มวลพลังงานอันมหาศาลของวิญญาณบรรพกาลที่ปะทุขึ้นจนบิดเบือนมิติแห่งจิตวิญญาณ ไม่ใช่ระเบิดที่ทำลายล้าง แต่กลับกลายเป็นสายน้ำแห่งแสงและเงาที่ไหลทะลักเข้าสู่ใจกลางหลุมดำเล็กๆ ที่หลี่เฉินสร้างขึ้น พลังแห่งการปรับตัวแห่งความว่างเปล่าของเขาไม่ใช่เพียงแค่การป้องกันอีกต่อไป มันคือการโอบรับ การกลืนกิน และการหลอมรวมอย่างสมบูรณ์ ความรู้สึกของการถูกฉีกกระชากและเติมเต็มในเวลาเดียวกันแผ่ซ่านไปทั่วจิตวิญญาณของเขา ราวกับร่างกายกำลังถูกแยกส่วนออกเป็นอะตอม ก่อนที่จะถูกประกอบขึ้นใหม่ด้วยธาตุที่เหนือกว่าเดิม แสงสีครามเข้มจากหลุมดำส่องสว่างวาบ ก่อนจะหดตัวลงอย่างรวดเร็ว พร้อมกับที่มิติแห่งจิตวิญญาณรอบตัวก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับถูกดูดกลืนเข้าไปในช่องว่างอันไร้ที่สิ้นสุด
“กร๊าซซซซ!” เสียงคำรามสุดท้ายของวิญญาณบรรพกาลไม่ได้บ่งบอกถึงความเจ็บปวด แต่เป็นเสียงแห่งการปลดปล่อย เสียงแห่งการยอมจำนนต่อกระบวนการอันศักดิ์สิทธิ์ของการหลอมรวม เสียงนั้นก้องกังวานอยู่ในห้วงจิตของหลี่เฉิน ก่อนจะจางหายไป กลายเป็นส่วนหนึ่งของเสียงสะท้อนภายในตัวเขาเอง สมรภูมิวิญญาณว่างเปล่าที่เคยเป็นลานประลองอันบิดเบี้ยว เริ่มบิดเบี้ยวหนักขึ้น ก่อนที่จะสลายตัวไปในความว่างเปล่า เหลือเพียงความมืดมิดอันไร้ขอบเขตที่โอบล้อมหลี่เฉินไว้ ราวกับเขาได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางของจักรวาลที่เพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่
ภายในความมืดมิดนั้น กระแสข้อมูลมหาศาลถาโถมเข้าสู่จิตสำนึกของหลี่เฉิน มันเป็นภาพ เสียง กลิ่น และความรู้สึกที่แปลกประหลาดเกินกว่าจะเข้าใจได้ในทันที ความทรงจำของอารยธรรมโบราณที่สาบสูญ การก่อร่างสร้างตัวของโลกที่ไม่รู้จัก วิวัฒนาการของพลังงานที่เหนือจินตนาการ และเรื่องราวของผู้คนในยุคสมัยที่ถูกกลืนกินโดยกาลเวลา ภาพเหล่านี้ไม่ใช่แค่การมองเห็น แต่เป็นการได้สัมผัส ได้รู้สึกราวกับว่าตัวเขาเองได้ใช้ชีวิตอยู่ในห้วงเวลาเหล่านั้น ความปวดร้าวจากการที่ข้อมูลมหาศาลเกินกว่าที่จิตวิญญาณมนุษย์จะรองรับได้แล่นผ่านสมอง แต่พลังแห่งการปรับตัวแห่งความว่างเปล่าที่เพิ่งได้รับการเสริมสร้าง ก็เข้าจัดการกับความโกลาหลนั้น มันทำหน้าที่เป็นตัวกรอง ตัวจัดระเบียบ และตัวเชื่อมโยง ทำให้ข้อมูลเหล่านั้นถูกจัดเรียงเป็นระเบียบ เป็นหมวดหมู่ ก่อนที่จะถูกฝังลึกเข้าไปในจิตสำนึกของเขาอย่างช้าๆ แต่ละเศษเสี้ยวความรู้ที่ถูกหลอมรวมเข้ามา ก็ยิ่งทำให้จิตวิญญาณของเขากว้างใหญ่และลึกซึ้งขึ้น
[ติ๊ง! การหลอมรวมวิญญาณบรรพกาลสำเร็จ!] [ติ๊ง! โฮสต์ได้รับ 'แก่นแท้แห่งความว่างเปล่าบรรพกาล'!] [ติ๊ง! ความสามารถ 'การปรับตัวแห่งความว่างเปล่า' ได้รับการยกระดับเป็น 'มิติว่างเปล่าไร้ขอบเขต'!] [ติ๊ง! โฮสต์ได้รับ 'มรดกแห่งอารยธรรมบรรพกาล' (ระดับเริ่มต้น)!] [ติ๊ง! ระดับพลังจิตของโฮสต์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล!] [ติ๊ง! แก่นวิญญาณของโฮสต์ได้รับการหล่อเลี้ยงด้วยพลังงานบรรพกาล กำลังวิวัฒนาการ!] [ติ๊ง! ปลดล็อกฟังก์ชันใหม่: 'การเชื่อมโยงมิติ'!]
เสียงแจ้งเตือนของระบบดังขึ้นต่อเนื่องในห้วงจิตของหลี่เฉิน ราวกับเสียงระฆังแห่งชัยชนะที่ดังก้องกังวานไปทั่วทุกอณูของตัวตนของเขา ความรู้สึกอิ่มเอมใจจากความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ถาโถมเข้ามา พร้อมกับความตระหนักถึงพลังอันไร้ขีดจำกัดที่ไหลเวียนอยู่ในตัวเขา 'แก่นแท้แห่งความว่างเปล่าบรรพกาล' ไม่ใช่แค่พลังงาน แต่เป็นรากฐานของความเข้าใจในสัจธรรมแห่งความว่างเปล่า มันทำให้เขามองเห็นโครงสร้างที่ซับซ้อนของสรรพสิ่ง ไม่ใช่แค่กายภาพ แต่รวมถึงมิติที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ราวกับม่านที่เคยบดบังโลกได้ถูกเปิดออก
ความสามารถ 'การปรับตัวแห่งความว่างเปล่า' ที่เคยเป็นเพียงเกราะป้องกันและเครื่องมือในการตรวจจับ ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง มันยกระดับเป็น 'มิติว่างเปล่าไร้ขอบเขต' ซึ่งหมายความว่าเขาสามารถควบคุมและสร้างมิติย่อยแห่งความว่างเปล่าได้ในระดับหนึ่ง ไม่ใช่แค่การดูดกลืนหรือผลักดัน แต่เป็นการสร้างสรรค์และบิดเบือนความเป็นจริงในพื้นที่ที่จำกัด เขารู้สึกราวกับว่าทุกอะตอมในอากาศ รอบตัวเขาอยู่ภายใต้การควบคุม ราวกับเขาเป็นผู้บงการแห่งจักรวาลขนาดเล็กนี้ นี่คือพลังที่สามารถเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของการต่อสู้และการดำรงอยู่ของเขาไปตลอดกาล
ส่วน 'มรดกแห่งอารยธรรมบรรพกาล' นั้นคือขุมทรัพย์แห่งความรู้ที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง มันเป็นความรู้ที่ล้ำลึกเกี่ยวกับเทคนิคการบ่มเพาะพลังที่ไม่เคยมีใครได้ยินถึงมาก่อน การสร้างอาวุธและสิ่งประดิษฐ์จากพลังงานบริสุทธิ์ ตำราสมุนไพรและยาอายุวัฒนะที่ถูกลืมเลือน และที่สำคัญที่สุดคือประวัติศาสตร์ที่ถูกบิดเบือนและถูกปกปิด ความจริงเบื้องหลังการล่มสลายของอาณาจักรโบราณและกำเนิดของโลกปัจจุบัน หลี่เฉินรู้สึกเหมือนได้เปิดหน้าต่างสู่ยุคสมัยที่รุ่งเรืองและตกต่ำ การได้เห็นชีวิตและชะตากรรมของเหล่าราชันย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่ปกครองอาณาจักรที่กว้างใหญ่ไพศาลกว่าที่เขาเคยจินตนาการไว้หลายเท่า ความรู้เหล่านี้ไม่ใช่เพียงข้อมูล แต่เป็นแรงบันดาลใจและเป็นแผนที่นำทางสำหรับเส้นทางข้างหน้าของเขา
พลังจิตของเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ทำให้เขาสามารถรับรู้และประมวลผลข้อมูลที่ซับซ้อนได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ แก่นวิญญาณที่อยู่กึ่งกลางตันเถียนของเขา ซึ่งเคยเป็นเพียงจุดแสงสีทองที่เปล่งประกาย ตอนนี้ได้ขยายใหญ่ขึ้นและแข็งแกร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มันไม่ได้เป็นเพียงแก่นวิญญาณอีกต่อไป แต่มันเริ่มก่อร่างเป็นรูปทรงที่คล้ายกับดาวเคราะห์ขนาดเล็กที่หมุนวนอย่างช้าๆ เปล่งประกายสีครามเข้มและสีทองสลับกัน นี่คือสัญญาณของการวิวัฒนาการสู่ระดับที่สูงขึ้น ซึ่งเหนือกว่าขอบเขตของระดับแก่นวิญญาณที่เขารู้จัก มันคือ 'แก่นวิญญาณบรรพกาล' ซึ่งเป็นรากฐานสู่การเป็นผู้บ่มเพาะขั้นสูงที่จะสามารถท้าทายสวรรค์ได้
ฟังก์ชันใหม่ 'การเชื่อมโยงมิติ' นั้นคือสิ่งที่น่าตื่นเต้นที่สุด มันช่วยให้หลี่เฉินสามารถสร้างช่องว่างมิติขนาดเล็กเพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งของ หรือแม้แต่ตัวเขาเองในระยะทางสั้นๆ ได้ นี่ไม่ใช่แค่การเคลื่อนไหวด้วยความเร็วสูง แต่เป็นการก้าวผ่านมิติที่มองไม่เห็น ทำให้เขาได้เปรียบอย่างมหาศาลในการต่อสู้ การหลบหนี หรือแม้แต่การลอบเร้น คิดดูว่าหากเขาสามารถปรากฏตัวขึ้นด้านหลังศัตรู หรือหายตัวไปในพริบตา นี่จะสร้างความได้เปรียบที่ไม่อาจประเมินค่าได้
หลังจากช่วงเวลาแห่งการหลอมรวมและการยกระดับที่ดูเหมือนจะกินเวลานับชั่วนิรันดร์ หลี่เฉินก็รู้สึกว่าจิตสำนึกของเขาเริ่มหดตัวกลับมา สู่จุดศูนย์กลางอีกครั้ง ความมืดมิดรอบตัวเริ่มจางหายไป กลายเป็นแสงสว่างสีอ่อนๆ ที่คุ้นเคย เขาลืมตาขึ้นช้าๆ พบว่าตัวเองยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงภายในห้องลับใต้ดินที่วังของเขา เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วร่าง แต่จิตใจกลับสงบและแจ่มใสอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เขายกมือขึ้นสัมผัสหน้าอกตรงตำแหน่งตันเถียน ความรู้สึกอิ่มเอมและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังงานไหลเวียนไปทั่วทุกเส้นเลือดและเส้นลมปราณ เขาลองโคจรพลังปราณเพียงเล็กน้อย พลังงานสีครามเข้มก็พุ่งทะยานออกมาจากฝ่ามือ สร้างแรงกดดันมหาศาลที่ทำให้ข้าวของในห้องสั่นสะเทือนเล็กน้อย เขาสั่งให้มันหยุดทันที เกรงว่าจะสร้างความเสียหายโดยไม่จำเป็น นี่คือพลังที่เขาสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ มันไม่ใช่พลังงานที่บ้าคลั่งเหมือนเมื่อก่อน แต่เป็นพลังที่สงบ ลึกซึ้ง และทรงประสิทธิภาพ
“ระบบ แสดงสถานะของข้า” หลี่เฉินสั่งในใจด้วยเสียงอันแผ่วเบา [ติ๊ง! สถานะโฮสต์:] [ชื่อ: หลี่เฉิน] [เชื้อสาย: ราชวงศ์ต้าเหลียง (สายตรง)] [ระดับการบ่มเพาะ: แก่นวิญญาณบรรพกาล ขั้นต้น (เพิ่งบรรลุ)] [พลังชีวิต: 10,000 / 10,000] [พลังปราณ: 8,000 / 8,000 (ฟื้นฟูอัตโนมัติ)] [พลังจิต: 9,500 / 9,500 (ฟื้นฟูอัตโนมัติ)] [ทักษะเฉพาะตัว: มิติว่างเปล่าไร้ขอบเขต, มรดกแห่งอารยธรรมบรรพกาล (ระดับเริ่มต้น), การเชื่อมโยงมิติ] [ทักษะทั่วไป: ดาบราชันย์ไร้ลักษณ์, ค่ายกลเทพวารี, การแพทย์โอสถโบราณ, การปกครองขั้นพื้นฐาน] [ไอเทม: ยาเม็ดวิญญาณขั้นสูง (5), ตำราค่ายกลโบราณ (1), หินจิตวิญญาณ (100), หินแห่งอารยธรรมบรรพกาล (1)] [ชื่อเสียง: 500] [ความภักดีของอาณาจักร: 75%] [พันธมิตร: ชิงหลง, หยางเยว่, กองกำลังพยัคฆ์มังกร] [ศัตรู: ตระกูลหวัง, ตระกูลหลิน, องค์ชายสองหลี่ซง]
หลี่เฉินพิจารณาสถานะของตนเองด้วยความพึงพอใจ ระดับการบ่มเพาะของเขาได้ก้าวข้ามจากแก่นวิญญาณธรรมดา ไปสู่ 'แก่นวิญญาณบรรพกาล' ซึ่งเป็นระดับที่เหนือกว่าขอบเขตที่ผู้บ่มเพาะส่วนใหญ่จะจินตนาการได้ในยุคปัจจุบัน นี่คือพลังที่สามารถทัดเทียมกับปรมาจารย์ขั้นสูงสุดในอาณาจักร หรือแม้แต่อาจารย์ใหญ่ของสำนักบ่มเพาะพลังในตำนาน พลังชีวิต พลังปราณ และพลังจิตของเขาก็เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้เขามีความทนทานและพลังโจมตีที่น่าเกรงขามอย่างแท้จริง
เขาสังเกตเห็น 'หินแห่งอารยธรรมบรรพกาล' ในช่องเก็บของของระบบ ซึ่งเป็นไอเทมใหม่ที่ปรากฏขึ้น หลี่เฉินดึงมันออกมาจากระบบ มันเป็นหินสีดำสนิท ขนาดเท่ากำปั้นเด็ก เปล่งประกายระยิบระยับราวกับมีดวงดาวนับล้านซ่อนอยู่ภายใน ทันทีที่สัมผัส หินก้อนนั้นก็ส่งกระแสความรู้ที่ไม่คุ้นเคยเข้ามาในจิตใจของเขา มันไม่ใช่ความรู้ที่จัดเป็นหมวดหมู่เหมือน 'มรดกแห่งอารยธรรมบรรพกาล' แต่เป็นข้อมูลดิบที่ซับซ้อนเกี่ยวกับพลังงานและเทคโนโลยีโบราณที่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง
“นี่คือสิ่งที่วิญญาณบรรพกาลทิ้งไว้ให้ข้าสินะ” หลี่เฉินพึมพำกับตัวเอง ด้วยความรู้สึกผสมผสานระหว่างความเคารพและความอยากรู้อยากเห็น หินก้อนนี้ดูเหมือนจะเป็นกุญแจสำคัญในการปลดล็อกความลับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของอารยธรรมที่สาบสูญ
ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงเคาะประตูเบาๆ ดังขึ้นจากด้านนอกห้องลับ หลี่เฉินเก็บหินแห่งอารยธรรมบรรพกาลกลับเข้าสู่ระบบ และปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติ เขาลุกขึ้นยืน ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่าและเปี่ยมด้วยพลังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“เข้ามา” เขากล่าว ประตูห้องลับเปิดออก เผยให้เห็นร่างของชิงหลงที่ยืนอยู่ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล “ฝ่าบาท กระหม่อมรู้สึกถึงพลังงานที่แปลกประหลาดพุ่งออกมาจากห้องของฝ่าบาทเมื่อครู่ ไม่ทราบว่าเกิดสิ่งใดขึ้นพ่ะย่ะค่ะ” ชิงหลงถามด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง หลี่เฉินยิ้มบางๆ “ไม่มีอะไรหรอกชิงหลง แค่การบ่มเพาะพลังเล็กน้อยเท่านั้น” เขาไม่สามารถเปิดเผยเรื่องระบบหรือการหลอมรวมวิญญาณบรรพกาลได้ในตอนนี้ มันเป็นความลับที่ยิ่งใหญ่เกินไป
“แต่ฝ่าบาท...” ชิงหลงยังคงไม่วางใจ เขารู้สึกได้ถึงรัศมีพลังงานที่แตกต่างจากหลี่เฉินอย่างสิ้นเชิง มันไม่ใช่แค่การก้าวหน้าในการบ่มเพาะ แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงจากรากฐาน “อย่ากังวลเลยชิงหลง ข้าสบายดี” หลี่เฉินกล่าวพลางเดินเข้าไปใกล้ “แต่เจ้ามาหาข้าในยามวิกาลเช่นนี้ คงมีเรื่องสำคัญใช่หรือไม่” ชิงหลงพยักหน้า สีหน้าเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด “พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท เพิ่งมีข่าวเร่งด่วนจากหน่วยสอดแนมของเราในเมืองหลวง” “เกิดอะไรขึ้น” หลี่เฉินถาม น้ำเสียงเย็นลงเล็กน้อย เขารู้สึกได้ถึงลางไม่ดีจากสีหน้าของชิงหลง “องค์ชายสองหลี่ซง ได้รวบรวมกองกำลังทหารจากตระกูลหวังและตระกูลหลินกว่าสามหมื่นนาย และกำลังเคลื่อนทัพมุ่งหน้ามาทางเมืองเฉียนหลงของเราพ่ะย่ะค่ะ!” ชิงหลงรายงานด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “พวกเขาตั้งใจจะเข้าโจมตีเมืองเฉียนหลงในอีกสามวันข้างหน้าพ่ะย่ะค่ะ!”
หลี่เฉินหรี่ตาลง ความรู้สึกหนาวเย็นแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขา การหลอมรวมวิญญาณบรรพกาลทำให้เขามีพลังมหาศาล แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะไม่ยอมให้เขาได้พักผ่อนนานนัก การโจมตีครั้งนี้มาเร็วกว่าที่คาดไว้มาก หลี่ซงคงรู้ว่าเขาต้องการเวลาในการสร้างฐานอำนาจ จึงตัดสินใจใช้กำลังบดขยี้เขาตั้งแต่เนิ่นๆ
“สามวันงั้นหรือ...” หลี่เฉินพึมพำ เขามองออกไปนอกหน้าต่างมืดมิด เบื้องหลังความสงบของราตรี เขาได้ยินเสียงคลื่นแห่งสงครามกำลังโหมกระหน่ำเข้ามา “เตรียมกำลังพลทั้งหมดที่มี สั่งการให้หยางเยว่ระดมทหารและกองกำลังพยัคฆ์มังกรให้พร้อมรับมือ” หลี่เฉินกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความเด็ดขาด “ข้าเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ชิงหลงตอบรับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะหันหลังกลับไปทำตามคำสั่ง หลี่เฉินยืนนิ่งอยู่พักหนึ่ง เขามองไปยังหินแห่งอารยธรรมบรรพกาลในช่องเก็บของของระบบ ความรู้ที่เพิ่งได้รับจากการหลอมรวมวิญญาณบรรพกาลยังคงวนเวียนอยู่ในหัว และตอนนี้มันอาจถึงเวลาที่จะต้องนำความรู้เหล่านั้นมาปรับใช้ในสนามรบจริงแล้ว
“หลี่ซง เจ้าคิดจะบดขยี้ข้า แต่เจ้าไม่รู้หรอกว่าเจ้ากำลังปลุกราชันย์ที่แท้จริงให้ตื่นขึ้น” หลี่เฉินกล่าวกับตัวเอง เสียงของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชาและความมั่นใจ “คราวนี้ ข้าจะไม่เพียงแค่ป้องกัน แต่ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นว่าพลังที่แท้จริงของราชันย์ระบบนั้นน่ากลัวเพียงใด!” แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาในห้อง เผยให้เห็นรอยยิ้มอันเย็นยะเยือกบนใบหน้าของหลี่เฉิน ศึกชี้ชะตาครั้งใหม่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้ เขาจะไม่ใช่แค่ผู้รอดชีวิตอีกต่อไป แต่จะเป็นผู้กำหนดชะตากรรมของทุกสิ่ง!

ราชันย์ระบบ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก