พยัคฆ์เงา: รหัสมรณะ

ตอนที่ 18 — กายฟื้น ใจเจ็บ

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 2,486 คำ

สองสัปดาห์ที่ผ่านพ้นไปนั้นหาได้นำพาความสงบสุขที่แท้จริงมาสู่อคิณไม่ แม้ร่างกายของเขาจะได้รับการเยียวยาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจนบาดแผลบริเวณสีข้างสมานตัวและทุเลาลงไปมากแล้ว จนกระทั่งแพทย์อนุญาตให้เขาเริ่มการทำกายภาพบำบัดเบาๆ ได้ แต่บาดแผลภายในจิตใจที่เกิดจากการถูกหักหลังกลับยังคงกรีดแทงอย่างไม่ลดละ ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินไปบนลู่วิ่งไฟฟ้าในห้องกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลลับแห่งนั้น ดูราวกับว่าเขาต้องแบกรับภูเขาแห่งความผิดหวังและทรยศหักหลังเอาไว้บนบ่า บ่าที่เคยแข็งแกร่งและมั่นคง ‌บัดนี้กลับรู้สึกราวกำลังจะพังทลายลงด้วยน้ำหนักที่มองไม่เห็น มันไม่ใช่เพียงแค่ความเจ็บปวดจากการบาดเจ็บทางกายที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงรั้งและเส้นเอ็นกระตุกเมื่อต้องออกแรง แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง ความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในทุกอณูของจิตสำนึก ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ภาพของคมมีดที่ฝังลงกลางหลังยังคงฉายซ้ำ ภาพของรอยยิ้มที่เคยเชื่อมั่นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเงาของความอำมหิต ทุกลมหายใจเข้าออกล้วนปนเปื้อนด้วยความขมขื่นและคำถามที่ไร้คำตอบ

“คุณอคิณครับ ​พักก่อนดีไหมครับ หน้าคุณซีดมากแล้ว” เสียงของนักกายภาพบำบัดหนุ่มดังขึ้นข้างหู แต่ดูเหมือนจะไปไม่ถึงโสตประสาทของเขา อคิณยังคงจ้องมองไปยังผนังสีขาวเบื้องหน้า เสมือนว่ากำลังมองทะลุผ่านมันไปยังห้วงอวกาศอันมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองวิ่งไปนานแค่ไหนแล้ว เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วแผ่นหลังที่ยังคงมีรอยแผลเป็นสีจางๆ ‍ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความเจ็บปวด ความเร็วบนลู่วิ่งยังคงที่ แต่ในหัวของเขากลับหมุนวนด้วยความเร็วนับพันไมล์ต่อชั่วโมง

‘ใครกัน? ใครที่กล้าหักหลังพยัคฆ์เงา ใครที่กล้าเอาชีวิตพวกเราไปเสี่ยงเพื่อผลประโยชน์อันต่ำทรามของตัวเอง?’ คำถามนี้วนเวียนไม่รู้จบ ราวกับเขาวงกตที่ไม่มีทางออก อคิณหลับตาลงชั่วขณะ ‌พยายามรวบรวมสมาธิ แต่ภาพใบหน้าของลูกทีมที่เขาสูญเสียไปในภารกิจสุดท้ายยังคงตามหลอกหลอน เสียงกรีดร้องของความเจ็บปวดและความผิดหวังยังคงก้องอยู่ในหู เขาคือหัวหน้าหน่วย เขาคือผู้รับผิดชอบ และเขาคือผู้ที่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น

“คุณอคิณครับ” นักกายภาพบำบัดพยายามอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้มือแตะที่ต้นแขนของอคิณเบาๆ ‍ราวกับเรียกสติ อคิณสะดุ้งเล็กน้อย เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ แววตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้กลับฉายแววว่างเปล่าและเหนื่อยล้า เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะลดความเร็วของลู่วิ่งลงจนหยุดสนิท “คุณควรพักผ่อนให้มากกว่านี้ครับ ​การฝืนตัวเองแบบนี้ไม่ดีต่อการฟื้นตัว”

อคิณไม่ได้ตอบ เขาก้าวลงจากลู่วิ่งอย่างเชื่องช้า สัมผัสได้ถึงความเมื่อยล้าที่แล่นไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย แต่ความเมื่อยล้านั้นหาใช่สิ่งที่เขาให้ความสนใจไม่ สิ่งที่หนักอึ้งอยู่ในใจนั้นหนักหนาสาหัสกว่าความเจ็บปวดทางกายหลายเท่านัก เขายืนพิงเครื่องออกกำลังกายชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปยังเก้าอี้ยาวที่ตั้งอยู่มุมห้อง หยิบผ้าขนหนูมาซับเหงื่อบนใบหน้า ​แล้วทิ้งตัวลงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ที่เผยให้เห็นวิวทิวทัศน์ของป่าเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกจางๆ รอบโรงพยาบาลลับแห่งนี้ นี่คือที่หลบภัย ที่ซึ่งเขาควรจะรู้สึกปลอดภัย แต่กลับเป็นที่ซึ่งความเจ็บปวดและคำถามกัดกินหัวใจเขาไม่หยุดหย่อน

เสียงประตูเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคายภายใต้แว่นตาที่สะท้อนแสงไฟ ​รวินท์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ไซเฟอร์’ อัจฉริยะด้านการถอดรหัสและเทคโนโลยี หนึ่งในสมาชิกหน่วยพยัคฆ์เงาที่สนิทสนมกับอคิณมากที่สุด รวินท์เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ ท่าทางของเขานั้นเคร่งเครียดกว่าปกติ ดวงตาของเขาฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“อคิณ” รวินท์เอ่ยเรียกเสียงเบา พยักหน้าให้นักกายภาพบำบัดเป็นเชิงบอกว่าขอคุยส่วนตัว นักกายภาพบำบัดเข้าใจสถานการณ์ดี จึงโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้อคิณกับรวินท์อยู่กันตามลำพัง

อคิณไม่ตอบ เพียงแค่หันมาสบตาเพื่อนเก่าชั่วครู่ แล้วกลับไปจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างดังเดิม “มีอะไร” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ปราศจากอารมณ์

รวินท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “นายรู้ใช่ไหมว่าฉันจะไม่มาหานายถ้าไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆ”

อคิณหันมามองรวินท์อย่างช้าๆ แววตาของเขาบ่งบอกถึงความรับรู้ “ฉันเดาว่ามันคงไม่ใช่เรื่องเล็ก”

รวินท์วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกลางระหว่างพวกเขา แล้วดันไปข้างหน้าอคิณ “ไม่มีอะไรเล็กเลยอคิณ… หลังจากที่ทีมเราสูญเสียไปในภารกิจนั้น และรหัสมรณะถูกขโมยไป ผู้บัญชาการได้สั่งให้เราหยุดการเคลื่อนไหวเพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินสถานการณ์ใหม่ทั้งหมด แต่ตอนนี้… สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว”

อคิณเลิกคิ้วเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่าเขากำลังฟังอย่างตั้งใจ

“เราตรวจพบความผิดปกติในเครือข่ายดาวเทียมการสื่อสารระดับโลก เมื่อสามวันก่อน และหลังจากที่ฉันเจาะระบบเข้าไป… ฉันพบเบาะแสที่น่าตกใจ” รวินท์เปิดแฟ้มออก เผยให้เห็นภาพถ่ายดาวเทียมและแผนที่บางอย่าง “องค์กรที่ขโมยรหัสมรณะไป… พวกมันไม่ได้หยุดอยู่แค่การครอบครอง พวกมันกำลังจะใช้มัน”

หัวใจของอคิณเหมือนถูกบีบอัด ความรู้สึกที่เคยด้านชาเริ่มกลับมาเต้นระรัว ‘รหัสมรณะ’ อาวุธชีวภาพที่สามารถล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ในพริบตา กำลังจะถูกปลดปล่อย เขาไม่สามารถปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าเขาจะบาดเจ็บหรือเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม “ที่ไหน?” เขาถามเสียงต่ำ พลังบางอย่างเริ่มกลับมาฉายแววในดวงตา

“ไม่ชัดเจนนัก” รวินท์ตอบอย่างหนักใจ “แต่จากรูปแบบการเข้ารหัสข้อมูลและจุดที่พวกมันพยายามส่งสัญญาณ ฉันเชื่อว่าพวกมันกำลังเตรียมการปล่อยเชื้อในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง เพื่อสร้างความตื่นตระหนกและผลกระทบสูงสุด”

“และทำไมถึงเป็นตอนนี้? ทำไมไม่ก่อนหน้านี้” อคิณถาม

“ฉันไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่ฉันรู้คือพวกมันมีการเข้ารหัสข้อมูลที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเจอมา เหมือนพวกมันรู้ว่าเรากำลังจับตาดูอยู่ และพยายามหลอกล่อให้เราเข้าใจผิด” รวินท์ชี้ไปที่แผนที่ “ดูนี่สิ… จุดที่พวกมันพยายามส่งข้อมูล เป็นบริเวณแถบตะวันออกกลาง มีแนวโน้มว่าจะเป็นเมืองใหญ่ที่มีความขัดแย้งภายในอยู่แล้ว เพื่อใช้เป็นฉากบังหน้า”

“มันคือ ‘เงา’ ใช่ไหม” อคิณเอ่ยชื่อองค์กรก่อการร้ายปริศนาที่พวกเขาเคยปะทะด้วยก่อนหน้านี้

รวินท์พยักหน้า “ทุกอย่างชี้ไปที่พวกมัน แผนการของพวกมันดูเหมือนจะไปไกลกว่าการแค่ขโมยอาวุธ พวกมันต้องการสร้างโลกใบใหม่ที่พวกมันควบคุม”

อคิณกำหมัดแน่น คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน “แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างในสภาพแบบนี้” เขามองไปที่บาดแผลข้างลำตัวที่ยังคงตึงอยู่

“นายอาจจะยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่เราต้องการนายอคิณ” รวินท์มองอคิณอย่างจริงจัง “ผู้บัญชาการสั่งให้เรียกทีมที่เหลือกลับมาทุกคน พวกเรากำลังรอคำสั่งจากนาย”

ความรับผิดชอบที่เคยหนักอึ้งบนบ่ากลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้มันมาพร้อมกับความเร่งด่วนที่บีบคั้น อคิณหลับตาลง ชั่งน้ำหนักระหว่างความเจ็บปวดส่วนตัวกับหายนะที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาไม่สามารถปล่อยให้โลกพังทลายเพราะความผิดหวังของเขาเองได้ เขาคืออคิณ หัวหน้าหน่วยพยัคฆ์เงา นี่คือหน้าที่ของเขา

“เรียกประชุมด่วน” อคิณกล่าวเสียงแข็งกร้าว แววตาที่เคยว่างเปล่าบัดนี้กลับมาคมกริบอีกครั้ง “ฉันต้องการข้อมูลทั้งหมดที่เรามี ไม่ว่าจะเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแค่ไหนก็ตาม”

รวินท์ยิ้มเล็กน้อย เขารู้ว่าอคิณกลับมาแล้ว “ได้เลยอคิณ ฉันจะจัดการเดี๋ยวนี้” เขารีบลุกขึ้นและกำลังจะเดินออกไป แต่แล้วอคิณก็เรียกเขาไว้

“รวินท์”

รวินท์หันกลับมา “มีอะไรอคิณ”

“คนทรยศ… เรามีเบาะแสอะไรบ้างไหม” เสียงของอคิณเต็มไปด้วยความเย็นชาและเคียดแค้น

รวินท์มองอคิณด้วยความเห็นใจ “ยังไม่มีอะไรชัดเจนเลยอคิณ ทุกอย่างถูกปิดเป็นความลับสุดยอด และผู้บัญชาการก็ดูเหมือนจะปกปิดข้อมูลบางอย่างไว้ แต่… ฉันสืบเจอความผิดปกติบางอย่างเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลในวันนั้น มันมีร่องรอยของการเจาะระบบจากภายใน และฉันกำลังพยายามแกะรอยมันอยู่”

อคิณพยักหน้า “ดี… อย่าละความพยายามเรื่องนี้เด็ดขาด คนที่หักหลังพวกเราต้องชดใช้”

รวินท์รับคำแล้วเดินออกไป เหลือเพียงอคิณที่ยังคงนั่งอยู่ตามลำพัง ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเงียบที่ว่างเปล่า ทว่าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและความเด็ดเดี่ยว อคิณหลับตาลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่เพราะความเจ็บปวด แต่เป็นการรวบรวมสมาธิเพื่อเผชิญหน้ากับสิ่งที่กำลังจะมาถึง เขาจะต้องกลับมาเป็นอคิณคนเดิม คนที่แข็งแกร่งและไร้ความปรานี หากจำเป็น

ไม่นานหลังจากนั้น อคิณก็เดินไปที่ห้องประชุมลับประจำโรงพยาบาล ที่ซึ่งสมาชิกที่เหลือของหน่วยพยัคฆ์เงากำลังรออยู่ ห้องประชุมนั้นเรียบง่ายและทันสมัย มีจอฉายภาพโฮโลแกรมขนาดใหญ่อยู่ตรงกลาง พร้อมกับโต๊ะทรงกลมและเก้าอี้ไม่กี่ตัว เมื่ออคิณก้าวเข้าไป ทุกสายตาก็จับจ้องมาที่เขา

คนแรกที่เขามองเห็นคือ ‘ไกร’ มือสไนเปอร์ผู้เงียบขรึมและแม่นยำดุจจับวาง ใบหน้าของไกรดูเคร่งเครียด แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววโล่งใจเมื่อเห็นอคิณ ไกรพยักหน้าให้อคิณเล็กน้อยเป็นการทักทาย

ถัดมาคือ ‘นารา’ ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธวิธีและการต่อสู้ระยะประชิด ใบหน้าสวยคมของเธอดูนิ่งสงบ แต่แววตาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น นาราไม่ได้พูดอะไร แต่เพียงแค่สบตาอคิณ สื่อถึงความพร้อมที่จะลุยไปกับเขา

และสุดท้ายคือ ‘ผู้บัญชาการ’ ชายชราผู้มีรอยเหี่ยวย่นตามวัย แต่ดวงตาของเขากลับฉายแววเฉียบคมและทรงอำนาจ ท่านนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ ใบหน้าของท่านเต็มไปด้วยความกังวลและกดดัน

“ยินดีต้อนรับกลับอคิณ” ผู้บัญชาการเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของท่านหนักแน่น “หวังว่านายจะพร้อมสำหรับสิ่งที่กำลังจะมาถึง”

อคิณพยักหน้า “ผมพร้อมเสมอครับผู้บัญชาการ” เขาเดินไปยืนที่หน้าจอโฮโลแกรม “รวินท์ ได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมบ้างไหม”

รวินท์ซึ่งยืนเตรียมพร้อมอยู่ข้างจอ เริ่มฉายภาพแผนที่โลกขึ้นมา “จากข้อมูลที่เราได้มาล่าสุด เราตรวจพบรูปแบบการสื่อสารที่แปลกประหลาดที่เชื่อมโยงกับกลุ่ม ‘เงา’ พวกมันไม่ได้ใช้แค่เครือข่ายดาวเทียมทั่วไป แต่ใช้คลื่นความถี่เฉพาะที่ยากจะแกะรอยได้ และจากการวิเคราะห์การใช้พลังงานในพื้นที่เป้าหมาย ฉันเชื่อว่าพวกมันได้ตั้งฐานปฏิบัติการลับขนาดใหญ่ในบริเวณทะเลทรายทางตอนเหนือของเยเมน”

ภาพแผนที่โลกซูมเข้าไปยังจุดสีแดงกลางทะเลทรายอันเวิ้งว้าง “นี่คือจุดที่พวกมันน่าจะเตรียมการปลดปล่อย ‘รหัสมรณะ’ และที่สำคัญกว่านั้นคือ… จากการถอดรหัสข้อมูลชิ้นเล็กๆ ที่หลุดรอดออกมา ฉันพบคำว่า ‘นาฬิกาทราย’ ซ่อนอยู่”

“นาฬิกาทราย?” ไกรเอ่ยขึ้น น้ำเสียงสงสัย

“มันน่าจะเป็นรหัสลับบางอย่าง หรืออาจจะเป็นชื่อของปฏิบัติการ” รวินท์อธิบาย “แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ มันถูกเขียนกำกับด้วยตัวเลข 48 และคำว่า ‘เหลือเวลา…’”

ทุกคนในห้องเงียบกริบ ความตึงเครียดเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

“คุณกำลังบอกว่า…” นาราพูดเสียงแผ่ว “เรามีเวลาแค่ 48 ชั่วโมง?”

รวินท์พยักหน้าอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความวิตกกังวล “ใช่… 48 ชั่วโมงก่อนที่พวกมันจะปลดปล่อย ‘รหัสมรณะ’”

หัวใจของอคิณบีบรัดอย่างรุนแรง เขารู้ดีว่า 48 ชั่วโมงนั้นน้อยเกินไปสำหรับการเตรียมตัวและเคลื่อนพลไปยังใจกลางดินแดนอันตรายเช่นนั้น แต่มันเป็นเวลาที่พวกเขามี และพวกเขาไม่มีทางเลือก

“ผู้บัญชาการ… ผมขออนุมัติปฏิบัติการจู่โจมเต็มรูปแบบทันที” อคิณหันไปหาผู้บัญชาการ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้

ผู้บัญชาการจ้องมองอคิณอย่างพิจารณา ก่อนจะพยักหน้าช้าๆ “ฉันอนุมัติ หน่วยพยัคฆ์เงาจะกลับมาปฏิบัติการอีกครั้ง นี่คือโอกาสสุดท้ายของพวกเรา”

“แต่มีอีกเรื่องหนึ่งครับ” รวินท์เอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ “จากการวิเคราะห์ภาพถ่ายดาวเทียมล่าสุดในบริเวณนั้น ผมพบสิ่งผิดปกติบางอย่าง… จุดที่พวกมันตั้งฐานปฏิบัติการ ดูเหมือนจะมีการเสริมกำลังป้องกันที่แน่นหนากว่าที่เราคาดไว้มาก และมีสัญญาณความร้อนที่บ่งชี้ถึงอุปกรณ์บางอย่างที่คล้ายกับ… เครื่องขยายสัญญาณ”

“เครื่องขยายสัญญาณ?” ไกรถาม “เพื่ออะไร?”

“ผมไม่แน่ใจ” รวินท์ส่ายหน้า “แต่ถ้ามันคือเครื่องขยายสัญญาณจริงๆ มันอาจจะไม่ได้มีแค่การปล่อยเชื้อในบริเวณนั้น แต่มันอาจจะสามารถแพร่กระจายเชื้อไปได้ไกลกว่าที่เราคิด… ทั่วทั้งภูมิภาค… หรือแม้กระทั่ง… ทั่วโลก”

ทุกคนในห้องประชุมต่างตกอยู่ในความเงียบงัน ความจริงที่เปิดเผยออกมานั้นน่ากลัวเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการ อาวุธชีวภาพที่สามารถทำลายล้างโลกได้เพียงแค่การกดปุ่มเพียงครั้งเดียว และพวกเขามีเวลาแค่ 48 ชั่วโมง

อคิณรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แล่นไปทั่วร่าง บาดแผลที่สีข้างกลับมารู้สึกปวดร้าวอีกครั้ง แต่คราวนี้มันไม่ใช่ความเจ็บปวดจากบาดแผลทางกาย แต่เป็นความเจ็บปวดจากความรับผิดชอบอันมหาศาลที่กดทับลงมา เขาเหลือบมองนาฬิกาบนผนังห้อง ที่เดินไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกวินาทีที่ผ่านไปคือชีวิตที่กำลังจะดับลง

“เตรียมทีม” อคิณกล่าวเสียงต่ำและหนักแน่น “เราจะไปเยเมน”

แต่ในขณะที่ทุกคนกำลังเตรียมตัวสำหรับการต่อสู้ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิต อคิณก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติบนจอโฮโลแกรมที่รวินท์ฉายอยู่ รวินท์กำลังพยายามซูมภาพเข้าไปยังจุดศูนย์กลางของฐานปฏิบัติการ ‘เงา’ ในทะเลทราย และทันใดนั้นเอง ภาพก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

ภาพนั้นไม่ใช่ภาพของเครื่องขยายสัญญาณอย่างที่รวินท์คาดไว้ แต่มันเป็นภาพของอุปกรณ์ขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางฐานทัพ มันมีรูปร่างคล้ายกับจานดาวเทียมขนาดใหญ่ยักษ์ แต่มันกำลังหมุนวนอย่างช้าๆ และตรงกลางของมันมีช่องขนาดใหญ่ที่เปล่งแสงสีแดงเรืองรองออกมา ราวกับดวงตาของปีศาจที่กำลังจ้องมองพวกเขา

และบนจานยักษ์นั้น อคิณเห็นสัญลักษณ์ของ ‘เงา’ สัญลักษณ์รูปดวงตาที่ล้อมรอบด้วยเงาที่บิดเบี้ยว กำลังเรืองแสงอย่างน่าสะพรึงกลัว และข้างๆ สัญลักษณ์นั้น… มีภาพของคนๆ หนึ่งกำลังยืนอยู่ เขากำลังยืนจ้องมองกล้องดาวเทียมที่ฉายภาพพวกเขาอยู่ ราวกับรู้ว่ามีใครกำลังมองเขาอยู่

ใบหน้าของคนผู้นั้น… ชัดเจนเหลือเกิน แม้จะผ่านไปนานหลายปี แต่รอยยิ้มที่เคยคุ้นตา แววตาที่เคยเชื่อใจ… มันกลับมาหลอกหลอนเขาอีกครั้ง

อคิณเบิกตากว้าง หัวใจของเขาเหมือนถูกกระชากออกจากอก ความเจ็บปวดจากการถูกหักหลังพุ่งทะลุขึ้นมาอีกครั้งอย่างรุนแรง เลือดในกายเหมือนจะหยุดหมุน ลมหายใจติดขัดเมื่อเขาเอ่ยชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าและไม่เชื่อสายตาตัวเอง…

“ธนิน…”พยัคฆ์เงา: รหัสมรณะ

ตอนที่ 18

สองสัปดาห์ที่ผ่านพ้นไปนั้นหาได้นำพาความสงบสุขที่แท้จริงมาสู่อคิณไม่ แม้ร่างกายของเขาจะได้รับการเยียวยาจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจนบาดแผลบริเวณสีข้างสมานตัวและทุเลาลงไปมากแล้ว จนกระทั่งแพทย์อนุญาตให้เขาเริ่มการทำกายภาพบำบัดเบาๆ ได้ แต่บาดแผลภายในจิตใจที่เกิดจากการถูกหักหลังกลับยังคงกรีดแทงอย่างไม่ลดละ ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดินไปบนลู่วิ่งไฟฟ้าในห้องกายภาพบำบัดของโรงพยาบาลลับแห่งนั้น ดูราวกับว่าเขาต้องแบกรับภูเขาแห่งความผิดหวังและทรยศหักหลังเอาไว้บนบ่า บ่าที่เคยแข็งแกร่งและมั่นคง บัดนี้กลับรู้สึกราวกำลังแบกรับกำแพงหินผาที่หนักอึ้งเกินกว่าจะทานทนได้ ความรู้สึกนั้นกัดกินลึกเข้าไปในกระดูกสันหลัง กดทับหัวใจจนแทบแหลกสลาย มันไม่ใช่แค่ความเจ็บปวดจากการบาดเจ็บทางกายที่ทำให้กล้ามเนื้อตึงรั้งและเส้นเอ็นกระตุกเมื่อต้องออกแรง แต่เป็นความรู้สึกเหมือนถูกกระชากวิญญาณออกจากร่าง ความเจ็บปวดที่ฝังลึกอยู่ในทุกอณูของจิตสำนึก ไม่ว่าจะหลับหรือตื่น ภาพของคมมีดที่ฝังลงกลางหลังยังคงฉายซ้ำ ภาพของรอยยิ้มที่เคยเชื่อมั่นกลับแปรเปลี่ยนเป็นเงาของความอำมหิต ทุกลมหายใจเข้าออกล้วนปนเปื้อนด้วยความขมขื่นและคำถามที่ไร้คำตอบ

“คุณอคิณครับ พักก่อนดีไหมครับ หน้าคุณซีดมากแล้ว” เสียงของนักกายภาพบำบัดหนุ่มดังขึ้นข้างหู แต่ดูเหมือนจะไปไม่ถึงโสตประสาทของเขา อคิณยังคงจ้องมองไปยังผนังสีขาวเบื้องหน้า เสมือนว่ากำลังมองทะลุผ่านมันไปยังห้วงอวกาศอันมืดมิดที่ไร้จุดสิ้นสุด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองวิ่งไปนานแค่ไหนแล้ว เหงื่อกาฬไหลซึมไปทั่วแผ่นหลังที่ยังคงมีรอยแผลเป็นสีจางๆ ทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์แห่งความเจ็บปวด ความเร็วบนลู่วิ่งยังคงที่ แต่ในหัวของเขากลับหมุนวนด้วยความเร็วนับพันไมล์ต่อชั่วโมง ‘ใครกัน? ใครที่กล้าหักหลังพยัคฆ์เงา ใครที่กล้าเอาชีวิตพวกเราไปเสี่ยงเพื่อผลประโยชน์อันต่ำทรามของตัวเอง?’ คำถามนี้วนเวียนไม่รู้จบ ราวกับเขาวงกตที่ไม่มีทางออก อคิณหลับตาลงชั่วขณะ พยายามรวบรวมสมาธิ แต่ภาพใบหน้าของลูกทีมที่เขาสูญเสียไปในภารกิจสุดท้ายยังคงตามหลอกหลอน เสียงกรีดร้องของความเจ็บปวดและความผิดหวังยังคงก้องอยู่ในหู เขาคือหัวหน้าหน่วย เขาคือผู้รับผิดชอบ และเขาคือผู้ที่ยอมให้เรื่องนี้เกิดขึ้น

“คุณอคิณครับ” นักกายภาพบำบัดพยายามอีกครั้ง คราวนี้เขาใช้มือแตะที่ต้นแขนของอคิณเบาๆ ราวกับเรียกสติ อคิณสะดุ้งเล็กน้อย เปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ แววตาที่เคยคมกริบดุจเหยี่ยว บัดนี้กลับฉายแววว่างเปล่าและเหนื่อยล้า เขาพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนที่จะลดความเร็วของลู่วิ่งลงจนหยุดสนิท “คุณควรพักผ่อนให้มากกว่านี้ครับ การฝืนตัวเองแบบนี้ไม่ดีต่อการฟื้นตัว”

อคิณไม่ได้ตอบ เขาก้าวลงจากลู่วิ่งอย่างเชื่องช้า สัมผัสได้ถึงความเมื่อยล้าที่แล่นไปทั่วทุกส่วนของร่างกาย แต่ความเมื่อยล้านั้นหาใช่สิ่งที่เขาให้ความสนใจไม่ สิ่งที่หนักอึ้งอยู่ในใจนั้นหนักหนาสาหัสกว่าความเจ็บปวดทางกายหลายเท่านัก เขายืนพิงเครื่องออกกำลังกายชั่วครู่ ก่อนจะเดินไปยังเก้าอี้ยาวที่ตั้งอยู่มุมห้อง หยิบผ้าขนหนูมาซับเหงื่อบนใบหน้า แล้วทิ้งตัวลงนั่งมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกบานใหญ่ ที่เผยให้เห็นวิวทิวทัศน์ของป่าเขาที่ปกคลุมด้วยไอหมอกจางๆ รอบโรงพยาบาลลับแห่งนี้ นี่คือที่หลบภัย ที่ซึ่งเขาควรจะรู้สึกปลอดภัย แต่กลับเป็นที่ซึ่งความเจ็บปวดและคำถามกัดกินหัวใจเขาไม่หยุดหย่อน

เสียงประตูเปิดออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างสูงโปร่ง ใบหน้าคมคายภายใต้แว่นตาที่สะท้อนแสงไฟ รวินท์ หรือที่รู้จักกันในนาม ‘ไซเฟอร์’ อัจฉริยะด้านการถอดรหัสและเทคโนโลยี หนึ่งในสมาชิกหน่วยพยัคฆ์เงาที่สนิทสนมกับอคิณมากที่สุด รวินท์เดินเข้ามาพร้อมกับแฟ้มเอกสารในมือ ท่าทางของเขานั้นเคร่งเครียดกว่าปกติ ดวงตาของเขาฉายแวววิตกกังวลอย่างเห็นได้ชัด

“อคิณ” รวินท์เอ่ยเรียกเสียงเบา พยักหน้าให้นักกายภาพบำบัดเป็นเชิงบอกว่าขอคุยส่วนตัว นักกายภาพบำบัดเข้าใจสถานการณ์ดี จึงโค้งคำนับเล็กน้อยก่อนจะเดินออกไป ทิ้งให้อคิณกับรวินท์อยู่กันตามลำพัง

อคิณไม่ตอบ เพียงแค่หันมาสบตาเพื่อนเก่าชั่วครู่ แล้วกลับไปจ้องมองออกไปนอกหน้าต่างดังเดิม “มีอะไร” เขาถามด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ ปราศจากอารมณ์

รวินท์ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะเดินเข้ามาใกล้แล้วนั่งลงบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม “นายรู้ใช่ไหมว่าฉันจะไม่มาหานายถ้าไม่มีเรื่องสำคัญจริงๆ”

อคิณหันมามองรวินท์อย่างช้าๆ แววตาของเขาบ่งบอกถึงความรับรู้ “ฉันเดาว่ามันคงไม่ใช่เรื่องเล็ก”

รวินท์วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะกลางระหว่างพวกเขา แล้วดันไปข้างหน้าอคิณ “ไม่มีอะไรเล็กเลยอคิณ… หลังจากที่ทีมเราสูญเสียไปในภารกิจนั้น และรหัสมรณะถูกขโมยไป ผู้บัญชาการได้สั่งให้เราหยุดการเคลื่อนไหวเพื่อรวบรวมข้อมูลและประเมินสถานการณ์ใหม่ทั้งหมด แต่ตอนนี้… สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว”

อคิณเลิกคิ้วเล็กน้อย เป็นสัญญาณว่าเขากำลังฟังอย่างตั้งใจ

“เราตรวจพบความผิดปกติในเครือข่ายดาวเทียมการสื่อสารระดับโลก เมื่อสามวันก่อน และหลังจากที่ฉันเจาะระบบเข้าไป… ฉันพบเบาะแสที่น่าตกใจ” รวินท์เปิดแฟ้มออก เผยให้เห็นภาพถ่ายดาวเทียมและแผนที่บางอย่าง “องค์กรที่ขโมยรหัสมรณะไป… พวกมันไม่ได้หยุดอยู่แค่การครอบครอง พวกมันกำลังจะใช้มัน”

หัวใจของอคิณเหมือนถูกบีบอัด ความรู้สึกที่เคยด้านชาเริ่มกลับมาเต้นระรัว ‘รหัสมรณะ’ อาวุธชีวภาพที่สามารถล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ในพริบตา กำลังจะถูกปลดปล่อย เขาไม่สามารถปล่อยให้มันเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าเขาจะบาดเจ็บหรือเจ็บปวดแค่ไหนก็ตาม “ที่ไหน?” เขาถามเสียงต่ำ พลังบางอย่างเริ่มกลับมาฉายแววในดวงตา

“ไม่ชัดเจนนัก” รวินท์ตอบอย่างหนักใจ “แต่จากรูปแบบการเข้ารหัสข้อมูลและจุดที่พวกมันพยายามส่งสัญญาณ ฉันเชื่อว่าพวกมันกำลังเตรียมการปล่อยเชื้อในพื้นที่ที่มีความหนาแน่นของประชากรสูง เพื่อสร้างความตื่นตระหนกและผลกระทบสูงสุด”

“และทำไมถึงเป็นตอนนี้? ทำไมไม่ก่อนหน้านี้” อคิณถาม

“ฉันไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่ฉันรู้คือพวกมันมีการเข้ารหัสข้อมูลที่ซับซ้อนกว่าที่เคยเจอมา เหมือนพวกมันรู้ว่าเรากำลังจับตาดูอยู่ และพยายามหลอกล่อให้เราเข้าใจผิด” รวินท์ชี้ไปที่แผนที่ “ดูนี่สิ… จุดที่พวกมันพยายามส่งข้อมูล เป็นบริเวณแถบตะวันออกกลาง มีแนวโน้มว่าจะเป็นเมืองใหญ่ที่มีความขัดแย้งภายในอยู่แล้ว เพื่อใช้เป็นฉากบังหน้า”

“มันคือ ‘เงา’ ใช่ไหม” อคิณเอ่ยชื่อองค์กรก่อการร้ายปริศนาที่พวกเขาเคยปะทะด้วยก่อนหน้านี้

รวินท์พยักหน้า “ทุกอย่างชี้ไปที่พวกมัน แผนการของพวกมันดูเหมือนจะไปไกลกว่าการแค่ขโมยอาวุธ พวกมันต้องการสร้างโลกใบใหม่ที่พวกมันควบคุม”

อคิณกำหมัดแน่น คิ้วของเขาขมวดเข้าหากัน “แล้วเราจะทำอะไรได้บ้างในสภาพแบบนี้” เขามองไปที่บาดแผลข้างลำตัวที่ยังคงตึงอยู่

“นายอาจจะยังไม่สมบูรณ์ 100% แต่เราต้องการนายอคิณ” รวิน

หน้านิยาย
หน้านิยาย
พยัคฆ์เงา: รหัสมรณะ

พยัคฆ์เงา: รหัสมรณะ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!