อมตะยุทธฝึกเซียน

ตอนที่ 18 — รุ่งอรุณแห่งความมืดและพันธนาการ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

354 ตอน · 1,414 คำ

ความมืดมิดกัดกินทุกสิ่งเมื่อหยุนเฟิงลืมตาตื่นขึ้น ร่างกายปวดร้าวราวกับถูกทุบด้วยค้อนเหล็กนับร้อย ปอดของเขารับอากาศเข้าไปอย่างยากลำบากทุกครั้งที่หายใจ สัมผัสแรกที่เขารับรู้คือความเย็นเยียบของพื้นหินที่แข็งกระด้างและกลิ่นอับชื้นของดินและเลือดที่แห้งกรัง รอบกายมืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเอง เสียงเดียวที่เขาได้ยินคือเสียงหยดน้ำที่กระทบพื้นเป็นจังหวะเนิบช้าและเสียงลมหายใจอันอ่อนระโหยของตัวเอง

เขาพยายามขยับร่างกาย แต่ความเจ็บปวดอันรุนแรงแล่นปราดไปทั่วร่างจากบาดแผลทั่วตัว โดยเฉพาะแผลฉีกขาดขนาดใหญ่ที่สีข้างและรอยฟกช้ำตามแขนขาที่บ่งบอกถึงการต่อสู้ที่ดุเดือดสิ้นหวังครั้งล่าสุด ‌แขนและขาของเขารู้สึกหนักอึ้ง เขาพยายามคลำหา เมื่อปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบและแข็งกระด้างของโซ่เหล็กที่พันธนาการข้อมือและข้อเท้าของเขาเอาไว้กับก้อนหินขนาดใหญ่ เขากำลังถูกจองจำ

ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินจิตใจ แต่ลึกลงไปในส่วนที่มืดมิดที่สุดของห้วงสำนึก เปลวไฟแห่งการดิ้นรนยังคงลุกโชน หยุนเฟิงกัดฟันกรอด เขานึกถึงภารกิจเอาชีวิตรอดที่ระบบมอบให้ ​นึกถึงความรู้สึกไร้เรี่ยวแรงแต่จิตวิญญาณกลับลุกโชนด้วย ‘จิตวิญญาณแห่งการต่อต้าน’ ที่เคยปลุกเร้าให้เขาลุกขึ้นสู้ แม้ไร้ปราณก็ต้องไม่ยอมแพ้

‘ระบบ!’ เขาเรียกในใจ พยายามเข้าถึงส่วนเชื่อมต่อที่เขามักจะใช้ตรวจสอบสถานะหรือรับภารกิจ แต่ครั้งนี้ไม่มีการตอบสนองใดๆ มีเพียงความว่างเปล่าที่ตอบกลับมา

ความกังวลเข้าจู่โจม ‍“ระบบ… เกิดอะไรขึ้น?” เขาพึมพำกับตัวเองอย่างแผ่วเบา เสียงของเขาแหบพร่าและแห้งผาก ราวกับไม่ได้ดื่มน้ำมานานวัน

ในขณะที่ความสิ้นหวังกำลังคืบคลานเข้ามา แสงสีฟ้าอ่อนจางก็กะพริบขึ้นภายในห้วงสำนึกของเขา มันสว่างวาบเพียงชั่วครู่ก่อนจะฉายตัวอักษรบางเบาขึ้นมา

[ตรวจพบผู้ใช้เข้าสู่ภาวะถูกจองจำและได้รับบาดเจ็บสาหัส] [สถานะ ‘จิตวิญญาณแห่งการต่อต้าน’ ‌: หมดเวลาใช้งานชั่วคราว] [กำลังค้นหาสัญญาณเครือข่าย… ไม่พบ] [ระบบเข้าสู่โหมดประหยัดพลังงานระดับวิกฤต] [การเข้าถึงฟังก์ชันส่วนใหญ่ถูกจำกัด] [ภารกิจหลัก: เอาชีวิตรอด] (สถานะ: ล้มเหลวชั่วคราว – ผู้ใช้ถูกจับกุม) [ภารกิจใหม่: ‍ศึกษาและทำความเข้าใจสถานการณ์] (รางวัล: ยังไม่ทราบ)

หยุนเฟิงจ้องมองข้อความเหล่านั้นด้วยจิตใจที่สับสน ระบบยังคงอยู่ แต่กลับอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่กว่าที่เขาเคยเจอมาทั้งหมด เขาไม่ได้ล้มเหลวในการเอาชีวิตรอดใช่ไหม? เขาแค่ถูกจับกุม… ซึ่งก็ไม่ต่างจากความล้มเหลวเท่าไหร่หรอกกระมัง

ทันใดนั้น ​แสงเล็กๆ ก็ปรากฏขึ้นที่ปลายอุโมงค์ที่อยู่ตรงหน้าเขา ไม่นานนัก แสงนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้น เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีดำสนิท ซึ่งเป็นคนเดียวกันกับผู้ที่จับตัวเขามา ชายผู้นั้นก้าวเข้ามาอย่างเงียบเชียบ แสงที่ส่องมาจากตะเกียงน้ำมันในมือของเขาขับไล่ความมืดไปเพียงเล็กน้อย ​เผยให้เห็นใบหน้าส่วนล่างที่คมสันและริมฝีปากหยักลึก ดวงตาของเขาซ่อนอยู่ใต้ร่มเงาของฮู้ดที่คลุมศีรษะไว้ แต่หยุนเฟิงรู้สึกได้ถึงสายตาอันแหลมคมที่กำลังจับจ้องมาที่เขา

“ในที่สุดเจ้าก็ตื่น” เสียงทุ้มลึกก้องกังวานในความเงียบงัน มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเย็นชาแฝงอยู่ “ดูเหมือนพลังปราณแห่งชีวิตของเจ้าจะแข็งแกร่งกว่าที่คาดไว้”

หยุนเฟิงพยายามรวบรวมเรี่ยวแรงที่เหลืออยู่ “ท่านเป็นใคร? ​ทำไมถึงจับข้ามา?” เขาถามกลับด้วยเสียงที่สั่นเครือ แต่แววตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย

ชายชุดดำวางตะเกียงลงบนก้อนหินข้างตัวเขา แล้วก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น หยุนเฟิงรู้สึกได้ถึงรัศมีพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่าย มันไม่ใช่พลังปราณที่รุนแรงน่ากลัวอย่างที่เขาเคยเผชิญ แต่เป็นความรู้สึกสงบ เยือกเย็น ทว่าหนักแน่นราวภูผา

“ข้าไม่ใช่ศัตรูของเจ้าหยุนเฟิง… อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่” ชายชุดดำกล่าว ก่อนจะถอดฮู้ดออก เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์กว่าที่หยุนเฟิงคาดไว้ เส้นผมสีดำยาวสลวยถูกรวบขึ้นอย่างเรียบร้อย ดวงตาคมกริบสีนิลราวกับห้วงรัตติกาลลึกซึ้ง มองมายังเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซับซ้อน “เจ้าเรียกข้าว่า ‘ผู้เฝ้ารัตติกาล’ ก็แล้วกัน”

ผู้เฝ้ารัตติกาลทรุดตัวลงนั่งยองๆ ตรงหน้าหยุนเฟิง “เหตุผลที่เจ้าถูกนำตัวมาที่นี่… ก็เพราะพรสวรรค์ที่เจ้าครอบครองอยู่”

“พรสวรรค์?” หยุนเฟิงหัวเราะอย่างขมขื่น “ท่านคงล้อเล่น ข้ามันไร้พรสวรรค์ ไม่สามารถฝึกปราณได้ ข้าเป็นคนไร้ประโยชน์”

“ไร้ประโยชน์?” ผู้เฝ้ารัตติกาลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “หากเจ้าไร้ประโยชน์ เหตุใดจึงสามารถต่อสู้กับข้าได้นานถึงเพียงนั้น ทั้งที่ปราณในกายเจ้าไม่มีแม้สักเศษเสี้ยวเดียว?” เขาชี้ไปที่รอยขาดบนชุดคลุมสีดำของตัวเอง ซึ่งเป็นผลมาจากเล็บมืออันสิ้นหวังของหยุนเฟิง “และนี่… พลังที่สามารถบิดเบือนกฎเกณฑ์ของโลกได้อย่างนั้นหรือ?”

หยุนเฟิงนิ่งไปเมื่อนึกถึง ‘จิตวิญญาณแห่งการต่อต้าน’ ที่ระบบปลดล็อกให้ มันทำให้เขามีพลังและความแข็งแกร่งที่เหนือมนุษย์ชั่วขณะหนึ่ง แม้จะไม่มีปราณก็ตาม

“สิ่งที่ข้าเห็นในตัวเจ้า ไม่ใช่พรสวรรค์ในการฝึกปราณอย่างที่คนทั่วไปเข้าใจ” ผู้เฝ้ารัตติกาลกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “มันคือสิ่งที่สูงส่งและอันตรายยิ่งกว่านั้นหลายเท่านัก มันคือ ‘พรสวรรค์แห่งการทำลายล้าง’ ที่ข้าเอ่ยถึง”

“ทำลายล้าง?” หยุนเฟิงรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่าง คำว่า ‘ทำลายล้าง’ ฟังดูน่ากลัวเกินกว่าจะเป็นพรสวรรค์ที่ดี

“ใช่… แต่ไม่ใช่การทำลายล้างแบบสิ้นซากอย่างที่เจ้าคิด” ผู้เฝ้ารัตติกาลอธิบาย “มันคือความสามารถในการ ‘รื้อถอน’ หรือ ‘ลบล้าง’ สิ่งที่เป็นอยู่ ให้กลับสู่สภาพเริ่มต้น หรือแม้กระทั่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของมัน”

“ในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร ผู้ฝึกปราณทั่วไปจะมุ่งเน้นไปที่การ ‘สร้าง’ และ ‘เสริมส่ง’ พลังปราณของตนเอง เพื่อเข้าถึงจุดสูงสุดของเต๋า แต่พรสวรรค์ของเจ้ากลับตรงกันข้าม เจ้ามีศักยภาพในการ ‘ถอดรื้อ’ กฎเกณฑ์ พลัง หรือแม้แต่โครงสร้างของสิ่งมีชีวิตและไม่มีชีวิต”

“เมื่อเจ้า ‘ไร้ปราณ’ มันไม่ได้หมายความว่าเจ้าอ่อนแอ แต่มันหมายถึงร่างกายของเจ้าไม่สามารถ ‘สร้าง’ ปราณแบบปกติได้ เพราะแก่นแท้ของเจ้าคือการ ‘ทำลาย’ การจัดระเบียบ” ผู้เฝ้ารัตติกาลมองหยุนเฟิงอย่างสำรวจ “เจ้าเป็นเหมือนหลุมดำแห่งพลังงาน ดึงดูดและทำลาย มิใช่ก่อกำเนิดและบำรุงเลี้ยง”

หยุนเฟิงอ้าปากค้าง สมองของเขากำลังประมวลผลข้อมูลอันน่าตกตะลึงนี้มาด้วยความยากลำบาก หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นหมายความว่าเขาจะไม่สามารถเป็นเซียนได้เลย อย่างน้อยก็ไม่ใช่เซียนในแบบที่คนทั่วไปเข้าใจ

“แต่พลังนี้… มักจะสำแดงออกมาในยามที่เจ้าตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต และเมื่อมันถูกกระตุ้น มันจะปลดปล่อยพลังงานที่สามารถบิดเบือนกฎของสวรรค์และปฐพีได้ชั่วคราว ดั่งที่เจ้าได้ใช้ ‘จิตวิญญาณแห่งการต่อต้าน’ ออกมา” ผู้เฝ้ารัตติกาลชี้แจง “มันคือสัญชาตญาณดิบแห่งการเอาชีวิตรอดที่เชื่อมโยงกับแก่นแท้แห่งการทำลายล้างในตัวเจ้า”

“แต่ทำไม… ทำไมข้าถึงไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน?” หยุนเฟิงถามด้วยความสับสน “ไม่มีใครเคยพูดถึงพรสวรรค์แบบนี้เลย”

“แน่นอนว่าจะไม่มีใครพูดถึง” ผู้เฝ้ารัตติกาลตอบอย่างเรียบเฉย “พรสวรรค์นี้หายสาบสูญไปจากโลกมานับหมื่นปีแล้ว ไม่มีตำราใดบันทึกไว้ และผู้ที่เคยมีมันก็ล้วนจบชีวิตลงอย่างน่าสลด หรือไม่ก็ถูกจับกุมเพื่อนำไปทดลอง เพราะพลังนี้มันอันตรายเกินไป ไม่เพียงต่อผู้ถือครอง หากยังเป็นอันตรายต่อโลกทั้งใบ”

คำพูดของผู้เฝ้ารัตติกาลทำให้หยุนเฟิงรู้สึกหนาวเย็นไปถึงกระดูกสันหลัง เขากำลังถือครองพลังที่หายสาบสูญและอันตรายถึงขั้นจะทำลายโลกอย่างนั้นหรือ? แล้วระบบที่เขาได้รับล่ะ มันเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์นี้หรือไม่?

“ข้าเป็นคนแรกที่สามารถสัมผัสถึงร่องรอยของพลังนี้ในตัวเจ้าได้” ผู้เฝ้ารัตติกาลมองลึกเข้าไปในดวงตาของหยุนเฟิง “และนั่นคือเหตุผลที่ข้าต้องนำตัวเจ้ามาที่นี่ เพื่อปกป้องเจ้า… และเพื่อปกป้องโลก”

“ปกป้อง?” หยุนเฟิงแค่นหัวเราะ “ท่านจับข้ามาขังไว้ในที่มืดมิดเช่นนี้ แล้วบอกว่าปกป้อง?”

“เจ้ายังควบคุมพลังของเจ้าไม่ได้ หยุนเฟิง” ผู้เฝ้ารัตติกาลกล่าวอย่างใจเย็น “หากปล่อยเจ้าไป พลังที่แท้จริงของเจ้าอาจถูกปลุกขึ้นโดยไม่ตั้งใจ และนั่นอาจนำมาซึ่งหายนะที่ไม่มีใครคาดคิดได้”

“มีคนจำนวนมากที่ต้องการพรสวรรค์เช่นเจ้าไปครอบครอง บางคนต้องการใช้มันเพื่อความมั่งคั่ง บางคนต้องการใช้มันเพื่อทำลายล้างโดยแท้จริง และบางคน… ต้องการ ‘กิน’ มันเข้าไปเพื่อเพิ่มพูนพลังของตนเอง” น้ำเสียงของเขาบ่งบอกถึงความจริงจังที่น่าขนลุก

“กิน?” หยุนเฟิงตัวสั่นเทิ้ม

“ในอดีตกาล เหล่า ‘มาร’ และ ‘เซียน’ บางตนที่ตกอยู่ในด้านมืด ล้วนแสวงหาผู้มีพรสวรรค์ทำลายล้างเพื่อกลืนกินพลังของพวกเขา หวังจะใช้พลังนั้นเพื่อช่วงชิงอำนาจสูงสุดในจักรวาล” ผู้เฝ้ารัตติกาลอธิบาย “เจ้าคือกุญแจสำคัญหยุนเฟิง… กุญแจสำคัญที่อาจเปิดประตูสู่หายนะ หรือประตูสู่ยุคทองอันใหม่โดยสิ้นเชิง”

“ข้า… ข้าต้องทำอย่างไร?” หยุนเฟิงถาม เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังพลิกกลับตาลปัตร สิ่งที่เขาเคยเชื่อมาตลอดชีวิตนั้นไม่ใช่ความจริงเลยแม้แต่น้อย

“เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมมัน” ผู้เฝ้ารัตติกาลตอบ “เรียนรู้ที่จะใช้พลังแห่งการทำลายล้างนี้เพื่อ ‘สร้าง’ สรรค์สิ่งใหม่ แทนที่จะทำลายล้างเพียงอย่างเดียว และข้า… จะเป็นผู้สอนเจ้า”

ดวงตาคมกริบคู่นั้นจับจ้องมาที่หยุนเฟิง ราวกับกำลังมองเห็นอนาคตของเขา “แต่การฝึกฝนนี้จะแตกต่างจากสิ่งใดที่เจ้าเคยจินตนาการไว้ มันจะโหดเหี้ยมกว่าการฝึกปราณใดๆ มันจะผลักดันเจ้าไปสู่ขีดจำกัดที่เจ้าคิดไม่ถึง”

“แต่ก่อนอื่น…” ผู้เฝ้ารัตติกาลลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “เจ้าต้องผ่านบททดสอบแรกให้ได้เสียก่อน บททดสอบที่จะพิสูจน์ว่าเจ้ามีคุณสมบัติคู่ควรที่จะถือครองพลังนี้หรือไม่”

“บททดสอบอะไร?” หยุนเฟิงถามด้วยความระแวง

ผู้เฝ้ารัตติกาลไม่ตอบคำถามนั้น เขายกมือขึ้นช้าๆ แสงสีดำทะมึนเริ่มก่อตัวขึ้นในฝ่ามือของเขา แสงนั้นไม่ได้ให้ความรู้สึกร้อนหรือเย็น แต่มันกลับให้ความรู้สึกว่างเปล่า ราวกับเป็นห้วงอวกาศที่กลืนกินทุกสิ่งรอบตัว หยุนเฟิงมองดูด้วยความหวาดหวั่น เขารู้สึกได้ว่าพลังงานที่แผ่ออกมาจากแสงนั้นกำลังกัดกินความหวังและเรี่ยวแรงที่เขามีอยู่

“บททดสอบแรกคือการรอดชีวิตจากความว่างเปล่า” ผู้เฝ้ารัตติกาลกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ แต่แฝงไปด้วยความเด็ดขาด “ข้าจะปลดปล่อยพลังงานแห่งความว่างเปล่านี้เข้าสู่ร่างของเจ้า มันจะกัดกินปราณชีวิตและความแข็งแกร่งของเจ้าไปทีละน้อย ทำให้เจ้าไร้เรี่ยวแรง ไม่สามารถแม้แต่จะขยับตัวได้”

แสงสีดำในมือของเขาสว่างวาบขึ้นและขยายขนาดใหญ่ขึ้นเล็กน้อย “เจ้าต้องหาทางหยุดยั้งการกัดกินนี้ให้ได้ภายในหนึ่งวัน หากเจ้าทำไม่สำเร็จ… แก่นปราณชีวิตของเจ้าจะถูกทำลายสิ้น และเจ้าจะตาย”

หยุนเฟิงเบิกตากว้าง ความตายที่ใกล้เข้ามาอย่างไม่คาดฝัน เขาต้องเผชิญกับบททดสอบที่โหดร้ายและไร้ความปรานีนี้ได้อย่างไร ในขณะที่ร่างกายบาดเจ็บสาหัสและถูกพันธนาการไว้เช่นนี้ ไม่มีปราณ ไม่มีกำลัง ไม่มีทางหนี… มีเพียงความว่างเปล่าที่รอคอยจะกลืนกินทุกสิ่ง

ผู้เฝ้ารัตติกาลก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว พร้อมกับเลื่อนมือที่ถือแสงสีดำอันน่าสะพรึงกลัวนั้นไปทางหยุนเฟิง ดวงตาคมกริบของเขายังคงจ้องมองอย่างแน่วแน่ ราวกับกำลังรอคอยปฏิกิริยาของหยุนเฟิง “จงแสดงให้ข้าเห็น หยุนเฟิง… ว่าเจ้าคู่ควรกับพรสวรรค์แห่งการทำลายล้างนี้จริงหรือไม่”

ขณะที่พลังงานสีดำกำลังพุ่งเข้าหาเขา หยุนเฟิงรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาในร่าง หัวใจของเขากลับเต้นระรัวอย่างแปลกประหลาด ไม่ใช่เพราะความกลัวอย่างเดียว แต่เป็นความท้าทายที่จุดประกายขึ้นในห้วงสำนึกที่ลึกที่สุดของเขา ระบบไม่สามารถช่วยเขาได้ในตอนนี้ เขาต้องพึ่งพาตัวเอง… และบางที พลังแห่งการทำลายล้างที่อยู่ในตัวเขาก็อาจจะเป็นกุญแจสำคัญเดียวที่เหลืออยู่

แต่จะใช้มันได้อย่างไร? มันหมายถึงอะไรกันแน่? ในเสี้ยววินาทีที่แสงสีดำใกล้เข้ามาถึงตัว หยุนเฟิงหลับตาลง พลังงานอันมืดมิดและเย็นเยียบเข้าปะทะกับร่างของเขาอย่างรุนแรง และเขารู้สึกได้ถึงชีวิตที่กำลังถูกช่วงชิงไปอย่างช้าๆ…

หน้านิยาย
หน้านิยาย
อมตะยุทธฝึกเซียน

อมตะยุทธฝึกเซียน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!