จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

ตอนที่ 22 — พิพากษาเทวะ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

358 ตอน · 1,421 คำ

เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังกังวานขึ้นท่ามกลางความเงียบงันอันน่าขนลุกงันงกที่ปกคลุมพื้นที่หลังการปะทะครั้งใหญ่ ดวงตาของนางเบิกกว้างราวกับเห็นอสูรกายจากขุมนรก ดวงหน้าซีดขาวไร้สีเลือดราวกับศพที่เพิ่งถูกปลุกขึ้นมา ชายหนุ่มข้างกายก็ไม่ต่างกัน เขากลืนน้ำลายเอื๊อกใหญ่ เสียงหัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุอกออกมา เฮ่ยเทียนหันไปมองทั้งสองด้วยดวงตาที่ยังคงฉายแววเย็นชาไร้ความรู้สึกคล้ายซากศพของตงฟางอี้ที่กระจัดกระจายอยู่เบื้องหน้าไม่เคยมีตัวตน ใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความหวาดกลัวของศิษย์สำนักมารโลหิตทั้งสองสะท้อนภาพความสิ้นหวังและความตื่นตระหนกออกมาอย่างชัดเจน

“เจ้า… ‌เจ้าสังหารแม่ทัพเทวะผู้นั้นได้อย่างไร!” หญิงสาวคนนั้นหวีดร้องออกมาด้วยความตกใจและไม่เชื่อสายตา เสียงของนางสั่นเครือราวกับใบไม้ที่ถูกลมพัดแรง ชื่อของแม่ทัพเทวะตงฟางอี้เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้ปกปักษ์แดนสวรรค์ชั้นที่สาม ผู้มีพลังอำนาจสูงส่ง ยากจะหาผู้ใดทัดเทียม แต่บัดนี้เขากลับถูกสังหารลงอย่างอนาถด้วยน้ำมือของชายหนุ่มปริศนาผู้นี้ได้อย่างไรกัน? พลังมารที่แผ่ออกมาของเฮ่ยเทียนนั้นรุนแรงและชั่วร้ายเกินกว่าที่พวกเขาเคยพบเจอมาตลอดชีวิต ​พลังที่เพิ่งระเบิดออกมานั้นราวกับเป็นพลังแห่งจุดจบของโลก มันทำลายทุกสิ่งให้กลายเป็นความว่างเปล่า

เฮ่ยเทียนไม่ตอบคำถามนั้น เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ซากปรักหักพังที่เคยเป็นป่าไม้เขียวขจี บัดนี้เหลือเพียงเถ้าถ่านและร่องรอยการทำลายล้างที่ทิ้งความว่างเปล่าเอาไว้เบื้องหลัง พื้นดินแตกระแหงลึกเป็นรอยแยกราวกับรอยแผลที่ฉีกขาดบนผืนโลก สะท้อนถึงความรุนแรงของการต่อสู้ที่เพิ่งผ่านพ้นไป “ไร้สาระ” ‍เขาพึมพำเสียงเรียบ จิตสังหารที่ยังคงอบอวลอยู่รอบตัวทำให้ศิษย์มารทั้งสองสะท้านไปถึงกระดูก แม้เฮ่ยเทียนจะไม่ได้ตั้งใจปลดปล่อยแรงกดดันโดยตรง แต่เพียงออร่าที่หลงเหลืออยู่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาหายใจติดขัด จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความหวาดกลัว

ทันใดนั้น เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นในห้วงจิตของเฮ่ยเทียน

[ติ๊ง! ท่านสังหารแม่ทัพเทวะระดับสูง ‘ตงฟางอี้’ ‌สำเร็จ!] [ได้รับค่าประสบการณ์ 1,000,000 หน่วย!] [ระดับพลังของท่านเพิ่มขึ้น! ปัจจุบัน: ระดับปราณมารขั้นที่ 8 -> ระดับปราณมารขั้นที่ ‍9!] [ได้รับแต้มมาร 10,000 แต้ม!] [ได้รับทักษะใหม่: สัมผัสเทวะมาร (Divine Demon Sense) – ​ตรวจจับพลังเทวะและจิตวิญญาณได้ละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น ความสามารถในการมองเห็นและสัมผัสสิ่งเร้นลับเพิ่มขึ้น] [ได้รับไอเทมพิเศษ: แก่นเทวะ (Divine Core) ของตงฟางอี้] [ได้รับไอเทมพิเศษ: แหวนมิติ (Spatial ​Ring) ของตงฟางอี้] [ภารกิจหลัก: พิชิตสวรรค์! ความคืบหน้า: 10% (ท่านได้ทำลายรากฐานอำนาจของสวรรค์ชั้นที่สามในดินแดนนี้)] [คำเตือน! การสังหารแม่ทัพเทวะระดับสูงได้สั่นสะเทือนแดนสวรรค์ เบื้องบนกำลังจับตามอง! ​โปรดระวังการตอบโต้ที่รุนแรงกว่าเดิม!]

เฮ่ยเทียนสัมผัสได้ถึงคลื่นพลังอันมหาศาลที่หลั่งไหลเข้าสู่ร่างของเขา เส้นเลือดและกระดูกทุกส่วนดูเหมือนจะได้รับการชำระล้างและเสริมสร้างให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น พลังปราณมารในตันเถียนพลุ่งพล่านราวกับกระแสน้ำเชี่ยว มันขยายตัวออกไปอีกขั้น ส่งผลให้เขาก้าวเข้าสู่ระดับปราณมารขั้นที่ 9 อันเป็นขีดจำกัดสูงสุดของขั้นปราณมาร ก่อนจะก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้นไป สัมผัสเทวะมารที่ได้รับมานั้นเป็นทักษะที่น่าสนใจ มันทำให้เขาสามารถ "มองเห็น" พลังงานที่ซ่อนเร้นในอากาศ และ "สัมผัส" ถึงจิตวิญญาณที่อ่อนแอได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น ราวกับมีดวงตาที่สามเปิดออก

เขาเมินเฉยต่อคำเตือนของระบบ ดวงตาของเขากลับไปจับจ้องที่ซากของตงฟางอี้อีกครั้ง ด้วยสัมผัสเทวะมารที่เพิ่งได้รับ เฮ่ยเทียนสามารถมองเห็นถึงพลังเทวะที่ยังคงหลงเหลืออยู่เล็กน้อยในร่างของตงฟางอี้ที่แตกสลาย นั่นคือแก่นเทวะ แก่นแท้แห่งพลังของเทพ มันเป็นผลึกสีทองเรืองรองขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกที่ยังคงเต้นระริกอยู่เบาๆ ท่ามกลางเศษเนื้อและกระดูกที่ไหม้เกรียม เฮ่ยเทียนยื่นมือออกไปคว้ามันมาถือไว้ในฝ่ามือ พลังงานบริสุทธิ์ของเทวะแผ่ออกมา สร้างความรู้สึกเย็นสบายและสงบเงียบผิดกับพลังมารของเขาโดยสิ้นเชิง

จากนั้น สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นแหวนมิติสีทองที่ยังคงติดอยู่บนนิ้วที่หลุดออกมาจากซากศพของตงฟางอี้ เฮ่ยเทียนเก็บมันขึ้นมาใช้พลังจิตสแกนดูอย่างคร่าวๆ ภายในแหวนเต็มไปด้วยสิ่งของมากมาย ทั้งโอสถทิพย์หลายชนิด ศิลาวิญญาณชั้นเลิศกองมหึมา คัมภีร์ฝึกฝนพลังเทวะ และอาวุธเทวะอีกจำนวนหนึ่ง สิ่งของเหล่านี้ล้วนมีคุณค่ามหาศาลสำหรับผู้บ่มเพาะพลัง แต่สำหรับเฮ่ยเทียนแล้ว สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือแผนที่โบราณแผ่นหนึ่งที่ทำจากหนังสัตว์ที่ไม่รู้จัก มันมีร่องรอยของพลังงานบางอย่างที่ไม่ใช่ทั้งมารและเทวะ แผนที่นั้นดูเก่าแก่และเต็มไปด้วยสัญลักษณ์แปลกประหลาด

“เจ้า… ท่านจอมมาร” ชายหนุ่มศิษย์สำนักมารโลหิตคนนั้นรวบรวมความกล้าเรียกเฮ่ยเทียน ดวงตาของเขายังคงเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่ก็มีความเคารพและลุ่มหลงในพลังอันยิ่งใหญ่ของเฮ่ยเทียนซ่อนอยู่ “โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย ข้าน้อยนามว่าลู่หยวน ส่วนนางคือหลินเฟิง พวกเราเป็นศิษย์สำนักมารโลหิต หากท่านจอมมารไม่รังเกียจ พวกเรายินดีถวายตัวเป็นข้ารับใช้และจงรักภักดีต่อท่าน!”

หลินเฟิงที่อยู่ข้างๆ พยักหน้าหงึกหงัก ใบหน้าของนางซีดเผือด แต่แววตาเต็มไปด้วยความหวังที่จะรอดชีวิต “พวกเราทราบข้อมูลเกี่ยวกับดินแดนแห่งนี้และสำนักมารโลหิตเป็นอย่างดี ท่านจอมมารสามารถใช้พวกเราเป็นประโยชน์ได้”

เฮ่ยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจ้องมองทั้งสองคนด้วยสายตาที่ลึกหยั่งยากจะคาดเดา “สำนักมารโลหิตงั้นหรือ?” เขาเคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน พวกมันคือกลุ่มผู้บ่มเพาะพลังมารที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาสายมารทั้งหมด และยังเป็นกลุ่มที่เคยพยายามจะจับตัวเขาไปก่อนหน้านี้ด้วยซ้ำ เขาสังเกตเห็นว่าพลังของทั้งสองคนอยู่ในระดับปราณมารขั้นที่ 3 ซึ่งถือว่าอ่อนแอมากเมื่อเทียบกับพลังของเขาในตอนนี้ “พวกเจ้าอ่อนแอเกินไป ไม่มีคุณค่าใดๆ ที่จะมาเป็นข้ารับใช้ของข้า” เฮ่ยเทียนกล่าวอย่างเย็นชา ไร้ความปรานี

ลู่หยวนและหลินเฟิงทรุดตัวลงคุกเข่าทันที ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง “ไม่! ท่านจอมมาร! ได้โปรดเถิด พวกเรายังมีประโยชน์! พวกเราทราบถึงที่ซ่อนของสำนักมารโลหิต เส้นทางลับ และทรัพยากรบางอย่างที่อาจเป็นประโยชน์ต่อท่าน! พวกเราจะภักดีต่อท่านอย่างที่สุด!” ลู่หยวนพยายามเสนอตัวด้วยความเร่งรีบราวกับกลัวว่าชีวิตจะดับสูญในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้า

เฮ่ยเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง การมีคนรับใช้ที่คุ้นเคยกับพื้นที่และกลุ่มอิทธิพลต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนัก แม้พวกเขาจะอ่อนแอ แต่ก็ยังสามารถใช้เป็นหูเป็นตาได้ในเบื้องต้น และข้อมูลจากพวกเขาอาจมีประโยชน์ในการวางแผนขั้นต่อไปของเขาตามคำแนะนำของระบบที่เตือนถึงการตอบโต้จากสวรรค์ “เอาล่ะ ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้า” เฮ่ยเทียนกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ทำให้ทั้งสองรู้สึกราวกับได้รับพรจากสวรรค์ “แต่ความภักดีของพวกเจ้าจะต้องได้รับการพิสูจน์”

เขาเดินเข้าไปใกล้ลู่หยวนและหลินเฟิง เหยียดนิ้วออกไปแตะที่หน้าผากของทั้งสองเบาๆ ด้วยพลังปราณมารที่เข้มข้น พลังมารสีดำสนิทค่อยๆ แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณของพวกเขา ก่อตัวเป็นจิตผนึกมารที่ไม่อาจลบล้างได้ หากพวกเขามีความคิดที่จะทรยศ จิตผนึกมารนี้จะทำลายจิตวิญญาณของพวกเขาในทันที “จากนี้ไป ชีวิตของพวกเจ้าจะอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า หากมีความคิดทรยศแม้เพียงน้อยนิด พวกเจ้าจะกลายเป็นเถ้าธุลีในพริบตา”

ลู่หยวนและหลินเฟิงสัมผัสได้ถึงพลังอันน่าสะพรึงกลัวที่แทรกซึมเข้าสู่จิตวิญญาณของพวกเขา มันทำให้พวกเขารู้สึกหนาวสั่นไปถึงไขกระดูก แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกปลอดภัยอย่างประหลาด เพราะมันหมายถึงการที่พวกเขาได้รับการยอมรับให้เป็นส่วนหนึ่งของพลังอันยิ่งใหญ่นี้ “ข้าน้อย/ข้าขอถวายความภักดีต่อท่านจอมมาร!” พวกเขากล่าวพร้อมกันด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความจริงใจและหวาดกลัว

“ดี” เฮ่ยเทียนพยักหน้า “บอกข้ามา สำนักมารโลหิตของพวกเจ้าตั้งอยู่ที่ใด และมีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับกองกำลังของสวรรค์ในดินแดนแห่งนี้บ้าง”

ลู่หยวนรีบรายงานข้อมูลทั้งหมดที่เขารู้เกี่ยวกับสำนักมารโลหิตและสภาพแวดล้อมโดยรอบ สำนักมารโลหิตตั้งอยู่ในหุบเขาอสูรหมื่นพิษ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังงานพิษและสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ มันเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้บ่มเพาะพลังมารอ่อนแอที่จะซ่อนตัวจากสายตาของสวรรค์และสำนักอื่นๆ นอกจากนี้ เขายังให้ข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทางลาดตระเวนของทหารสวรรค์และตำแหน่งของเสาค่ายกลเทวะที่สวรรค์ใช้ในการจับตาดูดินแดนเบื้องล่าง

“เสาค่ายกลเทวะ?” เฮ่ยเทียนหรี่ตาลง ระบบไม่ได้แจ้งเรื่องนี้มาก่อน “มันคืออะไร?”

หลินเฟิงเสริมว่า “เสาค่ายกลเทวะเป็นเสาหินขนาดใหญ่ที่สวรรค์สร้างขึ้นเพื่อกักเก็บพลังเทวะและใช้เป็นจุดเชื่อมต่อกับแดนสวรรค์ชั้นบนสุด หากทำลายเสาเหล่านั้นได้ จะเป็นการตัดขาดการสื่อสารและลดประสิทธิภาพการลาดตระเวนของสวรรค์ในพื้นที่นี้ลงอย่างมาก”

ข้อมูลนี้ทำให้เฮ่ยเทียนครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง หากเขาสามารถทำลายเสาค่ายกลเทวะได้ นั่นจะทำให้เขามีเวลาและพื้นที่มากขึ้นในการสร้างฐานอำนาจของตนเองโดยไม่ต้องกังวลกับการถูกสอดส่องจากสวรรค์มากเกินไป

“ท่านจอมมารกำลังคิดจะทำลายเสาค่ายกลเทวะหรือ?” ลู่หยวนถามด้วยความตกใจ “เสาค่ายกลเหล่านั้นได้รับการปกป้องโดยแม่ทัพเทวะระดับกลางและทหารสวรรค์จำนวนมาก การทำลายพวกมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย”

เฮ่ยเทียนไม่ตอบคำถามนั้น เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานจากแหวนมิติของตงฟางอี้ เขาหยิบโอสถทิพย์ออกมาเม็ดหนึ่ง มันเป็นเม็ดกลมสีทองที่เปล่งประกายอ่อนๆ “นี่คือโอสถทิพย์สำหรับฟื้นฟูพลัง” เขาโยนมันให้ลู่หยวน “กินมันซะ แล้วพาข้าไปยังสำนักมารโลหิตของพวกเจ้า”

ลู่หยวนรับโอสถทิพย์ด้วยมือที่สั่นเทา เขารู้สึกถึงพลังชีวิตที่เปี่ยมล้นจากโอสถนั้นอย่างชัดเจน “ขอรับท่านจอมมาร!”

เฮ่ยเทียนเดินนำหน้าไปอย่างไม่รีบร้อน ลู่หยวนและหลินเฟิงรีบตามมาติดๆ พวกเขารู้สึกราวกับได้เริ่มต้นชีวิตใหม่ภายใต้เงาของจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ ในขณะที่เฮ่ยเทียนก้าวเดินไป เขาก็เปิดแหวนมิติของตงฟางอี้อีกครั้งเพื่อตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ภายในอย่างละเอียด และแล้ว สายตาของเขาก็หยุดอยู่ที่คัมภีร์เล่มหนึ่ง มันเป็นคัมภีร์โบราณที่ทำจากหินสีดำสนิท มีอักขระมารสลักอยู่เต็มไปหมด คัมภีร์เล่มนี้ดูแปลกประหลาด มันไม่เหมือนคัมภีร์เทวะอื่นๆ ในแหวนมิติเลยแม้แต่น้อย

เฮ่ยเทียนหยิบมันขึ้นมาถือไว้ในมือ ทันใดนั้น แสงสีดำก็เปล่งประกายออกมาจากคัมภีร์และแทรกซึมเข้าสู่ร่างของเขาอย่างรวดเร็ว เสียงของระบบก็ดังขึ้นอีกครั้ง:

[ติ๊ง! ตรวจพบ คัมภีร์มารโบราณ: คัมภีร์ผนึกมารอสูร!] [คัมภีร์ผนึกมารอสูร: หนึ่งในคัมภีร์โบราณที่ถูกสาปแช่ง มันบันทึกวิธีการผนึกและควบคุมอสูรจากแดนปีศาจ ยิ่งอสูรแข็งแกร่งเท่าใด พลังของผู้ใช้ก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น] [ภารกิจใหม่: ค้นหาอสูรแรกเริ่ม! ใช้คัมภีร์ผนึกมารอสูรเพื่อผนึกอสูรตัวแรกของท่าน หากท่านสามารถผนึกอสูรระดับสูงได้ รางวัลจะยิ่งใหญ่ขึ้น!]

เฮ่ยเทียนรู้สึกถึงความตื่นเต้นเล็กน้อยที่แล่นผ่านจิตใจ การผนึกอสูร? นี่เป็นทักษะที่น่าสนใจอย่างยิ่ง หากเขาสามารถผนึกอสูรที่แข็งแกร่งมาเป็นกำลังเสริมได้ มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการต่อสู้กับสวรรค์ และยิ่งไปกว่านั้น การผนึกอสูรอาจทำให้เขามีพลังที่เหนือกว่าขีดจำกัดของมนุษย์ทั่วไปอย่างแท้จริง

ขณะที่เขากำลังพิจารณาคัมภีร์ผนึกมารอสูรและภารกิจใหม่ เสียงกรีดร้องอันน่าขนลุกก็ดังขึ้นจากเบื้องบน มันเป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและความเจ็บปวด คล้ายเสียงของสิ่งมีชีวิตขนาดมหึมาที่กำลังถูกทรมาน จากนั้นท้องฟ้าที่เคยเป็นสีครามก็ถูกแทนที่ด้วยเมฆสีดำทะมึนที่ก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง มันหมุนวนก่อตัวเป็นพายุขนาดใหญ่ที่พร้อมจะถล่มลงมา พร้อมกับแสงสีทองที่สาดส่องลงมาจากก้อนเมฆนั้นราวกับสายฟ้าฟาด

[คำเตือน! สวรรค์ตอบโต้แล้ว! กำลังพลเทวะระดับสูงกำลังเข้าใกล้!]

เฮ่ยเทียนเงยหน้ามองท้องฟ้าที่มืดครึ้ม เขาไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับกัน ในดวงตาของเขากลับปรากฏแววท้าทาย เขายิ้มเยาะมุมปาก “มาได้เวลาพอดี”

หน้านิยาย
หน้านิยาย
จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!