อมตะยุทธฝึกเซียน

ตอนที่ 23 — ม่านหมอกหุบเขาอสูร

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

354 ตอน · 1,337 คำ

ยอดเขาหินพันชั้นที่เคยเต็มไปด้วยความท้าทาย บัดนี้เหลือเพียงหยุนเฟิงที่ยืนหยัดอยู่ลำพัง ท่ามกลางสายลมเย็นยะเยือกที่พัดปะทะร่าง ชายชุดดำลึกลับที่ปรากฏตัวและหายวับไปราวกับเงายังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิดของเขา ‘หุบเขาอสูร’ คำสามพยางค์นั้นก้องกังวานในโสตประสาท เป็นคำที่สำนักชิงหยุนสั่งห้ามศิษย์ทุกคนเข้าใกล้ นั่นคือดินแดนต้องห้ามที่เล่าลือกันว่าเป็นแหล่งรวมของปีศาจและความชั่วร้าย ‌เป็นสถานที่ที่แม้แต่ปรมาจารย์แห่งสำนักยังต้องหวั่นเกรง

หัวใจของหยุนเฟิงเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะความสับสนและตื่นเต้นปนกัน ชายผู้นั้นบอกให้เขาไปที่นั่น แต่ทำไม? เขาเป็นใคร? และเบาะแสอะไรที่รอเขาอยู่ในสถานที่อันตรายเช่นนั้น? ด้วยพรสวรรค์อันจำกัดของเขา ​การเดินทางสู่หุบเขาอสูรแทบไม่ต่างจากการฆ่าตัวตาย แต่แล้วเสียงเตือนจากระบบก็ดังขึ้นในใจ

“ติ๊ง! ตรวจพบเบาะแสสำคัญ! หุบเขาอสูรคือสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังงานโบราณและโอกาสอันยิ่งใหญ่ ผู้ฝึกตนที่แท้จริงไม่ควรหวาดกลัวต่อภยันตราย แต่ควรแสวงหาหนทางสู่ความแข็งแกร่งสูงสุด!”

ประโยคนี้ราวกับเป็นแรงผลักดันอันมหาศาลให้กับหยุนเฟิง มันยืนยันว่าสิ่งที่ชายชุดดำบอกนั้นไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ระบบเองก็รับรู้ถึงความสำคัญของสถานที่แห่งนี้ ‍และหากเป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่ เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธ เพราะตลอดชีวิตของเขา โอกาสเช่นนี้แทบไม่เคยปรากฏขึ้นเลย เว้นแต่ว่าเขาจะต้องสร้างมันขึ้นมาเอง เขากำหมัดแน่น มองไปยังทิศทางที่ชายชุดดำชี้บอก ซึ่งบัดนี้มีเพียงหมอกหนาทึบและป่าทึบที่มองไม่เห็นเบื้องลึก

“หุบเขาอสูรอย่างนั้นรึ... ‌ข้าจะไปดูให้รู้แจ้ง!” หยุนเฟิงตัดสินใจแน่วแน่ เขามีระบบฝึกฝนเป็นเพื่อน มีเคล็ดวิชาฝ่ามือสะท้านฟ้าที่เพิ่งได้รับมา และที่สำคัญที่สุดคือความมุ่งมั่นที่ไม่เคยลดน้อยลงแม้แต่น้อย เขาไม่สามารถเป็นเซียนที่ไร้ความกลัวได้ในตอนนี้ แต่เขาสามารถเป็นเซียนที่กล้าหาญพอที่จะเผชิญหน้ากับมันได้เสมอ

หยุนเฟิงใช้เวลาช่วงบ่ายในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ หลังจากการต่อสู้กับด่านหินพันชั้นอันแสนสาหัส ‍เขายังคงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเล็กน้อย แต่พลังปราณที่หมุนเวียนในเส้นชีพจรนั้นกลับเข้มข้นกว่าเดิมมาก เคล็ดวิชาฝ่ามือสะท้านฟ้าที่ได้มานั้นเป็นเคล็ดวิชาโจมตีที่ทรงพลัง ต้องอาศัยการรวบรวมพลังปราณมายังฝ่ามือ แล้วระเบิดออกไปในจังหวะที่เหมาะสม เขาทดลองร่ายรำอยู่ครู่หนึ่ง สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนในอากาศยามที่ฝ่ามือวาดผ่าน ราวกับจะฉีกทำลายทุกสิ่ง ​เขารู้ดีว่าด้วยระดับการฝึกฝนของเขาในตอนนี้ เขาคงยังไม่สามารถใช้พลังของมันได้อย่างเต็มที่ แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะเป็นไพ่ตายในการเอาชีวิตรอด

รุ่งเช้าของอีกวัน หยุนเฟิงเก็บสัมภาระที่จำเป็นทั้งหมด มีเพียงยาสมุนไพรไม่กี่ชนิด น้ำดื่ม และเสบียงแห้ง เขาแอบย่องออกจากสำนักชิงหยุนโดยไม่ให้ผู้ใดล่วงรู้ ​การเดินทางจากสำนักไปยังหุบเขาอสูรนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เส้นทางเต็มไปด้วยป่าทึบและภูเขาหินสลับซับซ้อน เขาเดินเท้าไปเรื่อยๆ ตามทิศทางที่จำได้จากแผนที่โบราณในคลังตำราของสำนักที่เขาเคยแอบอ่านมา เส้นทางที่เลือกนั้นแทบจะไม่มีผู้คนผ่าน เป็นทางที่เต็มไปด้วยพืชพรรณรกทึบและสัตว์ป่าที่ดุร้าย ทว่าหยุนเฟิงกลับไม่ย่อท้อ ทุกก้าวที่เดินคือการฝึกฝนร่างกายและจิตใจไปในตัว

ยิ่งใกล้หุบเขาอสูรมากเท่าไหร่ ​บรรยากาศรอบข้างก็ยิ่งเปลี่ยนแปลงไป ต้นไม้ที่เคยเขียวชอุ่มกลับกลายเป็นต้นไม้ที่บิดเบี้ยว กิ่งก้านผอมเกร็งราวกับแขนของปีศาจ ลำต้นมีสีดำคล้ำผิดธรรมชาติ แสงแดดที่เคยสาดส่องลงมาถูกบดบังด้วยเรือนยอดไม้ที่หนาทึบ ทำให้พื้นที่ด้านล่างมืดสลัวตลอดเวลา อากาศเย็นยะเยือกและชื้นแฉะ มีกลิ่นอับชื้นผสมกับกลิ่นคาวคลุ้งจางๆ ลอยมาตามลม ราวกับกลิ่นเลือดที่แห้งกรัง หยุนเฟิงสัมผัสได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากเบื้องหน้า ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

“ติ๊ง! ท่านได้เข้าสู่เขตอิทธิพลของหุบเขาอสูร! พลังปราณอสูรที่หนาแน่นกำลังส่งผลต่อการทำงานของระบบ! โปรดระมัดระวัง!”

เสียงระบบดังขึ้นเป็นการยืนยัน หยุนเฟิงหยิบดาบสั้นที่พกติดตัวออกมาถือไว้แน่น แม้จะรู้ว่ามันคงช่วยอะไรไม่ได้มากนักเมื่อเทียบกับอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้า แต่ก็ยังดีกว่าการเดินมือเปล่า เขาก้าวเข้าสู่ปากทางหุบเขาอสูรอย่างช้าๆ มันเป็นช่องเขาแคบๆ ที่เกิดจากภูเขาสองลูกขนาบข้างกันอย่างไม่สมมาตร ราวกับปากของสัตว์ประหลาดที่กำลังอ้ากว้างต้อนรับเหยื่อ ทันทีที่ย่างเท้าเข้าไป อุณหภูมิโดยรอบก็ลดต่ำลงอย่างฮวบฮาบ หมอกสีเทาหนาทึบลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือพื้นดิน บดบังทัศนวิสัยจนมองเห็นได้ไม่เกินสิบเมตร แสงตะวันที่เคยเล็ดรอดเข้ามาบัดนี้ถูกกลืนหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความมืดมิดและเงาตะคุ่มที่บิดเบี้ยว

เสียงกรีดร้องของสัตว์ประหลาดที่ไม่รู้จักดังแว่วมาตามลม ตามมาด้วยเสียงกิ่งไม้หักดัง “แครก!” หยุนเฟิงชะงักเท้า ขนลุกซู่ไปทั้งตัว เขารีบกวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ท่ามกลางม่านหมอก เสียงนั้นเหมือนอยู่ใกล้แค่เอื้อม แต่ก็เหมือนอยู่ห่างไกลออกไปในเวลาเดียวกัน เขากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก การมาที่นี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขาก็เป็นได้ แต่เมื่อมาถึงแล้ว ก็ไม่มีทางถอยหลังอีกต่อไป

“ภารกิจฉุกเฉิน! สำรวจหุบเขาอสูร: ค้นหาต้นตอของพลังอสูรโบราณในหุบเขาอสูร. ความคืบหน้า: 0/1. รางวัล: เคล็ดวิชา ‘ดวงตาแห่งสัจธรรม’ (ระดับปรมาจารย์) และถุงสมบัติลึกลับ. บทลงโทษ: ไม่มี. หมายเหตุ: แม้ไม่มีบทลงโทษ แต่ความตายคือความล้มเหลวที่แท้จริง!”

ภารกิจปรากฏขึ้นในใจของหยุนเฟิง รางวัลที่ได้รับนั้นช่างล่อใจ เคล็ดวิชา ‘ดวงตาแห่งสัจธรรม’ ระดับปรมาจารย์! นี่เป็นสิ่งที่ปรมาจารย์เซียนทั้งหลายต่างใฝ่ฝัน! หยุนเฟิงพยายามสงบจิตใจ เขาเดินลึกเข้าไปในหุบเขาอสูรอย่างระมัดระวัง ก้าวเท้าอย่างเงียบเชียบ พยายามเก็บซ่อนลมหายใจ เขาใช้ประสาทสัมผัสทุกอย่างที่มี สอดส่องไปในม่านหมอกที่หนาทึบ บิดพลิ้วไปตามโขดหินและต้นไม้ที่บิดเบี้ยว

ทันใดนั้น เงาสีดำขนาดใหญ่สองเงาพุ่งเข้าใส่เขาจากด้านข้างพร้อมกัน! พวกมันมีความเร็วสูงจนแทบมองไม่ทัน หยุนเฟิงเบิกตากว้าง สัญชาตญาณบอกให้เขากระโดดหลบฉากไปด้านข้างอย่างรวดเร็ว เสียง “ฉั่วะ!” ดังขึ้นใกล้ใบหูของเขา ใบมีดแหลมคมสองอันพุ่งเฉียดศีรษะของเขาไปเพียงเสี้ยววินาที หากหลบไม่ทัน เขาคงถูกโจมตีเข้าเต็มๆ

เมื่อหันกลับไปมอง เขาก็เห็นสิ่งมีชีวิตสองตัวคล้ายมนุษย์ แต่มีผิวหนังสีเทาเข้ม ดวงตาสีแดงฉาน ร่างกายผอมเกร็งแต่เต็มไปด้วยมัดกล้าม เนื้อตัวปกคลุมด้วยขนสีดำหยาบกร้าน มีกรงเล็บแหลมคมยาวงุ้ม พวกมันคือ ‘อสูรเงา’ สัตว์อสูรระดับต่ำที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีพลังอสูรหนาแน่น หยุนเฟิงกัดฟันแน่น เขารู้ดีว่าอสูรเงาหนึ่งตัวก็ยากจะรับมือแล้ว นี่มีถึงสองตัว! แต่อย่างน้อยพวกมันก็เป็นอสูรระดับต่ำ เขาพอจะมีโอกาสสู้

