เทพสงครามระบบพิชิตโลก

ตอนที่ 114 — ยุทธศาสตร์มิติรอยแยก

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

363 ตอน · 1,786 คำ

เสียงคำรามของสงครามก้องกังวานไปทั่วหุบผาโลกันต์ ดาบกระทบโลหะสะท้อนแสงจันทร์ยามสนธยา เวทมนตร์ระเบิดเป็นประกายหลากสีสันฉาบฉายท้องฟ้ามืดมิด และเสียงกรีดร้องของทั้งสองฝ่ายดังระงมประหนึ่งบทเพลงแห่งความตายที่บรรเลงไม่รู้จบ อาร์คยืนอยู่บนระเบียงบัญชาการสูงตระหง่าน เหนือกว่าแนวรบเบื้องล่างที่ดูราวกับทะเลเพลิงและคมหอก ร่างกายของเขาแผ่รัศมีแห่งความเยือกเย็น ทว่าดวงตาคมกริบกลับสำรวจทุกรายละเอียดของการรบเบื้องล่างอย่างไม่คลาดสายตา ‌ราวกับว่าทุกการเคลื่อนไหวของทหารแต่ละนายล้วนอยู่ในขอบเขตการรับรู้ของเขา

เบื้องหน้าพวกเขา กองทัพของอาณาจักรอัลดอรันตั้งรับอย่างแน่นหนาบนตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่ได้เปรียบ กำแพงหินธรรมชาติที่สูงชันถูกเสริมด้วยปราการเวทมนตร์อันแข็งแกร่งที่เปล่งประกายสีคราม ทำให้การโจมตีตรง ๆ ของกองทัพพันธมิตรของอาร์คต้องเผชิญกับความสูญเสียอย่างหนัก มวลทหารนับหมื่นที่พยายามบุกตะลุยขึ้นไปต้องล้มตายลงราวใบไม้ร่วง แม้จะมีความได้เปรียบด้านคุณภาพของหน่วยรบแต่ละหน่วยที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างเข้มข้น ​แต่ปริมาณที่มหาศาลและการเตรียมพร้อมของศัตรูที่หยั่งรากลึกบนพื้นที่ของตน ทำให้สถานการณ์ยังคงเป็นไปอย่างยากลำบากและดูเหมือนจะไร้หนทาง

"ท่านอาร์ค สถานการณ์แนวหน้ายังคงเป็นไปอย่างติดขัด หน่วยพยัคฆ์ทมิฬเสียเปรียบในการรุกคืบขึ้นสู่เนินผาเวทมนตร์อย่างเห็นได้ชัดค่ะ" อันย่า หัวหน้านักยุทธศาสตร์และมือขวาคนสนิทของอาร์ค รายงานด้วยน้ำเสียงจริงจัง สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความกังวลเล็กน้อย ‍แม้จะพยายามเก็บซ่อนไว้ภายใต้ความสงบเยือกเย็น เธอเพิ่งจะถอนสายตาออกจากแผนที่เวทมนตร์ที่แสดงผลการรบแบบเรียลไทม์ แผนที่นั้นส่องแสงสีฟ้าอ่อนโยน แต่จุดสีแดงที่แสดงถึงการสูญเสียของฝ่ายตนกลับกระพริบถี่ขึ้นเรื่อยๆ

อาร์คหรี่ตาลงเล็กน้อย แววตาของเขาฉายประกายแห่งความเข้าใจลึกซึ้ง เขารู้ดีว่าการบุกทะลวงจากด้านหน้าเป็นเพียงการเบี่ยงเบนความสนใจ เป็นเพียงฉากหน้าอันดุเดือดที่สร้างขึ้นเพื่อดึงดูดสายตาและกำลังทั้งหมดของศัตรู แผนการที่แท้จริงของเขากำลังจะเริ่มต้นขึ้น ‌และมันจะเปลี่ยนโฉมหน้าของการรบครั้งนี้ไปตลอดกาล พลิกกระดานหมากสงครามให้กลับตาลปัตรในพริบตา

"เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้" อาร์คตอบด้วยเสียงเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้น "กำลังของอัลดอรันยังคงประเมินความสามารถของเราต่ำเกินไป พวกเขาคิดว่าการยึดครองเส้นทางหลักคือชัยชนะที่แน่นอน" เขากล่าวพลางเหลือบมองไปยังแนวรบเบื้องล่างที่ยังคงเต็มไปด้วยความดุเดือด

