อมตะยุทธฝึกเซียน

ตอนที่ 15 — วิญญาณปราณลงทัณฑ์ ม่านราตรีสังหาร

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

354 ตอน · 1,333 คำ

เสียงโห่ร้องยินดีที่ยังคงกึกก้องอยู่ในโสตประสาทของหยุนเฟิง พลันถูกกลืนหายไปในห้วงความเงียบงัน เมื่อประกาศิตเย็นยะเยือกของระบบปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาเพียงผู้เดียว ราวกับภาพลวงตาที่ฉายชัดอยู่กลางอากาศ

‘ภารกิจหลัก: บรรลุวิถีแห่งการบ่มเพาะปราณขั้นที่สาม ล้มเหลว!’ ‘บทลงโทษ: วิญญาณแห่งปราณถูกผนึกชั่วคราวเป็นเวลา 24 ‌ชั่วโมง!’ ‘ภารกิจด่วนฉุกเฉิน: เอาชีวิตรอดจากการโจมตีของศัตรูลึกลับในคืนนี้! รางวัล: กล่องสมบัติปริศนาหนึ่งกล่อง! บทลงโทษหากล้มเหลว: กายวิญญาณถูกทำลาย! เวลาที่เหลือ: หกชั่วยาม!’

ความปีติยินดีที่เพิ่งเอ่อล้นเมื่อครู่มลายหายไปราวกับควันไฟ ​ถูกแทนที่ด้วยความเย็นยะเยือกที่วิ่งพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย หยุนเฟิงแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ลำคอแห้งผากราวกับถูกบีบรัด ใบหน้าที่ยังคงเปรอะเปื้อนคราบเหงื่อไคลจากการประลองเมื่อครู่ซีดเผือดลงอย่างรวดเร็ว จนเพื่อนศิษย์ที่อยู่ใกล้ๆ สังเกตเห็นและส่งเสียงถามด้วยความเป็นห่วง

“หยุนเฟิง เจ้าเป็นอะไรไป? สีหน้าดูไม่ดีเลยนะ” ‍ศิษย์คนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ เพราะเมื่อครู่เขายังคงเป็นวีรบุรุษผู้คว้าชัยชนะอยู่เลย

หยุนเฟิงเพียงส่ายหน้าเบาๆ ไม่สามารถเอ่ยคำใดออกมาได้ ความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้าอย่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วจิตใจ เขาเพิ่งจะได้รับชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต สามารถเอาชนะหลี่ซานที่เคยเหยียบย่ำเขามาตลอด ท่ามกลางสายตาชื่นชมของผู้คนและอาจารย์อาวุโสหลงเฟิงที่มองมาด้วยแววตาแปลกใหม่ เขากำลังจะก้าวขึ้นสู่จุดเริ่มต้นของเส้นทางที่เคยฝันถึง ‌ทว่าในชั่วพริบตาเดียว ทุกสิ่งกลับพลิกผันราวกับฝันร้าย

“วิญญาณแห่งปราณถูกผนึก? กายวิญญาณถูกทำลาย? นี่มันอะไรกัน!” หยุนเฟิงพึมพำกับตัวเอง เสียงสั่นเครือจนแทบไม่ได้ยิน แววตาเต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว เขาไม่เข้าใจว่าทำไมภารกิจหลักถึงล้มเหลว ‍ในเมื่อเขาเพิ่งก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเองไปแล้ว และบทลงโทษนี้มันหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เขาพยายามเรียกถามระบบ แต่ก็ไม่มีเสียงตอบรับใดๆ มีเพียงตัวอักษรสีแดงฉานที่ยังคงประจักษ์อยู่ตรงหน้า

ทันทีที่ความคิดนั้นผุดขึ้น อาการผิดปกติก็ปรากฏขึ้นกับร่างกายของเขาอย่างฉับพลัน พลังปราณที่เพิ่งไหลเวียนพลุ่งพล่านราวกับกระแสคลื่นภายในจุดตันเถียนพลันสงบนิ่งลงอย่างกะทันหัน ความรู้สึกราวกับมีพลังมหาศาลสถิตอยู่ในกายเมื่อครู่พลันหายไปราวกับไม่เคยมีอยู่จริง ​ทิ้งไว้เพียงความรู้สึกว่างเปล่าและอ่อนแรงอย่างประหลาด

มันไม่ใช่ความอ่อนล้าจากการต่อสู้ หากแต่เป็นความรู้สึกว่าเส้นชีพจรปราณของเขาทุกเส้นถูกปิดกั้น ราวกับวิญญาณแห่งปราณของเขากำลังหลับใหลอย่างล้ำลึก เขาพยายามกระตุ้นเคล็ดวิชาปราณอสนี แต่กลับไม่สามารถรวบรวมพลังอสนีบาตได้แม้แต่น้อย ราวกับพลังเหล่านั้นถูกกักขังอยู่ในกรงที่มองไม่เห็น ไม่ว่าจะพยายามเท่าไหร่ ก็ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของปราณที่จะตอบสนอง

“นี่คือบทลงโทษ ​วิญญาณแห่งปราณถูกผนึกงั้นหรือ?” หยุนเฟิงกัดฟันแน่น กำมือเข้าหากันจนเล็บจิกเนื้อ เขารู้สึกถึงความคับแค้นและความหวาดหวั่นที่ถาโถมเข้ามา หากปราณของเขาถูกผนึก เขาจะเหลืออะไรในการต่อสู้กับศัตรูลึกลับที่กำลังจะมาในคืนนี้เล่า? เขาจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรในสภาพเช่นนี้? ความตายที่ระบบกล่าวถึงนั้น ​ไม่ใช่เพียงแค่การบาดเจ็บ แต่เป็นการทำลาย ‘กายวิญญาณ’ ซึ่งหมายถึงการสิ้นสุดของทุกสิ่งอย่างแท้จริง

เสียงฮือฮาจากกลุ่มศิษย์เริ่มแผ่วลง ผู้คนเริ่มแยกย้าย อาจารย์อาวุโสหลงเฟิงมองมาที่หยุนเฟิงอีกครั้งด้วยสายตาครุ่นคิด ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อยแล้วเดินจากไป ทิ้งให้หยุนเฟิงยืนอยู่ท่ามกลางลานประลองที่ค่อยๆ ว่างเปล่าลง หยุนเฟิงรับรู้ได้ว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาคร่ำครวญ เขาต้องรีบหาทางรับมือกับสถานการณ์วิกฤตนี้ให้ได้

“หกชั่วยาม...นั่นหมายถึงก่อนเที่ยงคืนวันนี้” หยุนเฟิงวิเคราะห์ เขาเหลียวมองไปรอบ ๆ ลานประลองที่เริ่มว่างเปล่า บรรยากาศของความยินดีเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความมืดมิดของยามเย็นที่ค่อย ๆ คืบคลานเข้ามา ท้องฟ้าเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ก่อนจะกลายเป็นสีครามเข้มอย่างรวดเร็ว

เขาเดินกลับหอพักด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบ แต่ก็พยายามไม่ให้ดูผิดสังเกต ในหัวมีแต่แผนการที่จะเอาชีวิตรอด เขาสอดส่องสายตาไปรอบ ๆ ทางเดินที่คดเคี้ยวไปยังเรือนพักศิษย์ระดับล่างซึ่งมักจะเงียบเหงาและห่างไกลจากเรือนพักของอาจารย์อาวุโส เขาไม่เห็นวี่แววผิดปกติ แต่ความรู้สึกบางอย่างบอกเขาว่าอันตรายกำลังใกล้เข้ามาทุกขณะ ราวกับมีดที่จ่ออยู่ที่ลำคอ

เมื่อถึงห้องพักอันเล็กซอมซ่อของตัวเอง หยุนเฟิงรีบปิดประตูและลงกลอนอย่างแน่นหนา เขากวาดสายตาสำรวจห้องที่เป็นที่รู้จักดีของเขา มันเป็นห้องขนาดเล็ก มีเพียงเตียงไม้ เก้าอี้ โต๊ะ และชั้นวางของเก่า ๆ เท่านั้น ไม่มีที่ซ่อนตัวหรืออาวุธใด ๆ ที่จะสามารถใช้ป้องกันตัวเองได้เลย ความรู้สึกสิ้นหวังเริ่มกัดกินหัวใจ

“ในเมื่อปราณถูกผนึก ข้าก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาที่อ่อนแอ” หยุนเฟิงพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงแหบพร่า เขารู้สึกเหมือนถูกบีบคั้นจนแทบขาดใจ เขาเพิ่งจะได้รับพลังมาอย่างยากลำบาก และตอนนี้มันก็ถูกพรากไปในยามที่เขาต้องการมันมากที่สุด ราวกับโชคชะตากำลังเล่นตลกอย่างโหดร้าย

แต่ทว่า… ระบบก็ยังคงทิ้งภารกิจเอาชีวิตรอดไว้ให้ นั่นหมายความว่าเขาต้องมีความสามารถบางอย่างที่แม้ปราณจะถูกผนึกก็ยังสามารถต่อสู้ได้ หรือไม่ก็ต้องใช้สมองมากกว่ากำลัง หยุนเฟิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เริ่มฉายแววแห่งความมุ่งมั่นอีกครั้ง

หยุนเฟิงทบทวนเคล็ดวิชาปราณอสนีที่เขาฝึกฝนอย่างหนักหน่วง เขาจำได้ว่านอกจากการใช้พลังปราณแล้ว มันยังมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วว่องไว และการโจมตีที่เฉียบคมและแม่นยำด้วยมือเปล่า ซึ่งเป็นพื้นฐานของวิทยายุทธ์ขั้นสูง ที่เน้นความแข็งแกร่งของร่างกายและสัญชาตญาณการต่อสู้

“เคล็ดวิชาปราณอสนีขั้นพื้นฐาน… มันเน้นความเร็วและความแข็งแกร่งของร่างกาย” แววตาของหยุนเฟิงประกายขึ้นเล็กน้อย “แม้ปราณจะถูกผนึก แต่ร่างกายที่ผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงด้วยเคล็ดวิชานี้มาแล้วย่อมไม่เหมือนเดิม! ข้ายังมีความแข็งแกร่งของร่างกายที่เหนือกว่าคนทั่วไป!”

เขากัดฟันแน่น ตัดสินใจว่าจะใช้ร่างกายที่ได้รับการบ่มเพาะมาอย่างหนักเป็นอาวุธหลัก แม้ปราณจะไร้ประโยชน์ แต่ความแข็งแกร่งและความว่องไวของกล้ามเนื้อยังคงอยู่ เขาสามารถใช้กำปั้นและขาของเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการเคลื่อนไหวแบบ ‘เงาอสนี’ ที่เน้นการหลบหลีกและจู่โจมอย่างรวดเร็ว ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ฝังรากลึกอยู่ในกล้ามเนื้อของเขาแล้ว

หยุนเฟิงจัดแจงย้ายโต๊ะและเก้าอี้ไปวางขวางประตู หน้าต่างถูกปิดสนิทและหาไม้มาค้ำยันไว้ เพื่อถ่วงเวลาศัตรูให้ได้มากที่สุด เขารื้อค้นข้าวของในห้องเพื่อหาอาวุธที่พอจะใช้ได้ สิ่งที่เขาพบคือมีดพกสั้นสำหรับใช้แกะสลักไม้เก่า ๆ เล่มหนึ่ง ที่คมกริบพอจะใช้เป็นอาวุธได้ และผ้าพันแผลที่ใช้ห่อหุ้มบาดแผลจากการประลองเมื่อครู่ เขาพันมีดเข้ากับข้อมือด้านในอย่างแน่นหนาเพื่อซ่อนมันไว้ใต้แขนเสื้อ ให้พร้อมใช้งานได้ทุกเมื่อ

เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น ท้องฟ้าภายนอกก็มืดมิดสนิทแล้ว แสงจันทร์เลือนรางสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างเล็ก ๆ ที่ไม่ได้ปิดสนิทดีนัก เข้ามาภายในห้อง สร้างเงาที่เต้นระบำไปตามผนัง บรรยากาศในยามค่ำคืนของเรือนพักศิษย์ล่างเงียบสงัดจนน่าขนลุก มีเพียงเสียงจิ้งหรีดที่ร้องระงมและเสียงลมพัดใบไม้เสียดสีกันเบา ๆ ราวกับเสียงกระซิบจากความมืดมิดที่กำลังคืบคลานเข้ามา

หยุนเฟิงนั่งนิ่งอยู่กลางห้อง พยายามควบคุมลมหายใจของตัวเองให้สงบที่สุด เขากวาดสายตาสำรวจทุกมุมของห้องอย่างละเอียด พยายามจดจำทุกรายละเอียด เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่กำลังจะมา เขาไม่รู้ว่าศัตรูจะมาในรูปแบบใด หรือมีจำนวนเท่าไหร่ แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่าพวกเขาจะต้องแข็งแกร่งและอันตรายเป็นอย่างมาก เขาต้องเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ความตึงเครียดภายในห้องเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ หยุนเฟิงรู้สึกเหมือนหูของเขาได้ยินแม้กระทั่งเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัว ผิวหนังของเขาเหมือนจะรับรู้ถึงกระแสลมที่พัดผ่านอยู่ภายนอก กำปั้นของเขากำแน่น เตรียมพร้อมสำหรับการเผชิญหน้าที่จะมาถึง เขาจะสู้จนกว่าจะหมดลมหายใจ

แล้วมันก็มา…

เสียงเสียดสีเบา ๆ ดังมาจากทางหลังคาห้องพักของเขา หยุนเฟิงเบิกตากว้าง เขาสังเกตเห็นเงาดำทะมึนสามร่างปรากฏขึ้นบนช่องลมที่เพดาน ซึ่งเขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน ร่างทั้งสามนั้นคลุมด้วยชุดคลุมสีดำมืดมิดปกปิดใบหน้าไว้จนมิดชิด พวกมันเคลื่อนไหวราวกับเงาไร้เสียง ราวกับภูตผีปีศาจที่หลุดออกมาจากนรกภูมิ สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ออกมาจากพวกมัน

“เปรี้ยง!”

โดยไม่ทันให้หยุนเฟิงได้เตรียมตัว ร่างหนึ่งในเงามืดก็ทะลวงฝ่าช่องลมลงมาอย่างรวดเร็วราวกับอสนีบาต พุ่งตรงเข้าใส่หยุนเฟิงด้วยมีดสั้นที่เรืองแสงสีม่วงเรื่อ ๆ พร้อมกับร่างที่สองและสามที่ตามลงมาติด ๆ ในมือของพวกมันมีอาวุธที่แตกต่างกันออกไป แต่ล้วนแล้วแต่แผ่รัศมีสังหารออกมาอย่างเข้มข้น ราวกับจะฉีกกระชากชีวิตของเขาให้ขาดสะบั้น

หยุนเฟิงกรีดร้องในใจ เขาผงาดขึ้นจากพื้นทันที เคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณของการเอาชีวิตรอด ใช้ท่วงท่า ‘เงาอสนี’ ที่ถึงแม้จะไม่มีพลังปราณมาเสริม แต่ความเร็วของร่างกายก็ยังคงเกินกว่าคนทั่วไป เขาบิดตัวหลบคมมีดที่พุ่งเข้ามาเฉียดใบหน้าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด จนลมหายใจอุ่นๆ ของคมมีดสัมผัสได้ที่ผิวแก้ม

“ฟู่!”

มีดเล่มแรกปักเข้ากับพื้นไม้จนเกิดเสียงดังสนั่นบ่งบอกถึงความรุนแรงของการโจมตี หยุนเฟิงไม่รอช้า เขาสวนกลับด้วยกำปั้นที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังทั้งหมดที่เขามี มุ่งเป้าไปยังศีรษะของร่างแรกที่เพิ่งพลาดท่า แต่ร่างนั้นกลับว่องไวกว่าที่คิด มันเอนตัวหลบได้อย่างง่ายดาย ก่อนจะเหวี่ยงแขนอีกข้างกลับมาด้วยกรงเล็บเหล็กที่แหลมคมพุ่งตรงเข้าใส่ลำคอของหยุนเฟิงอย่างรวดเร็วและไร้ความปรานี

หยุนเฟิงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขาไม่คิดว่าศัตรูจะเร็วและอันตรายถึงเพียงนี้ แต่เขาไม่ยอมแพ้ เขากลิ้งตัวหลบหลีกไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว เฉียดคมกรงเล็บไปได้หวุดหวิด ทว่าความเร็วของร่างที่สองที่ตามมากลับเร็วกว่า เขาถูกถีบเข้ากลางลำตัวอย่างจัง จนกระอักเลือดออกมาเล็กน้อย ร่างลอยกระแทกผนังห้องอย่างแรง จนเศษไม้กระจัดกระจายและเกิดรอยร้าวบนผนัง

“แค่ก…แค่ก!” หยุนเฟิงไอโขลก เลือดสีแดงสดไหลซึมจากมุมปาก ความเจ็บปวดแล่นแปลบไปทั่วร่างกาย แต่เขาก็ยังกัดฟันยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้ง มือขวาของเขากำมีดสั้นที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้ออย่างแน่นหนา พร้อมที่จะใช้มันเป็นอาวุธสุดท้าย

ศัตรูทั้งสามล้อมเข้ามาอย่างช้า ๆ แววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดคลุมมืดมิดฉายแววเย็นชาและโหดเหี้ยม ราวกับกำลังมองดูเหยื่อที่ใกล้จะหมดสิ้นเรี่ยวแรง ไม่มีคำพูดใด ๆ มีเพียงความเงียบและเจตนาสังหารที่อัดแน่นในอากาศที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก

หยุนเฟิงรู้ว่าเขาไม่สามารถสู้กับพวกมันได้ตรง ๆ ในสภาพที่ปราณถูกผนึก แต่เขาก็ไม่ยอมตาย เขาจะใช้ทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด เขาจะต้องเผชิญหน้ากับความตายอย่างสมศักดิ์ศรี!

ทันใดนั้น แสงจันทร์ที่สาดส่องเข้ามาในห้องพลันดับมืดลงกะทันหัน ราวกับมีม่านหมอกสีดำมืดมิดปกคลุมไปทั่วท้องฟ้ายามราตรี ทิ้งไว้เพียงความมืดมิดสนิทที่กลืนกินทุกสิ่งอย่าง ราวกับคำเตือนจากเบื้องบนว่าความตายกำลังจะมาเยือน… และนี่คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดที่แท้จริง!

หน้านิยาย
หน้านิยาย
อมตะยุทธฝึกเซียน

อมตะยุทธฝึกเซียน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!