“ฮึ่ม!” อสูรเงาตัวหนึ่งคำรามต่ำๆ ก่อนจะพุ่งเข้าใส่หยุนเฟิงอีกครั้งด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ กรงเล็บแหลมคมเงาวับเมื่อสะท้อนกับแสงจันทร์ที่ลอดลงมาเพียงริบหรี่ หยุนเฟิงไม่มีเวลาคิด เขารวบรวมพลังปราณทั้งหมดมาที่ฝ่ามือขวา ก่อนจะตะโกนก้อง “ฝ่ามือสะท้านฟ้า!”

พลังปราณสีเงินเรืองรองพวยพุ่งออกจากฝ่ามือของเขา ปะทะเข้ากับร่างของอสูรเงาอย่างจัง “ตู้ม!” เสียงระเบิดดังสนั่น ร่างของอสูรเงากระเด็นถอยหลังไปหลายเมตร กระแทกเข้ากับต้นไม้จนต้นไม้สั่นสะเทือน อสูรเงาตัวนั้นส่งเสียงโหยหวนอย่างเจ็บปวด พยายามจะลุกขึ้นยืนแต่ก็ทำได้ไม่ถนัดนัก

หยุนเฟิงไม่รอช้า เขารู้ดีว่านี่คือโอกาสทองที่จะจัดการพวกมันให้เด็ดขาด เขาตั้งท่าฝ่ามือสะท้านฟ้าอีกครั้ง พุ่งเข้าใส่อสูรเงาอีกตัวที่กำลังจะเข้าโจมตีจากด้านหลัง “รับไปอีกดอก!” เขาส่งเสียงคำราม พลังปราณพวยพุ่งออกไปอีกครั้ง คราวนี้อสูรเงาตัวนั้นถึงกับล้มลงแน่นิ่งไปทันที ส่วนอสูรเงาตัวแรกที่บาดเจ็บก็ลุกขึ้นยืนได้อย่างยากลำบาก และเมื่อเห็นเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ล้มตายลง ก็หันหลังกลับ วิ่งหนีหายเข้าไปในม่านหมอกอย่างรวดเร็ว

หยุนเฟิงหอบหายใจอย่างหนัก เหงื่อกาฬไหลท่วมกาย พลังปราณในร่างกายแทบจะเหือดแห้งไปกับการใช้ฝ่ามือสะท้านฟ้าถึงสองครั้ง เขานั่งลงพิงโขดหิน พยายามฟื้นฟูพลังปราณ อสูรเงาตัวแรกหนีไปแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องดี เพราะเขาสู้ไม่ไหวแน่ๆ หากต้องเผชิญหน้ากับมันอีกครั้งในตอนนี้ แต่เขาก็ต้องชดใช้ด้วยพลังปราณทั้งหมด

“ติ๊ง! ท่านได้สังหารอสูรเงา (ระดับต่ำ) 1 ตัว! ได้รับค่าประสบการณ์ 100 หน่วย!”

เสียงระบบทำให้หยุนเฟิงยิ้มบางๆ อย่างน้อยความเสี่ยงที่เขาเผชิญก็ไม่สูญเปล่า เขาพักครู่หนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นเดินต่ออย่างระมัดระวังยิ่งกว่าเดิม พลังปราณที่เหลืออยู่ไม่มากนัก ทำให้เขารู้สึกเปราะบาง หุบเขาอสูรแห่งนี้อันตรายเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการไว้มากนัก

เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ สองข้างทางเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของสิ่งก่อสร้างโบราณที่พังทลายลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวหินเก่าแก่ที่เต็มไปด้วยมอสส์และเถาวัลย์ ราวกับเป็นอารยธรรมที่สาบสูญไปนานแล้ว นี่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าหุบเขาแห่งนี้ไม่ได้เป็นแค่ที่อยู่ของอสูร แต่ยังมีความลับที่ยิ่งใหญ่กว่าซ่อนอยู่

จู่ๆ หยุนเฟิงก็หยุดชะงัก สายตาของเขาจับจ้องไปที่แท่นหินขนาดใหญ่ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า แท่นหินนั้นดูเหมือนแท่นบูชาโบราณ มีลวดลายสลักที่ซับซ้อนและแปลกตา ปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำและฝุ่นผงนับร้อยปี เหนือแท่นบูชานั้น มีก้อนผลึกสีดำขนาดเท่าศีรษะเด็ก ลอยอยู่กลางอากาศอย่างสงบนิ่ง มันส่องประกายเรืองรองสีดำอมม่วง ปล่อยคลื่นพลังงานที่เย็นยะเยือกและชั่วร้ายออกมาอย่างต่อเนื่อง ราวกับเป็นหัวใจของความมืดมิดทั้งหมดในหุบเขาแห่งนี้

“นั่นมัน...!” หยุนเฟิงอุทานในใจ เขาไม่เคยเห็นสิ่งใดเช่นนี้มาก่อน มันคือต้นตอของพลังอสูรโบราณตามที่ระบบบอกอย่างนั้นหรือ? พลังงานที่แผ่ออกมาจากผลึกนั้นรุนแรงจนเส้นชีพจรของเขาสั่นสะเทือน ความรู้สึกเยียบเย็นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกบางอย่างที่ชวนให้หลงใหลอย่างประหลาด ราวกับมีบางสิ่งในตัวเขากำลังถูกดึงดูดเข้าหามัน

“ติ๊ง! ตรวจพบแหล่งพลังงานอสูรโบราณระดับสูง! ระบบกำลังทำการวิเคราะห์... การวิเคราะห์ล้มเหลว! พลังงานนี้เกินกว่าความสามารถของระบบในปัจจุบันจะเข้าใจได้! โปรดระมัดระวังสูงสุด!”

เสียงเตือนของระบบที่ไม่เคยแสดงความไม่มั่นใจออกมาเช่นนี้ ทำให้หยุนเฟิงรู้สึกหนาวสะท้านถึงกระดูก พลังงานที่แม้แต่ระบบยังไม่สามารถวิเคราะห์ได้? มันต้องเป็นสิ่งที่อันตรายอย่างยิ่งยวดอย่างแน่นอน ขณะที่เขากำลังจ้องมองผลึกสีดำนั้นด้วยความหวาดระแวง ทันใดนั้น แท่นบูชาเบื้องล่างผลึกก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ลวดลายโบราณที่สลักไว้บนแท่นหินเรืองแสงสีแดงฉานขึ้นมาทีละเส้น ตามมาด้วยเสียง “โครม!” สนั่นหวั่นไหว พื้นดินรอบข้างปริแตกออก เผยให้เห็นรอยแยกสีดำสนิทเบื้องล่าง

ก่อนที่หยุนเฟิงจะทันได้ทำอะไร รอยแยกนั้นก็ขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อตัวเป็นปากถ้ำขนาดมหึมา ปล่อยควันสีดำทะมึนพวยพุ่งออกมา กลิ่นเหม็นเน่าฉุนกึกปะทะเข้ากับจมูกของเขา พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนที่ทำให้เขาทรงตัวไม่อยู่ หยุนเฟิงพยายามกระโดดถอยหลัง แต่ก็สายเกินไป! พื้นดินใต้ฝ่าเท้าของเขาพังทลายลงอย่างกะทันหัน ร่างของเขาร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง พร้อมกับเสียงคำรามก้องที่ดังสะท้านหุบเขาอสูร ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่น่าสะพรึงกลัวกำลังตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน!...

หน้านิยาย
หน้านิยาย
อมตะยุทธฝึกเซียน

อมตะยุทธฝึกเซียน

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!