เขาก้าวไปยืนชิดขอบระเบียง มองลงไปยังภาพการรบที่ดุเดือดเบื้องล่าง ‍ซึ่งเต็มไปด้วยไฟเวทมนตร์และเสียงโห่ร้องที่ดูเหมือนจะไม่สิ้นสุด บรรยากาศกดดันและหดหู่แผ่ปกคลุมกองกำลังที่กำลังพยายามอย่างสุดความสามารถ อาร์คสัมผัสได้ถึงความสิ้นหวังที่เริ่มก่อตัวขึ้นในหมู่ทหารของเขา ความเหนื่อยล้าที่เริ่มกัดกินจิตใจ แต่เขาก็รู้ว่ามันเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก่อนที่ความหวังจะกลับคืนมาในรูปแบบที่ศัตรูคาดไม่ถึง และจะทำให้พวกมันต้องจดจำไปชั่วชีวิต

"ได้เวลาแล้ว อันย่า ​เตรียมส่งคำสั่ง" อาร์คกล่าว พลังงานบางอย่างเริ่มแผ่ออกจากกายเขาอย่างเงียบเชียบ แต่สัมผัสได้ถึงความหนักแน่น ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความเด็ดขาดราวกับเปลวไฟที่ลุกโชน

อันย่าพยักหน้าเล็กน้อย ทว่าในแววตาของเธอยังคงมีความประหลาดใจเจือปนอยู่เล็กน้อยกับแผนการที่อาร์คเพิ่งเปิดเผยให้เธอทราบเมื่อไม่นานมานี้ มันเป็นแผนที่บ้าบิ่นเกินกว่าที่นักยุทธศาสตร์คนใดจะกล้าคิด แต่ด้วยความเชื่อมั่นในตัวอาร์ค ​เธอจึงยอมรับและเตรียมพร้อมที่จะดำเนินการ "ท่านมั่นใจหรือว่า 'มิติรอยแยก' จะทำงานได้อย่างไร้ที่ติในการรบจริงเช่นนี้คะ?" เธอเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับลงเล็กน้อย เพื่อไม่ให้ใครได้ยินนอกจากอาร์ค

"ระบบพิสูจน์แล้วว่ามีความแม่นยำสูง" อาร์คตอบอย่างมั่นใจ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นราวกับหินผา ​"และหน่วยวอยด์เบรกเกอร์ก็ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ พวกเขาคือเงาที่ไม่มีใครมองเห็น และเป็นคมดาบที่พร้อมจะกรีดแทงหัวใจของศัตรู"

คำสั่งถูกส่งออกไปอย่างรวดเร็ว ผ่านระบบสื่อสารที่อาร์คสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าเกินกว่าโลกนี้จะจินตนาการได้ เสียงสัญญาณที่ไม่มีใครได้ยินนอกจากผู้ที่ได้รับเลือก ก้องกังวานไปยังหน่วยรบพิเศษที่ตั้งซุ่มรออยู่ห่างออกไปหลายสิบกิโลเมตร เตรียมพร้อมสำหรับภารกิจที่พลิกโฉมหน้าสงคราม


ณ จุดที่ซ่อนตัวอยู่หลังแนวป่าทึบ ห่างจากแนวรบหลักหลายสิบกิโลเมตร ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ศัตรูไม่คาดคิดว่าจะมีการเคลื่อนไหวใดๆ หน่วยวอยด์เบรกเกอร์ จำนวน 500 นาย ภายใต้การนำของผู้บัญชาการซีเฟอร์ ยืนประจำการอย่างเงียบงัน แต่ละคนสวมชุดเกราะสีดำสนิทที่ดูดกลืนแสงจันทร์และเงา ดาบวอยด์เบรกเกอร์ที่เปล่งประกายสีเงินหม่นถูกเหน็บไว้ข้างกาย ใบหน้าของพวกเขาปิดบังด้วยหมวกเกราะที่ไร้อารมณ์ ราวกับรูปปั้นหิน ทว่าดวงตาที่มองลอดออกมากลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ความเยือกเย็นที่ซ่อนเร้นไว้ซึ่งพลังทำลายล้าง

เบื้องหน้าพวกเขา เครื่องมือสังเคราะห์มิติรอยแยกขนาดเล็กกำลังทำงาน ส่งเสียงกระหึ่มต่ำ ๆ ในอากาศราวกับเสียงครางของสัตว์ร้ายที่กำลังตื่นขึ้น ผืนฟ้าเบื้องหน้าเริ่มบิดเบี้ยว แสงสว่างค่อย ๆ หายไป เผยให้เห็นรอยแยกสีดำสนิทที่ค่อย ๆ ขยายตัวออก มันไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่เป็นเหมือนการมองผ่านม่านที่บางเฉียบไปยังมิติอื่น ท้องฟ้าสีแดงฉาน และเงาร่างที่บิดเบี้ยวของภูมิทัศน์ที่ไม่คุ้นเคยปรากฏให้เห็นวูบหนึ่ง ก่อนที่มันจะกลับกลายเป็นอุโมงค์แห่งความมืดมิดที่ดูดกลืนทุกสิ่งทุกอย่าง

"หน่วยวอยด์เบรกเกอร์เตรียมพร้อม!" เสียงของซีเฟอร์ดังขึ้นหนักแน่น ชัดเจน แม้จะไม่ได้ตะโกน แต่กลับก้องกังวานในความเงียบงันของป่า "จำไว้ว่าเป้าหมายคือการสร้างความโกลาหลสูงสุด ตัดเส้นทางสื่อสาร ทำลายค่ายเวทมนตร์ และกำจัดผู้บัญชาการระดับสูงของศัตรู จงเป็นเงาที่มองไม่เห็น แต่จงทิ้งร่องรอยแห่งความพินาศไว้เบื้องหลัง!"

หน่วยวอยด์เบรกเกอร์พยักหน้าพร้อมเพรียงกัน ความตื่นเต้นผสมกับความเยือกเย็นฉายชัดในแววตาของพวกเขา พวกเขาคือผลผลิตของระบบพิชิตโลก หน่วยรบพิเศษที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ไม่มีใครสามารถเลียนแบบได้ อาวุธของพวกเขาถูกหลอมขึ้นจากธาตุสุญญะ ทำให้มันสามารถทะลุผ่านเกราะเวทมนตร์และวัตถุทางกายภาพได้ในระดับหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบยังได้ปลูกฝังความสามารถในการรับรู้และเคลื่อนที่ผ่านมิติรอยแยกขนาดเล็กได้อย่างชำนาญ ราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

"ไป!" ซีเฟอร์ออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เด็ดขาด

ทีละคน ทีละแถว หน่วยวอยด์เบรกเกอร์ก้าวเข้าสู่รอยแยกแห่งความมืดมิด ร่างกายของพวกเขาบิดเบี้ยวไปชั่วขณะ ราวกับถูกบีบอัดด้วยพลังงานมหาศาล ก่อนจะหายลับไปอย่างเงียบงัน ราวกับไม่เคยมีอยู่ตรงนั้น รอยแยกมิติเองก็ค่อย ๆ หดตัวลงอย่างช้า ๆ ปิดสนิทลงในที่สุด เหลือไว้เพียงความว่างเปล่าของป่าที่กลับคืนสู่ความเงียบ มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้เบาๆ เท่านั้นที่ยังคงอยู่


ขณะเดียวกัน ณ แนวหลังของกองทัพอัลดอรัน นายพลเดรคัส ผู้บัญชาการสูงสุด กำลังนั่งอยู่ในกระโจมบัญชาการขนาดใหญ่ที่ประดับประดาอย่างหรูหรา พร้อมกับรอยยิ้มพึงพอใจบนใบหน้าอันอ้วนท้วนของเขา เขากำลังเพลิดเพลินกับรายงานสถานการณ์ที่ส่งตรงมาจากแนวหน้า

"ฮ่าฮ่าฮ่า ดูสิ! พวกกองโจรของอาร์คเริ่มอ่อนแรงลงแล้ว" นายพลเดรคัสกล่าวพลางกระดกเหล้าองุ่นชั้นดีขึ้นดื่มอย่างอารมณ์ดี "พวกเขาคิดจะเอาชนะกองทัพอัลดอรันอันเกรียงไกรของเราด้วยกำลังเพียงหยิบมือหรือไง โง่เขลาสิ้นดี!"

เสนาธิการคนสนิทพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย "เป็นไปตามแผนครับท่านนายพล การตั้งรับบนจุดยุทธศาสตร์นี้ทำให้พวกมันสูญเสียอย่างหนัก ไม่ช้าก็เร็วพวกมันจะต้องถอนทัพไปอย่างไม่เป็นท่า และเราก็จะกวาดล้างพวกกบฏให้สิ้นซาก"

แต่แล้ว ทันใดนั้นเอง เสียงกรีดร้องอันน่าขนลุกก็ดังมาจากค่ายทหารที่อยู่ไม่ไกลนัก ตามมาด้วยเสียงระเบิดเล็กๆ ที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังขึ้นอย่างฉุกละหุก ราวกับเสียงหวีดหวิวของวิญญาณร้าย

"เกิดอะไรขึ้นน่ะ!?" นายพลเดรคัสขมวดคิ้วด้วยความไม่พอใจ ใบหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นบึ้งตึง "ไปดูซิว่าพวกทหารเวรยามกำลังทำอะไรกันอยู่! แค่เสียงสัตว์ป่ารึไง ถึงกับส่งเสียงดังขนาดนี้!"

ยังไม่ทันที่เสนาธิการจะออกไป เสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นอีกครั้ง คราวนี้มาจากโซนที่ตั้งวงเวทของนักเวทผู้พิทักษ์แนวหลัง แสงเวทมนตร์สีแดงฉานสว่างวาบขึ้นและหายไปอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยความเงียบที่น่าขนลุก ราวกับว่าชีวิตทั้งหมดได้ถูกกลืนหายไปในความมืด

"ท่านนายพล! เกิดเรื่องไม่ดีแล้วครับ!" ทหารนายหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในกระโจม ร่างกายของเขาสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว "หน่วยเวทมนตร์ถูกโจมตีครับ! พวกมันปรากฏตัวจาก...จากที่ไหนก็ไม่รู้! มันตัดผ่านเกราะเวทมนตร์ของเราได้อย่างง่ายดาย!"

นายพลเดรคัสลุกพรวดขึ้นยืนด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เหล้าองุ่นในมือร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจาย "อะไรนะ! เป็นไปไม่ได้! ไม่มีใครสามารถบุกทะลวงแนวป้องกันเวทมนตร์ของเราได้โดยไม่ถูกตรวจจับ!"

เสียงปืนใหญ่เวทมนตร์ที่เพิ่งถูกเตรียมไว้สำหรับยิงสนับสนุนแนวหน้าก็ระเบิดขึ้นเองจากด้านใน ทำลายเครื่องจักรสงครามเหล็กขนาดมหึมาจนแหลกละเอียด เปลวไฟพุ่งสูงขึ้นสู่ท้องฟ้า สร้างความโกลาหลให้กับทหารที่อยู่โดยรอบที่เริ่มวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

"ขบวนเสบียงถูกโจมตี! คลังอาวุธระเบิด! หน่วยสื่อสารถูกตัดขาด!" รายงานที่เลวร้ายถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนราวกับคลื่นสึนามิแห่งหายนะที่กำลังกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่าง

นายพลเดรคัสรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนคว้าง เขาสับสนและหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขาพยายามคิดหาเหตุผล พยายามสั่งการให้หน่วยสำรองเข้าช่วยเหลือ แต่เสียงตะโกนและเสียงดาบกระทบกันก็ดังมาจากด้านนอกกระโจมของเขาเอง มันใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

"ท่านนายพล! พวกมันบุกมาถึงนี่แล้วครับ!" ทหารองครักษ์กรีดร้องก่อนจะล้มลง เมื่อเงาร่างสีดำพุ่งทะลุผนังกระโจมเข้ามาอย่างรวดเร็ว ราวกับภูตผีปีศาจ

ซีเฟอร์ปรากฏตัวขึ้นภายในกระโจม ดาบวอยด์เบรกเกอร์ของเขาเรืองรองด้วยแสงสีเงินหม่นเย็นยะเยือก เขามองตรงไปยังนายพลเดรคัสด้วยสายตาที่ไร้อารมณ์ ไม่ต้องเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวในการมองหาเป้าหมาย นายพลเดรคัสตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเผือดเมื่อเห็นดวงตาเย็นชาภายใต้หมวกเกราะของซีเฟอร์

"แก... แกมาจากไหน!?" เดรคัสตะโกนอย่างบ้าคลั่ง มือคว้าดาบประจำตัวที่แขวนอยู่ แต่ยังไม่ทันจะชักออกมา ซีเฟอร์ก็พุ่งเข้าใส่เขาแล้ว รวดเร็วดุจสายฟ้า

เสียง "ฉัวะ!" ดังขึ้นเพียงครั้งเดียว นายพลเดรคัสล้มลงกับพื้น เลือดสีแดงฉานอาบทั่วเสื้อคลุมหรูหรา ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อในโชคชะตา ก่อนที่ลมหายใจสุดท้ายจะขาดสะบั้นไปพร้อมกับความหวาดกลัวที่ยังคงค้างอยู่ในแววตา

การสังหารนายพลสูงสุดเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผน หน่วยวอยด์เบรกเกอร์แต่ละหน่วยที่กระจายตัวอยู่ทั่วแนวหลังของศัตรู ได้ดำเนินการภารกิจของตนอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด พวกเขาคือฝันร้ายที่ปรากฏกายขึ้นจากความว่างเปล่า ตัดเส้นทางทุกอย่างที่สำคัญต่อการรบ สร้างความแตกตื่นและโกลาหลที่ไม่อาจแก้ไขได้ ความหวาดกลัวแพร่กระจายไปทั่วราวกับโรคระบาด ไม่มีใครรู้ว่าศัตรูมาจากไหน และจะโจมตีเมื่อใด ทุกอย่างดูเหมือนจะเกิดขึ้นในพริบตาเดียว


บนระเบียงบัญชาการ อาร์คและอันย่าเฝ้ามองภาพเบื้องล่างด้วยความพึงพอใจที่ค่อยๆ แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ

"ดูนั่นสิอันย่า" อาร์คชี้ไปที่แนวหลังของกองทัพอัลดอรัน ซึ่งบัดนี้เต็มไปด้วยเปลวไฟ ควัน และเสียงกรีดร้องที่เปลี่ยนจากความโกรธแค้นเป็นการหวาดกลัวสุดขีด "ความได้เปรียบด้านจำนวนของพวกเขาถูกทำลายลงด้วยความหวาดระแวงและความไม่รู้"

อันย่าถึงกับต้องกลืนน้ำลาย เธอมองภาพเบื้องล่างด้วยความทึ่ง เธอเคยเห็นแผนการรบที่เฉียบคมมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่เหนือความคาดหมายและสร้างผลลัพธ์ได้อย่างพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเช่นนี้ มันเป็นความอัจฉริยะที่แท้จริง

"มัน... มันเหลือเชื่อมากค่ะท่านอาร์ค" เธอกล่าวเสียงพร่า "พวกเขาแตกตื่นอย่างสิ้นเชิงแล้ว เส้นทางเสบียงถูกตัดขาด ค่ายเวทมนตร์ไร้ประโยชน์ และแม้แต่ผู้บัญชาการก็..."

ก่อนที่อันย่าจะพูดจบ ม่านพลังเวทมนตร์ขนาดใหญ่ที่ปกคลุมแนวรบของอัลดอรันก็สั่นคลอนอย่างรุนแรง และในที่สุดก็ระเบิดออกเป็นเสี่ยง ๆ พร้อมกับเสียงกรีดร้องของนักเวทหลายร้อยคนที่อยู่ในรัศมีที่ถูกทำลายล้าง แสงเวทมนตร์ที่เคยเป็นเกราะป้องกัน บัดนี้กลับกลายเป็นกับดักมรณะ

"เป็นฝีมือของซีเฟอร์และหน่วยของเขา" อาร์คพยักหน้าเล็กน้อย "เมื่อไม่มีผู้บัญชาการและแนวหลังถูกทำลาย ขวัญกำลังใจก็พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง"

สถานการณ์บนแนวหน้าเปลี่ยนไปในพริบตา กองทัพของอัลดอรันที่กำลังตั้งรับอย่างแข็งขัน เริ่มแสดงอาการสับสนวุ่นวาย หลายหน่วยเริ่มหันหลังกลับเพื่อไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่ด้านหลัง แนวป้องกันที่เคยแข็งแกร่งราวภูผาหิน เริ่มมีช่องโหว่ และไม่นานนักก็เริ่มแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อความตื่นตระหนกเข้าครอบงำจิตใจของทหารทุกคน

"หน่วยบุกทะลวง! โจมตีเต็มกำลัง! ผลักดันพวกมันให้ถอยร่น!" อาร์คออกคำสั่งเสียงก้องผ่านระบบสื่อสาร บัดนี้ความได้เปรียบกลับมาอยู่ในมือของพวกเขาอย่างสมบูรณ์ และถึงเวลาที่จะเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ของแผนการอันแยบยลนี้

กองทัพพันธมิตรของอาร์คที่กำลังเสียเปรียบมาตลอดทั้งวัน ได้รับขวัญกำลังใจขึ้นมาอีกครั้ง พวกเขารับรู้ได้ถึงความโกลาหลเบื้องหลังศัตรู ทหารทุกนายต่างรับรู้ว่าสถานการณ์ได้พลิกผันแล้ว เสียงโห่ร้องแห่งชัยชนะของฝ่ายอาร์คดังก้องขึ้น กลบเสียงกรีดร้องของศัตรูที่กำลังแตกพ่าย ความหวังที่เคยริบหรี่ บัดนี้กลับลุกโชนขึ้นอีกครั้ง

หน่วยพยัคฆ์ทมิฬที่เคยติดขัดบนเนินผาเวทมนตร์ บัดนี้พุ่งทะยานเข้าใส่ศัตรูราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ พวกเขาเคลื่อนที่ด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ใช้ประโยชน์จากช่องว่างและรอยรั่วในแนวป้องกันของอัลดอรันที่กำลังสับสนและไร้การควบคุม

เพียงไม่กี่ชั่วโมง กองทัพอันเกรียงไกรของอัลดอรันก็แตกพ่ายอย่างไม่เป็นท่า ทิ้งไว้เพียงศพจำนวนมากและยุทโธปกรณ์ที่กระจัดกระจายไปทั่วหุบผาโลกันต์ พวกที่รอดชีวิตก็วิ่งหนีเอาตัวรอดอย่างไม่คิดชีวิต การรบที่เคยดูเหมือนจะยืดเยื้อ ได้จบลงอย่างรวดเร็วและเด็ดขาด ด้วยยุทธศาสตร์มิติรอยแยกอันชาญฉลาดของอาร์ค

อาร์คยืนนิ่งอยู่บนระเบียงบัญชาการ มองดูภาพการไล่ล่าของกองทัพตนเองที่กำลังกวาดล้างศัตรูที่เหลืออยู่ เขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกของการพิชิต แต่ก้าวแรกนี้ก็ได้แสดงให้โลกเห็นถึงพลังอำนาจและความสามารถที่แท้จริงของ "เทพสงครามแห่งระบบพิชิตโลก" ผู้ที่จะไม่หยุดยั้งจนกว่าเป้าหมายสุดท้ายจะสำเร็จลุล่วง

"นี่คือจุดเริ่มต้นอันย่า" อาร์คกล่าว น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยวและแฝงไว้ด้วยคำมั่นสัญญา "ต่อไปนี้ มิติรอยแยกจะกลายเป็นฝันร้ายที่กองทัพใดๆ ก็ไม่อาจหลีกหนีพ้น"

อันย่ามองไปยังใบหน้าด้านข้างของอาร์ค แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบเงาของเขา ทำให้ดูยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม เธอพยักหน้าช้าๆ ในใจเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาในผู้นำของเธอ ไม่ว่าอาร์คจะนำพาไปสู่เส้นทางใด เธอรู้ดีว่ามันจะเป็นเส้นทางที่นำไปสู่ชัยชนะอันยิ่งใหญ่เสมอ ตราบใดที่เขายังคงยืนหยัดอยู่ตรงนี้

หน้านิยาย
หน้านิยาย
เทพสงครามระบบพิชิตโลก

เทพสงครามระบบพิชิตโลก

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!