จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

ตอนที่ 9 — อณูมารบรรพกาล: การหลอมรวมแห่งห้วงมิติ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

358 ตอน · 1,564 คำ

ความมืดมิดอันไร้ขอบเขตกลืนกินเฮ่ยเทียนทันทีที่ร่างเขาถูกดูดเข้าสู่รอยแยกมิติ แรงปะทะรุนแรงราวถูกบีบอัดด้วยแรงมหาศาลจากพันขุนเขาพร้อมกัน กระดูกทุกซี่ในร่างกายส่งเสียงลั่นเอี๊ยดราวจะแตกหักเป็นเสี่ยงๆ ลมหายใจขาดห้วง อากาศรอบกายแปรปรวน บิดเบี้ยวจนยากจะหาทิศทางใดๆ ได้ สัมผัสทั้งห้าของเขาถูกฉีกกระชากออกจากกัน ‌แสงสว่างไม่มีอยู่จริง มีเพียงความมืดสนิทที่ถูกแต่งแต้มด้วยประกายสีม่วงโลหิตและสีดำทะมึนที่วูบวาบราวสายฟ้าฟาดในพายุแห่งกาลอวกาศอันน่าพรั่นพรึง

“กร๊าซซซซ!” เสียงคำรามจากก้นบึ้งของจิตวิญญาณหลุดออกจากลำคอเฮ่ยเทียน ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวดทางกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกราวกับตัวตนของเขากำลังถูกฉีกกระชากออกจากแก่นแท้ สติสัมปชัญญะเลือนราง ความทรงจำผุดขึ้นและจมหายไปในห้วงแห่งความว่างเปล่า เขาคือใคร? ​ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่? คำถามเหล่านี้วนเวียนอยู่ในสมองที่กำลังถูกบดขยี้อย่างโหดร้าย ท่ามกลางกระแสพลังที่บ้าคลั่งรอบกาย

ในขณะเดียวกันนั้นเอง พลังงานโบราณที่กำลังหลอมรวมกับเขาจากตอนก่อนหน้า ก็ถาโถมเข้าใส่ราวเขื่อนแตก มันไม่ใช่พลังงานที่บริสุทธิ์ หรือพลังงานปีศาจธรรมดา แต่มันคือมหาสมุทรแห่งความโกลาหล ‍พลังงานแห่งการทำลายล้างและการสร้างสรรค์อันเป็นอนันต์ที่ไร้ซึ่งจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุด มันร้อนดั่งเปลวเพลิงที่เผาผลาญทุกอณูให้มอดไหม้ และเย็นเฉียบดั่งน้ำแข็งที่แช่แข็งวิญญาณในคราวเดียวกัน มันกัดกินผิวหนัง กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก และแม้กระทั่งจิตวิญญาณของเขา ‌ราวกับกำลังจะหลอมละลายทุกสิ่งให้กลายเป็นเพียงผงธุลี ความเจ็บปวดที่ได้รับนั้นเหนือกว่าจินตนาการใดๆ ราวกับร่างกายกำลังถูกฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำไปหลอมรวมใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

[ระบบกำลังวิเคราะห์: ตรวจพบคลื่นพลังงานโบราณขั้นสูงสุด... ไม่สามารถระบุแหล่งกำเนิดที่ชัดเจน... คาดการณ์ว่าเป็นพลังงานแห่งการกำเนิดและดับสูญของเอกภพ... กำลังทำการหลอมรวมกับร่างโฮสต์ในระดับปรมาณู...]

เสียงของระบบดังขึ้นในห้วงความคิดของเฮ่ยเทียน ทว่าในความเจ็บปวดสุดขีดนั้น ‍เขากลับจับใจความได้เพียงเล็กน้อย “กำเนิดและดับสูญ... ของเอกภพ?” เขาพยายามนึกทบทวนถึงสิ่งที่ระบบบอก แต่คลื่นพลังงานที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อนทำให้สมาธิของเขาแตกสลาย ความรู้สึกราวกับถูกฉีกกระชากจากภายในสู่ภายนอกทำให้เขาสิ้นหวัง แต่แล้วประกายแห่งความมุ่งมั่นก็ฉายชัดขึ้นในดวงตาที่พร่ามัว เขาจึงตัดสินใจเพียงแค่กัดฟันอดทน ​พยายามยึดมั่นในสติของตนให้มั่นคงที่สุด เท่าที่ร่างกายที่กำลังจะแหลกสลายจะทำได้

“ไม่... ข้าจะยังไม่ตาย... ข้ายังต้องแก้แค้น... ต้องพิชิตสวรรค์!” คำพูดนั้นราวกับเป็นด้ายเส้นบางๆ ที่ยึดโยงจิตวิญญาณที่กำลังแตกกระเจิงของเขาไว้ มันคือเป้าหมายเดียวที่ทำให้เขายังคงต่อสู้กับความว่างเปล่าอันน่าพรั่นพรึงนี้ ​พลังแห่งความแค้นที่ไม่ยอมมอดดับ ดันให้เขาต่อต้านการถูกกลืนกิน แม้ร่างกายจะร้องขอให้ยอมจำนนต่อความเจ็บปวดก็ตาม ความคิดถึงใบหน้าของศัตรู ความทรงจำอันขมขื่นในอดีต หล่อหลอมรวมกันเป็นเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งในจิตใจของเขา

พลังงานโบราณนั้นไม่ใช่เพียงแค่กระแส แต่มันคือมหาสมุทรที่ถาโถมเข้าสู่ทุกอณูเซลล์ มันกัดกิน ​เผาผลาญ และในขณะเดียวกันก็หล่อหลอมสร้างใหม่ ทุกครั้งที่เซลล์ถูกทำลาย ก็จะมีเซลล์ใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเดิมถือกำเนิดขึ้นมาทดแทน มันคือการเกิดใหม่จากเถ้าถ่านอย่างแท้จริง และการเกิดใหม่นี้ก็มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึง พลังมารที่เคยหมุนเวียนในร่างของเฮ่ยเทียนก็ถูกดูดกลืนและแปรสภาพกลายเป็นส่วนหนึ่งของพลังงานโบราณนั้นเช่นกัน ราวกับสายน้ำที่ไหลรวมกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ แปรเปลี่ยนเป็นส่วนหนึ่งของกระแสอันไร้จุดสิ้นสุด

[ระบบกำลังปรับเปลี่ยนสถานะโฮสต์... พลังงานมารบริสุทธิ์กำลังถูกยกระดับเป็น 'อณูมารบรรพกาล'... ร่างกายโฮสต์กำลังวิวัฒนาการสู่ 'ร่างอสูรกำเนิด'... กระบวนการหลอมรวม 0.01%... 0.02%...]

“อณูมารบรรพกาล... ร่างอสูรกำเนิด...” เฮ่ยเทียนทวนคำในใจ นี่มันอะไรกัน? เขาจะกลายเป็นอสูรอย่างสมบูรณ์แบบงั้นหรือ? ความกลัวเริ่มคืบคลานเข้าสู่จิตใจ แต่ในขณะเดียวกัน เขากลับรู้สึกถึงพละกำลังอันมหาศาลที่กำลังก่อตัวขึ้นภายในร่างกาย มันเป็นพลังที่ดิบเถื่อน ไร้ขอบเขต และพร้อมจะทำลายทุกสิ่งให้พินาศ พลังที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองเป็นดั่งเทพเจ้าแห่งการทำลายล้างที่กำลังจะตื่นขึ้น

ภาพลวงตาเริ่มปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา เขาเห็นเงาร่างมหึมาของอสูรบรรพกาลกำลังคำรามก้อง หางของมันฟาดฟันภูผาจนแตกละเอียด ดวงตาแดงฉานดุจโลหิตจ้องมองมาที่เขา ราวกับกำลังจะกลืนกินทุกสิ่ง กลืนกินแม้กระทั่งตัวตนของเขาเอง นี่คือพลังที่อสูรตนนั้นครอบครองกระนั้นหรือ? นี่คือสิ่งที่เขากำลังจะกลายเป็น? ภาพนั้นชัดเจนจนเขารู้สึกได้ถึงลมหายใจอันร้อนผ่าวของมัน กลิ่นอายแห่งความตายที่แผ่ออกมา และเสียงคำรามที่สั่นสะเทือนไปถึงจิตวิญญาณ

สติของเฮ่ยเทียนเริ่มเลือนรางอีกครั้ง ร่างกายของเขาร้อนระอุจนราวกับจะระเบิดออก กล้ามเนื้อฉีกขาดและประสานกลับเข้าหากันซ้ำแล้วซ้ำเล่า กระดูกหักแล้วงอกใหม่ในพริบตา ผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีดำทะมึนราวหินอัคนีแข็งแกร่ง จากนั้นก็กลับมาเป็นสีผิวปกติ ความเจ็บปวดนั้นเกินกว่าที่มนุษย์จะทนทานได้ แต่เฮ่ยเทียนก็ยังคงกัดฟัน ยึดมั่นในความมุ่งมั่นของตน เขากำลังต่อสู้กับความตาย ต่อสู้กับความสิ้นหวัง และต่อสู้กับตัวตนที่กำลังจะเปลี่ยนไปของเขาเอง

[ระบบกำลังแจ้งเตือน: ตรวจพบการแทรกแซงจากจิตสำนึกโบราณ... ระดับการแทรกแซง 10%... 15%... 20%...]

“จิตสำนึกโบราณ?” เฮ่ยเทียนพยายามจะถาม แต่คำพูดไม่อาจหลุดออกจากลำคอได้ มันคือจิตสำนึกของอสูรบรรพกาลตนนั้นงั้นหรือ? หรือเป็นจิตสำนึกของพลังงานโบราณที่หลอมรวมกับเขา? ความรู้สึกว่ามีบางสิ่งกำลังแทรกซึมเข้ามาในจิตใจของเขานั้นน่าขนลุก มันไม่ใช่การควบคุมโดยตรง แต่เป็นการค่อยๆ ซึมซับ กลืนกินตัวตนของเขาอย่างช้าๆ ราวกับจะเปลี่ยนเขาให้กลายเป็นหุ่นเชิด เป็นภาชนะของพลังงานแห่งการทำลายล้างนั้น ความคิดและความรู้สึกแปลกปลอมเริ่มผุดขึ้นในห้วงสำนึกของเขา ราวกับมีเสียงกระซิบอันเก่าแก่ที่พยายามจะครอบงำ

เขาต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แม้ร่างกายจะไร้เรี่ยวแรง แต่จิตใจของเขาไม่ยอมแพ้ “ข้าคือเฮ่ยเทียน! ไม่ใช่แค่ภาชนะ! ข้าจะไม่ยอมให้สิ่งใดมาควบคุม!” เสียงคำรามนั้นดังขึ้นในใจของเขา เป็นการประกาศกร้าวต่อพลังอันมืดมิดที่พยายามจะกลืนกิน

เสียงคำรามก้องในจิตใจของเขา ปะทะเข้ากับเสียงกระซิบอันเก่าแก่ที่พยายามจะกลืนกิน เฮ่ยเทียนรู้สึกราวกับมีสองจิตวิญญาณกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดภายในตัวเขาเอง ด้านหนึ่งคือตัวตนของเขา ผู้ซึ่งถูกสาปให้เป็นมารแต่ยังคงยึดมั่นในความยุติธรรม แม้จะมืดมิดแต่ก็ยังมีแสงสว่างริบหรี่ อีกด้านหนึ่งคือพลังงานโบราณที่ไร้สำนึก มีเพียงความมืดมิดและการทำลายล้าง การต่อสู้ครั้งนี้ชี้ขาดอนาคตของเขา ว่าเขาจะยังคงเป็นเฮ่ยเทียน หรือจะกลายเป็นเพียงอสูรที่ถูกควบคุมโดยพลังงานโบราณ เป็นเพียงหุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ

เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่อาจทราบได้ อาจจะเป็นชั่วโมง วัน หรือแม้กระทั่งศตวรรษ ในห้วงมิติที่ไร้ซึ่งกาลเวลาแห่งนี้ เฮ่ยเทียนรู้สึกว่าเขาได้ผ่านการเกิดใหม่นับพันครั้ง ร่างกายของเขาถูกทำลายและฟื้นฟูซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเขาเริ่มชินชากับความเจ็บปวด ความรู้สึกที่เคยเจ็บปวดจนแทบขาดใจ บัดนี้กลับกลายเป็นความชาชิน เป็นส่วนหนึ่งของการดำรงอยู่ พลังงานโบราณเหล่านั้นได้ถูกดูดซับเข้าไปในทุกอณูเซลล์ ทุกหยดเลือด ทุกเส้นลมปราณ และทุกส่วนของจิตวิญญาณ ราวกับเขาได้กลายเป็นภาชนะที่สมบูรณ์แบบสำหรับพลังงานอันยิ่งใหญ่นี้

[ระบบแจ้งเตือน: กระบวนการหลอมรวม 'อณูมารบรรพกาล' สำเร็จสมบูรณ์! 'ร่างอสูรกำเนิด' อยู่ในสถานะเริ่มต้น... ความสามารถ: 'ควบคุมพลังแห่งความโกลาหล', 'ฟื้นฟูระดับอมตะ', 'จิตสังหารบรรพกาล'... ตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของสายเลือดมาร... วิวัฒนาการสู่ 'สายเลือดมารกำเนิดแห่งความโกลาหล'! ยินดีด้วย โฮสต์!]

คำว่า ‘สำเร็จสมบูรณ์’ ดังขึ้นในจิตใจของเฮ่ยเทียนราวกับระฆังที่ดังก้องกังวาน ปลดปล่อยเขาออกจากความทรมานที่แสนยาวนาน ความเจ็บปวดทั้งหมดมลายหายไปในพริบตา เหลือเพียงความว่างเปล่าอันเย็นยะเยือก และความรู้สึกถึงพละกำลังที่เอ่อล้นจนยากจะประมาณได้ มันเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เขาเคยสัมผัสมาทั้งหมด พลังที่สามารถฉีกกระชากจักรวาลให้ขาดสะบั้นได้เพียงแค่คิด พลังที่ทำให้เขารู้สึกว่าตนเองสามารถยืนหยัดอยู่เหนือทุกสรรพสิ่งได้

ร่างกายของเขากลับคืนสู่สภาพปกติอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าภายในนั้นกลับซ่อนเร้นไว้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ ดวงตาที่เคยเป็นสีดำสนิท กลับมีประกายสีม่วงเข้มเรืองรองอยู่ลึกๆ ราวกับดวงดาวแห่งความมืดมิดที่ส่องแสงในห้วงอวกาศ เขาสัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงกับห้วงมิตินี้ ราวกับว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของมัน และมันก็เป็นส่วนหนึ่งของเขา ทุกสิ่งรอบกายดูชัดเจนขึ้น สัมผัสได้ถึงกระแสพลังงานที่ไหลเวียนอยู่ในทุกอณูของจักรวาล

[ระบบแจ้งเตือน: ตรวจพบการหลอมรวมของจิตสำนึกโบราณกับแก่นแท้ของโฮสต์อย่างสมบูรณ์แบบ... โฮสต์ได้ดูดซับพลังงานและจิตสำนึกของ 'อสูรบรรพกาล' ในระดับบางส่วน ทำให้เกิดการถือกำเนิดของ 'จิตมารกำเนิด'… โปรดเตรียมพร้อม… โฮสต์กำลังจะถูกส่งไปยังมิติใหม่...]

คำเตือนสุดท้ายของระบบทำให้เฮ่ยเทียนตื่นตระหนก “ดูดซับจิตสำนึกของอสูรบรรพกาล!” เขาเพิ่งต่อสู้กับมันอย่างหนักหน่วง แล้วตอนนี้มันกลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของเขาอย่างนั้นหรือ? จิตมารกำเนิดคืออะไรกันแน่? ความรู้สึกแปลกประหลาดก่อตัวขึ้นในใจของเขา ราวกับมีบางสิ่งที่เป็นของเขา แต่ก็ไม่ใช่ของเขาอย่างสมบูรณ์ มันคือการผสมผสานของความมุ่งมั่นของเขาเองกับความดิบเถื่อนของอสูรบรรพกาล ก่อนที่เขาจะได้ไตร่ตรองถึงความหมายของมัน ร่างกายของเขาก็ถูกเหวี่ยงออกไปอย่างรวดเร็ว แสงสีขาวสว่างวาบเข้าปกคลุมทุกสิ่ง ความมืดมิดของห้วงมิติถูกฉีกกระชากออก เผยให้เห็นเส้นทางสู่โลกเบื้องหน้า

ร่างของเฮ่ยเทียนพุ่งทะยานผ่านช่องว่างมิติราวกับดาวตกที่กำลังจะตกลงสู่พื้นโลก เขาสัมผัสได้ถึงแรงโน้มถ่วงที่ดึงดูดเขากลับมาสู่ความเป็นจริง กลิ่นอายของธรรมชาติที่สดชื่น ควันไฟที่ลอยอ้อยอิ่ง และเสียงของสิ่งมีชีวิตที่คุ้นเคย ทุกสิ่งทุกอย่างบ่งบอกว่าเขาได้กลับมายังโลกภายนอกแล้ว แต่โลกใบนี้จะยังคงเป็นโลกที่เขาเคยรู้จักหรือไม่? เขาไม่อาจรู้ได้ แต่ความรู้สึกอันคุ้นเคยนี้ทำให้จิตใจของเขาสงบลงเล็กน้อย

ด้วยพละกำลังใหม่ที่เพิ่งตื่นขึ้น เฮ่ยเทียนพยายามควบคุมทิศทางของตนเอง ชะลอความเร็วลงอย่างยากลำบาก ทว่าแรงเหวี่ยงจากการเดินทางผ่านมิติยังคงรุนแรงเกินกว่าที่เขาจะควบคุมได้สมบูรณ์ ร่างของเขาพุ่งชนเข้ากับผืนป่าทึบด้วยความเร็วสูง สร้างแรงกระแทกมหาศาลที่ทำให้ต้นไม้ใหญ่หักโค่นเป็นทางยาว ฝุ่นดินและใบไม้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เสียงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่า ทำให้สรรพสัตว์ในป่าแตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง

ก่อนที่ร่างของเขาจะกระแทกพื้น เฮ่ยเทียนก็รู้สึกถึงคลื่นพลังงานแปลกประหลาดพุ่งเข้าใส่เขาจากทิศทางหนึ่ง มันเป็นพลังแห่งความบริสุทธิ์และศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับแฝงไว้ด้วยความอาฆาตและเจตนาที่จะทำลายล้างอย่างรุนแรง ราวกับดาบที่กำลังจะฟาดฟันลงมา เขาพยายามจะตอบโต้ ทว่าความเหนื่อยล้าจากการหลอมรวมพลังงานยังคงมีอยู่ ทำให้การเคลื่อนไหวเชื่องช้าเกินไป พลังที่เพิ่งได้รับมายังไม่สามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์

“เจ้าอสูรชั่ว! บังอาจปรากฏตัวในดินแดนศักดิ์สิทธิ์!” เสียงที่ก้องกังวานและทรงอำนาจดังขึ้นจากเบื้องบน พร้อมกับแสงสีทองอร่ามที่สาดส่องลงมาจากฟากฟ้า พุ่งตรงมาที่ร่างของเขาอย่างไม่ปรานี นี่คือผู้บำเพ็ญเพียรฝ่ายธรรมะ? หรือเป็นเทพสวรรค์ที่ลงมาเอง? เฮ่ยเทียนสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลจากพลังศักดิ์สิทธิ์นั้น มันพยายามจะบดขยี้เขาให้แหลกเป็นผง แต่ในขณะเดียวกันนั้นเอง พลังอณูมารบรรพกาลภายในตัวเขากลับปะทุขึ้น ตอบโต้กับพลังศักดิ์สิทธิ์นั้นอย่างดุเดือด เกิดเป็นคลื่นพลังงานที่ปะทะกันกลางอากาศ แสงสีทองและสีม่วงดำสาดส่องเข้าหากันเป็นวงกว้าง สร้างความปั่นป่วนให้กับธรรมชาติรอบข้าง พืชพรรณเหี่ยวเฉา สรรพสัตว์หวาดกลัวจนตัวสั่น

ทันใดนั้นเอง ภาพสุดท้ายที่เฮ่ยเทียนเห็นก่อนที่สติจะดับวูบลง ก็คือเงาร่างของบุรุษผู้หนึ่งที่ลอยอยู่กลางอากาศ สวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์เปล่งประกายงดงามราวเทพเซียน ใบหน้าคมคายดุจหยกสลัก ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับแข็งกระด้างและเต็มไปด้วยความเกลียดชังอันลึกซึ้ง บุรุษผู้นั้นชี้ดาบที่เปล่งแสงสีทองสว่างจ้ามาที่เขา และเสียงเย็นชาดุจน้ำแข็งก็เอ่ยขึ้นว่า “จงสลายไปซะ! มารโฉด!”

เฮ่ยเทียนรับรู้ได้ถึงคมดาบที่กำลังพุ่งตรงมา เขาพยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายยังคงอ่อนล้าจากกระบวนการหลอมรวม และคลื่นพลังงานศักดิ์สิทธิ์ที่พุ่งเข้าใส่ก็ทำให้เขาไม่อาจต้านทานได้ไหว ภาพสุดท้ายที่ปรากฏในจิตใจของเขาคือใบหน้าของบุรุษในอาภรณ์สีขาวผู้นั้น ก่อนที่ความมืดมิดจะเข้าปกคลุมทุกสิ่ง และเขาก็หมดสติไปในที่สุด ทิ้งไว้เพียงร่างที่นอนแน่นิ่งท่ามกลางซากปรักหักพังของผืนป่าอันสงบเงียบ และประกายพลังมารสีม่วงดำที่ยังคงเรืองรองจางๆ ท่ามกลางแสงสีทองอันศักดิ์สิทธิ์ที่กำลังจะกลืนกินเขาไป ราวกับแสงสว่างและเงามืดกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดเหนือร่างของเขา ชะตากรรมของจอมมารผู้ถือกำเนิดใหม่ยังคงแขวนอยู่บนเส้นด้ายอันบอบบาง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

จอมมารระบบพิชิตสวรรค์

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!