โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
354 ตอน · 1,489 คำ
แสงอรุณรุ่งเรืองฉายจับต้องยอดเขาเมฆาคราม ปกคลุมสำนักด้วยม่านหมอกจางๆ ย้อมทิวทัศน์เบื้องหน้าให้กลายเป็นภาพวาดอันงดงาม ทว่า ณ ลานฝึกที่ห่างไกลจากอาคารหลัก หยุนเฟิงในวัยสิบหกปี กลับไม่ได้มีเวลาชื่นชมความงามเหล่านั้น เขากำลังนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้นหินแกรนิตที่เย็นเฉียบ หอบหายใจหนักหน่วง ร่างกายเปียกชุ่มด้วยเหงื่อราวกับเพิ่งขึ้นมาจากแม่น้ำ กล้ามเนื้อทั่วร่างส่งเสียงครวญครางจากการใช้งานอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องหลายชั่วโมง แต่แววตาของเขากลับเปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นดุจเหล็กกล้า ที่ไม่มีสิ่งใดจะสั่นคลอนได้
“ภารกิจย่อย: ฝึกลับ ‘เคล็ดวิชาปราณอสนี’ ขั้นต้น ระดับ 1 ครบ 100 รอบ – สำเร็จ! ได้รับค่าประสบการณ์ 500 แต้ม, ได้รับ ‘ตำราเคล็ดวิชาปราณอสนี’ ระดับกลาง” เสียงเตือนในห้วงความคิดของหยุนเฟิงดังขึ้นอย่างชัดเจน ภาพหน้าต่างระบบโปร่งใสปรากฏขึ้นชั่วขณะ ส่องประกายสีฟ้าอ่อนจางๆ ก่อนจะเลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยมีอยู่จริง
หยุนเฟิงยิ้มมุมปาก ความรู้สึกเหนื่อยล้าผ่อนคลายลงไปบ้างเมื่อได้รับผลตอบแทนที่คู่ควร การฝึกฝนเคล็ดวิชาปราณอสนีขั้นต้นนี้ทำให้พลังปราณของเขาสะสมและไหลเวียนได้รวดเร็วยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังไม่สามารถสร้างสายฟ้าออกมาได้อย่างแท้จริง แต่ความเร็วและความแข็งแกร่งของร่างกายเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้ ทุกวัน ทุกชั่วโมง เขาอุทิศตนให้กับการฝึกฝนอย่างไม่ลดละ ไม่เคยมีวันใดที่เขาทิ้งการฝึกฝนไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะเขารู้ดีว่านี่คือโอกาสเดียวที่เขาจะหลุดพ้นจากชะตากรรมที่ถูกตราหน้าว่าไร้พรสวรรค์ ไร้ประโยชน์ และเป็นเพียงเศษสวะของสำนัก
เขาเหลือบมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มสว่างเต็มที่ แสงอาทิตย์ยามเช้าเริ่มสาดส่องลงมา อากาศยามเช้ายังคงเย็นเยียบ แต่ความร้อนรุ่มในอกของหยุนเฟิงนั้นประดุจเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำ เขาเป็นเพียงศิษย์ภายนอกที่ถูกมองข้าม ไร้ชื่อเสียง ไร้เส้นสาย และถูกดูถูกเหยียดหยามมาโดยตลอด ไม่ว่าเขาจะพยายามเพียงใด ก็ดูเหมือนจะไม่มีใครชายตาแล แต่เขากำลังจะเปลี่ยนแปลงมัน ทุกหยาดเหงื่อที่รินรดลงบนพื้นหินแกรนิตนี้คือคำสัญญาที่เขามอบให้ตัวเอง ว่าสักวันหนึ่งเขาจะยืนหยัดอย่างสง่างาม เหนือกว่าทุกคนที่เคยดูแคลนเขา
เสียงระฆังสำนักดังขึ้นเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นของกิจวัตรประจำวัน เสียงกังวานของมันดังก้องไปทั่วหุบเขา หยุนเฟิงลุกขึ้นยืน จัดเสื้อผ้าที่เปียกชื้นเล็กน้อยให้เข้าที่ แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ร่างกายของเขากลับรู้สึกกระปรี้กระเปร่าอย่างน่าประหลาด เขาก้าวเดินออกจากลานฝึกที่ปกคลุมด้วยร่มเงาไม้ใหญ่ มุ่งหน้าสู่ลานฝึกกลางที่เปิดโล่ง ที่นั่น ศิษย์ภายนอกนับร้อยจะมารวมตัวกันเพื่อฝึกฝนพื้นฐานวิทยายุทธ์ภายใต้การดูแลของศิษย์พี่ผู้คุมกฎและอาจารย์ผู้ฝึกสอน
เมื่อหยุนเฟิงมาถึง ลานฝึกก็เต็มไปด้วยผู้คนแล้ว เสียงอึกทึกครึกโครมจากการฝึกกระบวนท่า เสียงตะโกนสั่งของอาจารย์ และเสียงหัวเราะเยาะของศิษย์บางคนที่กำลังล้อเลียนผู้อื่นผสมปนเปกันไป หยุนเฟิงเดินไปรวมกลุ่มกับศิษย์ภายนอกคนอื่นๆ อย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครสนใจเขา ไม่มีใครทักทายเขา แม้แต่ศิษย์พี่ผู้คุมกฎก็เพียงแต่ปรายตามองเขาเล็กน้อย ก่อนจะเบนสายตาไปที่กลุ่มศิษย์ที่ดูมีอนาคตมากกว่า หรือไม่ก็เป็นลูกหลานของผู้มีอิทธิพลในสำนัก
“วันนี้ เราจะทำการฝึกซ้อมประลองยุทธ์ขั้นพื้นฐาน เพื่อประเมินความก้าวหน้าของพวกเจ้า!” เสียงกังวานของศิษย์พี่จางเหว่ย ดังขึ้น เขาเป็นศิษย์พี่สายตรงที่ได้รับความไว้วางใจให้ดูแลการฝึกของศิษย์ภายนอก ร่างกายกำยำ ใบหน้าคมคาย ดวงตาฉายแววหยิ่งทะนงตามแบบฉบับของลูกศิษย์คนโปรดที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี
เสียงฮือฮาดังขึ้นในหมู่ศิษย์ ศิษย์ภายนอกส่วนใหญ่มักจะรู้สึกตื่นเต้นกับการประลอง เพื่อแสดงความสามารถและหวังว่าจะได้รับความสนใจจากอาจารย์ผู้ใหญ่ แต่สำหรับหยุนเฟิง การประลองยุทธ์มักจะเป็นโอกาสให้เขาถูกรุมเยาะเย้ย หรือไม่ก็เป็นที่รองมือรองเท้าให้กับศิษย์คนอื่นๆ ที่มีพรสวรรค์มากกว่า หรือมีพลังปราณสูงกว่า
“ศิษย์พี่จางเหว่ย! ข้าขออาสาประลองกับหยุนเฟิง!” เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยดังขึ้น หยุนเฟิงเงยหน้ามอง พบกับหลี่ซาน ร่างกายของหลี่ซานกำยำกว่าเขาเล็กน้อย ใบหน้ามีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ดุจจิ้งจอก ดวงตาฉายแววดูถูกอย่างเปิดเผย หลี่ซานเป็นหนึ่งในศิษย์ภายนอกที่คอยหาเรื่องแกล้งเขาอยู่เป็นประจำ ด้วยเหตุผลเพียงแค่ว่าหยุนเฟิงไม่มีพรสวรรค์และไม่เคยโต้ตอบใดๆ ราวกับเป็นกระสอบทรายที่ไร้ชีวิต
ศิษย์คนอื่นๆ หัวเราะคิกคัก พวกเขารู้ดีว่าหลี่ซานต้องการอะไร หลี่ซานมักจะใช้โอกาสเช่นนี้ทำลายความมั่นใจของหยุนเฟิงและย้ำสถานะที่ตกต่ำของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ศิษย์พี่จางเหว่ยเลิกคิ้วเล็กน้อย “หลี่ซาน เจ้าแน่ใจรึ? หยุนเฟิงเพิ่งจะเรียนรู้กระบวนท่าพื้นฐานมาไม่นาน คงจะยังไม่เหมาะที่จะประลองกับเจ้า” น้ำเสียงของเขามีแววเบื่อหน่ายเล็กน้อย ราวกับว่าการประลองคู่นี้เป็นเรื่องที่เสียเวลา
“ไม่เป็นไรขอรับ ศิษย์พี่! ข้าเพียงต้องการช่วยหยุนเฟิง ‘ฝึกฝน’ ให้เขามีประสบการณ์ในการรับมือกับการโจมตีของผู้อื่นบ้างเท่านั้นเอง” หลี่ซานตอบด้วยรอยยิ้มกว้างที่เผยให้เห็นฟันขาว แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความมุ่งร้ายและความสะใจที่ได้เห็นหยุนเฟิงตกที่นั่งลำบาก
หยุนเฟิงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ เขาเกลียดรอยยิ้มนั้น เกลียดแววตาดูถูกนั้น แต่เขาก็รู้ว่าการปฏิเสธในที่สาธารณะเช่นนี้มีแต่จะทำให้เขาดูอ่อนแอลงไปอีก และอาจถูกลงโทษจากศิษย์พี่จางเหว่ยได้ เขาจึงทำได้เพียงกัดฟันอดทน
ศิษย์พี่จางเหว่ยพยักหน้าอย่างไม่ใส่ใจ “ก็ได้ เช่นนั้นก็เริ่มได้” เขาไม่ได้คาดหวังอะไรจากการประลองคู่นี้ เพราะมันจะเป็นเพียงการแสดงความเหนือกว่าของหลี่ซานตามเคย และหยุนเฟิงก็คงจะถูกอัดจนน่วมเหมือนทุกครั้ง
หยุนเฟิงและหลี่ซานเดินขึ้นไปยืนกลางลานประลองที่กั้นไว้ด้วยเชือกอย่างหยาบๆ สายตาหลายสิบคู่จับจ้องมาที่พวกเขา หลายคนเยาะเย้ย บางคนสงสาร แต่ส่วนใหญ่เพียงแค่มองด้วยความเบื่อหน่ายและไม่สนใจ
“เจ้าเตรียมตัวมาดีหรือยัง หยุนเฟิง? ข้าจะไม่ยั้งมือให้เจ้าหรอกนะ ฮ่าๆๆ” หลี่ซานหัวเราะเยาะเสียงดัง พลางตั้งท่าโจมตี เขาเลือกใช้ ‘หมัดพยัคฆ์คำราม’ ซึ่งเป็นกระบวนท่าพื้นฐานที่รุนแรงและมีพลังมากสำหรับศิษย์ภายนอกที่เพิ่งเริ่มฝึก
หยุนเฟิงไม่ตอบ เขาเพียงตั้งท่ารับอย่างสงบ ‘เคล็ดวิชาปราณอสนี’ ที่เขาฝึกฝนมาอย่างหนักไหลเวียนไปทั่วร่างอย่างรวดเร็ว เขาสัมผัสได้ถึงพละกำลังและความว่องไวที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าประหลาด ความรู้สึกมั่นใจที่ไม่เคยมีมาก่อนฉายชัดในดวงตาของเขา
“เริ่ม!” ศิษย์พี่จางเหว่ยประกาศด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
หลี่ซานพุ่งเข้าใส่หยุนเฟิงทันทีด้วยความเร็วที่ไม่ธรรมดาสำหรับศิษย์ภายนอก หมัดขวาของเขาหนักแน่นราวกับค้อนทุบ อัดเข้าใส่กลางอกของหยุนเฟิงอย่างไร้ปรานี หวังจะให้จบการประลองนี้อย่างรวดเร็วและน่าอับอายสำหรับหยุนเฟิง
ปัง!
เสียงหมัดกระทบร่างกายดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วลานฝึก แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจคือ หยุนเฟิงไม่ได้กระเด็นถอยหลังอย่างที่คาดไว้ เขายืนหยัดมั่นคงราวกับรากไม้ที่หยั่งลึก ร่างกายไหวเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ราวกับกำแพงหินที่ต้านทานพายุร้ายที่โหมกระหน่ำ
“เป็นไปไม่ได้!” หลี่ซานอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าจากที่เคยยิ้มแย้มบัดนี้กลับบิดเบี้ยวด้วยความประหลาดใจระคนไม่พอใจ เขาไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
หยุนเฟิงไม่รอช้า เมื่อหลี่ซานเสียจังหวะและยังคงยืนอึ้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาใช้เท้าก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วราวกับสายลม พริบตาเดียวก็ประชิดตัว แทงฝ่ามือออกไปข้างหน้าอย่างแผ่วเบา แต่แฝงไว้ด้วยพลังปราณอสนีที่ถูกบ่มเพาะมาอย่างดี พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างระเบิดออกมาอย่างเงียบเชียบ
“ฝ่ามือทลายเงา!”
แม้จะเป็นเพียงเคล็ดวิชาขั้นต้นที่ดูเรียบง่าย แต่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าปกติและความแม่นยำที่ฝึกฝนมาอย่างหนัก ทำให้ฝ่ามือของหยุนเฟิงกระทบเข้าที่ไหล่ของหลี่ซานอย่างจัง หลี่ซานรู้สึกได้ถึงกระแสปราณเย็นยะเยือกที่วิ่งเข้าสู่ร่าง ก่อนที่ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสจะแล่นขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับถูกไฟฟ้าช็อต
“อั่ก!” หลี่ซานร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขาทรุดลงไปคุกเข่าบนพื้น ไหล่ซ้ายชาหนึบจนไม่สามารถยกขึ้นได้ ความเจ็บปวดรุนแรงจนใบหน้าของเขาซีดเผือด
บรรดาศิษย์ที่เฝ้าดูอยู่ตกอยู่ในความเงียบงัน ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ไม่เคยมีใครคาดคิดว่าหยุนเฟิง ผู้ที่ถูกดูถูกมาตลอดว่าเป็นคนไร้พรสวรรค์ จะสามารถต้านทานการโจมตีของหลี่ซานได้ แถมยังสวนกลับจนทำให้อีกฝ่ายบาดเจ็บได้ในพริบตาเดียว แววตาที่เคยดูถูกเหยียดหยามบัดนี้เต็มไปด้วยความสงสัยและประหลาดใจ
ศิษย์พี่จางเหว่ยเองก็ประหลาดใจไม่แพ้กัน เขามองหยุนเฟิงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิม จากความเมินเฉยกลายเป็นความสงสัยใคร่รู้ เขาเดินเข้ามาดูสถานการณ์อย่างรวดเร็ว “หลี่ซาน เจ้าเป็นอะไรมากหรือไม่?”
“ไม่เป็นไรขอรับศิษย์พี่...แค่...แค่ชาไปหน่อย” หลี่ซานกัดฟันตอบด้วยความอับอาย เขาลุกขึ้นยืนอย่างทุลักทุเล พยายามซ่อนความเจ็บปวด แต่สายตาที่มองหยุนเฟิงนั้นเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ
“การประลองยุติ” ศิษย์พี่จางเหว่ยประกาศ “หยุนเฟิง...เจ้าพัฒนาขึ้นมาก” น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความแปลกใจอย่างชัดเจน และมีแววชื่นชมเล็กน้อยที่ยากจะปกปิด
หยุนเฟิงพยักหน้าเล็กน้อย เขายังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ แต่ภายในใจกลับรู้สึกตื่นเต้นและพึงพอใจอย่างที่สุด ‘ภารกิจย่อย: เอาชนะหลี่ซานในการประลอง – สำเร็จ! ได้รับค่าประสบการณ์ 1000 แต้ม, ได้รับ ‘ชุดฝึกยุทธ์ระดับกลาง’!’ เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้รับรางวัลจากความพยายามอันแสนยากลำบากที่ผ่านมา
ทันใดนั้น สายตาของหยุนเฟิงก็ไปหยุดอยู่ที่มุมหนึ่งของลานฝึก ที่นั่น ชายชราคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมชุดคลุมสีเทาเรียบง่าย ใบหน้าเหี่ยวย่นตามกาลเวลา แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววคมกริบดุจเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ ชายชราผู้นั้นคืออาจารย์อาวุโสหลงเฟิง หนึ่งในปรมาจารย์ที่ได้รับการนับถือมากที่สุดในสำนัก ผู้ที่แทบจะไม่เคยปรากฏตัวที่ลานฝึกของศิษย์ภายนอกเลย อาจารย์อาวุโสหลงเฟิงจ้องมองมาที่หยุนเฟิงด้วยแววตาครุ่นคิด แววตาที่ราวกับจะมองทะลุทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ภายในตัวของหยุนเฟิง
หยุนเฟิงรู้สึกเหมือนถูกเปลือยเปล่าภายใต้สายตาคู่นั้น เขารู้สึกได้ว่าอาจารย์อาวุโสหลงเฟิงกำลังพิจารณาเขาอย่างละเอียด ไม่ใช่แค่เพียงการโจมตีเมื่อครู่ แต่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาซ่อนไว้ ความลับที่เขามีเกี่ยวกับระบบ
ก่อนที่หยุนเฟิงจะได้คิดอะไรไปมากกว่านั้น ทันใดนั้น เสียงระบบในหัวของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นเสียงที่หนักแน่นและเร่งด่วนกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ราวกับมีค้อนขนาดใหญ่ทุบลงกลางหัวใจของเขา
“ภารกิจหลัก: พิสูจน์ตนเองต่อสำนัก! แสดงให้เห็นถึงพลังที่แท้จริงภายในหนึ่งเดือน – ล้มเหลว! ได้รับ ‘บทลงโทษจากระบบ – โทษทัณฑ์วิญญาณแห่งปราณ’!”
หยุนเฟิงรู้สึกเหมือนมีบางอย่างกระชากหัวใจของเขาอย่างรุนแรง ความเจ็บปวดอันแสนสาหัสพุ่งแล่นไปทั่วร่างจนเขาแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้น การประลองเมื่อครู่ เขาเพียงแค่แสดงพลังเพียงน้อยนิดเท่านั้น และมันไม่ได้ ‘พิสูจน์ตนเองต่อสำนัก’ อย่างที่ระบบต้องการเลย! เขาประเมินความต้องการของระบบต่ำไป และนั่นก็ทำให้เขาต้องเผชิญกับบทลงโทษที่น่าสะพรึงกลัว
เขาหอบหายใจอย่างแรง มือข้างหนึ่งกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวดที่ไม่มีใครมองเห็น ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้ เหงื่อเย็นเยียบผุดพรายเต็มหน้าผาก แม้ภายนอกจะยังคงยืนอยู่ได้ แต่ภายในเขารู้สึกเหมือนวิญญาณกำลังถูกฉีกกระชาก
ในขณะที่อาจารย์อาวุโสหลงเฟิงกำลังเดินเข้ามาหาเขาช้าๆ ด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก หยุนเฟิงก็ได้รับข้อความแจ้งเตือนอีกครั้ง คราวนี้เป็นภารกิจใหม่ที่ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน พร้อมกับความรู้สึกเย็นเยียบที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบคั้นหัวใจของเขา
“ภารกิจด่วนฉุกเฉิน: เอาชีวิตรอดจากการโจมตีโดยศัตรูลึกลับภายในคืนนี้ – หากล้มเหลว โทษทัณฑ์วิญญาณจะรุนแรงขึ้นเป็นสองเท่า!”
หยุนเฟิงเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่เริ่มถูกแทนที่ด้วยสีส้มแดงของยามเย็น แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลับหายไป พร้อมกับความหวังริบหรี่ในใจ เขาไม่รู้ว่า ‘ศัตรูลึกลับ’ ที่ว่าคือใคร แต่เขารู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์ที่อันตรายถึงชีวิต และความเจ็บปวดจาก ‘โทษทัณฑ์วิญญาณแห่งปราณ’ ก็เริ่มกัดกินจิตใจของเขาอย่างช้าๆ ราวกับหนอนร้ายที่คืบคลานเข้าไปในกระดูกสันหลัง เขาต้องเอาชีวิตรอดให้ได้…ไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตาม
ราตรีนี้จะเป็นคืนที่ยาวนานที่สุดในชีวิตของหยุนเฟิง… คืนที่เขาต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจากทั้งบทลงโทษของระบบและศัตรูที่มองไม่เห็น.

อมตะยุทธฝึกเซียน
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก