ความรู้สึกราวกับร่างกายกำลังถูกบีบอัดจนแหลกสลายโถมทับหยุนเฟิง พร้อมกับเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนพื้นพิภพ เลือดอุ่น ๆ ที่ไหลออกมาจากบาดแผลทั่วร่างผสานกับเหงื่อเย็นเฉียบที่ผุดพรายออกมา ทันใดนั้น แสงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นจากส่วนลึกของถ้ำ พร้อมกับกลิ่นอายโบราณที่เก่าแก่และชั่วร้ายกว่าอสรพิษโลหิตทมิฬเป็นร้อยเท่าทวีคูณ พลังกดดันมหาศาลแผ่กระจายออกมา ราวกับภูเขาทั้งลูกกำลังถล่มทับลงมา ทำให้แม้แต่กระดูกที่ร้าวอยู่แล้วของหยุนเฟิงก็ส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวจะปริแตกออกจากกัน
“อะไรกัน...” เสียงของหยุนเฟิงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน ลมหายใจของเขาติดขัด เขาพยายามตะเกียกตะกายหันศีรษะที่หนักอึ้งไปมองยังต้นเสียง และสิ่งที่เขาเห็น ทำให้ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนเส้นเลือดฝอยในตาปริแตก ภาพตรงหน้าไม่ใช่สัตว์อสูรทั่วๆ ไป หากแต่เป็นเงาร่างขนาดมหึมาที่ขยับตัวช้าๆ ท่ามกลางเงามืด คล้ายกับภูเขาเนื้อที่กำลังตื่นจากหลับใหลยาวนาน
ผิวหนังของมันหยาบกร้านคล้ายหินผาสีดำสนิท มีเกล็ดขนาดใหญ่เท่าแผ่นกระเบื้องบ้านเรือนเรียงซ้อนกันแน่นหนา ดวงตาของมันเป็นประกายสีเลือดดุจดวงจันทร์สีชาดที่ส่องแสงอยู่กลางความมืดมิด มีเขาขนาดใหญ่บิดเกลียวชี้ฟ้าสองข้าง และกล้ามเนื้อที่บิดเกร็งราวกับก้อนหินที่ถูกสลักเสลามาตั้งแต่บรรพกาล มันเคลื่อนไหวเชื่องช้า แต่ทุกการขยับตัวราวกับจะสั่นสะเทือนโลกทั้งใบให้สั่นคลอน เศษหินและฝุ่นผงร่วงหล่นลงมาจากเพดานถ้ำไม่หยุดหย่อน เผยให้เห็นรอยแยกขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นบนผนังถ้ำเพียงแค่การขยับตัวของมัน
“ภูตอสูรโลหิตมังกรบรรพกาล ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้า...” ระบบในหัวของหยุนเฟิงแจ้งเตือนด้วยน้ำเสียงที่ผิดปกติ ไม่มีความรู้สึกราบเรียบเฉยชาเหมือนเคย ราวกับระบบเองก็ยังตกตะลึงกับสิ่งที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้า! เพียงแค่ได้ยินคำนี้ สติของหยุนเฟิงก็แทบจะดับวูบไปทันที อสรพิษโลหิตทมิฬระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดก็เกือบจะคร่าชีวิตเขาไปแล้ว นี่คือระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่เก้า ซึ่งสูงกว่าถึงสองขั้น นั่นหมายถึงพลังที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว!
