จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

ตอนที่ 10 — วิวัฒนาการมารบรรพกาล

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

358 ตอน · 2,104 คำ

ความมืดมิดไร้รูปทรงบีบรัดตัวตนของเฮ่ยเทียนอย่างต่อเนื่อง แม้หมดสติไปแล้ว แต่จิตวิญญาณของเขากลับยังคงรับรู้ถึงการปะทะกันของพลังงานสองขั้วที่กำลังฉีกกระชากเขาจากภายในสู่ภายนอก ประกายสีม่วงโลหิตอันเป็นแก่นแท้ของพลังมารที่เพิ่งหลอมรวมเข้ากับจิตวิญญาณและร่างกายของเขา แผ่รัศมีต่อต้านอย่างดุเดือดกับคลื่นพลังงานศักดิ์สิทธิ์สีทองอร่ามที่ไหลบ่าเข้าใส่จากภายนอก ดุจดั่งน้ำท่วมที่พยายามกลืนกินเกาะเล็กๆ กลางมหาสมุทร พลังมารของเฮ่ยเทียนที่เพิ่งก่อกำเนิดขึ้นใหม่ ‌ยังคงอ่อนด้อยนักเมื่อเทียบกับพลังศักดิ์สิทธิ์ที่ดูไร้ขอบเขตนั้น มันกัดกร่อนทุกอณู ร่างกายของเขาร้อนระอุราวกับถูกย่างสด และเย็นยะเยือกในคราวเดียวกัน ราวกับวิญญาณกำลังถูกแช่แข็ง ชิ้นส่วนของตัวตนถูกดึงยืดและหดกลับซ้ำไปซ้ำมา ความเจ็บปวดเหนือจินตนาการทะลุผ่านความมืดมิดของจิตสำนึก ราวกับกำลังถูกแยกส่วนออกเป็นล้านๆ ​ชิ้น แต่ในท่ามกลางความเจ็บปวดอันแสนสาหัสและไร้สิ้นสุดนั้น กลับมีเสียงกระซิบอันแผ่วเบา แต่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ กำลังกรีดร้องจากส่วนลึกของจิตวิญญาณ มันไม่ใช่เสียงของเฮ่ยเทียน ทว่ากลับเป็นเสียงสะท้อนจาก ‘อณูมารบรรพกาล’ ‍ที่หลอมรวมเข้ากับเขาไปแล้ว มันคำรามก้อง สื่อถึงความไม่ยอมจำนน ความโกรธเกรี้ยว และความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะอยู่รอด

ประกายแสงสีม่วงดำที่เคยจางๆ บัดนี้เริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ราวกับกำลังตอบสนองต่อเสียงคำรามนั้น แรงปะทะระหว่างพลังงานศักดิ์สิทธิ์และพลังมารทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ‌สร้างแรงกดดันมหาศาลที่แทบจะฉีกทำลายผืนป่าโดยรอบให้ราบเป็นหน้ากลอง ต้นไม้ใหญ่ที่เคยยืนต้นตระหง่านมานับร้อยปีต่างหักโค่นลงอย่างง่ายดาย พื้นดินแตกระแหงเป็นรอยแยกขนาดใหญ่ พลังศักดิ์สิทธิ์สีทองไหลบ่าเข้าปกคลุมร่างของเฮ่ยเทียน พยายามชำระล้างพลังมารให้หมดสิ้นไป ทว่า ‘อณูมารบรรพกาล’ ที่อยู่ในตัวเขา ‍กลับปลดปล่อยพลังงานลึกลับที่เหนือกว่าการทำความเข้าใจใดๆ ออกมา มันไม่ใช่การต่อสู้เพื่อชัยชนะ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด กระบวนการหลอมรวมที่ยังไม่สมบูรณ์สมบูรณ์โดยอัตโนมัติ ภายใต้แรงกดดันจากพลังศักดิ์สิทธิ์ที่คุกคามชีวิตของเฮ่ยเทียน อณูมารบรรพกาลที่ถูกปลุกให้ตื่นจากการหลับใหลอันยาวนานได้เลือกที่จะรวมเป็นหนึ่งกับร่างของเขาอย่างสมบูรณ์เพื่อต้านทานภัยคุกคามนี้

ทันใดนั้นเอง แสงสีม่วงดำอันมืดมิดก็ปะทุขึ้นจากร่างของเฮ่ยเทียนอย่างรุนแรง ​มันไม่ใช่ประกายแสงจางๆ อีกต่อไป แต่มันคือพายุพลังงานมหาศาลที่กวาดล้างทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า คลื่นพลังศักดิ์สิทธิ์สีทองที่เคยโหมกระหน่ำเข้าใส่ถูกพัดกระจัดกระจายไปในพริบตา พื้นที่โดยรอบหลายสิบตารางลี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านพลังมารสีม่วงดำอันหนาทึบ บิดเบือนความเป็นจริงจนสัมผัสของจิตวิญญาณใดๆ ก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ ความมืดมิดอันบริสุทธิ์และทรงพลังนี้ ​ดูดกลืนแสงสว่างและเสียงทั้งหมด พลังมารที่แท้จริงได้สำแดงฤทธิ์เดช ในขณะที่เฮ่ยเทียนยังคงหลับใหลอยู่ในห้วงลึกของจิตสำนึก ร่างกายของเขากำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีใครอาจทราบได้ ในโลกที่ถูกกลืนกินด้วยพลังมารอันมืดมิดนั้น ไร้ซึ่งแนวคิดของกาลเวลา ท้ายที่สุด พลังมารสีม่วงดำอันบ้าคลั่งก็เริ่มสงบลงช้าๆ ​หดตัวกลับเข้าสู่ร่างของเฮ่ยเทียนราวกับกระแสน้ำที่ไหลย้อนกลับ ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันและความเสียหายอันใหญ่หลวงในบริเวณนั้น ร่างของเฮ่ยเทียนนอนแน่นิ่งอยู่กลางใจกลางของซากปรักหักพัง ผิวหนังของเขาซีดขาวราวกับหิมะ เส้นผมกลายเป็นสีดำสนิทราวรัตติกาลยาวสลวยจนเกือบจรดพื้นดิน และที่น่าแปลกประหลาดที่สุดคือ ดวงตาของเขาที่ยังคงปิดสนิทนั้น กลับมีรอยประทับรูปอักขระโบราณสีม่วงเข้มสลักอยู่จางๆ ราวกับรอยสักศักดิ์สิทธิ์

เฮ่ยเทียนรู้สึกเหมือนตัวเองลอยคว้างอยู่ในห้วงอวกาศอันว่างเปล่า ไร้ซึ่งทิศทาง ไร้ซึ่งจุดหมาย ความรู้สึกของร่างกายเลือนหายไป มีเพียงจิตวิญญาณที่ล่องลอยอย่างอิสระ ไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป มีเพียงความสงบอันไร้สิ้นสุด ทว่าในความสงบนั้น กลับมีบางอย่างที่กำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ มันคือพลังงานอันมหาศาลที่หมุนวนอยู่ภายในจิตวิญญาณของเขา ราวกับกาแล็กซีขนาดย่อมๆ ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่

“อืม…” เสียงครางแผ่วเบาเล็ดลอดจากลำคอของเฮ่ยเทียน ดวงตาของเขาค่อยๆ กะพริบเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาคู่หนึ่งที่บัดนี้กลายเป็นสีม่วงเข้มราวอัญมณีล้ำค่า เจิดจรัสด้วยประกายแสงอันแปลกประหลาดที่ไม่อาจพบเห็นได้ในดวงตาของมนุษย์ทั่วไป

ภาพแรกที่ปรากฏในสายตาของเขาคือเพดานหินสีดำสนิทที่ดูคุ้นตา… ทว่าก็ไม่คุ้นเคยเสียทีเดียว เขาค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่ง สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายตนเองอย่างชัดเจน ร่างกายของเขารู้สึกแข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า ความเหนื่อยล้าที่เคยมีหายไปสิ้น มีเพียงพลังงานมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ทุกเส้นเลือด ทุกอณูเซลล์เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานใหม่ที่ทรงอานุภาพ

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” เฮ่ยเทียนพึมพำกับตัวเอง เขากวาดสายตาสำรวจไปรอบๆ พบว่าตนเองยังคงอยู่ในห้องลับใต้ดินที่เคยใช้หลอมรวมอณูมารบรรพกาล แต่สภาพของห้องกลับแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ผนังหินโดยรอบแตกร้าวเป็นลายงา บางส่วนถึงกับพังทลายลงมา เผยให้เห็นก้อนดินและรากไม้ที่ชอนไชอยู่ด้านหลัง กลิ่นอับชื้นและกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ บ่งบอกถึงเหตุการณ์รุนแรงที่เพิ่งผ่านพ้นไป

“ติ๊ง!” เสียงแจ้งเตือนจากระบบดังขึ้นในหัวของเขา ราวกับจะตอบคำถามที่เขากำลังสงสัย

“โฮสต์ได้รับความเสียหายจาก ‘พลังงานศักดิ์สิทธิ์บริสุทธิ์’ อย่างรุนแรง!” “โฮสต์ถูกโจมตีโดย ‘เทพสวรรค์ผู้พิทักษ์: เทพเจิ้งหยวน’!” “อณูมารบรรพกาลถูกกระตุ้นอย่างฉับพลัน!” “กระบวนการหลอมรวมกับ ‘อณูมารบรรพกาล’ เสร็จสมบูรณ์ 100%!” “ยินดีด้วย! โฮสต์ได้วิวัฒนาการสายเลือด ‘มารบรรพกาล’ สำเร็จ!” “ยินดีด้วย! โฮสต์ได้บรรลุ ‘แก่นแท้มาร’!” “ยินดีด้วย! โฮสต์ได้เข้าสู่ระดับการบ่มเพาะ ‘รวมจิต’ ขั้นที่ 1!” “ได้รับค่าคุณสมบัติพิเศษ: ‘กายามารบรรพกาล’!” “ได้รับทักษะพิเศษ: ‘เนตรมารบรรพกาล’!” “ได้รับทักษะพิเศษ: ‘มิติมายา’!” “ได้รับค่าคุณสมบัติ: ‘ความต้านทานพลังศักดิ์สิทธิ์’ เพิ่มขึ้น 50%!” “ได้รับค่าคุณสมบัติ: ‘ความต้านทานพลังหยาง’ เพิ่มขึ้น 30%!”

ข้อความแจ้งเตือนจำนวนมากไหลบ่าเข้ามาในจิตใจของเฮ่ยเทียน ทำให้เขาต้องใช้เวลาครู่หนึ่งในการทำความเข้าใจ เขาขมวดคิ้วแน่นเมื่อเห็นชื่อของ ‘เทพเจิ้งหยวน’ และ ‘เทพสวรรค์ผู้พิทักษ์’ ความโกรธแค้นปะทุขึ้นในใจอีกครั้ง

“เทพสวรรค์งั้นหรือ…” เฮ่ยเทียนกัดฟันกรอด “สวรรค์ที่อ้างว่ายุติธรรม แต่กลับส่งคนมาลงทัณฑ์ข้าเพียงเพราะข้าเป็นมาร นี่แหละคือความยุติธรรมของพวกมัน!”

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พยายามระงับความโกรธ แล้วจึงเปิดหน้าต่างสถานะส่วนตัวของตนเอง

“สถานะ”

ชื่อ: เฮ่ยเทียน เผ่าพันธุ์: มารบรรพกาล (วิวัฒนาการสมบูรณ์) ระดับการบ่มเพาะ: รวมจิต ขั้นที่ 1 (พลังมาร 10,000/10,000) อายุขัย: 1,000 ปี ค่าประสบการณ์: 0/100,000 สถานะ: สมบูรณ์ ค่าคุณสมบัติ:

  • ความแข็งแกร่ง: 150 (+100)
  • ความว่องไว: 120 (+80)
  • พลังวิญญาณ: 200 (+150)
  • พลังป้องกัน: 130 (+90)
  • เสน่ห์: 50 (ไม่เปลี่ยนแปลง)
  • โชค: 10 (ไม่เปลี่ยนแปลง)
  • ค่าคุณสมบัติพิเศษ: กายามารบรรพกาล (ฟื้นฟูร่างกายอย่างรวดเร็ว, เพิ่มความแข็งแกร่งทางกายภาพและพลังป้องกันอย่างมหาศาล)
  • ความต้านทานพลังศักดิ์สิทธิ์: 50%
  • ความต้านทานพลังหยาง: 30%

ทักษะ:

  • อสูรคำรน (ระดับกลาง)
  • กรงเล็บมาร (ระดับกลาง)
  • มิติมายา (ระดับเริ่มต้น): สร้างภาพลวงตาและบิดเบือนมิติในระยะจำกัด
  • เนตรมารบรรพกาล (ระดับเริ่มต้น): มองเห็นการไหลเวียนของพลังงาน, เปิดโปงภาพลวงตา, สร้างความหวาดกลัวต่อจิตวิญญาณที่อ่อนแอ

ชื่อเสียง:

  • ผู้สาบส่ง (ระดับ 1)

เงิน: 50 เหรียญทอง แต้มระบบ: 1,000

เฮ่ยเทียนจ้องมองหน้าต่างสถานะด้วยแววตาที่สั่นไหวเล็กน้อย เขาไม่คิดว่าการเปลี่ยนแปลงจะยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้! จากมนุษย์ที่ถูกสาปให้กลายเป็นมาร บัดนี้เขาได้วิวัฒนาการเป็น ‘มารบรรพกาล’ และทะลวงสู่ระดับ ‘รวมจิต’ ในคราวเดียว! ค่าคุณสมบัติของเขาก้าวกระโดดอย่างน่าตกใจ โดยเฉพาะพลังวิญญาณและพลังป้องกัน รวมถึงทักษะใหม่ๆ ที่ดูทรงพลังอย่างยิ่ง

‘กายามารบรรพกาล’ – นี่คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาลในตอนนี้ การฟื้นฟูร่างกายที่รวดเร็วนี้จะทำให้เขาได้เปรียบในการต่อสู้ และความแข็งแกร่งทางกายภาพที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงความสามารถในการต่อสู้ระยะประชิดที่เหนือกว่าเดิมมาก

‘เนตรมารบรรพกาล’ – นี่เป็นทักษะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง การมองเห็นการไหลเวียนของพลังงานจะทำให้เขาสามารถวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้ และการเปิดโปงภาพลวงตา รวมถึงการสร้างความหวาดกลัวต่อจิตวิญญาณ นี่มันความสามารถของจอมมารที่แท้จริง!

‘มิติมายา’ – ทักษะนี้ยิ่งทำให้เฮ่ยเทียนตื่นเต้น การบิดเบือนมิติและสร้างภาพลวงตาจะทำให้เขากลายเป็นคู่ต่อสู้ที่รับมือได้ยากยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นการหลบหนี การลอบสังหาร หรือแม้แต่การสร้างกับดัก

และที่สำคัญที่สุดคือ ‘ความต้านทานพลังศักดิ์สิทธิ์ 50%’ และ ‘ความต้านทานพลังหยาง 30%’ สิ่งนี้หมายความว่าพลังศักดิ์สิทธิ์และพลังหยางที่เคยเป็นภัยคุกคามร้ายแรงต่อเขา บัดนี้กลับมีผลกับเขาน้อยลงกว่าครึ่ง นี่คือสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับการเผชิญหน้ากับสวรรค์!

“นี่แหละคือพลังที่ข้าต้องการ!” เฮ่ยเทียนกำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “เทพเจิ้งหยวน… ข้าจะจดจำการกระทำของเจ้าไว้ วันหนึ่งข้าจะไปถึงสวรรค์และชำระแค้นให้สาสม!”

เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายที่เคยอ่อนแอและถูกพันธนาการด้วยคำสาป บัดนี้เต็มไปด้วยพลังงานอันล้นเหลือ ทุกการเคลื่อนไหวเต็มไปด้วยความสง่างามและความแข็งแกร่งที่ซ่อนเร้น เขาลองใช้ ‘เนตรมารบรรพกาล’ พลังงานสีม่วงเข้มไหลเวียนจากดวงตาของเขา โลกภายนอกดูเปลี่ยนไปในพริบตา เขามองเห็นเส้นทางการไหลเวียนของพลังปราณในอากาศ มองเห็นพลังชีวิตของพืชพรรณที่ยังหลงเหลืออยู่ และมองเห็นร่องรอยพลังงานศักดิ์สิทธิ์จางๆ ที่ยังคงตกค้างอยู่ในบริเวณนี้

“พลังศักดิ์สิทธิ์…” เฮ่ยเทียนพึมพำ เขาสามารถติดตามร่องรอยของพลังงานนั้นได้ มันนำพาเขาไปยังทิศทางหนึ่ง ทิศทางที่ ‘เทพเจิ้งหยวน’ อาจจะจากไป

แต่ก่อนอื่น เขาต้องแน่ใจว่าสถานที่นี้ปลอดภัย เขาใช้ทักษะ ‘มิติมายา’ ทันที คลื่นพลังงานสีม่วงดำแผ่ซ่านออกจากร่างของเขา ภาพตรงหน้าเริ่มบิดเบี้ยวเล็กน้อย ต้นไม้ที่หักโค่นดูเหมือนจะกลับมาเป็นปกติ รอยแยกบนพื้นดินดูเหมือนจะหายไป ผนังห้องที่แตกร้าวกลับมาเรียบเนียนราวกับไม่เคยเสียหายมาก่อน นี่คือภาพลวงตาที่สมบูรณ์แบบ มันสามารถหลอกลวงได้แม้กระทั่งเทพสวรรค์ ถ้าหากอีกฝ่ายไม่มีเนตรทิพย์ที่เหนือกว่า

เฮ่ยเทียนพยักหน้าอย่างพอใจกับพลังใหม่ของตนเอง เขาสามารถใช้ทักษะเหล่านี้เพื่อหลบซ่อนตัว หรือสร้างความได้เปรียบในการต่อสู้ได้มากมาย

“ระบบ มีภารกิจใหม่หรือไม่?” เฮ่ยเทียนถาม

“ติ๊ง! ไม่มีภารกิจหลักในขณะนี้ โฮสต์สามารถเลือกภารกิจย่อยได้”

“แสดงภารกิจย่อยทั้งหมด”

หน้าต่างภารกิจย่อยปรากฏขึ้น:

  • ภารกิจย่อย: ฟื้นฟูพลังมาร (ระดับ 1) – เป้าหมาย: ดูดซับพลังมารจากแหล่งกำเนิด (เช่น หินมาร, แก่นมาร หรือสถานที่ที่มีพลังมารเข้มข้น) จนเต็ม 100% – รางวัล: 500 แต้มระบบ, ประสบการณ์ 10,000, หินมารระดับต่ำ 50 ก้อน
  • ภารกิจย่อย: สร้างฐานลับแห่งแรก – เป้าหมาย: ค้นพบหรือสร้างสถานที่ลับที่ปลอดภัยและเหมาะสมสำหรับการบ่มเพาะ – รางวัล: 1,000 แต้มระบบ, ประสบการณ์ 20,000, แผนผังการสร้างค่ายกลป้องกันระดับกลาง
  • ภารกิจย่อย: ค้นหาเบาะแสเทพสวรรค์ – เป้าหมาย: ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเทพเจิ้งหยวน หรือเบาะแสการปรากฏตัวของเทพสวรรค์ – รางวัล: 2,000 แต้มระบบ, ประสบการณ์ 50,000, กล่องสมบัติลึกลับ 1 กล่อง

เฮ่ยเทียนอ่านภารกิจย่อยทั้งหมด เขารู้สึกว่าภารกิจเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเริ่มต้นเส้นทางจอมมารของเขา

“ข้ารับทุกภารกิจ!” เฮ่ยเทียนประกาศกร้าว

“ติ๊ง! โฮสต์รับภารกิจย่อยทั้งหมดแล้ว”

สิ่งแรกที่เขาต้องทำคือการออกจากสถานที่นี้และหาที่ที่ปลอดภัยกว่า เพื่อฟื้นฟูพลังและสำรวจโลกภายนอก เขาใช้เนตรมารบรรพกาลสอดส่องไปรอบๆ ห้องลับอีกครั้ง เพื่อหาทางออกที่มั่นคงที่สุด

แต่ในขณะที่เขากำลังจะก้าวออกจากห้องลับ ทันใดนั้น ‘เนตรมารบรรพกาล’ ของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ พลังงานนั้นไม่ได้ทรงพลังเท่าพลังศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจิ้งหยวน แต่ก็ไม่ใช่พลังของมนุษย์ทั่วไปอย่างแน่นอน ยิ่งไปกว่านั้น มันเป็นพลังงานที่คุ้นเคย ราวกับเขาเคยสัมผัสมาก่อน…

“หืม?” เฮ่ยเทียนขมวดคิ้วแน่น เขาล้มเลิกความคิดที่จะเดินออกไปทันที และหันไปซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงที่แตกร้าว ใช้ ‘มิติมายา’ ปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ของกำแพงให้กลมกลืนกับสภาพแวดล้อมที่เสียหาย

เสียงฝีเท้าเบาๆ เริ่มดังขึ้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ตามด้วยเสียงกระซิบกระซาบของผู้คนหลายคน เฮ่ยเทียนระงับลมหายใจ พยายามใช้ ‘เนตรมารบรรพกาล’ ตรวจจับตัวตนของคนเหล่านั้นให้ชัดเจนที่สุด

“หัวหน้าหลี่ ท่านแน่ใจหรือว่ามีคนเข้ามาในอาณาเขตนี้?” เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง

“ข้าสัมผัสได้ถึงพลังงานที่ผิดปกติอย่างรุนแรงเมื่อครู่ แม้จะจางหายไปแล้ว แต่ร่องรอยของมันยังคงอยู่” เสียงอีกเสียงที่ดูมีอำนาจกว่าตอบกลับ “น่าจะเป็นการปะทะกันของผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง รีบตรวจสอบทุกตารางนิ้ว หากพบเบาะแสใดๆ ให้รีบรายงานทันที!”

หัวใจของเฮ่ยเทียนเต้นระรัว ‘หัวหน้าหลี่’ และ ‘ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูง’ ดูเหมือนว่าเขาจะดึงดูดความสนใจจากบางสิ่งบางอย่างโดยไม่ตั้งใจ การปะทะกับเทพเจิ้งหยวนเมื่อครู่คงจะรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะประเมินได้ และทำให้มีคนมาตรวจสอบพื้นที่นี้

เขาสัมผัสได้ถึงพลังปราณของคนเหล่านั้น พวกเขาแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด บางคนอยู่ในระดับ ‘ก่อปราณ’ ขั้นปลาย บางคนอาจจะถึง ‘แก่นปราณ’ แล้วด้วยซ้ำ แต่ที่สำคัญคือ เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานที่คล้ายคลึงกับ ‘อัคคีเทพ’ ที่เขาเคยดูดซับมาก่อน พลังงานที่ร้อนระอุและเจิดจ้า

“หรือว่าจะเป็นคนของสำนักอัคคีเทพ?” เฮ่ยเทียนพึมพำกับตัวเองอย่างแผ่วเบา

กลุ่มคนเหล่านั้นเดินเข้ามาใกล้ห้องลับที่เขาซ่อนตัวอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ แสงไฟจากคบเพลิงที่พวกเขาถือส่องกระทบเข้ามาภายในห้องเผยให้เห็นเงาร่างของชายฉกรรจ์ในชุดคลุมสีแดงเพลิงหลายคน ดวงตาของเฮ่ยเทียนหรี่ลง เขาได้เห็นสัญลักษณ์ของสำนักอัคคีเทพที่ปักอยู่บนเสื้อคลุมของพวกเขาอย่างชัดเจน

“ที่นี่มีรอยแตกร้าวแปลกๆ หัวหน้าหลี่!” เสียงหนึ่งร้องขึ้นเมื่อพบทางเข้าห้องลับที่พังทลาย

“ระวังตัวไว้! พลังงานที่นี่ผิดปกติอย่างมาก” หัวหน้าหลี่สั่งการ

เฮ่ยเทียนสัมผัสได้ว่าพวกเขากำลังจะเข้ามาในห้องแล้ว เขาจะต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร จะสู้ หรือจะหนี ด้วยพลังใหม่ของเขา เขาอาจจะสามารถรับมือกับคนเหล่านี้ได้ แต่เขาไม่อยากเปิดเผยตัวตนในตอนนี้ และยิ่งไปกว่านั้น เขาสัมผัสได้ว่าในบรรดาคนเหล่านี้ มีพลังงานที่แข็งแกร่งเป็นพิเศษอยู่หนึ่งคน เป็นพลังที่เหนือกว่าระดับ ‘แก่นปราณ’ ทั่วไป

“ติ๊ง! ตรวจพบภัยคุกคาม ระดับ: แก่นปราณขั้นสมบูรณ์” ระบบแจ้งเตือนขึ้นอีกครั้ง

เฮ่ยเทียนกัดฟันแน่น เขายังไม่อยากเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดนี้ ในตอนนี้เขายังต้องทำความเข้าใจกับพลังใหม่ของตนเองให้มากขึ้น และสร้างฐานของตนเองให้มั่นคงเสียก่อน

กลุ่มคนในชุดคลุมสีแดงเพลิงก้าวเข้ามาในห้องลับทีละคน เฮ่ยเทียนใช้ ‘มิติมายา’ พรางตัวเขาให้กลมกลืนกับความมืดมิดและเศษซากปรักหักพังอย่างสมบูรณ์แบบ แม้แต่ ‘เนตรมารบรรพกาล’ ของเขาก็ไม่สามารถจับตำแหน่งของเขาเองได้ง่ายๆ หากไม่ตั้งใจมอง

หัวหน้าหลี่ก้าวเข้ามาในห้อง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างระมัดระวัง ดวงตาของเขาคมกริบราวกับเหยี่ยว เฮ่ยเทียนรู้สึกได้ถึงพลังกดดันที่แผ่ออกมาจากชายผู้นี้ ชายคนนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่เขาจะประมาทได้

“ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ หัวหน้าหลี่” ลูกน้องคนหนึ่งรายงาน “นอกจากร่องรอยการต่อสู้ และ…”

ลูกน้องคนนั้นก้มลงมองพื้น และจ้องไปที่จุดที่เฮ่ยเทียนนอนหมดสติอยู่ก่อนหน้านี้ เขาสัมผัสอะไรบางอย่างจากพื้นดิน

“และอะไร?” หัวหน้าหลี่ถามเสียงเข้ม

“และ… ร่องรอยของพลังมารที่จางหายไปแล้วครับ แต่ดูเหมือนมันจะเข้มข้นอย่างมากเมื่อครู่”

เฮ่ยเทียนชะงัก เขาสัมผัสได้ว่าหัวหน้าหลี่หันมาจ้องมองตรงมาที่ตำแหน่งที่เขาซ่อนตัวอยู่ แววตาของชายผู้นั้นเต็มไปด้วยความสงสัยระคนกับความระมัดระวัง

“พลังมารอย่างนั้นหรือ…” หัวหน้าหลี่พึมพำ “เป็นไปไม่ได้! ดินแดนแห่งนี้อยู่ภายใต้การปกครองของสำนักอัคคีเทพมานานนับพันปี ไม่เคยมีปีศาจตนใดกล้าเหยียบย่างเข้ามา!”

แต่ก่อนที่หัวหน้าหลี่จะทันได้ตรวจสอบอะไรไปมากกว่านั้น เฮ่ยเทียนก็ตัดสินใจแล้ว เขาจะต้องหนีไปจากที่นี่ในตอนนี้!

ด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วราวสายฟ้า เฮ่ยเทียนใช้พลังมารบรรพกาลของตนเองอย่างเต็มที่ เขาพุ่งทะยานออกไปจากห้องลับอย่างเงียบเชียบ ราวกับเงาที่เลือนหายไปในความมืดมิด ทิ้งไว้เพียงลมเย็นยะเยือกที่พัดผ่านกายของหัวหน้าหลี่ไปอย่างแผ่วเบา

หัวหน้าหลี่รู้สึกขนลุกซู่ เขารู้สึกได้ถึงบางสิ่งบางอย่างที่ผ่านไปเมื่อครู่ ทว่ามันรวดเร็วและไร้ร่องรอยจนเขาไม่อาจจับต้องได้

“ใคร!” หัวหน้าหลี่คำรามเสียงดัง พลังปราณสีแดงเพลิงปะทุออกจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างตื่นตระหนก แต่ก็ไม่พบสิ่งใด

เฮ่ยเทียนวิ่งทะยานไปในความมืดมิดของป่า ร่องรอยของพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่เทพเจิ้งหยวนทิ้งไว้ยังคงเป็นเป้าหมายเดียวของเขา เขาต้องการที่จะตามรอยไป เพื่อดูว่าเทพสวรรค์ผู้นั้นจะไปปรากฏตัวที่ใด หรือมีเบาะแสอะไรที่เขาสามารถเก็บเกี่ยวได้

เขาไม่รู้เลยว่าการตัดสินใจครั้งนี้ จะนำพาเขาไปสู่ความลับอันดำมืดของโลกแห่งการบ่มเพาะ และเปิดเผยการดำรงอยู่ของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ซ่อนเร้นมานานนับพันปี

หน้านิยาย
หน้านิยาย
จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!