนเฟิง สายตาจับจ้องไปที่เขาอย่างพินิจพิเคราะห์ “เจ้ามีนามว่าหยุนเฟิงใช่หรือไม่? ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้ามาบ้าง ทว่าวันนี้ได้เห็นฝีมือของเจ้าด้วยตาตนเอง ช่างน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก ที่เจ้าสามารถเอาชนะศิษย์พี่จ้าวหลงได้ ทั้งที่ใช้เพียงกระบี่ไม้และไม่มีพลังปราณที่แข็งแกร่งเท่าเขา”
หยุนเฟิงก้มหน้าลงเล็กน้อยด้วยความเคารพ “ศิษย์น้องแค่พยายามฝึกฝนอย่างหนักขอรับ ผู้อาวุโส”
“ความพยายามของเจ้าน่ายกย่อง” ผู้อาวุโสซูหยางพยักหน้าช้าๆ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “แต่ทว่าพรสวรรค์ที่แท้จริงหาใช่เพียงกำลังกายและการฝึกฝน แต่เป็นแก่นแท้แห่งวิถีเซียน” ผู้อาวุโสซูหยางหยุดพูดชั่วครู่ ดวงตาของเขาทอประกายลึกล้ำราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญ “อย่างไรก็ตาม การแสดงของเจ้าในวันนี้ได้กระตุ้นความสนใจของข้า ศิษย์สำนักเมฆามังกรไม่ควรมีคนไร้ค่าเช่นเจ้าหลงเหลืออยู่ หากเจ้าสามารถผ่านการทดสอบพิเศษที่ข้าจะมอบให้ได้ เจ้าจะได้โอกาสก้าวขึ้นเป็นศิษย์ชั้นในโดยไม่จำเป็นต้องมีพรสวรรค์ตามเกณฑ์”
คำกล่าวของผู้อาวุโสซูหยางทำให้ลานประลองกลับมามีเสียงฮือฮาอีกครั้ง ศิษย์ชั้นนอกต่างอิจฉาและตกตะลึงไปพร้อมๆ กัน การได้เป็นศิษย์ชั้นในนั้นเป็นความฝันของศิษย์ชั้นนอกทุกคน เพราะนั่นหมายถึงการเข้าถึงทรัพยากรที่ดียิ่งขึ้น อาจารย์ที่เก่งกาจขึ้น และโอกาสในการบรรลุถึงวิถีเซียนที่แท้จริง
แต่หยุนเฟิงกลับรู้สึกถึงลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก ดวงตาของผู้อาวุโสซูหยางไม่ได้มีแต่ความชื่นชม แต่ยังแฝงไว้ด้วยความท้าทายที่ยากจะหยั่งถึง
“การทดสอบพิเศษอันใดหรือขอรับ ผู้อาวุโส?” หยุนเฟิงถามออกไปอย่างระมัดระวัง
ผู้อาวุโสซูหยางยิ้มเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้อบอุ่น แต่กลับแฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้งที่หยุนเฟิงอ่านไม่ออก “ในอีกสามวันข้างหน้า เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับภารกิจออกนอกสำนัก จงไปที่หน้าผาหมื่นอสูร และนำ ‘ผลึกโลหิตมาร’ ที่ถูกปกป้องโดยสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดกลับมาให้ข้า นี่คือการทดสอบของเจ้า”
คำพูดของผู้อาวุโสซูหยางดังก้องในหูของหยุนเฟิงราวกับเสียงฟ้าผ่า “หน้าผาหมื่นอสูร! ผลึกโลหิตมาร! สัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ด!”
ศิษย์ชั้นนอกคนอื่นๆ ต่างตกตะลึงจนหน้าซีด ผาหมื่นอสูรคือสถานที่ที่ขึ้นชื่อเรื่องความอันตราย สัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดนั้นเทียบเท่ากับผู้บ่มเพาะพลังปราณระดับก่อเกิดขั้นที่เจ็ด ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าจ้าวหลงถึงสองขั้น และเป็นสิ่งที่ศิษย์ชั้นนอกทั่วไปไม่มีทางรับมือได้
ผู้อาวุโสซูหยางมองหยุนเฟิงที่ยืนนิ่งด้วยใบหน้าซีดเผือด “หากเจ้าทำสำเร็จ โอกาสแห่งเส้นทางเซียนจะเปิดรอเจ้า แต่หากล้มเหลว… เจ้าก็จะถูกไล่ออกจากสำนัก และต้องพึ่งพาชะตาชีวิตของตนเองในโลกภายนอก”
หยุนเฟิงยืนแข็งทื่อ เขารู้สึกได้ถึงความกดดันมหาศาลที่ถาโถมเข้ามา สัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดนั้นเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการได้ ความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้อาจเทียบเท่ากับผู้บ่มเพาะพลังปราณระดับก่อเกิดขั้นที่สาม หรือสี่อย่างมากที่สุด แต่การจะต่อสู้กับสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งกว่าถึงสองถึงสามขั้นนั้น แทบจะเป็นการฆ่าตัวตาย
‘ระบบ! มีภารกิจใหม่เข้ามา!’ เสียงในหัวของหยุนเฟิงดังขึ้นทันทีหลังจากคำพูดของผู้อาวุโสซูหยางจบลง ‘ภารกิจหลัก: พิชิตสัตว์อสูรที่หน้าผาหมื่นอสูรและนำผลึกโลหิตมารกลับมาภายในสามวัน รางวัล: ขีดจำกัดพลังปราณขั้นที่สอง + ระบบพัฒนาทักษะเฉพาะกิจบทที่หนึ่ง บทลงโทษ: ความตาย!’
หยุนเฟิงกำหมัดแน่น เขารู้สึกถึงความท้าทายที่ยากจะต้านทาน แต่ในขณะเดียวกันก็มีความหวังเล็กๆ ซ่อนอยู่ข้างใน เขาได้เห็นพลังของระบบแล้ว และเขาก็รู้ว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวของเขาที่จะก้าวพ้นจากเงาแห่งการดูถูก เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับผู้อาวุโสซูหยางด้วยแววตาที่ไม่ยอมแพ้
“ศิษย์น้องหยุนเฟิงจะรับภารกิจนี้ขอรับ!” เสียงของเขาหนักแน่น ราวกับเปล่งออกมาจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณ ไม่มีความลังเล ไม่มีความกลัว มีเพียงความมุ่งมั่นที่แรงกล้า
ผู้อาวุโสซูหยางยิ้มอีกครั้ง คราวนี้รอยยิ้มดูพึงพอใจยิ่งขึ้น “ดี! หวังว่าเจ้าจะไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
เมื่อผู้อาวุโสซูหยางจากไป ลานประลองก็กลับมามีเสียงกระซิบกระซาบอีกครั้ง มีทั้งความสงสัย ความเห็นใจ และความเชื่อว่าหยุนเฟิงจะต้องตายในการทดสอบครั้งนี้ หยุนเฟิงไม่สนใจเสียงเหล่านั้น เขากลับไปที่ห้องพักส่วนตัว สมาธิทั้งหมดจดจ่ออยู่กับภารกิจเบื้องหน้า เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น และเขาจะต้องเอาชีวิตรอดจากหน้าผาหมื่นอสูรให้ได้ ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไรก็ตาม นี่คือบททดสอบที่แท้จริงของเขา! บทพิสูจน์ที่เดิมพันด้วยชีวิตและอนาคตทั้งหมดของเขา!
สามวัน… เวลาสามวันเท่านั้นที่เขามี เขาจะทำอย่างไรเพื่อเพิ่มพลังให้มากพอที่จะเอาชนะสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดได้? นี่คือความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเผชิญมา!

อมตะยุทธฝึกเซียน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก