โดย : มนต์ตรา ประกาศิต
363 ตอน · 1,923 คำ
เช้าวันรุ่งขึ้น แสงอรุณสีทองสาดส่องลงมายังสมรภูมิที่เพิ่งผ่านพ้นจากเปลวเพลิงแห่งสงคราม บัดนี้ผืนดินที่เคยชุ่มโชกไปด้วยโลหิตกลับถูกปกคลุมด้วยไอหมอกจางๆ ของพลังงานที่หลงเหลืออยู่จากอาวุธและเทคโนโลยีเหนือโลกของอาร์ค กองทัพของอาณาจักรเมเรียนที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นเพียงซากปรักหักพังที่น่าอนาถ ผู้รอดชีวิตกระจัดกระจายราวใบไม้ในพายุฤดูร้อนที่โหมกระหน่ำ ส่วนผู้ที่โชคดีที่สุดก็ได้แต่วิ่งหนีเอาชีวิตรอดโดยไม่คิดหวนกลับมามองอดีตที่พังทลาย
อาร์คยืนอยู่บนเนินเขาสูงที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่างได้กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ด้วยแววตาที่สงบนิ่งราวผืนน้ำในคืนเดือนมืดที่ไร้คลื่นลม ไม่มีร่องรอยของความกระหายเลือดหรือความพึงพอใจเกินเหตุปรากฏบนใบหน้าคมคายของเขา มีเพียงการวิเคราะห์และประเมินผลอย่างเยือกเย็น เสียงของระบบดังก้องอยู่ในหัวของเขา ยืนยันถึงความสำเร็จของปฏิบัติการที่บ้าบิ่นที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งพลิกโฉมหน้าของสงครามได้อย่างไม่น่าเชื่อ
"ระบบ: ภารกิจ 'พลิกกระดานรบ' สำเร็จสมบูรณ์" เสียงสังเคราะห์ของระบบดังขึ้นอย่างชัดเจนในห้วงความคิดของอาร์ค "ระบบ: ค่าประสบการณ์ที่ได้รับ: 1,500,000" "ระบบ: ทรัพยากรพิเศษที่ได้รับ: แร่ธาตุหายาก 1,000 หน่วย, เทคโนโลยีวิศวกรรมการเคลื่อนย้ายมิติระดับเริ่มต้น" "ระบบ: ปลดล็อกยูนิตใหม่: วอร์เฟรม คลาส 2 'ไลท์นิ่ง สไตรค์เกอร์'"
ชัยชนะครั้งนี้เกินกว่าที่ใครจะคาดคิด หน่วยรบวอยด์เบรกเกอร์ที่ถูกส่งผ่านมิติรอยแยกขนาดเล็กเข้าไปยังใจกลางกองทัพศัตรู ได้สร้างความปั่นป่วนและความหวาดกลัวอย่างถึงขีดสุดราวกับปีศาจที่หลุดมาจากนรกภูมิ พวกมันไม่ใช่เพียงแค่หน่วยรบที่ทรงประสิทธิภาพ แต่เป็นฝันร้ายที่ปรากฏขึ้นจากอากาศธาตุ ทำลายจุดยุทธศาสตร์สำคัญอย่างรวดเร็วและไร้ร่องรอย ท่ามกลางความแตกตื่นและโกลาหลของศัตรู อาร์คก็สั่งการให้กองทัพหลักเข้าโจมตีทันที ส่งผลให้การต่อต้านของอาณาจักรเมเรียนพังทลายลงในเวลาอันสั้นราวกับปราสาททรายที่ถูกคลื่นซัด
ไค ผู้บัญชาการหน่วยจู่โจมเงา ก้าวเข้ามาหาอาร์ค ใบหน้าของเขามีรอยยิ้มกว้างอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แววตาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและชื่นชมอย่างสุดซึ้ง
"ท่านอาร์ค ชัยชนะครั้งนี้เกินกว่าคำว่าน่าประหลาดใจนักพ่ะย่ะค่ะ" ไคกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเจือด้วยความตื่นเต้น "พลังของหน่วยรบวอยด์เบรกเกอร์นั้น... มันเหมือนกับปีศาจที่ไม่มีตัวตน เข้าทำลายจากภายในอย่างสมบูรณ์แบบ พวกมันปรากฏตัวราวกับเงา หายไปราวกับสายลม แต่ทิ้งไว้ซึ่งความพินาศอย่างแท้จริง" เขาเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะพูดต่อ "ตอนนี้ทัพเมเรียนแตกพ่ายไม่เป็นท่า กองกำลังป้องกันเมืองหลวงของพวกเขาอ่อนแอลงอย่างมาก เราสามารถรุกคืบเข้ายึดเมืองหลวงได้ภายในสัปดาห์นี้ขอรับ และด้วยกำลังพลที่เรามีอยู่ การต้านทานใดๆ ก็คงไร้ความหมาย"
อาร์คพยักหน้าเล็กน้อย แววตาคมกริบจับจ้องไปยังขอบฟ้าที่กำลังเปลี่ยนสีเป็นสีทองอร่ามของดวงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มลอยสูงขึ้น "ข้าทราบดี ไค แต่แผนของเราคือการสร้างความหวาดกลัวและทำลายขวัญ ไม่ใช่การยึดครองในทันที การทำให้ศัตรูสิ้นหวังโดยไม่เห็นแม้แต่เงาผู้โจมตีคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุด การยึดครองที่รวดเร็วเกินไปอาจทำให้เราเปิดเผยไพ่มากเกินไป" เขาหันไปมองไคอีกครั้ง "ส่งหน่วยรบไปเก็บกวาดสิ่งที่เหลืออยู่ ตรวจสอบเทคโนโลยีหรือเวทมนตร์แปลกๆ ที่อาจหลงเหลือจากศัตรู และที่สำคัญที่สุด... เตรียมรับมือกับสายตาที่จับจ้องมาจากทั่วทุกมุมของทวีป ชัยชนะที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ย่อมไม่รอดพ้นจากสายตาของมหาอำนาจอื่นอย่างแน่นอน"
คำพูดสุดท้ายของอาร์คนั้นแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ไคเข้าใจดีว่าการแสดงแสนยานุภาพที่เหนือล้ำเช่นนี้จะต้องไม่รอดพ้นจากเรดาร์ของมหาอำนาจอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... จักรวรรดิแอสเทรีย มหาอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีป ผู้ที่เชื่อว่าตนเองคือศูนย์กลางของทุกสรรพสิ่ง
ในอีกมุมหนึ่งของทวีปอันไกลโพ้น ณ ใจกลางนครหลวงแอสทรา โคเบิล หอคอยหินอ่อนสีขาวสูงเสียดฟ้าที่บ่งบอกถึงความรุ่งเรืองและอำนาจ ห้องประชุมลับใต้ดินอันมิดชิดที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ฐานรากของหอคอยอันโอ่อ่ากำลังคุกรุ่นไปด้วยความตึงเครียด บรรยากาศภายในห้องนั้นหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับ ทุกสายตาจับจ้องไปยังบุคคลสำคัญที่สุดในห้อง
จักรพรรดิเอลริคที่สาม ชายผู้ครองราชย์เหนือจักรวรรดิแอสเทรีย มหาอำนาจทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของทวีป นั่งอยู่บนบัลลังก์ที่แกะสลักอย่างวิจิตรบรรจงจากหินอ่อนสีดำขลับประดับด้วยอัญมณีล้ำค่า ใบหน้าของพระองค์เรียบตึงราวกับหินผา ดวงตาคมกริบกวาดมองเหล่าเสนาบดีและแม่ทัพนายกองที่มารวมตัวกันด้วยความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด
"นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!?" จักรพรรดิทรงตบพระหัตถ์ลงบนโต๊ะหินอ่อนเบื้องหน้าจนเกิดเสียงดังสนั่นก้องไปทั่วห้องประชุม ทำให้ผู้ที่อยู่ในห้องสะดุ้งเล็กน้อย "กองทัพของอาณาจักรเมเรียน หนึ่งในทัพที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีที่สุดทางตอนใต้ พ่ายแพ้ย่อยยับภายในคืนเดียว?! และที่สำคัญ... รายงานระบุว่าถูกโจมตีจาก 'เงาที่มองไม่เห็น' และ 'แสงสีน้ำเงินที่ฉีกขาดมิติ' นี่มันนิยายหลอกเด็กหรืออย่างไรกัน! พวกเจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อเรื่องเหลวไหลพรรค์นี้อย่างนั้นรึ!"
แม่ทัพวาเลริอุส จอมทัพแห่งแอสเทรีย ผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพจักรวรรดิ ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างองอาจ ชายร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะสีเงินวาววับที่สะท้อนแสงไฟสลัวๆ ในห้อง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการรบมานับครั้งไม่ถ้วน บ่งบอกถึงประสบการณ์อันยาวนานและความโหดเหี้ยมในสนามรบที่ผ่านมานับไม่ถ้วน ทว่าในตอนนี้ ดวงตาของเขากลับมีแววของความประหลาดใจและครุ่นคิดอย่างจริงจัง ไม่ใช่ความโกรธเกรี้ยวอย่างที่เคยเป็น
"ขออภัยเพคะฝ่าบาท รายงานไม่ได้เกินจริงเลยพ่ะย่ะค่ะ" วาเลริอุสกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง "หน่วยสืบราชการลับของเรายืนยันตรงกันว่ากองทัพเมเรียนถูกทำลายอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน การโจมตีดูเหมือนจะพุ่งเป้าไปที่จุดศูนย์กลางการบัญชาการและคลังอาวุธเวทมนตร์ก่อนเป็นอันดับแรก ทำให้เกิดความโกลาหลอย่างรุนแรง และเมื่อการสื่อสารทั้งหมดถูกตัดขาด ทัพหลักของศัตรูก็ปรากฏตัวขึ้นและกวาดล้างที่เหลืออย่างง่ายดายราวกับเชือดแกะอย่างไร้ความปรานี"
"ศัตรู? ใครคือศัตรู? ชื่อของมันคืออะไร? มาจากอาณาจักรใด?" เสนาบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศถามขึ้นอย่างร้อนรน ใบหน้าซีดเผือดด้วยความกังวล
วาเลริอุสส่ายหน้าช้าๆ "นั่นคือส่วนที่น่าตกใจที่สุดพ่ะย่ะค่ะ รายงานระบุว่ากองทัพที่เข้าโจมตีคือกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า 'กองทัพผู้พิชิต' นำโดยชายที่เรียกตัวเองว่า 'อาร์ค' พวกเขาไม่เคยปรากฏในบันทึกของอาณาจักรใดในทวีปนี้มาก่อน และเทคโนโลยีที่ใช้... ไม่ใช่เวทมนตร์ที่เราคุ้นเคย มันเหนือกว่าทุกสิ่งที่เราเคยพบเห็น ราวกับมาจากอีกโลกหนึ่ง หรือจากยุคสมัยที่ห่างไกลออกไปหลายพันปี"
เสียงฮือฮาดังขึ้นในห้องประชุมอย่างควบคุมไม่ได้ ความคิดที่ว่ามีอำนาจใหม่ที่ไม่อยู่ในสารบบของทวีปปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันนั้นเป็นสิ่งที่น่าหวาดหวั่นสำหรับจักรวรรดิแอสเทรีย ผู้ที่ภาคภูมิใจในการควบคุมและรับรู้ทุกความเคลื่อนไหวในทุกซอกมุมของทวีปมาโดยตลอด
"เทคโนโลยีที่มาจากอีกโลกหนึ่งงั้นรึ?" จักรพรรดิเอลริคทรงหลับพระเนตรลงครู่หนึ่ง พระพักตร์ยังคงเรียบตึง แต่แววตาที่เปิดขึ้นมาอีกครั้งกลับมีประกายของความสนใจที่ยากจะปกปิด "นี่อาจจะเป็นภัยคุกคามครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายศตวรรษ หรือไม่ก็... โอกาสครั้งยิ่งใหญ่ที่จักรวรรดิของเราไม่เคยได้รับมาก่อน"
"หมายความว่าอย่างไรเพคะฝ่าบาท?" แม่ทัพคนหนึ่งถามด้วยความไม่เข้าใจ
"อำนาจที่ไม่อาจเข้าใจได้ย่อมเป็นทั้งดาบสองคม" จักรพรรดิทรงตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักแน่น "หากเราสามารถทำความเข้าใจหรือควบคุมเทคโนโลยีนี้ได้ จักรวรรดิแอสเทรียของเราจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดที่ไม่มีใครเทียบได้ กลายเป็นมหาอำนาจที่แท้จริงของโลกใบนี้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สืบหาความจริง ไม่ทำความเข้าใจมัน มันอาจกลืนกินเราได้ในอนาคตอันใกล้"
พระองค์หันไปมองวาเลริอุสอย่างจริงจัง "แม่ทัพวาเลริอุส ข้าขอสั่งให้เจ้าจัดตั้งกองทัพสำรวจขนาดใหญ่ นำกองกำลังระดับหัวกะทิของจักรวรรดิไปทางทิศใต้ สืบหาความจริงเกี่ยวกับกองทัพอาร์คและเทคโนโลยีลึกลับของมันอย่างละเอียดที่สุด จงอย่าเพิ่งเข้าปะทะโดยตรง หากยังไม่รู้กำลังและความสามารถที่แท้จริงของมัน จงสอดแนม จงรวบรวมข้อมูลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้"
วาเลริอุสโค้งคำนับอย่างสง่างามและหนักแน่น "รับทราบพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ข้าจะนำกองทัพไปสืบหาความจริงและนำคำตอบกลับมาถวายพ่ะย่ะค่ะ จะไม่ทำให้ฝ่าบาทผิดหวัง"
เพียงไม่กี่วันต่อมา กองทัพสำรวจขนาดมหึมาของจักรวรรดิแอสเทรียก็เคลื่อนพลออกจากนครหลวงแอสทรา โคเบิล เสียงย่างก้าวของทหารหลายหมื่นนายในชุดเกราะขัดเงาสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่สาดส่องลงมา เครื่องจักรสงครามขนาดใหญ่ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังเวทมนตร์ เสียงฝีเท้าของม้าศึกชั้นดีนับพันตัวที่ทำให้พื้นดินสั่นสะเทือนราวกับแผ่นดินไหว ธงตราสัญลักษณ์ของจักรวรรดิโบกสะบัดปลิวไสวไปตามสายลม แสดงให้เห็นถึงแสนยานุภาพที่เหนือกว่าอาณาจักรอื่นใดในทวีปอย่างแท้จริง เป็นภาพที่น่าเกรงขามและทรงพลัง
แม่ทัพวาเลริอุสนำขบวนทัพอยู่บนหลังม้าศึกสีดำทะมึนของเขา ม้าตัวโปรดที่เคยร่วมรบมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ เส้นทางเบื้องหน้าอย่างระมัดระวัง เขาคือชายผู้ไม่เคยประเมินศัตรูต่ำไป ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม ยิ่งเมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่เหนือความคาดหมายเช่นนี้ เขายิ่งต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และไม่กล้าที่จะประมาทแม้แต่น้อย
ตลอดระยะทาง พวกเขาได้พบกับผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่หลบหนีมาจากเขตแดนของอาณาจักรเมเรียนที่กำลังล่มสลาย ใบหน้าของพวกเขามีแต่ความหวาดกลัวและเล่าขานถึง "ปีศาจจากความมืด" "วิญญาณแห่งแสงสีน้ำเงิน" และ "กองทัพที่ปรากฏตัวจากอากาศธาตุ" ซึ่งยิ่งเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับวาเลริอุสว่าสิ่งที่รายงานมานั้นไม่ใช่เรื่องเหลวไหลหรือคำกล่าวอ้างเกินจริง แต่เป็นความจริงที่น่าสะพรึงกลัว
เมื่อกองทัพจักรวรรดิเคลื่อนพลเข้าใกล้แนวรบเก่าของเมเรียน กลิ่นไหม้ของค่ายที่ถูกทำลาย กลิ่นคาวเลือดที่ยังไม่จางหายไป และซากศพที่ยังคงกระจัดกระจายอยู่ตามพื้นดินก็เริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น เป็นภาพที่น่าหดหู่และสะท้อนถึงความรุนแรงของสงคราม
วาเลริอุสสั่งหยุดทัพ และลงจากหลังม้า เขาก้าวเดินเข้าไปตรวจสอบซากปรักหักพังด้วยตัวเองพร้อมกับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์และเทคโนโลยีการรบของจักรวรรดิที่ถูกคัดเลือกมาอย่างดี
"ดูนี่สิ..." ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งชี้ไปที่กำแพงป้อมปราการที่ถูกเจาะทะลุ "รอยนี้ไม่ใช่รอยกระสุนจากปืนใหญ่เวทมนตร์ที่เราเคยเห็น มันสะอาดเกินไป และมีร่องรอยของพลังงานที่แปลกประหลาดหลงเหลืออยู่ คล้ายกับการฉีกขาดของเนื้อผ้า แต่เป็นเนื้อผ้าของมิติ มันเป็นพลังงานที่เราไม่เคยพบเห็นมาก่อน"
วาเลริอุสใช้ปลายนิ้วสัมผัสรอยแตกนั้นอย่างระมัดระวัง เขาเคยเห็นเวทมนตร์ระดับสูงที่สามารถฉีกขาดมิติได้ แต่ไม่เคยเห็นการทำลายล้างในระดับที่กว้างขวางและแม่นยำเช่นนี้มาก่อน ราวกับถูกตัดด้วยมีดที่คมกริบที่สุด
"และนี่คือซากของเครื่องจักรสงครามของเมเรียน ถูกหลอมละลายจนกลายเป็นก้อนโลหะอย่างสมบูรณ์ในบางจุด บางจุดก็ถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยด้วยแรงที่ไม่น่าเชื่อ" ผู้เชี่ยวชาญอีกคนรายงานพลางชี้ไปที่ซากซ้ายของกอลเลมเหล็กที่บิดเบี้ยว "ดูเหมือนว่าพวกมันจะถูกโจมตีอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องด้วยอาวุธที่ปล่อยพลังงานความร้อนสูง หรือไม่ก็พลังงานที่สามารถสั่นสะเทือนโมเลกุลของสสารได้จนแตกสลาย มันเป็นวิธีการทำลายที่โหดเหี้ยมและมีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง"
วาเลริอุสมองไปยังรอยเท้าและร่องรอยของรถถังหนักที่ทิ้งร่องลึกบนพื้นดิน บ่งบอกถึงการเคลื่อนที่ของกองทัพขนาดใหญ่ แต่เมื่อสืบหาถึงจุดที่กองทัพเมเรียนแตกพ่ายไป ร่องรอยเหล่านั้นกลับกลายเป็นรอยเท้าที่แปลกประหลาด เป็นวงกลมเล็กๆ ที่มีร่องรอยคล้ายกรงเล็บเหล็ก ทิ้งรูปแบบการทำลายล้างที่แตกต่างออกไปจากอาวุธใดๆ ที่เขารู้จัก มันเป็นร่องรอยที่บ่งบอกถึงความเหนือชั้นของศัตรู
"พวกมันโจมตีอย่างเงียบเชียบและรวดเร็ว..." วาเลริอุสพึมพำกับตัวเอง "ปรากฏตัวจากอากาศธาตุ ทำลายเป้าหมายหลัก และหายไปอย่างไร้ร่องรอย ทิ้งไว้เพียงความหวาดกลัวและความพินาศ นี่ไม่ใช่กลยุทธ์ของมนุษย์ทั่วไปอย่างแน่นอน มันเป็นกลยุทธ์ที่เหนือชั้นกว่าที่เราเคยรู้จัก"
ทหารสอดแนมคนหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาพร้อมกับข้อมูลล่าสุด ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อและลมหายใจหอบถี่
"แม่ทัพขอรับ! หน่วยสอดแนมของเราตรวจพบการเคลื่อนไหวของกองทัพผู้พิชิตทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขาได้เข้ายึดเมืองหลวงของอาณาจักรเมเรียนเรียบร้อยแล้ว และกำลังจัดตั้งการป้องกันอย่างแน่นหนา พวกเขากำลังสร้างโครงสร้างประหลาดบางอย่างรอบเมือง เป็นหอคอยสูงเสียดฟ้าที่ปล่อยแสงสีเขียวขึ้นสู่ท้องฟ้า!"
วาเลริอุสหรี่ตาลง การยึดเมืองหลวงอย่างรวดเร็วบ่งบอกถึงความสามารถในการวางแผนและกำลังพลที่ไม่ธรรมดา และหอคอยประหลาดเหล่านั้น... อาจเป็นแหล่งพลังงาน หรือไม่ก็ระบบป้องกันรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน
"อาร์ค... ชายผู้นี้มีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง" วาเลริอุสกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังและแฝงด้วยความเคารพเล็กน้อย "เป็นความลับที่อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของทวีปนี้ไปตลอดกาล และเราจะต้องเป็นผู้ไขความลับนั้นให้ได้"
เขาหันไปสั่งการเหล่าแม่ทัพนายกองที่ยืนรอฟังคำสั่งด้วยความตั้งใจ "ส่งหน่วยสอดแนมเพิ่ม! ใช้ทุกวิถีทางเพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโครงสร้างเหล่านั้น รูปแบบการป้องกัน และที่สำคัญที่สุด... จุดอ่อนของพวกมัน ข้าต้องการข้อมูลทั้งหมด ก่อนที่ข้าจะตัดสินใจก้าวต่อไป และจงจำไว้... อย่าประมาทศัตรูรายนี้เป็นอันขาด จักรวรรดิแอสเทรียของเราต้องเข้าใจมันเสียก่อน ก่อนที่จะคิดจะพิชิตมัน"
แม่ทัพวาเลริอุสมองไปยังขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทิศทางที่เมืองหลวงของเมเรียนตั้งอยู่ เขารู้สึกถึงบางสิ่งบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้น บางสิ่งบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และคาดเดาไม่ได้ เงาของจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่กำลังถูกท้าทายโดยพลังอำนาจใหม่ที่เพิ่งอุบัติขึ้น ซึ่งอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยใหม่ หรือไม่ก็จุดจบของยุคสมัยเก่า
ในอีกด้านหนึ่ง ณ เมืองหลวงของอาณาจักรเมเรียนที่บัดนี้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น 'ป้อมปราการแห่งอาร์ค'
อาร์คยืนอยู่บนระเบียงของปราสาทเมเรียนเก่า ซึ่งบัดนี้ถูกปรับปรุงและเสริมความแข็งแกร่งด้วยเทคโนโลยีของระบบอย่างรวดเร็ว ป้อมปืนใหญ่พลังงานพลาสมาถูกติดตั้งตามกำแพงอย่างแน่นหนา หอคอยป้องกันพลังงานที่ปล่อยแสงสีเขียวขึ้นสู่ท้องฟ้ากำลังทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และยูนิตรบวอยด์เบรกเกอร์กำลังลาดตระเวนอยู่รอบนอกเมืองอย่างไม่ลดละ
เสียงของระบบดังขึ้นในหัวของเขา "ระบบ: ตรวจพบการเคลื่อนไหวของกองทัพขนาดใหญ่ทางทิศเหนือ คาดว่าเป็นกองทัพสำรวจจากจักรวรรดิแอสเทรีย"
อาร์คยิ้มมุมปากเล็กน้อย จักรวรรดิแอสเทรีย ในที่สุดพวกเขาก็ปรากฏตัวออกมา เขาคาดการณ์ไว้แล้วว่าชัยชนะที่เด็ดขาดและแปลกประหลาดเช่นนี้จะต้องดึงดูดความสนใจจากมหาอำนาจของทวีป ไม่ช้าก็เร็ว และพวกเขาก็มาเร็วกว่าที่คิด
"จักรวรรดิแอสเทรีย... ผู้ท้าทายรายใหม่ที่น่าสนใจ" เขาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง "ลิเลีย จัดเตรียมหน่วยสอดแนมของเราให้พร้อม ส่งโดรนสอดแนมระยะไกลไปรวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับกองทัพจักรวรรดิ ข้าต้องการรู้จุดแข็ง จุดอ่อน และที่สำคัญที่สุด... ผู้นำของพวกเขา และทุกรายละเอียดที่เกี่ยวข้อง"
ลิเลีย หัวหน้าหน่วยข่าวกรองของอาร์ค ตอบกลับผ่านเครื่องมือสื่อสารด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลแต่เปี่ยมประสิทธิภาพ "รับทราบท่านอาร์ค โดรนสอดแนมระยะไกลของเราได้ถูกส่งออกไปแล้ว และข้อมูลเบื้องต้นกำลังถูกรวบรวม จะรายงานให้ทราบโดยเร็วที่สุดเจ้าค่ะ"
อาร์คมองไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืดลง เงาของจักรวรรดิแอสเทรียกำลังทอดเงามายังอาณาจักรใหม่ของเขา การเผชิญหน้าครั้งแรกกำลังจะมาถึง และเขาพร้อมเสมอที่จะตอบรับความท้าทาย ไม่ว่าศัตรูจะยิ่งใหญ่เพียงใดก็ตาม เพราะทุกความท้าทายคือโอกาสในการเติบโตของเทพสงครามผู้พิชิตโลก และทุกการพิชิตคือบันไดสู่จุดสูงสุด
"ดูเหมือนว่าความสนุกที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น" อาร์คกล่าวด้วยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ แววตาของเขามีประกายของนักล่าที่มองเห็นเหยื่ออันโอชะอยู่เบื้องหน้า และพร้อมที่จะลงมือล่าในทุกเมื่อ

เทพสงครามระบบพิชิตโลก
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก