ตอนที่ 11 —
ผู้ถูกเลือกจากสวรรค์ · 30 ตอน
อากาศยามรุ่งอรุณของวันใหม่ แม้จะพยายามโอบอุ้มความสงบเข้าปกคลุมราชสำนักดั่งเช่นทุกวัน ทว่าเบื้องลึกภายใต้ความงามสง่าของสถาปัตยกรรมและกลิ่นหอมของดอกไม้นานาพันธุ์ที่เบ่งบานในอุทยานหลวง ความระทึกขวัญและคำถามที่ไม่มีคำตอบยังคงกัดกินจิตใจของผู้คน กลิ่นไอของสมุนไพรและควันธูปศักดิ์สิทธิ์ที่ลอยอ้อยอิ่งในอากาศมิอาจลบล้างความรู้สึกหนักอึ้งที่คุกคามอยู่ได้ เหตุการณ์กบฏของสมุหราชครูเว่ยผู้ทรงอำนาจยังคงเป็นเรื่องราวที่ถูกเล่าขานซ้ำๆ ด้วยความหวาดกลัวและคารวะ ผสมปนเปกันไปในหมู่ขุนนาง นางกำนัล และแม้แต่เหล่าทหารองครักษ์ การที่อสูรกายครึ่งคนครึ่งสัตว์ปรากฏตัวขึ้นกลางท้องพระโรงเพื่อหมายเอาชีวิตองค์จักรพรรดิหลงเว่ย ช่างเป็นภาพที่น่าสะพรึงกลัวเกินกว่าจินตนาการ แต่การที่หมอหลวงเจียหลินผู้ถูกมองข้ามมาตลอดกลับก้าวเข้ามาปกป้ององค์จักรพรรดิและสามารถไขปริศนาจุดอ่อนของอสูรเหล่านั้นได้ในเวลาวิกฤต ยิ่งทำให้ชื่อของนางถูกกล่าวถึงอย่างหนาหู หากไม่ใช่ด้วยสติปัญญาและความกล้าหาญของนาง สถานการณ์คงเลวร้ายจนยากจะเยียวยา
เจียหลินลืมตาตื่นขึ้นบนเตียงในห้องพักส่วนตัวของหมอหลวง ความเจ็บปวดระบมไปทั่วทั้งตัวยังคงเตือนให้นางรู้ว่าเหตุการณ์ทั้งหมดมิใช่ความฝัน แขนข้างซ้ายที่เคยมีบาดแผลฉกรรจ์ถูกพันด้วยผ้ากอซหนาแน่น นางใช้มือขวาแตะลงบนผ้าพันแผลเบาๆ สัมผัสได้ถึงร่องรอยของการเย็บและยาห้ามเลือดที่นางเตรียมไว้ล่วงหน้าจากระบบ ‘ผู้ถูกเลือก’ แม้จะอยู่ในร่างของหมอหลวงยุคโบราณ แต่นางก็ยังคงเป็นแพทย์หญิงลลินผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนปัจจุบัน การเยียวยาตนเองด้วยความรู้สองยุคผสมผสานกันทำให้บาดแผลสมานเร็วขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ ทว่าสิ่งที่ฝังลึกกว่าบาดแผลทางกายคือภาพของสมุหราชครูเว่ยในร่างที่บิดเบี้ยว ดวงตาที่ลุกโชนด้วยมนตร์ดำ และเสียงคำรามของเหล่าอสูรที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นมนุษย์ ภาพเหล่านั้นยังคงวนเวียนอยู่ในห้วงความคิด ความสงบที่นางเพิ่งได้รับจากชัยชนะชั่วคราวช่างเปราะบางนัก
“ภารกิจสำเร็จ: ปกป้ององค์จักรพรรดิและเปิดเผยแผนการชั่วร้ายของสมุหราชครูเว่ย” เสียงระบบที่คุ้นเคยดังก้องขึ้นในหัวของเจียหลิน “รางวัล: ความเข้าใจระดับพื้นฐานเกี่ยวกับ 'มนตร์ดำแห่งเงา' และ 'พลังจิตวิญญาณแห่งจักรพรรดิ' พร้อมแต้มประสบการณ์ 500 แต้ม” เจียหลินขมวดคิ้ว ความเข้าใจเกี่ยวกับมนตร์ดำแห่งเงานั้นพอจะคาดเดาได้ แต่มนต์ดำชนิดนี้มีชื่อเรียกที่เฉพาะเจาะจง และ 'พลังจิตวิญญาณแห่งจักรพรรดิ' เล่า มันคืออะไรกันแน่? และสมุหราชครูเว่ยเล่า หลังจากถูกเปิดโปง เขาหายไปไหน? ตายไปแล้ว หรือถูกจับกุม? คำถามมากมายผุดขึ้นในใจ แต่นางรู้ดีว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะรีบร้อนค้นหาคำตอบ
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น นางกำนัลคนสนิทของนางค่อยๆ เปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าอ่อนโยนระคนเกรงใจ “ท่านหมอหลวงเจียหลินเพคะ องค์จักรพรรดิทรงมีพระบัญชาให้เข้าเฝ้าโดยด่วนเพคะ” เจียหลินพยักหน้าเล็กน้อย พลางพยายามลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างกายยังคงอ่อนล้า แต่นางรู้ดีว่าการเข้าเฝ้าครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง มันไม่ใช่แค่การรายงานสถานการณ์ แต่เป็นจุดเปลี่ยนในความสัมพันธ์ของนางกับฮ่องเต้ผู้เย็นชาผู้นั้น
เมื่อมาถึงท้องพระโรงที่เคยเป็นสมรภูมิเลือด เจียหลินสังเกตเห็นว่าทุกสิ่งถูกทำความสะอาดจนหมดจด ไร้ร่องรอยของการต่อสู้ เหลือเพียงกลิ่นอายของไม้จันทน์หอมและกำยานที่ปกคลุมอยู่ องค์จักรพรรดิหลงเว่ยประทับอยู่บนบัลลังก์มังกร พระพักตร์ยังคงซีดเซียวเล็กน้อยจากอาการบาดเจ็บ แต่พระเนตรคมกริบยังคงฉายแววอำนาจและความเยือกเย็นเช่นเดิม ทว่าเมื่อสบกับสายตาของเจียหลิน แววตาคู่นั้นกลับมีความระแวดระวังและบางสิ่งบางอย่างที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนแฝงอยู่
“ถวายบังคมฝ่าบาท” เจียหลินคุกเข่าลงตามธรรมเนียม “ลุกขึ้นเถอะ เจียหลิน” พระสุรเสียงขององค์จักรพรรดิยังคงราบเรียบ แต่มีความหนักแน่นกว่าที่เคย “เจ้า... ได้ช่วยชีวิตข้าไว้” คำกล่าวนี้เหมือนเป็นเพียงการบอกเล่าความจริง แต่สำหรับเจียหลินแล้ว มันคือการยอมรับที่ไม่เคยมีมาก่อน นางเงยหน้าขึ้นมองพระองค์อย่างระมัดระวัง “เป็นหน้าที่ของหมอหลวงเพคะ” “หน้าที่?” องค์จักรพรรดิหลงเว่ยเลิกพระขนงขึ้นเล็กน้อย “หน้าที่ของหมอหลวงคือการรักษา แต่เจ้ากลับรู้จุดอ่อนของอสูรเหล่านั้นได้อย่างไร และเหตุใดจึงสามารถต้านทานมนตร์ดำที่สมุหราชครูเว่ยใช้ได้ ทั้งที่ขุนนางและองครักษ์คนอื่นต่างล้มตายดั่งใบไม้ร่วง” คำถามของพระองค์เจาะจงและตรงประเด็น เจียหลินต้องคิดหาคำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผลแต่ก็ไม่เปิดเผยความลับทั้งหมดของนาง “หม่อมฉันค้นคว้าตำราแพทย์โบราณอย่างลึกซึ้งเพคะ ตำราบางเล่มกล่าวถึงสัตว์ประหลาดที่เกิดจากมนตร์ดำและการใช้ ‘พลังลมปราณบริสุทธิ์’ ในการต่อต้าน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่หมอหลวงทุกคนพึงมีเพื่อป้องกันตนเองจากการรักษาโรคที่แปลกประหลาดเพคะ” นางพยายามอธิบายโดยอ้างอิงถึงความเชื่อและวิชาแพทย์ในยุคสมัยนี้ เพื่อให้การกระทำของนางดูเป็นเหตุเป็นผลที่สุด
องค์จักรพรรดิหลงเว่ยยังคงจ้องมองนางด้วยพระเนตรที่ไม่ลดความสงสัย พระองค์ทรงประทับเงียบอยู่ชั่วครู่ ราวกับกำลังประเมินคำตอบของนาง ก่อนจะตรัสต่อ “ตำราแพทย์โบราณเล่มใด? เหตุใดหมอหลวงคนอื่นจึงมิเคยกล่าวถึง หรือเพียงเจ้าผู้เดียวที่ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง?” “เป็นตำราที่สืบทอดกันในตระกูลหม่อมฉันเพคะ ฝ่าบาท” เจียหลินตอบอย่างรวดเร็ว โชคดีที่ตระกูลเจียหลินในร่างเดิมเป็นตระกูลหมอหลวงเก่าแก่ มีตำราโบราณมากมาย “เป็นตำราที่ละเอียดอ่อนและต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ หม่อมฉันใช้เวลาหลายปีในการศึกษาเพคะ” องค์จักรพรรดิพยักหน้าช้าๆ แต่แววตายังคงจับจ้องที่นางไม่วางตา “สมุหราชครูเว่ยได้ถูกจับกุมแล้ว แต่เขากลับไม่มีสติสัมปชัญญะใดๆ ร่างกายอ่อนแรงราวกับถูกสูบพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น แม้แต่หมอหลวงอาวุโสยังหาสาเหตุมิได้ เจ้ามีความเห็นเช่นไร?” คำถามนี้ทำเอาเจียหลินชะงัก นี่คือโอกาสอันดีที่จะให้นางได้ใช้ความรู้ของระบบและสืบสวนเบื้องลึกของมนตร์ดำ “หากเป็นเช่นนั้นจริงเพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันคาดว่าสมุหราชครูเว่ยอาจมิใช่ผู้บงการที่แท้จริง หรืออย่างน้อยก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งที่ถูกใช้ มนตร์ดำที่เขาใช้นั้นร้ายกาจยิ่งนัก มันกัดกินจิตวิญญาณของผู้ใช้ และอาจมี ‘ผู้ควบคุม’ ที่ทรงพลังกว่าอยู่เบื้องหลัง” องค์จักรพรรดิหลงเว่ยทรงเอนพระวรกายพิงพนักบัลลังก์ พระหัตถ์ข้างหนึ่งยกขึ้นประคองพระพักตร์ “ผู้ควบคุม? เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” “มนตร์ดำแห่งเงาที่สมุหราชครูเว่ยใช้นั้น ไม่ใช่เพียงแค่ศาสตร์มืดธรรมดาเพคะ” เจียหลินเริ่มอธิบายตามความรู้ที่ระบบมอบให้ “มันต้องอาศัยการแลกเปลี่ยนพลังชีวิตและจิตวิญญาณของผู้ใช้ และดูดซับพลังงานจากสิ่งรอบข้างมาเป็นเชื้อเพลิง หากไม่มีผู้ควบคุมที่แข็งแกร่งคอยชี้นำ พลังดังกล่าวจะย้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้เอง และดูเหมือนว่าสมุหราชครูเว่ยจะสูญเสียการควบคุมไปในที่สุด” พระเนตรขององค์จักรพรรดิหลงเว่ยฉายแววครุ่นคิด “เจ้ากำลังบอกว่า ยังมีภัยคุกคามอื่นที่ใหญ่หลวงกว่านี้ซ่อนอยู่ในเงามืดงั้นหรือ?” “หม่อมฉันเกรงว่าจะเป็นเช่นนั้นเพคะ ฝ่าบาท” เจียหลินก้มหน้ารับ “สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสืบหาต้นตอของมนตร์ดำนี้ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังอย่างแท้จริง” องค์จักรพรรดิทอดพระเนตรนางด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา ความเย็นชาที่เคยมีเริ่มเจือจางลง ถูกแทนที่ด้วยความประหลาดใจและความสนใจที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ “เจ้ากล้าหาญและฉลาดเฉลียวเกินกว่าหมอหลวงทั่วไป เจียหลิน” พระองค์ตรัสขึ้นเสียงเรียบ “ข้าจะมอบอำนาจให้เจ้าสืบสวนเรื่องนี้อย่างลับๆ โดยเฉพาะ” เจียหลินรู้สึกประหลาดใจกับพระบัญชาที่คาดไม่ถึงนี้ นี่คือการมอบหมายภารกิจที่ใหญ่หลวง แต่ก็เป็นโอกาสให้นางได้เข้าใกล้ความจริงของโลกใบนี้และภารกิจของ ‘ผู้ถูกเลือก’ มากขึ้น “แต่มีข้อแม้” องค์จักรพรรดิตรัสต่อ “ทุกความคืบหน้าต้องรายงานให้ข้าทราบโดยตรง และหากมีสิ่งใดผิดปกติแม้แต่น้อย เจ้าต้องแจ้งให้ข้าทราบทันที เข้าใจหรือไม่?” “เพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะทำหน้าที่นี้อย่างสุดความสามารถ” เจียหลินรับคำอย่างหนักแน่น
หลังจากออกจากท้องพระโรง เจียหลินก็ตรงไปยังห้องทำงานของสมุหราชครูเว่ยทันที ซึ่งตอนนี้ถูกปิดผนึกและเฝ้ายามอย่างแน่นหนา ภายใต้พระบัญชาขององค์จักรพรรดิ นางจึงได้รับอนุญาตให้เข้าไปได้ ห้องทำงานของสมุหราชครูเว่ยเต็มไปด้วยตำราโบราณมากมาย กลิ่นอับของกระดาษเก่าและหมึกจีนลอยคละคลุ้ง เจียหลินเริ่มค้นหาเบาะแสอย่างละเอียด นางเปิดตำราทีละเล่ม ตรวจสอบชั้นวางหนังสือทุกชั้น แม้แต่พื้นไม้ก็ไม่ละเว้น ระบบ ‘ผู้ถูกเลือก’ ทำงานเงียบๆ ในเบื้องหลัง ราวกับกำลังวิเคราะห์สภาพแวดล้อมรอบตัว “ภารกิจใหม่: ค้นหาต้นตอที่แท้จริงของมนตร์ดำและผู้บงการเบื้องหลัง” เสียงระบบดังก้องขึ้นในใจ “ระดับความยาก: สูง รางวัล: ยังไม่ระบุ” เจียหลินค้นหาอยู่นานหลายชั่วยาม จนในที่สุด สายตาของนางก็สะดุดเข้ากับตำราเล่มหนึ่งที่ดูเก่าแก่กว่าเล่มอื่นๆ มีสัญลักษณ์ประหลาดคล้ายงูเกี่ยวกระหวัดอยู่บนปก มันถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนหลังตำราเล่มอื่น นางหยิบตำราเล่มนั้นออกมาอย่างระมัดระวัง เมื่อเปิดออก กลิ่นอายของความเก่าแก่และพลังงานบางอย่างก็โชยออกมาจากหน้ากระดาษที่เหลืองกรอบ เนื้อหาภายในไม่ใช่ภาษาที่นางคุ้นเคย แต่มันกลับมีภาพประกอบเป็นสัญลักษณ์โบราณและรูปวาดของพิธีกรรมแปลกๆ ที่ทำให้ขนลุก ระบบส่งเสียงเตือน “ตรวจพบ ‘ตำรามนตร์ดำแห่งเงา’ ระดับสูง! มีพลังงานมืดแฝงอยู่มาก” เจียหลินพยายามทำความเข้าใจสัญลักษณ์ต่างๆ ด้วยความช่วยเหลือจากระบบ นางค่อยๆ ถอดรหัสทีละส่วน ภาพหนึ่งสะดุดตานางเป็นพิเศษ มันเป็นภาพของกลุ่มคนที่สวมเสื้อคลุมสีดำ กำลังทำพิธีกรรมภายใต้เงาของต้นไม้โบราณขนาดมหึมา และสิ่งที่ทำให้นางขนลุกคือ ดวงตาของบุคคลเหล่านั้นเรืองแสงสีแดงฉาน และมีรอยสักรูปงูเกี่ยวกระหวัดเช่นเดียวกับบนปกตำราปรากฏอยู่บนหน้าผาก นางพลิกหน้าต่อไปเรื่อยๆ จนมาถึงบทสุดท้าย บทนี้พูดถึงการสืบทอดพลังจากรุ่นสู่รุ่น และกล่าวถึง ‘ผู้พิทักษ์แห่งเงา’ ที่คอยควบคุมพลังนี้มาตั้งแต่บรรพกาล แต่สิ่งที่ทำให้นางหัวใจเตกกระหน่ำคือภาพของแผนที่เก่าแก่ที่ซ่อนอยู่ในหน้าสุดท้ายของตำรา มันแสดงถึงตำแหน่งของสถานที่ลับแห่งหนึ่งในวังหลวง ซึ่งถูกทำเครื่องหมายด้วยสัญลักษณ์งูเกี่ยวกระหวัดเช่นเดียวกัน เจียหลินรู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง สมุหราชครูเว่ยไม่ใช่ผู้บงการ แต่เป็นเพียงสมาชิกคนหนึ่งของกลุ่มลัทธิโบราณนี้ และที่สำคัญที่สุดคือ สถานที่ลับของกลุ่มลัทธินี้... อยู่ในวังหลวง! ขณะที่นางกำลังจ้องมองแผนที่นั้นอย่างพิจารณา ทันใดนั้น แสงสีดำจางๆ ก็เริ่มแผ่ออกมาจากสัญลักษณ์บนแผนที่ มันขยายตัวอย่างรวดเร็วจนปกคลุมทั่วทั้งหน้ากระดาษ และพุ่งตรงเข้ามายังร่างของเจียหลิน “อันตราย! ตรวจพบพลังงานมนตร์ดำกำลังพุ่งเข้าหา! มีบุคคลปริศนากำลังจับตาดูท่านอยู่จากระยะไกล!” เสียงระบบตื่นตระหนก “ระวัง! พลังงานนี้ไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการ ‘ตรวจจับ’! พวกมันรู้แล้วว่าท่านกำลังสืบสวน!” เจียหลินรู้สึกราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้าสู่จิตใจ ความรู้สึกเย็นยะเยือกแผ่ซ่านไปทั่วร่าง พลังงานสีดำนั้นพยายามจะทะลวงเข้ามาในจิตสำนึกของนาง ไม่ใช่การโจมตี แต่เป็นการตรวจจับ! พวกมันรู้แล้ว! นางกัดฟันแน่น พยายามใช้พลังลมปราณบริสุทธิ์ของตนเองต้านทานพลังงานมืดนั้นตามที่ระบบแนะนำ มนตร์ดำแห่งเงาพยายามจะรุกล้ำเข้ามาในความคิดนาง เพื่อค้นหาตัวตนที่แท้จริงและขโมยความลับที่นางครอบครอง “พลังงานนี้แข็งแกร่งเกินกว่าที่ท่านจะต้านทานได้เพียงลำพัง! นี่คือการตื่นขึ้นของ ‘ผู้พิทักษ์แห่งเงา’!” ระบบส่งเสียงเตือนขั้นสูงสุด “ท่านถูกค้นพบแล้ว! พวกมันกำลังจะมา!” เสียงคำเตือนของระบบยังไม่ทันขาดคำ ประตูห้องทำงานของสมุหราชครูเว่ยก็ถูกกระชากเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับเงาร่างสูงใหญ่สองเงาที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า... ดวงตาของพวกเขาก็เรืองแสงสีแดงฉานเช่นเดียวกันกับภาพในตำรา!
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก