หลังจากที่ไหมสามารถปลดหนี้ก้อนโตให้เฮียเมฆได้สำเร็จ เธอก็รู้สึกเหมือนได้ยกภูเขาออกจากอก ชีวิตของเธอดูเหมือนจะกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แม้จะยังคงต้องทำงานอย่างหนักทั้งงานประจำที่บริษัทแสงอรุณและงานพิเศษที่รับทำอย่างลับๆ แต่ความกังวลเรื่องหนี้สินที่เคยกดทับมานานก็หายไป ทำให้เธอมีสมาธิและพลังงานในการทำงานมากขึ้น
โปรเจกต์ของบริษัทแสงอรุณดำเนินไปอย่างราบรื่น ไหมและทีมงานทำงานกันอย่างเข้าขามากขึ้น น้ำหวานและต้นเริ่มมีความเชี่ยวชาญในงานมากขึ้น และสามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น ทำให้ไหมมีเวลาแบ่งไปดูแลงานพิเศษได้มากขึ้น
คุณวิชัย หัวหน้าฝ่ายการเงินของบริษัทแสงอรุณ แม้จะยังคงมีท่าทีเคร่งขรึมและจับตามองการทำงานของไหมอยู่เสมอ แต่เขาก็เริ่มยอมรับในความสามารถของเธอและทีมงานมากขึ้น เมื่อเห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามแผนและมีประสิทธิภาพ
“คุณไหมทำงานได้ดีมากนะครับ ผมยอมรับเลยว่าตอนแรกผมมองคุณผิดไป” คุณวิชัยกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าเดิมเล็กน้อยในระหว่างการประชุมความคืบหน้าของโปรเจกต์
ไหมยิ้มอย่างสุภาพ “ขอบคุณค่ะคุณวิชัย ดิฉันและทีมงานพยายามอย่างเต็มที่ค่ะ”
คำชมจากคุณวิชัยเป็นเหมือนรางวัลเล็กๆ ที่ช่วยเติมเต็มกำลังใจให้ไหมได้มาก เธอรู้ดีว่าการได้รับความไว้วางใจจากคนเช่นคุณวิชัยนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ในส่วนของงานพิเศษ ไหมก็ยังคงทำอย่างต่อเนื่อง คุณอัครเดชพอใจกับผลงานของเธอเป็นอย่างมาก และมักจะมอบหมายงานใหม่ๆ ที่ท้าทายให้เธออยู่เสมอ เงินรายได้จากงานพิเศษนี้ ทำให้เธอมีเงินเก็บสำรองมากขึ้น และสามารถนำไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลของแม่ได้อย่างเพียงพอ ทำให้แม่ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายอีกต่อไป
แม่ของไหมมีอาการดีขึ้นเรื่อยๆ เธอเริ่มยิ้มแย้มสดใสมากขึ้น และมีกำลังใจที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บมากขึ้น “แม่ดีใจนะลูกที่เห็นลูกมีความสุข แม่ไม่เคยคิดเลยว่าลูกจะทำได้ขนาดนี้” แม่เอ่ยกับไหมด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความภาคภูมิใจ
“ก็เพราะมีแม่เป็นกำลังใจให้ไหมเสมอนั่นแหละค่ะ” ไหมตอบพร้อมกอดแม่แน่น
ทุกอย่างดูเหมือนกำลังจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ดูเหมือนจะส่องประกายชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แต่แล้ว เงามืดก็เริ่มคืบคลานเข้ามาอีกครั้งอย่างไม่คาดฝัน
วันหนึ่ง ขณะที่ไหมกำลังทำงานอยู่ในออฟฟิศ เธอก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณอัครเดช ด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูเคร่งเครียดกว่าปกติ
“คุณไหมครับ ผมมีเรื่องด่วนจะคุยด้วย” คุณอัครเดชกล่าว “คุณพอจะแวะมาที่ออฟฟิศผมได้ไหมครับ ตอนนี้เลย”
หัวใจของไหมเต้นระรัว เธอรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น “ได้ค่ะคุณอัครเดช ดิฉันจะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
เมื่อมาถึงออฟฟิศของคุณอัครเดช ไหมก็พบกับสีหน้าที่เคร่งเครียดของเขา “มีอะไรหรือเปล่าคะคุณอัครเดช”
คุณอัครเดชถอนหายใจเฮือกใหญ่ “คืออย่างนี้ครับคุณไหม มีคนเริ่มสงสัยเรื่องการทำงานของคุณ ผมได้รับรายงานมาว่ามีคนเห็นคุณเข้าออกบริษัทเราบ่อยๆ และบางคนก็เริ่มตั้งคำถามว่าคุณมาทำอะไรที่นี่”
ไหมรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจ เธอพยายามเก็บความลับนี้มาโดยตลอด แต่สุดท้ายก็มีคนจับได้จนได้
“ใครคะคุณอัครเดช ใครเป็นคนสงสัยเรื่องนี้” ไหมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
“ผมยังบอกชื่อไม่ได้ครับ แต่ดูเหมือนว่าจะเป็นคนที่มีอิทธิพลในวงการธุรกิจพอสมควร เขาพยายามสืบหาข้อมูลเกี่ยวกับตัวคุณ และดูเหมือนว่าเขาจะรู้เรื่องที่คุณทำงานอยู่ที่บริษัทแสงอรุณด้วย” คุณอัครเดชกล่าวด้วยความกังวล “ผมเกรงว่าเรื่องนี้อาจจะส่งผลกระทบต่องานของคุณทั้งสองที่ได้”
ไหมรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังจะพังทลายลงตรงหน้า หากเรื่องนี้ถูกเปิดเผยออกไป เธอจะต้องถูกไล่ออกจากทั้งสองบริษัทอย่างแน่นอน และทุกสิ่งที่เธอพยายามสร้างมาก็จะพังทลายลงในพริบตา
“แล้ว… แล้วเราจะทำยังไงดีคะคุณอัครเดช” ไหมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่สิ้นหวัง
“ผมคิดว่าคุณจะต้องหยุดทำงานกับเราไปก่อนสักพักนะครับ จนกว่าเรื่องนี้จะคลี่คลายลง” คุณอัครเดชกล่าวด้วยความเห็นใจ “ผมเสียดายมากนะครับ เพราะคุณเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ”
คำพูดของคุณอัครเดชเป็นเหมือนมีดที่กรีดแทงลงไปในหัวใจของไหม การที่ต้องหยุดทำงานพิเศษหมายความว่ารายได้เสริมของเธอจะหายไป และนั่นจะส่งผลกระทบต่อแผนการเงินของเธอทั้งหมด
“แต่… แต่ดิฉันยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบนะคะคุณอัครเดช” ไหมพยายามอ้อนวอน “ดิฉันจะระมัดระวังตัวให้มากกว่านี้ค่ะ”
“ผมเข้าใจครับคุณไหม แต่เรื่องนี้มันละเอียดอ่อนจริงๆ” คุณอัครเดชกล่าวอย่างหนักใจ “ผมไม่อยากให้คุณต้องมาเดือดร้อนไปมากกว่านี้”
ไหมรู้สึกเหมือนกำลังจะจมดิ่งลงสู่ห้วงเหวแห่งความมืดมิดอีกครั้ง เธอไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปดี
เมื่อกลับมาที่บริษัทแสงอรุณ ไหมพยายามทำตัวให้เป็นปกติที่สุด แต่ในใจของเธอนั้นเต็มไปด้วยความกังวลและความกลัว เธอเฝ้ามองทุกคนในออฟฟิศด้วยสายตาที่ระแวงสงสัย พยายามค้นหาว่าใครคือคนที่กำลังจับตามองเธออยู่
“พี่ไหมคะ วันนี้พี่ดูไม่ค่อยสบายเลยนะคะ” น้ำหวานเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรจ้ะ พี่แค่รู้สึกเหนื่อยๆ นิดหน่อย” ไหมตอบด้วยรอยยิ้มที่ฝืนทน
ในระหว่างการทำงาน ไหมรู้สึกว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับตามองเธออยู่ตลอดเวลา เธอพยายามเหลือบมองไปรอบๆ แต่ก็ไม่พบความผิดปกติใดๆ
จนกระทั่งเมื่อเธอเดินผ่านโต๊ะทำงานของ 'คุณพิมพ์' เลขานุการส่วนตัวของท่านประธาน เธอก็พลันเหลือบไปเห็นคุณพิมพ์กำลังคุยโทรศัพท์อยู่ และแววตาของคุณพิมพ์ก็ดูเหมือนจะจับจ้องมาที่เธอเป็นพิเศษ
คุณพิมพ์เป็นผู้หญิงที่ดูดี มีฐานะ และมักจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบรนด์เนมราคาแพง เธอเป็นคนเงียบๆ ไม่ค่อยสุงสิงกับใคร แต่ก็เป็นคนที่ดูน่าเชื่อถือและได้รับความไว้วางใจจากท่านประธานเป็นอย่างมาก
ไหมรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เธอพยายามไม่คิดอะไรมาก และเดินผ่านโต๊ะของคุณพิมพ์ไปอย่างรวดเร็ว
แต่แล้ว เมื่อเธอเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเอง เธอก็พลันเหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่วางอยู่บนโต๊ะ มันเป็นซองที่ไม่มีชื่อผู้ส่ง และดูเหมือนจะถูกวางไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
หัวใจของไหมเต้นระรัวด้วยความสงสัย เธอหยิบซองเอกสารนั้นขึ้นมาเปิดออก ภายในซองมีรูปถ่ายหลายใบ เป็นรูปถ่ายของเธอที่กำลังเดินเข้าออกบริษัทของคุณอัครเดช และมีรูปถ่ายของเธอกับคุณอัครเดชที่กำลังพูดคุยกันอยู่ด้วย
นอกจากนี้ ยังมีข้อความที่ถูกเขียนด้วยลายมือที่ไม่คุ้นเคย ระบุว่า "ระวังตัวไว้ให้ดี เพราะความลับไม่มีในโลก"
เลือดในกายของไหมเย็นเฉียบ เธอรู้แล้วว่าคนที่กำลังจับตามองเธออยู่คือใคร และทำไมคุณอัครเดชถึงต้องให้เธอหยุดทำงาน
เงามืดที่คืบคลานเข้ามา ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความสงสัย แต่เป็นหลักฐานที่ชัดเจนว่าความลับของเธอกำลังจะถูกเปิดเผย และคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ก็ดูเหมือนจะต้องการที่จะทำลายเธอ
ไหมกำรูปถ่ายในมือแน่น เธอรู้สึกถึงความโกรธและความเจ็บปวดที่ถาโถมเข้ามา เธอไม่รู้เลยว่าเธอไปทำอะไรผิด ทำไมถึงต้องมีคนมาทำร้ายเธอถึงขนาดนี้
เธอพยายามรวบรวมสติ หายใจเข้าลึกๆ และพยายามคิดหาทางออกในสถานการณ์คับขันนี้ เธอจะต้องปกป้องตัวเอง และปกป้องแม่ให้ได้
ในตอนเย็น หลังเลิกงาน ไหมรีบตรงไปยังโรงพยาบาลเพื่อเยี่ยมแม่ แต่คราวนี้เธอไม่สามารถซ่อนความกังวลไว้ได้อีกต่อไปแล้ว ใบหน้าของเธอซีดเผือด และแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวทำให้แม่สังเกตเห็นถึงความผิดปกติ
“ไหมเป็นอะไรไปลูก ดูไม่สบายเลยนะ” แม่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
ไหมพยายามจะปฏิเสธ แต่เมื่อสบตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักของแม่ น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาอย่างห้ามไม่ได้ เธอทรุดตัวลงข้างเตียงของแม่ และร้องไห้ออกมาอย่างเงียบๆ
“แม่คะ… มีคนรู้เรื่องงานพิเศษของไหมแล้วค่ะ” เธอสะอื้น “ไหมไม่รู้จะทำยังไงแล้วค่ะ”
แม่ของไหมกอดลูกสาวแน่น พยายามปลอบใจและให้กำลังใจ “ใจเย็นๆ นะลูก เล่าให้แม่ฟังซิว่าเกิดอะไรขึ้น”
ไหมเล่าเรื่องทั้งหมดให้แม่ฟัง ตั้งแต่โทรศัพท์จากคุณอัครเดช ซองเอกสารที่ได้รับ และข้อความที่เขียนข่มขู่ แม่ฟังด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด แต่ก็ยังคงพยายามปลอบใจลูกสาว
“ไม่ต้องกลัวนะลูก แม่จะอยู่ข้างลูกเสมอ เราจะช่วยกันหาทางออก” แม่กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เด็ดเดี่ยว “แม่เชื่อว่าลูกจะต้องผ่านมันไปได้”
คำพูดของแม่เป็นเหมือนพลังวิเศษที่ช่วยเติมเต็มกำลังใจให้ไหมได้เสมอ ทำให้เธอรู้สึกว่าไม่ว่าจะเจอเรื่องเลวร้ายแค่ไหน ก็ยังมีคนที่รักและคอยอยู่เคียงข้างเธอเสมอ
คืนนั้น ไหมนอนไม่หลับ เธอพลิกตัวไปมาบนเตียง พยายามคิดหาทางออกต่างๆ แต่ก็ยังคงมืดแปดด้าน เธอไม่รู้ว่าใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ และทำไมถึงต้องมาทำร้ายเธอถึงขนาดนี้
แต่ในความมืดมิดของห้อง เธอหลับตาลง ภาพของแม่ที่กำลังยิ้มแย้มสดใสผุดขึ้นมาในห้วงความคิด เธอรู้ดีว่าเธอจะต้องปกป้องแม่ให้ได้ เธอจะต้องไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายครอบครัวของเธอได้เด็ดขาด
เธอจะเข้มแข็ง เธอจะอดทน และเธอจะไม่ยอมแพ้ เธอจะสู้จนกว่าจะถึงที่สุด เพื่ออนาคตของแม่และครอบครัวที่เธอรักยิ่งกว่าสิ่งใด
เงามืดที่เริ่มคืบคลานเข้ามา ไม่ได้ทำให้ไหมยอมแพ้ แต่มันกลับยิ่งจุดประกายความมุ่งมั่นในหัวใจของเธอให้ลุกโชนขึ้นกว่าเดิม เธอจะสู้จนกว่าจะถึงวันที่แสงตะวันจะสาดส่องลงมาในชีวิตของเธออย่างแท้จริง

ตะวันสาดแสงกลางเมฆมืด
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก