กรรมไล่ล่า

ตอนที่ 13 —

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

29 ตอน · 1,189 คำ

แสงแดดยามบ่ายยังคงสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ของห้องสมุดอย่างละมุนละไม แสงสีทองอบอุ่นทอดยาวลงบนพื้นไม้ที่ถูกขัดเงา สะท้อนประกายระยิบระยับราวกับอัญมณี พิมเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง ดวงตาของเธอไม่ได้มองหาความเบื่อหน่ายหรือความว่างเปล่าเหมือนเมื่อก่อน แต่เต็มไปด้วยความสงบนิ่งและแววแห่งความเข้าใจ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ‌ซึมซับกลิ่นอายของกระดาษเก่า ปูน และความเงียบสงบที่โอบล้อมสถานที่แห่งนี้ไว้

การกลับมาทำงานที่ห้องสมุดหลังจากวันคืนอันยาวนานที่วัดป่า ไม่ใช่การกลับมาสู่ชีวิตแบบเดิม หากแต่เป็นการเริ่มต้นบทใหม่ที่แท้จริง พิมไม่ได้เพียงแค่ทำหน้าที่บรรณารักษ์ จัดเรียงหนังสือ ตอบคำถาม ​หรือลงบันทึกข้อมูล เธอทำทุกสิ่งด้วยสติ ด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียด และด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา เธอเรียนรู้ที่จะมองเห็นความงามในความธรรมดา มองเห็นความทุกข์ในแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปมา และมองเห็นโอกาสที่จะแบ่งปันความสงบที่เธอค้นพบ

เมื่อมีเด็กน้อยวิ่งซุกซนและเผลอทำหนังสือหล่นกระจาย พิมไม่ได้รีบเข้าไปตำหนิ ‍แต่ยิ้มอ่อนโยนและช่วยเด็กเก็บหนังสืออย่างใจเย็น พร้อมทั้งบอกสอนอย่างนุ่มนวลถึงการดูแลสิ่งของ เมื่อมีผู้สูงอายุเข้ามาสอบถามถึงหนังสือที่หายาก พิมไม่ได้เพียงแค่บอกตำแหน่ง แต่ยังพาเดินไปส่งถึงชั้นหนังสือ อดทนฟังเรื่องเล่าที่ไม่ปะติดปะต่อ และช่วยอ่านข้อความที่ตัวอักษรเล็กจิ๋วเกินไปสำหรับดวงตาที่ฝ้าฟางเหล่านั้น เธอรับฟังเรื่องราวของคนแปลกหน้าอย่างตั้งใจ ‌ไม่ตัดสิน ไม่เร่งรัด แค่เป็นเพียงผู้รับฟังที่ดี บางครั้งแค่รอยยิ้ม หรือคำพูดง่ายๆ อย่าง "ไม่เป็นไรนะคะ" ก็สามารถคลายความกังวลในใจใครบางคนได้อย่างน่าอัศจรรย์

พิมรู้ดีว่าโลกภายนอกยังคงเต็มไปด้วยความวุ่นวาย ‍ความโลภ โกรธ หลง แต่เธอเลือกที่จะไม่ปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นเข้ามาครอบงำจิตใจ เธอฝึกฝนการเจริญสติอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นขณะจัดหนังสือ เดินไปมา หรือแม้แต่ตอนดื่มน้ำชาในมื้อบ่าย ​การรับรู้ลมหายใจเข้าออกเป็นเหมือนสมอเรือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้ลอยเคว้งไปตามกระแสอารมณ์ภายนอก เธอรู้สึกเหมือนเป็นต้นไม้ใหญ่ที่หยั่งรากลึก แม้พายุจะโหมกระหน่ำ แต่ก็ยังคงยืนหยัดอย่างมั่นคง ความสุขสงบที่ยั่งยืนไม่ใช่การหลีกหนีจากโลก แต่เป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ในโลกอย่างเข้าใจและไม่ยึดติด

คืนหนึ่งหลังเลิกงาน พิมกลับมายังห้องเช่าเล็กๆ ที่เธออาศัยอยู่ ​มันเป็นห้องที่เรียบง่าย ปราศจากข้าวของฟุ่มเฟือย มีเพียงฟูกนอน หมอน โต๊ะเล็กๆ และชั้นวางหนังสือไม่กี่เล่ม เธอจุดเทียนไขเล็กๆ ในมุมห้อง ​แสงสลัวอบอุ่นสร้างบรรยากาศแห่งความสงบ เธอเริ่มนั่งสมาธิอย่างที่ทำเป็นประจำทุกคืน ลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะสม่ำเสมอ จิตใจค่อยๆ สงบนิ่งลง ดิ่งลึกลงสู่ความว่างเปล่าอันไร้ขอบเขต เธอรู้สึกถึงความเบาสบายราวกับไร้น้ำหนัก ราวกับวิญญาณได้หลุดพ้นจากพันธนาการทั้งปวง ในห้วงเวลาแห่งความสงบนั้น บางครั้งภาพในอดีตก็ผุดขึ้นมา แต่พิมไม่ยึดติด ไม่ต่อต้าน เพียงแค่เฝ้ามองอย่างเป็นกลาง แล้วปล่อยให้มันลอยผ่านไป

แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ พิมเริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง... มันไม่ใช่ความวุ่นวายภายนอก แต่เป็นความรู้สึกที่ก่อตัวขึ้นภายในจิตใจของเธอเอง มันเริ่มต้นจากความฝันที่แปลกประหลาด ความฝันที่ซ้ำๆ กันหลายคืน แม้รายละเอียดจะเลือนราง แต่แก่นของความฝันนั้นคือความรู้สึกของการวิ่งหนี การถูกไล่ล่า และเสียงกระซิบที่เธอไม่สามารถจับใจความได้ สิ่งเหล่านี้ทำให้เธอตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย แม้เธอจะพยายามใช้สติพิจารณาว่ามันเป็นเพียงแค่ความฝัน แต่ความรู้สึกนั้นก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในห้วงลึกของจิตใจ

นอกจากนี้ ยังมีเหตุการณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่เกิดขึ้นที่ห้องสมุด ซึ่งพิมพยายามจะมองข้ามไปในตอนแรก มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งมาที่ห้องสมุดบ่อยขึ้น เขาไม่ได้เข้ามาอ่านหนังสือหรือยืมหนังสือ แต่ชอบมานั่งอยู่ที่โต๊ะมุมหนึ่งใกล้กับเคาน์เตอร์บรรณารักษ์ แล้วจ้องมองมาที่พิมอย่างเงียบๆ สายตาของเขาไม่ได้แสดงความก้าวร้าวหรือคุกคาม แต่มันเต็มไปด้วยความสนใจที่เกินปกติ พิมรู้สึกได้ถึงสายตาคู่นั้นอยู่เสมอ แม้จะไม่ได้สบตากันโดยตรง เธอมักจะหันไปเห็นเขาจ้องมองเธออยู่เสมอ เมื่อพิมหันกลับไป ชายคนนั้นก็จะก้มหน้าลงมองหนังสือพิมพ์ในมือ แต่พิมก็อดรู้สึกไม่ได้ว่านั่นเป็นเพียงการแสดง

เธอพยายามใช้เมตตาจิตมองเขา พยายามคิดว่าเขาอาจจะเป็นคนขี้อาย หรืออาจจะมีปัญหาบางอย่างในชีวิตที่ทำให้เขาต้องมานั่งอยู่ที่นี่ แต่ความรู้สึกไม่สบายใจก็ยังคงอยู่ลึกๆ และมันยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเธอสังเกตเห็นว่าเขาปรากฏตัวในเวลาที่เธออยู่คนเดียวที่เคาน์เตอร์บ่อยครั้ง

จนกระทั่งบ่ายวันหนึ่ง ขณะที่พิมกำลังจัดเรียงหนังสือบนชั้นสูง เสียงโทรศัพท์ที่เคาน์เตอร์ก็ดังขึ้น เธอมองหาเพื่อนร่วมงาน แต่ไม่มีใครอยู่ เธอจึงรีบเดินลงจากบันไดเลื่อนไปยังเคาน์เตอร์และรับโทรศัพท์ ปลายสายเป็นเสียงผู้หญิงสูงอายุที่ถามหาหนังสือเลุดโลกเกี่ยวกับพุทธศาสนาเล่มหนึ่ง พิมกำลังจะบอกว่าเดี๋ยวจะไปหาให้ แต่สายก็ถูกตัดไปเสียก่อน เธอวางหูโทรศัพท์ลงด้วยความงุนงง

ขณะที่เธอกำลังจะหันกลับไปทำงาน ชายแปลกหน้าที่มักจะนั่งอยู่ที่มุมห้องก็เดินเข้ามาใกล้ เขาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเคาน์เตอร์ สายตาของเขานิ่งเรียบจนพิมรู้สึกหนาวจับใจ พิมพยายามส่งรอยยิ้มที่เป็นมิตรไปให้ และเอ่ยถามด้วยเสียงที่สงบนิ่ง "มีอะไรให้ช่วยไหมคะ?"

ชายคนนั้นไม่ตอบ เขายื่นมือออกมาวางบนเคาน์เตอร์อย่างช้าๆ แล้วค่อยๆ ดันบางสิ่งบางอย่างมาทางเธอ มันเป็นซองจดหมายสีน้ำตาล ซองจดหมายเก่าๆ ที่ดูเหมือนผ่านกาลเวลามานาน บนซองไม่มีชื่อผู้ส่งหรือผู้รับ มีเพียงตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมือหวัดๆ คำว่า "ความจริง" พิมมองซองจดหมายสลับกับใบหน้าของชายคนนั้นที่ยังคงไร้อารมณ์

"นี่คืออะไรคะ?" พิมถาม เสียงของเธอเริ่มสั่นเล็กน้อย

ชายคนนั้นยังคงเงียบงัน แต่สายตาของเขาลดต่ำลงมาที่ซองจดหมาย ราวกับจะบอกให้เธอเปิดมันออก พิมลังเล มือของเธอเอื้อมไปหยิบซองจดหมายขึ้นมาอย่างช้าๆ ความรู้สึกเย็นเฉียบแผ่ซ่านจากซองกระดาษสู่ปลายนิ้วเธอ มันไม่ใช่ความเย็นของอุณหภูมิ แต่เป็นความเย็นยะเยือกที่แล่นเข้าสู่กระดูกสันหลัง

"คุณเป็นใครคะ?" พิมถามอีกครั้ง คราวนี้เสียงของเธอจริงจังและเด็ดขาดขึ้น เธอรู้สึกถึงกระแสของพลังงานบางอย่างที่แผ่ออกมาจากชายคนนี้ พลังงานที่ไม่ได้เป็นมิตรแต่ก็ไม่ได้แสดงความอาฆาต มันเป็นความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย คล้ายกับความกดดันที่มองไม่เห็น

ชายคนนั้นยังคงไม่พูดอะไรสักคำ แต่เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้พิมยืนอยู่ตรงนั้นเพียงลำพังกับซองจดหมายในมือที่หนักอึ้งราวกับบรรจุหินผาเอาไว้

พิมมองตามแผ่นหลังของชายคนนั้นจนกระทั่งเขาเดินลับหายไปจากสายตา เธอจับซองจดหมายแน่นขึ้น หัวใจเต้นระรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมานานนับตั้งแต่เธอได้พบกับความสงบภายใน เธอพยายามใช้สติระงับความตื่นตระหนกที่กำลังคุกคาม แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรู้สึกที่พุ่งพล่านอยู่ในอกได้ เธอหันกลับมาที่เคาน์เตอร์ วางซองจดหมายลงอย่างช้าๆ มองตัวอักษรคำว่า "ความจริง" ที่เขียนอยู่บนซองอีกครั้ง มันดูเหมือนจะกระซิบเสียงแห่งอดีตที่ถูกฝังไว้ลึกสุดใจของเธอ

เธอหยิบซองจดหมายขึ้นมาอีกครั้ง พลิกดูไปมาอย่างพิจารณา ก่อนจะตัดสินใจฉีกมุมซองออกอย่างช้าๆ ด้วยมือที่สั่นเทา ภายในซองมีเพียงกระดาษแผ่นหนึ่งที่พับไว้อย่างประณีต พิมคลี่กระดาษออก ดวงตาของเธอเบิกกว้างเมื่อเห็นสิ่งที่เขียนอยู่บนนั้น มันเป็นภาพถ่ายเก่าๆ สีซีดจางของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ใบหน้าของเด็กคนนั้นดูคุ้นเคยอย่างประหลาด ราวกับเป็นภาพสะท้อนของตัวเธอเองในวัยเยาว์ แต่สิ่งที่ทำให้พิมรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงกลางใจคือข้อความที่เขียนอยู่ด้านหลังภาพถ่ายด้วยลายมือเดียวกันกับที่เขียนบนซองจดหมาย

"ถึงเวลาที่ต้องชดใช้แล้ว... พิม"

ข้อความสั้นๆ นั้นทำให้โลกทั้งใบของพิมหยุดหมุนไปชั่วขณะ ความสงบสุขที่เธอพยายามสร้างมาตลอดหลายเดือนพังทลายลงในพริบตา ความรู้สึกของการถูกไล่ล่าที่เคยปรากฏในความฝันกลับกลายเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง สั่นสะท้านไปด้วยความตกใจระคนหวาดกลัว ภาพถ่ายของเด็กหญิงคนนั้นที่ดูคล้ายเธอ และคำขู่ที่ทิ้งท้ายไว้ ไม่ว่าจะเป็นใครที่ส่งสิ่งนี้มา เขารู้จักเธอ... รู้จักอดีตของเธอ... และกำลังจะนำพา "กรรม" ที่พิมคิดว่าเธอได้ชดใช้ไปแล้ว ให้กลับมาไล่ล่าเธอจนมุมอีกครั้ง

พิมกำภาพถ่ายนั้นแน่นจนยับยู่ยี่ หัวใจของเธอเต้นกระหน่ำราวกับจะทะลุออกมาจากอก ใบหน้าของเธอซีดเผือดราวกับไร้เลือด ร่างกายเย็นเฉียบไปทั้งตัว ความรู้สึกหวาดกลัวที่เคยถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตใจกลับพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง เธอรู้ดีว่าเธอไม่อาจหลีกหนีได้อีกต่อไปแล้ว "ความจริง" ที่เธอเคยหลบเลี่ยงมาตลอดกำลังจะเปิดเผยตัวตน และ "กรรม" ที่เธอเคยคิดว่าจบสิ้นไปแล้ว กำลังจะกลับมาทวงคืนสิ่งที่เธอติดค้าง... และเธอไม่รู้เลยว่ามันคืออะไรกันแน่... หรือใครคือคนที่อยู่เบื้องหลังการทวงคืนนี้... และสิ่งที่รอคอยเธออยู่หลังจากนี้ จะเป็นความจริงที่โหดร้ายเพียงใด... เธอรู้สึกเหมือนถูกดึงลงไปสู่ห้วงเหวแห่งอดีตที่มืดมิดอีกครั้ง ความสงบสุขที่เพิ่งได้มาหายไปในพริบตา เหลือไว้แต่ความหวาดกลัวและความสับสน เธอเงยหน้าขึ้นมองเพดานห้องสมุดที่สูงตระหง่าน ราวกับจะขอความช่วยเหลือจากบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สามารถมองเห็นได้ แต่ในความเงียบงันนั้น มีเพียงเสียงกระซิบจากอดีตที่เริ่มดังก้องอยู่ในโสตประสาทของเธอ... เสียงที่บอกว่าการเดินทางที่แท้จริงของเธอกำลังจะเริ่มต้นขึ้น และครั้งนี้... เธออาจจะไม่ได้พบกับทางออกที่งดงามอย่างที่คิด... และไม่รู้เลยว่าเธอจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้หรือไม่ เมื่อความจริงที่เปลี่ยนเธอ กำลังจะกลับมาเปลี่ยนเธออีกครั้ง... จนเธอไม่แน่ใจว่าเธอจะยังคงเป็น "พิม" คนเดิมได้อีกต่อไป... หรือแม้กระทั่ง... เธอจะรอดชีวิตไปได้หรือไม่... และกรรมนั้นกำลังจะไล่ล่าเธอไปถึงจุดไหนกันแน่... เธอรู้สึกได้ถึงสายตาคู่หนึ่งที่กำลังจับจ้องเธออยู่จากเงามืด และรู้ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น... จุดเริ่มต้นที่ไม่มีทางหวนคืน...

หน้านิยาย
หน้านิยาย
กรรมไล่ล่า

กรรมไล่ล่า

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 iDea Memory Group Co.,Ltd — ลิขสิทธิ์ทั้งหมดภายใต้ iDea Memory Group Co.,Ltd เท่านั้น

ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ เผยแพร่ จัดจำหน่าย จัดพิมพ์ หรือนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นอันขาด ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!