ตอนที่ 19 — ผู้เฝ้ามองแห่งเงา
ราชันย์ระบบ · 200 ตอน
เสียงเตือนของระบบดังก้องในโสตประสาทของหลี่เฉิน ก้องกังวานและเย็นเยียบราวกับสายลมแห่งความตายที่พัดผ่านมาในความมืดมิด “คำเตือน: การเปิดใช้งานจี้ดวงตาแห่งความมืด ได้ดึงดูดความสนใจจาก ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ ระดับสูง… พวกเขากำลังจับตาดูท่านอยู่…”
คำกล่าวสุดท้ายนั้นผุดขึ้นซ้ำๆ ในความคิดของเขา ก่อเกิดเป็นความรู้สึกหนาวเหน็บที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง แม้จะเพิ่งสังหารเงาวายุ ผู้เป็นมือสังหารระดับสูงสำเร็จ และเลื่อนระดับพลังขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด แต่คำเตือนจากระบบก็ทำให้เขารู้สึกได้ถึงภัยคุกคามที่เหนือกว่าทุกสิ่งที่เคยเผชิญหน้ามา หลี่เฉินกำจี้ดวงตาแห่งความมืดในมือแน่น สัมผัสถึงความเย็นเยียบของมันที่ซึมผ่านฝ่ามือเข้ามา เขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ถูกปกคลุมด้วยรัตติกาลอันกว้างใหญ่ดุจผ้าคลุมสีดำสนิท ดวงจันทร์เสี้ยวบางๆ ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาวที่พร่างพราย ทว่ากลับไม่ได้ช่วยให้จิตใจของเขาสงบลงเลยแม้แต่น้อย
‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ ชื่อนี้ไม่ได้แค่บ่งบอกถึงความสามารถในการซ่อนเร้น แต่ยังสื่อถึงพลังอำนาจที่สามารถ "เฝ้ามอง" ได้จากระยะไกล และอาจหมายถึงการรับรู้ทุกการเคลื่อนไหวของเขาโดยที่เขาไม่รู้ตัว มันคือภัยคุกคามที่มองไม่เห็น แต่สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาล เขาตระหนักดีว่านี่ไม่ใช่แค่การไล่ล่าธรรมดาอีกต่อไป แต่เป็นการตกเป็นเป้าหมายของพลังอำนาจที่ซับซ้อนและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าองค์กรเงาลับที่อยู่เบื้องหลังเงาวายุเสียอีก
“ระบบ… ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ คือใคร? พวกเขามีพลังอำนาจระดับใด?” หลี่เฉินถามในใจด้วยน้ำเสียงจริงจัง
[ติ๊ง! ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ คือหน่วยงานข่าวกรองและสอดแนมระดับสูงสุดขององค์กรเงาลับ มีหน้าที่สอดส่อง ตรวจสอบ และรายงานเป้าหมายสำคัญ มีอำนาจและอิทธิพลแผ่กระจายไปทั่วหล้า]
[ระดับพลังโดยประมาณของ ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ โดยทั่วไปจะอยู่ในขอบเขตวิญญาณสวรรค์ขั้นต้นถึงขอบเขตวิญญาณสวรรค์ขั้นกลาง และผู้ควบคุมระดับสูงอาจถึงขอบเขตวิญญาณสวรรค์ขั้นปลาย หรือสูงกว่านั้น]
คำตอบของระบบทำให้ใจของหลี่เฉินจมดิ่งลงไปอีกขีด ขอบเขตวิญญาณสวรรค์! นั่นคือระดับพลังที่สูงส่งเกินกว่าที่เขาจะจินตนาการถึงในตอนนี้ แม้เขาจะเลื่อนระดับมาถึงขั้นปราณก่อกำเนิดขั้นที่เจ็ดแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากขอบเขตวิญญาณสวรรค์อย่างลิบลับ ระหว่างปราณก่อกำเนิดกับวิญญาณสวรรค์นั้นมีช่องว่างของขอบเขตแก่นแท้และขอบเขตจิตวิญญาณกั้นอยู่ถึงสองขั้นใหญ่ ซึ่งแต่ละขั้นก็แบ่งย่อยออกไปอีกหลายระดับ การเผชิญหน้ากับผู้เฝ้ามองแห่งเงาในตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการหาที่ตายชัดๆ
“ทำไมการเปิดใช้งานจี้ดวงตาแห่งความมืดถึงดึงดูดความสนใจจากพวกนั้น?” หลี่เฉินถามต่อ พยายามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
[ติ๊ง! จี้ดวงตาแห่งความมืดเป็นวัตถุโบราณที่มีพลังงานลึกลับและเชื่อมโยงกับเครือข่ายบางอย่างขององค์กรเงาลับ การเปิดใช้งานได้ส่งสัญญาณเฉพาะออกไป ซึ่งถูกตรวจจับโดย ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’]
[จี้ดวงตาแห่งความมืดมีศักยภาพในการเป็นทั้ง ‘กุญแจ’ และ ‘ประทีป’ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้และวิธีการใช้งาน มันสามารถใช้เพื่อเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ หรือใช้เพื่อล่อลวงศัตรูให้เข้ามาติดกับ]
หลี่เฉินมองจี้ในมืออีกครั้ง ‘กุญแจ’ และ ‘ประทีป’ งั้นหรือ? มันคือสิ่งที่ช่วยให้เขาเข้าถึงความลับขององค์กรเงาลับ หรือคือสิ่งที่ทำให้เขาถูกพบเจอ? มันคือดาบสองคมอย่างแท้จริง เขาต้องระมัดระวังในการใช้งานมันอย่างที่สุด
เขาพยายามสำรวจจี้ดวงตาแห่งความมืดอย่างละเอียดอีกครั้ง เขาสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่หมุนวนอยู่ภายใน แต่ก็ไม่สามารถเจาะลึกเข้าไปได้มากกว่านั้น มันคล้ายกับดวงตาที่ปิดสนิท รอคอยการปลุกให้ตื่น หลี่เฉินลองถ่ายเทปราณแสงจันทร์เข้าไปในจี้ช้าๆ ปรากฏว่าจี้สั่นสะเทือนเล็กน้อย และมีแสงสีดำอมม่วงเรืองรองออกมาจากส่วนที่เป็นรูปดวงตา ลวดลายประหลาดที่สลักอยู่บนผิวจี้ก็ดูเหมือนจะขยับได้เล็กน้อย ราวกับมีชีวิต
ทันใดนั้น ภาพบางอย่างก็วาบเข้ามาในความคิดของเขา มันไม่ใช่ภาพที่ชัดเจน แต่เป็นภาพที่พร่ามัว คล้ายแผนที่เก่าแก่ที่มีเส้นสายโยงใยซับซ้อน และมีจุดสีแดงเล็กๆ จุดหนึ่งกะพริบอยู่ตรงกลาง ภาพนั้นหายไปอย่างรวดเร็วราวกับฝัน แต่ความรู้สึกที่ทิ้งไว้คือความเย็นเยียบและลึกลับ
“ระบบ…เมื่อครู่คืออะไร?” เขาถาม
[ติ๊ง! นั่นคือการตอบสนองขั้นต้นของจี้ดวงตาแห่งความมืด มันกำลังพยายามแสดง ‘เส้นทาง’ หรือ ‘เป้าหมาย’ บางอย่างให้ท่านเห็น แต่พลังงานยังไม่เพียงพอที่จะปลดล็อกข้อมูลทั้งหมด]
เส้นทาง? เป้าหมาย? หลี่เฉินครุ่นคิด เขากำลังยืนอยู่บนเส้นทางที่อันตรายยิ่งกว่าที่เคยเป็นมา เขาไม่รู้ว่า ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ จะมาถึงเมื่อไร หรือพวกเขาจะใช้วิธีใดในการสอดแนม แต่สิ่งหนึ่งที่เขารู้คือเขาต้องเตรียมพร้อม เขาต้องแข็งแกร่งขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือเขาต้องไม่ถูกจับได้
โชคดีที่เขาเพิ่งได้รับทักษะใหม่ ‘เงาพราง’ มันคือทักษะที่สมบูรณ์แบบสำหรับสถานการณ์เช่นนี้ เขาตัดสินใจที่จะทดสอบทักษะนี้ทันที เขาต้องการรู้ขีดจำกัดของมัน และต้องการใช้มันเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มองไม่เห็น
หลี่เฉินหลับตาลง เขารวบรวมสมาธิทั้งหมดไปที่ปราณในร่างกาย และนึกถึงคำอธิบายของทักษะ ‘เงาพราง’ ซึ่งกล่าวถึงการผสานตนเองเข้ากับเงาและพลังงานรอบข้างเพื่อซ่อนเร้นตัวตน เมื่อเขาเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ร่างกายของเขาก็ดูเหมือนจะเลือนรางลงเล็กน้อย ไม่ใช่การล่องหนโดยสมบูรณ์ แต่เป็นการทำให้ภาพที่มองเห็นเบลอและยากที่จะจดจำ นอกจากนี้เขายังรู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของเขาเงียบเชียบขึ้นอย่างน่าประหลาด เสียงฝีเท้าที่เคยเหยียบย่ำบนพื้นดินหายไปอย่างสิ้นเชิง ราวกับเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของสายลมยามค่ำคืน
เขาเริ่มต้นเคลื่อนไหวอย่างช้าๆ ในป่ารอบๆ ที่พักลับของเขา เขาก้าวเท้าไปข้างหน้าอย่างระมัดระวัง ใช้ทักษะเงาพรางเพื่อหลอมรวมเข้ากับความมืดมิดของราตรี เขาปีนขึ้นไปบนต้นไม้สูงใหญ่ มองลงมาจากมุมสูงเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมรอบๆ
จากด้านบน เขาเห็นเพียงความมืดมิดและผืนป่าอันกว้างใหญ่ที่ทอดตัวยาวออกไปสุดลูกหูลูกตา เขาพยายามใช้สัมผัสที่หกที่เฉียบคมขึ้นของตนเพื่อตรวจจับความผิดปกติใดๆ ปราณแสงจันทร์ที่ไหลเวียนในกายทำให้เขามีความสามารถในการรับรู้ที่เหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป เขาพยายามสัมผัสถึงกระแสพลังงานรอบข้าง สายลมที่พัดผ่าน กลิ่นอายของธรรมชาติ และเสียงกระซิบของสรรพสัตว์
ในช่วงแรก เขาไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ ทุกอย่างดูเหมือนจะปกติ ป่าไม้ยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงแมลงยามค่ำคืนและเสียงลมพัดใบไม้ที่ดังแผ่วเบา แต่แล้ว… เขาก็รู้สึกถึงบางสิ่ง
มันไม่ใช่เสียง ไม่ใช่กลิ่น ไม่ใช่ภาพที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่มันคือ ‘ความรู้สึก’ เป็นความรู้สึกเย็นเยียบที่แผ่ซ่านเข้ามาในจิตใจ คล้ายกับสายตาที่มองมาจากที่ไกลแสนไกล มันเป็นความรู้สึกของการถูกจับตามองอย่างแท้จริง
ความรู้สึกนั้นเบาบางมาก แทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นเพียงจินตนาการหรือเรื่องจริง แต่ด้วยปราณที่เฉียบคมและสติปัญญาที่เหนือชั้น หลี่เฉินก็มั่นใจว่ามันไม่ใช่แค่ความระแวงของเขาเอง มันคือร่องรอยของพลังงานบางอย่างที่กำลังสอดส่องเข้ามาในบริเวณนี้ แม้ว่าจะอยู่ห่างไกลออกไปมากจนแทบจะจับต้องไม่ได้
เขาใช้ทักษะ ‘เงาพราง’ ให้เต็มประสิทธิภาพ ผสานร่างเข้ากับเงามืดของต้นไม้ใหญ่จนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน เขารู้สึกเหมือนถูกตรึงอยู่ตรงนั้น ไม่อาจขยับได้ เพราะกลัวว่าจะเปิดเผยตัวตน เขาพยายามวิเคราะห์ความรู้สึกนั้นอย่างใจเย็น ความเย็นเยียบนั้นไม่ได้มุ่งร้ายโดยตรง แต่มันคือความเฉยชา ไร้อารมณ์ คล้ายกับสายตาของนักล่าที่กำลังสำรวจเหยื่ออย่างใจเย็น
‘พวกมันไม่ได้เคลื่อนไหวเข้ามาใกล้’ หลี่เฉินคิด ‘แต่พวกมันกำลังเฝ้ามองจากระยะไกล… ด้วยวิธีการบางอย่างที่ฉันยังไม่เข้าใจ’
สถานการณ์นี้ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังตัวและพัฒนาตัวเองให้แข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เขาไม่สามารถพึ่งพาระบบเพียงอย่างเดียวได้ตลอดไป เขาต้องเข้าใจศัตรู ต้องรู้ว่าพวกเขาคือใคร ทำอะไรได้บ้าง และมีเป้าหมายอะไร เขาต้องสร้างเครือข่ายข้อมูลของตัวเอง และต้องมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตนเองและอาณาจักรที่กำลังจะสร้างขึ้น
หลี่เฉินใช้เวลาอีกครู่ใหญ่ในการสังเกตการณ์รอบๆ อย่างเงียบเชียบ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติอื่นใดอีก ความรู้สึกของการถูกจับตามองนั้นค่อยๆ จางหายไป ราวกับว่าผู้เฝ้ามองแห่งเงาได้ละสายตาจากเขาไปชั่วขณะ หรืออาจจะเปลี่ยนวิธีการสอดแนมไปแล้ว
เขาค่อยๆ เคลื่อนไหวออกจากเงามืดและกลับไปยังที่พักลับของเขา ในใจเต็มไปด้วยความคิดมากมาย ภัยคุกคามจาก ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ ไม่ใช่สิ่งที่สามารถละเลยได้ และไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถรับมือได้ด้วยตัวคนเดียวในตอนนี้ เขาจำเป็นต้องมีพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ข้อมูลที่แม่นยำ และแผนการที่แยบยล
เมื่อกลับมาถึงฐานลับ หลี่เฉินได้เรียกจางไป๋และเฒ่าฮวาเข้ามาพบ เขามองไปยังใบหน้าที่ภักดีของทั้งสอง ซึ่งเป็นเสาหลักของเขาในตอนนี้ “จางไป๋ เฒ่าฮวา” เขาเริ่มต้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ข้ามีเรื่องสำคัญจะมอบหมายให้พวกเจ้า”
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความสงสัย แต่ก็พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
“ข้าต้องการให้พวกเจ้าเพิ่มการเฝ้าระวังรอบๆ บริเวณนี้ให้เข้มงวดขึ้นเป็นสองเท่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจจับสิ่งผิดปกติ หรือบุคคลแปลกหน้าใดๆ ที่พยายามเข้ามาในอาณาเขตของเรา” หลี่เฉินกล่าว “แต่จงทำอย่างรอบคอบและไม่ให้เป็นที่สังเกต ให้ระวังเป็นพิเศษถึงบุคคลที่มีทักษะการซ่อนเร้นหรือมีพลังอำนาจสูงกว่าคนทั่วไป”
จางไป๋พยักหน้า “ขอรับองค์ชาย ข้าจะจัดกำลังลาดตระเวนและเพิ่มเวรยามให้ถี่ขึ้น”
“ส่วนเฒ่าฮวา” หลี่เฉินหันไปทางเฒ่าฮวา “ข้าต้องการให้ท่านใช้ความสามารถในการรวบรวมข้อมูลของท่าน สอดส่องข่าวสารเกี่ยวกับ ‘องค์กรเงาลับ’ ที่อยู่เบื้องหลังเงาวายุ ข้าต้องการทราบทุกสิ่งที่เราจะรู้ได้เกี่ยวกับพวกเขา ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้ง เป้าหมาย หรือแม้กระทั่งระดับพลังของสมาชิก”
เฒ่าฮวาย่นคิ้วเล็กน้อย “องค์กรเงาลับหรือขอรับ? ดูเหมือนว่าจะเป็นองค์กรที่ลึกลับมากนัก ข้อมูลของพวกเขายากที่จะหาได้”
“ข้ารู้ว่ามันยาก” หลี่เฉินพยักหน้า “แต่เราจำเป็นต้องรู้ เรากำลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคามที่ไม่ธรรมดา ข้อมูลคือสิ่งสำคัญที่สุดในการรับมือกับพวกเขา”
เฒ่าฮวาเห็นความจริงจังในดวงตาของหลี่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงแรงกดดันบางอย่าง “ข้าจะพยายามอย่างเต็มที่ขอรับองค์ชาย”
เมื่อจางไป๋และเฒ่าฮวาจากไป หลี่เฉินก็กลับมาอยู่ตามลำพังอีกครั้ง เขามองไปยังจี้ดวงตาแห่งความมืดในมืออีกครั้ง การถูกจับตามองโดย ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ ทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกบีบรัด แต่ในขณะเดียวกันก็จุดประกายความท้าทายในใจ
เขาหยิบจี้ขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้เขาไม่ได้ตั้งใจจะเปิดใช้งานมัน แต่ต้องการจะทำความเข้าใจมันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เขาใช้ปราณแสงจันทร์ค่อยๆ โอบล้อมจี้เอาไว้ พยายามสื่อสารกับมันด้วยจิตวิญญาณของเขา
ทันใดนั้น จี้ก็ส่องแสงสีดำอมม่วงอีกครั้ง คราวนี้เขารู้สึกได้ถึงพลังงานที่ตอบสนองกลับมาอย่างรุนแรงกว่าเดิม ภาพที่พร่ามัวปรากฏขึ้นอีกครั้งในความคิดของเขา แต่คราวนี้มันชัดเจนขึ้นเล็กน้อย เขาเห็นเป็นภาพของวิหารโบราณที่จมอยู่ใต้ดิน มืดมิดและเต็มไปด้วยบรรยากาศที่น่าสะพรึงกลัว และในใจกลางของวิหารนั้น มีดวงตาขนาดใหญ่ดวงหนึ่งที่เปล่งแสงสีม่วงเรืองรองออกมา ราวกับมันกำลังจ้องมองมาที่เขาโดยตรง และเสียงกระซิบที่เย็นยะเยือกก็ดังก้องขึ้นในหัวของเขา…
[จงมา… สู่ ‘หอคอยแห่งการเฝ้ามอง’… ที่ซึ่งความลับถูกเปิดเผย… และชะตากรรมถูกกำหนด…]
เสียงนั้นแผ่วเบาแต่ชัดเจน มันไม่ใช่เสียงจากระบบ แต่เป็นเสียงที่มาจากภายในจี้ดวงตาแห่งความมืดโดยตรง หลี่เฉินสะดุ้งเฮือก ภาพวิหารและดวงตาประหลาดนั้นหายไปในพริบตา เหลือไว้เพียงจี้ที่กลับสู่สภาพเดิม แต่คำกระซิบยังคงก้องอยู่ในใจของเขา ‘หอคอยแห่งการเฝ้ามอง’… นี่คือที่มาของ ‘ผู้เฝ้ามองแห่งเงา’ งั้นหรือ? หรือมันคือกับดักที่รอเขาอยู่?
เขาจับจี้ในมือแน่น สายตาของเขาฉายแววแห่งความมุ่งมั่นปนความวิตกกังวล เขาได้ทราบถึงภัยคุกคามที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม และในขณะเดียวกันก็ได้เบาะแสใหม่ที่อาจนำไปสู่หัวใจขององค์กรเงาลับ แต่เส้นทางสู่ ‘หอคอยแห่งการเฝ้ามอง’ นั้น จะนำพาเขาไปสู่จุดจบ หรือจุดเริ่มต้นของอำนาจที่แท้จริงกันแน่…
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก