ราชินีมังกรครองสวรรค์

ตอนที่ 3 — เพลิงโลหิตมังกรสะท้านปฐพี: บทแห่งการหลบหนี

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

200 ตอน · 1,390 คำ

สายลมหนาวพัดโชยต้องผิว เนื้อผ้าไหมพรมที่สวมใส่มิอาจให้ความอบอุ่นได้เทียบเท่ากับความระทึกในอก หลิงเยว่กำสมุนไพรในมือแน่น ร่างเล็กบอบบางวิ่งฝ่าพงไพรด้วยฝีเท้าอันรวดเร็ว ทว่าก้าวทุกก้าวกลับเต็มไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้งและตื่นตระหนก สายตาคมกริบเหลือบมองไปด้านหลังเป็นระยะ ใบหน้าหวานปานกระเบื้องเคลือบซีดเผือดจากการวิ่งและความหวาดกลัว เสียงฝีเท้าที่ไล่หลังมานั้นมิใช่ของสัตว์ป่า ‌หากแต่เป็นมนุษย์... มนุษย์ผู้มิได้มีความเมตตาเฉกเช่นสัตว์ร้าย

สองวันก่อน ชีวิตของหลิงเยว่ยังคงเรียบง่าย ดุจผืนน้ำนิ่งสงบในทะเลสาบที่ห้อมล้อมด้วยขุนเขา เธอใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บ้านเล็กๆ อันห่างไกลความเจริญ ทำไร่ทำนา เก็บสมุนไพรเลี้ยงชีพร่วมกับป้าอู่และลุงเฉิน ​สองสามีภรรยาผู้เก็บเธอมาเลี้ยงตั้งแต่ยังแบเบาะ หากแต่เช้าตรู่วันวาน ความสงบสุขนั้นได้มลายหายไปสิ้น ดุจฟองสบู่ที่แตกกระจายยามต้องแสงอาทิตย์ กลุ่มคนแปลกหน้าในชุดดำมิดชิด ผู้เรียกตนเองว่า “พรรคโลหิตทมิฬ” ได้บุกโจมตีหมู่บ้านอย่างไร้ปรานี ‍พวกเขากวาดต้อนชาวบ้าน หลิงเยว่เองก็ถูกจับกุม เธอไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สัญชาตญาณบอกว่าต้องหนี หนีให้ไกลที่สุด

“พวกเจ้าจะจับข้าไปทำอะไร!” เธอตะโกนถามขณะถูกลากไปกับพื้นดินแข็งกระด้าง ชายในชุดดำที่ควบคุมเธออยู่หัวเราะเยาะ “เจ้ามิอาจเข้าใจได้ดอก ‌เด็กสาว แต่เลือดในกายเจ้ามีค่ามหาศาล พวกเราจะใช้มันเพื่อความยิ่งใหญ่ของพรรค!” คำตอบนั้นชวนขนลุก หลิงเยว่ดิ้นรนสุดกำลัง ในช่วงชุลมุนของการโจมตี เธอเห็นลุงเฉินและป้าอู่พยายามปกป้องเธอจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ภาพนั้นฝังแน่นในดวงจิต ‍ดุจตราบาปที่มิอาจลบเลือน ความรู้สึกผิดและโกรธแค้นประดังเข้ามา เธอต้องรอด เพื่อพวกเขา เพื่อแก้แค้นให้พวกเขา!

ในการปะทะที่ลานหมู่บ้าน หลิงเยว่ถูกนักรบชุดดำคนหนึ่งเหวี่ยงไปชนเข้ากับแท่นหินศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งตั้งประดิษฐานรูปปั้นมังกรหินผุพัง แท่นหินนั้นสั่นสะเทือน ​เลือดของเธอที่ไหลออกจากแผลบนศีรษะหยดลงบนรูปปั้นมังกรโบราณทันใดนั้นเอง แสงสีทองส่องประกายเจิดจ้าออกมาจากรูปปั้นมังกร มันโอบล้อมกายของหลิงเยว่ไว้ พลันรู้สึกถึงพลังงานมหาศาลไหลเวียนเข้าสู่ร่าง ความเจ็บปวดจากการบาดเจ็บคล้ายจะถูกกลืนหายไปแทนที่ด้วยความฮึกเหิมอย่างประหลาด

“เกิดอะไรขึ้น!” หนึ่งในนักรบชุดดำร้องเสียงหลง “นี่มันพลังของอะไรกัน!?”

หลิงเยว่เองก็ไม่รู้ เธอมองเห็นเส้นเลือดในกายตนเองเรืองแสงสีทองดุจสายใยแห่งพลัง ​ดวงตาของเธอเปลี่ยนเป็นสีอำพันสว่างวาบ เปลวเพลิงสีทองอ่อนๆ ลุกโชนอยู่รอบกาย ดุจเกราะป้องกันจากทิพย์ เธอรู้สึกถึงความแข็งแกร่งที่ไม่เคยมีมาก่อน จู่ๆ แรงดึงดูดจากรูปปั้นมังกรก็หายไป พร้อมกับแสงสว่างที่มอดลง ​หลิงเยว่ตื่นจากภวังค์ แต่พลังงานบางอย่างยังคงกรุ่นอยู่ในร่าง เธอใช้พละกำลังที่เพิ่งได้รับผลักนักรบที่อยู่ใกล้ที่สุดกระเด็นออกไปอย่างง่ายดาย อาศัยจังหวะนั้น เธอพลิกกายกระโดดหนีเข้าป่าไป ทิ้งความฉงนงงงวยไว้เบื้องหลัง

นับตั้งแต่นั้นมา การไล่ล่าก็เริ่มต้นขึ้น พรรคโลหิตทมิฬส่งนักรบฝีมือดีที่สุดออกติดตามเธออย่างไม่ลดละ พวกเขาดูเหมือนจะรู้ว่าเธอไปทางไหนเสมอ ราวกับมีดวงตาที่มองเห็นทะลุพงไพร หลิงเยว่ต้องวิ่ง หนี และซ่อนตัวตลอดเวลา หัวใจของเธอเต้นระรัวดุจกลองศึก แต่ความกลัวนั้นถูกปลุกปั่นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือความตื่นเต้น ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างกำลังตื่นขึ้นภายในตัวเธอรอคอยการปลดปล่อย

“ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปที่ใด ราชินีโลหิตมังกร เจ้าก็จะไม่มีวันรอดพ้นจากเงื้อมมือของพรรคโลหิตทมิฬไปได้!” เสียงตะโกนของหัวหน้ากลุ่มที่ไล่ตามมาดังสะท้อนก้องทั่วหุบเขา คำว่า “ราชินีโลหิตมังกร” ทำให้หลิงเยว่ขนลุกซู่ เธอไม่เข้าใจความหมายของมัน แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่ามันคือสาเหตุของหายนะทั้งหมดที่เกิดขึ้น

หลิงเยว่เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นไปอีก กายของเธอล้าเต็มที กล้ามเนื้อทุกส่วนส่งเสียงครวญคราง ประหนึ่งจะฉีกขาดออกเป็นเสี่ยงๆ พลังที่ได้รับจากรูปปั้นมังกรนั้นยังไม่เสถียร มันปรากฏขึ้นในยามคับขัน แล้วก็หายไปอย่างรวดเร็ว ดุจสายฟ้าฟาดที่สว่างวาบแล้วลับหายไปในความมืด เธอต้องพึ่งพาความฉลาดและความคล่องแคล่วของตนเองเป็นส่วนใหญ่ เธอกลิ้งตัวลงจากเนินเตี้ยๆ กระโดดข้ามลำธารเล็กๆ โดยไม่ลังเล แม้รองเท้าจะเปียกชุ่มไปด้วยน้ำและโคลน แต่เธอก็ไม่มีเวลาจะใส่ใจ

กึก! เสียงกิ่งไม้หักจากทางด้านซ้าย บ่งบอกว่าศัตรูเข้าใกล้เข้ามาอีก หลิงเยว่ตัดสินใจเด็ดขาด เธอพุ่งตัวเข้าไปในพุ่มไม้หนาทึบที่เต็มไปด้วยหนามแหลมคม แม้ผิวหนังจะถูกเกี่ยวขูดจนเป็นรอยเลือดซิบๆ แต่ก็ดีกว่าถูกจับ เธอใช้หนามและกิ่งไม้มาพรางกาย พยายามควบคุมลมหายใจให้เบาที่สุด หัวใจยังคงเต้นรัว แต่เธอกลับรู้สึกว่าประสาทสัมผัสของตนเองเฉียบคมขึ้นอย่างน่าประหลาด เธอได้ยินเสียงก้าวเท้าที่หนักหน่วงของนักรบชุดดำสองคนเดินผ่านไปเกือบจะเฉียดพุ่มไม้ที่เธอซ่อนตัวอยู่ และได้ยินเสียงกระซิบของพวกเขาชัดเจน

“หัวหน้าบอกว่าเจ้าเด็กนั่นมีเลือดมังกรโบราณไหลเวียนอยู่ในกาย” หนึ่งในนักรบกล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ไม่น่าแปลกใจที่รูปปั้นมังกรหินนั่นมีปฏิกิริยา มันเหมือนกับว่ามันรอคอยมานับพันปีเพื่อการนี้”

“เลือดมังกรโบราณอย่างนั้นหรือ?” นักรบอีกคนพึมพำ “ข้าเคยได้ยินแต่ในตำนานเล่าขาน นี่มันเป็นเรื่องจริงหรือนี่? ถ้าพวกเราจับนางไปถวายให้ท่านประมุขได้สำเร็จ พวกเราคงได้รางวัลมหาศาล!”

หลิงเยว่ได้ยินทุกถ้อยคำ เธอรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า เลือดมังกรโบราณ? นั่นคือสิ่งที่ป้าอู่เคยเล่าให้ฟังยามค่ำคืน เรื่องราวของบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ที่มีสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ไหลเวียน แต่เธอก็คิดว่ามันเป็นเพียงนิทานก่อนนอนเท่านั้น ไม่เคยคิดเลยว่ามันจะเป็นความจริง และเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีวิตของเธอต้องพลิกผันถึงเพียงนี้ ความเจ็บปวดและความสับสนตีกันในอก เธออยากจะกรีดร้อง แต่ก็ต้องเก็บกลั้นไว้ เธอเข้าใจแล้วว่าทำไมพวกนั้นถึงต้องการเธอ ไม่ใช่เพียงเพื่อค่าไถ่ หรือแก้แค้น แต่มันคือสายเลือดที่ซ่อนอยู่ในกายเธอต่างหาก

เมื่อแน่ใจว่านักรบทั้งสองเดินผ่านไปแล้ว หลิงเยว่ค่อยๆ คลานออกจากพุ่มไม้ ร่างกายระบมไปหมด แต่เธอต้องไปต่อ ต้องหนีให้ไกลกว่านี้ เธอรู้ดีว่าคำว่า “เลือดมังกรโบราณ” นั้นหมายถึงความยิ่งใหญ่ และอันตรายมหันต์ มันคือดาบสองคมที่หากใช้ไม่เป็นก็จะทิ่มแทงตัวเอง

เธอวิ่งต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดหมาย สัญชาตญาณบอกให้ตรงไปทางทิศตะวันตก ผ่านป่าทึบขึ้นไปบนภูเขาที่สูงชันและเต็มไปด้วยโขดหิน เธอไม่มีเวลาจะมองย้อนกลับไป หรือหยุดพักแม้เพียงชั่วขณะ จนกระทั่งความมืดโรยตัวลงมาปกคลุมผืนป่า หลิงเยว่รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่กัดกินกระดูก แต่เธอก็ยังคงไม่ยอมหยุด ร่างกายของเธอยิ่งกว่าการถูกทรมานด้วยแส้พันครั้ง แต่จิตใจกลับเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ราวกับว่าสายเลือดมังกรที่ตื่นขึ้นนั้นกำลังหล่อหลอมให้เธอกลายเป็นคนใหม่

พลันนั้น เสียงคำรามของสัตว์ป่าดังขึ้นมาจากเบื้องหน้า มันไม่ใช่เสียงคำรามธรรมดา แต่มันคือเสียงของพยัคฆ์ทมิฬ สัตว์ร้ายแห่งป่าที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายและแข็งแกร่ง หลิงเยว่ชะงักฝีเท้า เธอตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ข้างหลังคือพรรคโลหิตทมิฬ ข้างหน้าคือสัตว์ร้ายที่หิวโหย

“ซ่า…”

เสียงคล้ายเกล็ดโลหะเสียดสีกันดังขึ้นจากพงหญ้าเบื้องหน้า พยัคฆ์ทมิฬตัวมหึมาโผล่พรวดออกมาจากความมืด ดวงตาของมันเรืองแสงสีแดงก่ำ จ้องมองมายังหลิงเยว่ด้วยความกระหาย มันไม่ได้เคลื่อนที่เข้าหาเธอในทันที แต่กลับเดินวนรอบๆ อย่างช้าๆ ราวกับจะหยอกล้อกับเหยื่อก่อนที่จะจัดการ

“บัดซบ!” หลิงเยว่สบถออกมา เธอรู้ดีว่าตนเองไม่มีโอกาสที่จะเอาชนะพยัคฆ์ทมิฬได้ พลังที่เพิ่งตื่นขึ้นยังไม่เสถียรและไม่สามารถควบคุมได้ เธอพยายามจะถอยหลัง แต่ก็ชนเข้ากับต้นไม้ใหญ่เสียก่อน สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ อย่างสิ้นหวัง พลันเห็นหน้าผาที่สูงชันอยู่ทางด้านขวา นั่นคือทางตัน!

เสียงฝีเท้าของพรรคโลหิตทมิฬเริ่มดังขึ้นมาอีกครั้งจากด้านหลัง นักรบกลุ่มใหญ่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ เสียงตะโกนของหัวหน้ากลุ่มยิ่งดังขึ้น “นางอยู่ตรงนั้นแหละ! อย่าให้นางหนีไปได้!”

หลิงเยว่ถูกบีบเข้ามุม เบื้องหน้าคือพยัคฆ์ทมิฬที่พร้อมจะฉีกเธอเป็นชิ้นๆ เบื้องหลังคือกลุ่มนักรบชุดดำที่หมายจะครอบครองเลือดในกายของเธอ และเบื้องขวาคือหน้าผาที่ทอดลงสู่หุบเหวนับพันเมตร ความสิ้นหวังเข้าครอบงำ แต่ในห้วงลึกของหัวใจ เธอกลับรู้สึกถึงความฮึกเหิมอย่างประหลาด มันไม่ใช่ความกลัว แต่มันคือเสียงร้องคำรามของบางสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเธอมาตลอด 18 ปี!

ดวงตาของหลิงเยว่เปลี่ยนเป็นสีทองอร่ามอีกครั้ง เปลวเพลิงสีทองอ่อนๆ ลุกโชนขึ้นรอบกาย แสงนั้นส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิดของราตรี เธอสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ล้นปรี่ มันแตกต่างจากครั้งก่อน มันมั่นคงกว่า เสถียรกว่า ราวกับว่าสายเลือดมังกรกำลังตอบสนองต่อภัยคุกคามตรงหน้า เธอกำหมัดแน่น มองตรงไปยังพยัคฆ์ทมิฬที่เริ่มแสดงท่าทีลังเลต่อพลังที่แผ่ออกมาจากร่างของเธอ

“พวกเจ้าต้องการเลือดของข้าอย่างนั้นหรือ?” หลิงเยว่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังเกินกว่าที่เคยเป็นมาก่อน เสียงของเธอเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและเด็ดขาด “ถ้าเช่นนั้น พวกเจ้าก็จงมาเอาไปให้ได้เถิด!”

พยัคฆ์ทมิฬส่งเสียงขู่คำราม มันกระโจนเข้าใส่หลิงเยว่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายลม ในขณะเดียวกัน นักรบของพรรคโลหิตทมิฬก็พุ่งพรวดออกมาจากพงไม้ พวกเขายกธนูขึ้นเล็ง หลิงเยว่รู้ดีว่านี่คือวินาทีชี้เป็นชี้ตาย เธอจะต้องเลือก ทางรอดของเธออยู่ตรงไหนกันแน่?

พลันนั้น พื้นดินเบื้องล่างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เสียงคำรามกึกก้องที่มาจากเบื้องล่างของหุบเหว ทำให้พยัคฆ์ทมิฬชะงัก นักรบชุดดำหยุดชะงัก สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก มันไม่ใช่เสียงคำรามของสัตว์ป่าธรรมดา แต่มันเป็นเสียงที่เก่าแก่โบราณ เต็มไปด้วยพลังอำนาจที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ดุจเสียงคำรามของเทพเจ้ามังกรที่กำลังตื่นจากนิทรา มันสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งผืนป่าและหุบเขา!

หลิงเยว่มองลงไปในหุบเหวเบื้องล่างด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัวอีกต่อไป แต่เป็นความตื่นเต้นและสงสัย เธอเห็นแสงสีทองเรืองรองสว่างวาบขึ้นมาจากความมืดมิดเบื้องล่าง แสงนั้นสว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมันกลืนกินความมืดมิดทั้งหมด แสงสว่างจ้าที่พุ่งตรงขึ้นสู่ท้องฟ้า ดุจลำแสงแห่งเทพเจ้า ราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่กำลังจะปรากฏตัวขึ้นจากหุบเหวนั้น และมันไม่ใช่แค่มังกร…แต่เป็นสิ่งที่เหนือกว่าจินตนาการของมนุษย์ทั่วไป

นักรบของพรรคโลหิตทมิฬต่างพากันทรุดลงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว บางคนถึงกับหน้าซีดเผือดราวกับได้เห็นภูตผีปีศาจ แม้แต่พยัคฆ์ทมิฬเองก็ยังส่งเสียงหงิงๆ คล้ายลูกสุนัข สลายความดุดันลงสิ้นเชิง แสงสีทองนั้นพุ่งทะลุเมฆหมอกขึ้นไปสู่ฟากฟ้า หลิงเยว่ถูกแสงนั้นโอบล้อมเอาไว้ เธอยืนอยู่ตรงขอบหน้าผา มองไปยังแสงสว่างที่พุ่งขึ้นมาจากหุบเหว และสัมผัสได้ถึงพลังงานมหาศาลที่ดึงดูดเธอเข้าหามัน ราวกับว่ามันกำลังเรียกหาเธอ… เรียกหาเลือดมังกรในกายของเธอ!

เธอจะต้องลงไปที่นั่นหรือไม่? หรือนี่คือหายนะที่ยิ่งใหญ่กว่าการถูกจับกุมโดยพรรคโลหิตทมิฬ? แต่ในดวงตาของหลิงเยว่กลับไม่มีความกลัวอีกต่อไป มีเพียงความมุ่งมั่นและความสงสัยใคร่รู้ เธอจะต้องค้นหาความจริงเกี่ยวกับสายเลือดของเธอ และคำตอบทั้งหมดคงจะอยู่ ณ เบื้องล่างของหุบเหวที่แสงสีทองสว่างไสวนั่นเป็นแน่ หลิงเยว่ตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เธอหันหลังให้กับนักรบที่ยังคงคุกเข่าด้วยความหวาดกลัว และพยัคฆ์ทมิฬที่ตัวสั่นเทา ก่อนที่จะ…ทิ้งตัวลงสู่หุบเหวนรกเบื้องล่าง พร้อมกับแสงสีทองที่สว่างจ้าขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเชื้อเชิญให้เธอดิ่งลึกเข้าไปในใจกลางของมัน เธอเลือกที่จะเผชิญหน้ากับชะตากรรมที่ไม่อาจคาดเดาได้ โดยไม่รู้เลยว่าสิ่งที่รอคอยอยู่เบื้องล่างนั้นยิ่งใหญ่และอันตรายเกินกว่าที่มนุษย์คนใดจะจินตนาการถึงได้

หน้านิยาย
หน้านิยาย
ราชินีมังกรครองสวรรค์

ราชินีมังกรครองสวรรค์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!