ไม่ใช่แค่นั้น คำว่า “ภูตอสูรโลหิตมังกรบรรพกาล” ช่างฟังดูน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า เขาเคยได้ยินมาว่าสัตว์อสูรบางชนิด แม้จะมีระดับพลังที่ใกล้เคียงกับมนุษย์ แต่กลับมีพลังกายและความสามารถพิเศษที่เหนือกว่ามนุษย์ในระดับเดียวกันมากนัก ยิ่งเป็นสัตว์อสูรโบราณด้วยแล้ว พลังของมันย่อมมิอาจคาดเดาได้โดยง่าย
“คำเตือน! ภูตอสูรโลหิตมังกรบรรพกาลกำลังตื่นเต็มที่ มันตรวจพบร่องรอยของพลังปราณโลหิตจากอสรพิษโลหิตทมิฬที่ผู้ใช้ได้สังหารและดูดซับไป ผู้ใช้อยู่ในอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต!” เสียงระบบดังก้องในหัวของหยุนเฟิงอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับสัญญาณเตือนสีแดงกระพริบถี่ๆ ราวกับจะเตือนว่าความตายอยู่ตรงหน้าแล้ว
ดวงตาสีเลือดขนาดใหญ่ของภูตอสูรค่อยๆ หันมาจ้องมองหยุนเฟิง ร่างกายของหยุนเฟิงชาไปทั้งตัว ความกลัวที่แท้จริงเข้าครอบงำจิตใจ เขาไม่เคยสัมผัสกับความกลัวที่บริสุทธิ์และแท้จริงเช่นนี้มาก่อน มันเป็นความกลัวที่ทำให้สมองของเขาหยุดคิด ทำให้ร่างกายของเขาไม่สามารถขยับได้ ราวกับวิญญาณถูกดึงออกจากร่าง และเหลือเพียงความหวาดกลัวที่สั่นสะเทือนไปถึงแก่นกระดูก
“ระบบ! ต้องทำอย่างไร!?” หยุนเฟิงกัดฟันกรอด พยายามส่งเสียงออกไป แต่กลับมีเพียงลมหายใจที่แผ่วเบาเท่านั้นที่เล็ดลอดออกมา
“ผู้ใช้มีทางเลือกสองทาง: หนึ่ง, ยอมจำนนต่อโชคชะตาและถูกกลืนกินโดยภูตอสูรโลหิตมังกรบรรพกาล (โอกาสรอด 0%) สอง, ใช้ ‘ชุดยาหลบหนีฉุกเฉินเทวะ’ ซึ่งประกอบด้วย: ‘ยาคลั่งโลหิตเทวะ’ และ ‘วิชาตัวเบาไร้เงาฉบับสมบูรณ์ (ชั่วคราว)’ เพื่อเพิ่มโอกาสในการหลบหนี (โอกาสรอด 0.5%)”
“โอกาสรอด 0.5%!” หยุนเฟิงแทบจะหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง นี่มันคือโอกาสรอดหรืออะไรกันแน่! การเผชิญหน้ากับความตายอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยังคงมีความหวังริบหรี่เพียงแค่นี้เองหรือ!
“ค่าใช้จ่าย: 10,000 แต้มระบบ และค่าเสียหายแก่ร่างกายที่จะต้องใช้เวลาฟื้นฟูอย่างน้อยหนึ่งปีเต็ม หรืออาจมีผลกระทบระยะยาวต่อการบ่มเพาะพลังปราณ หากร่างกายไม่สามารถทนทานต่อพลังยาได้อาจถึงแก่ชีวิตได้” ระบบแจ้งเตือนด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเหมือนเดิม แต่เนื้อหาที่แจ้งเตือนนั้นราวกับจะบีบขยี้หัวใจของหยุนเฟิงให้แหลกสลาย
“หนึ่งปีเต็ม? ผลกระทบระยะยาว?” หยุนเฟิงจ้องมองไปยังภูตอสูรที่กำลังเคลื่อนเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ กลิ่นอายของความตายเริ่มรุนแรงขึ้น “ฉันจะยอมจำนนได้ยังไง! ฉันยังไม่ได้แก้แค้นให้พ่อแม่! ฉันยังไม่ได้พิสูจน์ให้ใครเห็นว่าคนไร้พรสวรรค์อย่างฉันก็เป็นเซียนได้!”
ความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งราวเหล็กกล้าผุดขึ้นมาในดวงตาของหยุนเฟิง เขาเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวังมาหลายครั้ง แต่ทุกครั้ง เขาก็รอดมาได้ด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ หากความหวังมีเพียง 0.5% เขาก็จะคว้ามันไว้!
“ใช้!” เขาตะโกนก้องในใจด้วยพลังทั้งหมดที่เขามี
“ยืนยัน! เปิดใช้งานชุดยาหลบหนีฉุกเฉินเทวะ! หัก 10,000 แต้มระบบ!”
ทันใดนั้น เม็ดยาสีทองเรืองรองเม็ดหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของหยุนเฟิงพร้อมกับม้วนคัมภีร์สีเงินที่เปล่งประกายเจิดจ้า เขาไม่ลังเลแม้แต่น้อย รีบหยิบเม็ดยาเข้าปากพร้อมกับเปิดม้วนคัมภีร์ออกอย่างรวดเร็ว
ทันทีที่เม็ดยาเข้าสู่ร่างกาย ความเจ็บปวดที่รุนแรงกว่าการถูกฉีกทึ้งเป็นพันเท่าก็ถาโถมเข้าใส่ เขาถึงกับกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เส้นเลือดในร่างกายปูดโปนออกมาตามผิวหนังราวกับจะระเบิด พลังปราณที่แห้งเหือดไปแล้วกลับพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่สงบ แต่เป็นลักษณะที่ปั่นป่วนและทำลายล้างราวกับกระแสน้ำป่า
“อาาาาาาาาา!” หยุนเฟิงกรีดร้องออกมาด้วยความทรมาน แต่กระนั้น เขาก็สัมผัสได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่หลั่งไหลเข้ามาในร่างกาย ทุกขุมขนของเขาเปล่งประกายสีแดงจางๆ กล้ามเนื้อของเขากำยำขึ้นชั่วขณะราวกับนักรบเทพ จังหวะหัวใจเต้นแรงและเร็วอย่างน่ากลัว เลือดในกายเดือดพล่านราวกับลาวา ร่างกายของเขาเริ่มทนรับพลังปราณที่รุนแรงเกินกว่าขีดจำกัดไม่ได้ เส้นชีพจรบางส่วนเริ่มปริแตก แต่ในขณะเดียวกัน ความเจ็บปวดก็ถูกกลบด้วยพละกำลังที่เอ่อล้น
พร้อมกันนั้น ม้วนคัมภีร์สีเงินที่เขาเปิดออกก็สลายกลายเป็นแสงสีเงินพุ่งเข้าสู่สมองของเขา วิชาตัวเบาไร้เงาฉบับสมบูรณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนผุดขึ้นมาในจิตใจ มันไม่ใช่แค่เทคนิคการเคลื่อนไหว แต่เป็นวิถีแห่งการหลอมรวมกับสายลมและเงา ทำให้ร่างกายพลิ้วไหวดุจสายน้ำไร้รูปร่าง และรวดเร็วดุจเงาที่ผ่านไปในพริบตา
ภูตอสูรโลหิตมังกรบรรพกาลกระโจนเข้ามา ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความกระหาย เล็บอันแหลมคมของมันยาวเฟื้อยราวมีดดาบพุ่งเข้าใส่ แต่ในวินาทีนั้นเอง หยุนเฟิงก็ใช้พลังที่ได้รับมาทั้งหมด เคลื่อนไหวร่างกายที่บาดเจ็บสาหัสให้ลุกขึ้นยืน ก้าวเท้าออกไปราวกับสายลม พริบตาเดียว เขาก็หายไปจากจุดที่ยืนอยู่ รอดพ้นจากกรงเล็บมรณะของภูตอสูรไปได้อย่างเฉียดฉิว
“โฮก!” ภูตอสูรคำรามด้วยความโมโห กรงเล็บของมันฟาดใส่ผนังถ้ำ ทำให้เกิดเสียงดังสนั่นหวั่นไหว เศษหินขนาดใหญ่ปลิวว่อนไปทั่ว พลังปราณมังกรอสูรที่รุนแรงแผ่ซ่านออกมาจนอากาศโดยรอบบิดเบี้ยว
หยุนเฟิงอาศัยความเร็วที่บ้าคลั่งที่ได้รับจากยาคลั่งโลหิตเทวะและวิชาตัวเบาไร้เงาฉบับสมบูรณ์ พุ่งตัวฝ่าเงามืดของถ้ำลึก เขาเคลื่อนไหวราวกับสายฟ้าแลบ ทะยานผ่านเส้นทางที่เต็มไปด้วยโขดหินและซากกระดูกอสูรโบราณ ร่างกายของเขาราวกับจะแตกสลายเมื่อต้องต้านทานความเร็วและแรงกดดันมหาศาลที่ภูตอสูรปล่อยออกมา แต่ความมุ่งมั่นเดียวในใจของเขาคือ ‘หนี’
เขาไม่ได้พยายามต่อสู้ แต่พยายามหลบหนี ใช้ทุกวิถีทางเพื่อสร้างระยะห่างระหว่างตัวเขากับสัตว์ร้าย เขาสังเกตเห็นโพรงเล็กๆ ที่ถูกปิดบังด้วยเถาวัลย์อสูรโบราณในมุมหนึ่งของถ้ำ เขารู้สึกว่านั่นคือทางรอดเดียวของเขา
“ฟิ้ว!” ร่างของหยุนเฟิงกลายเป็นภาพเบลอ พุ่งเข้าใส่โพรงนั้นอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ขนาดของมันพอจะให้เขาแทรกตัวเข้าไปได้ แต่ภูตอสูรที่ตามมาติดๆ ก็ไม่ได้ช้าไปกว่ากัน มันยื่นกรงเล็บขนาดมหมาหมายจะตะปบเขา แต่หยุนเฟิงก็บิดตัวหลบเข้าไปในโพรงได้หวุดหวิด ก่อนที่กรงเล็บจะฟาดลงมาทำลายปากโพรงและโขดหินโดยรอบจนแหลกละเอียด เสียงคำรามที่กึกก้องตามหลังมาบ่งบอกถึงความโกรธเกรี้ยวของภูตอสูร
เส้นทางในโพรงมืดมิดและคับแคบ หยุนเฟิงพยายามคลานไปข้างหน้าอย่างสุดกำลัง กลิ่นอายของยาคลั่งโลหิตเทวะเริ่มจางหายไป ความเจ็บปวดแสนสาหัสกลับมาจู่โจมร่างกายของเขาอีกครั้ง พลังปราณในร่างปั่นป่วนจนเขาแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้ ทุกการขยับตัวราวกับกระดูกจะแตกหัก เขากระอักเลือดออกมาอีกครั้ง เลือดสีแดงสดเปรอะเปื้อนไปทั่วใบหน้าและลำตัว
“ฮึก...ฮึก...ต้อง...รอด...” เขาพึมพำกับตัวเอง เสียงหอบหายใจดังถี่รัวราวกับคนกำลังจะขาดใจ เขารู้สึกถึงความอ่อนล้าที่กัดกินทุกส่วนของร่างกาย แต่เขาก็ยังคงมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ
ในที่สุด หลังจากคลานมาได้ครู่หนึ่ง แสงสว่างจางๆ ก็ปรากฏขึ้นเบื้องหน้า นั่นคือทางออก! หยุนเฟิงใช้พละกำลังเฮือกสุดท้าย พุ่งตัวออกจากโพรงอย่างรวดเร็ว
เขามาโผล่ที่หน้าผาอีกด้านหนึ่ง ซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินหลายพันเมตร ลมเย็นยะเยือกพัดปะทะใบหน้า ทำให้เขารู้สึกได้ถึงอากาศบริสุทธิ์เป็นครั้งแรกหลังจากเผชิญหน้ากับความตายมาอย่างยาวนาน ดวงจันทร์สาดส่องแสงสีเงินยวงลงมาอาบไล้ร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลและคราบเลือดของเขา ภาพของท้องฟ้ายามราตรีที่เต็มไปด้วยดวงดาวอันเจิดจรัสเป็นภาพที่งดงาม แต่หยุนเฟิงกลับไม่มีแรงที่จะชื่นชมมันอีกต่อไป
ยาคลั่งโลหิตเทวะหมดฤทธิ์ลงอย่างสมบูรณ์ ความเจ็บปวดที่ถูกสะกดไว้ระเบิดออกมาพร้อมกันราวกับเขื่อนที่พังทลาย เส้นชีพจรหลายเส้นในร่างกายของเขาแตกสลายอย่างสมบูรณ์ กล้ามเนื้อฉีกขาด อวัยวะภายในได้รับความเสียหายอย่างหนัก ดวงตาของเขาพร่ามัว ร่างกายของเขาเริ่มเย็นเฉียบ เขาทรุดตัวลงกับพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรง ปลายหอกผลึกโลหิตมารที่ได้มาจากการสังหารอสรพิษยังคงถูกกำไว้แน่นในมือที่สั่นเทา
“คำเตือน: ร่างกายผู้ใช้เข้าสู่สภาวะวิกฤตสูงสุด! พลังปราณพร่อง, เส้นชีพจรแตกสลายบางส่วน, กระดูกหักหลายแห่ง, อวัยวะภายในได้รับความเสียหายร้ายแรง. หากไม่ได้รับการรักษาฉุกเฉินภายในหนึ่งชั่วยาม อาจถึงแก่ชีวิต! กำลังเปิดใช้งานโหมดเอาชีวิตรอดฉุกเฉินระดับ 1: รักษาสภาวะชีพจรขั้นพื้นฐาน... กำลังตรวจสอบสิ่งแวดล้อมโดยรอบ... พบสัญญาณสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูงจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ... ระบุตัวตน: พยัคฆ์เหินนภา ระดับปราณก่อกำเนิดขั้นที่หก กำลังมุ่งหน้ามายังตำแหน่งผู้ใช้...”
เสียงของระบบยังคงดังก้องในหัวของเขา แต่ทุกคำพูดราวกับถูกกลืนกินโดยความมืดมิด หยุนเฟิงพยายามจะลืมตา แต่เปลือกตาของเขากลับหนักอึ้งเกินกว่าจะยกขึ้นได้ แสงสีเงินของดวงจันทร์ส่องกระทบใบหน้าซีดเผือดของเขา และก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงไปอย่างสมบูรณ์ เขาได้ยินเสียงปีกที่โฉบเฉี่ยวเข้ามาใกล้ พร้อมกับเงาดำขนาดมหึมาที่ทอดทับลงมาบนร่างของเขา...
เขากำลังจะตาย... อย่างนั้นหรือ? ในห้วงแห่งความมืดมิดสุดท้ายนั้น หยุนเฟิงรู้สึกราวกับว่าเขากำลังถูกฉุดรั้งให้จมดิ่งลงสู่ห้วงเหวที่ไม่มีที่สิ้นสุด
อมตะยุทธฝึกเซียน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก