ลมหนาวจากหน้าต่างบานใหญ่พัดโชยเข้ามาในตำหนักอันเงียบเหงา เย็นยะเยือกเสียจนราวกับจะแช่แข็งหัวใจที่กำลังจะดับดิ้นของสตรีผู้หนึ่งที่นอนอยู่บนแท่นบรรทมทองคำอร่าม จ้าวหลันซิน หรืออดีตฮองเฮาผู้สูงศักดิ์ในวันนี้ กำลังเผชิญหน้ากับความตายอย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเปล่า ไม่มีผู้ใดอยู่เคียงข้าง นอกจากความเจ็บปวดทรมานที่กัดกินร่างกายนางจนผอมซูบเหลือแต่กระดูก เสียงไอโขลกอย่างรุนแรงดังขึ้นพร้อมกับโลหิตสีแดงฉานที่ไหลรินออกจากมุมปาก นางพยายามยกมืออันสั่นเทาขึ้นเช็ด แต่เรี่ยวแรงที่มีริบหรี่นัก ร่างกายของนางถูกวางยาพิษอย่างช้าๆ มาเป็นแรมปี และบัดนี้พิษเหล่านั้นก็กำลังจะพรากชีวิตของนางไปในที่สุด
ดวงตาที่พร่าเลือนของหลันซินจ้องมองเพดานไม้แกะสลักอย่างเลื่อนลอย ภาพสลักลายมังกรคู่หงส์ที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งความรักและความผูกพันของนางกับฮ่องเต้ บัดนี้กลับดูเย้ยหยันราวกับจะหัวเราะเยาะชะตากรรมอันน่าสมเพชของนาง ความทรงจำนับพันหมื่นแล่นผ่านเข้ามาในห้วงความคิด วันที่นางก้าวเข้าสู่วังหลวงในฐานะสตรีที่ถูกเลือกให้เป็นฮองเฮาคู่บัลลังก์ของฮ่องเต้หลี่เหวิน วันที่นางสวมชุดวิวาห์สีแดงสด ประดับด้วยเครื่องทองคำระยิบระยับ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีจากเหล่าขุนนางและประชาชน ความรักที่เคยเบ่งบานราวกับดอกเหมยในฤดูหนาว ความฝันที่เคยวาดไว้ร่วมกันใต้แสงจันทร์นวลผ่อง และคำสัญญาว่าจะครองรักกันชั่วนิรันดร์ ทุกสิ่งล้วนเป็นเพียงภาพลวงตาที่งดงาม แต่แฝงไปด้วยพิษร้ายที่ทำลายชีวิตนางอย่างช้าๆ
“หลี่เหวิน… ท่าน… ช่างโหดเหี้ยม…” เสียงกระซิบแผ่วเบาเล็ดลอดออกจากลำคอที่แห้งผากของนาง รอยยิ้มอันขมขื่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดเซียว นางมอบทุกสิ่งให้น้ำซึมบ่อทราย ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความภักดี ความไว้ใจ หรือแม้กระทั่งความรู้ความสามารถในการบริหารบ้านเมืองที่นางเรียนรู้มาจากบิดาผู้เป็นอัครเสนาบดี นางเป็นฮองเฮาที่แท้จริง ไม่ใช่เพียงแค่ตุ๊กตาประดับวังที่คอยยิ้มรับคำชมเชย นางช่วยเขาจากทุกวิกฤตการณ์ ช่วยให้บัลลังก์ของเขามั่นคง และช่วยกำจัดศัตรูทางการเมืองที่พยายามโค่นล้มอำนาจของเขา นางเคยยืนเคียงข้างเขาในทุกย่างก้าว ตั้งแต่ยังเป็นองค์ชายที่ถูกมองข้าม จนกระทั่งได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ นางเป็นทั้งคู่คิด มิตร และภรรยาที่ซื่อสัตย์ แต่สิ่งตอบแทนนางได้รับคือความตายช้าๆ ที่มาพร้อมกับความเจ็บปวดแสนสาหัส และการถูกเนรเทศออกจากตำแหน่งฮองเฮาอย่างไร้เหตุผล ด้วยข้อกล่าวหาอันน่าขันว่านาง “ไร้บุตร สืบทอดทายาทไม่ได้” และ “วางยาพิษสนมคนโปรดของเขา” ซึ่งแท้จริงแล้วคือแผนการอันชั่วร้ายที่นางลี่เฟย สนมเอกคนโปรดของหลี่เหวินร่วมมือกับหลี่เหวินเอง
ความคิดถึงใบหน้าของลี่เฟยผุดขึ้นมาในห้วงสำนึก แววตาที่ดูอ่อนโยนและรอยยิ้มที่แสนบริสุทธิ์ของนางซ่อนเร้นความร้ายกาจไว้ภายใน ลี่เฟยเป็นสตรีที่หลี่เหวินรักและหลงใหลอย่างหมดหัวใจ ถึงขั้นยอมทำทุกวิถีทางเพื่อให้นางได้ขึ้นมามีอำนาจ นางใช้เสน่ห์มารยาปั่นหัวฮ่องเต้จนหลงเชื่อทุกคำพูด และสุดท้ายก็ผลักไสหลันซินให้ลงสู่นรกอเวจี “นางปีศาจในคราบเทพธิดา” หลันซินคิดในใจด้วยความแค้นเคือง
“ลี่เฟย… และหลี่เหวิน… ข้าสาบาน…” แรงแค้นอันมหาศาลปะทุขึ้นในใจของหลันซิน มันเป็นพลังสุดท้ายที่ทำให้นางรวบรวมเรี่ยวแรงกล่าวคำสาบานออกมาอย่างยากลำบาก “หากมีชาติหน้า… หากสวรรค์ยังคงเมตตา… ข้า จ้าวหลันซินผู้นี้… จะกลับมา… กลับมาเอาคืน… พวกเจ้าทุกคน… จะต้องชดใช้… ให้สาสม!” คำพูดสุดท้ายจบลงพร้อมกับลมหายใจที่ขาดห้วง ดวงตาของจ้าวหลันซินเบิกโพลงค้างอยู่เช่นนั้น ก่อนที่ชีวิตของนางจะดับสนิทลงอย่างสมบูรณ์ ความมืดมิดเข้าครอบงำ ทว่าแทนที่จะเป็นความว่างเปล่าของการสิ้นสุด กลับมีความรู้สึกประหลาดบางอย่างเข้ามาแทนที่ มันเป็นความรู้สึกราวกับวิญญาณของนางถูกฉุดกระชากออกจากร่างอันไร้ชีวิตอย่างรุนแรง และถูกลากผ่านห้วงเวลาอันเวิ้งว้าง มืดมิด และไร้จุดสิ้นสุด
ความเจ็บปวดรุนแรงปะทุขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ใช่ความเจ็บปวดจากพิษร้ายที่กัดกินร่างกาย แต่เป็นความปวดร้าวไปทั่วทุกอณูของร่างกาย ราวกับกระดูกทุกส่วนถูกบดขยี้และกำลังถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หูของนางอื้ออึงด้วยเสียงคล้ายคลื่นน้ำที่ซัดสาดอย่างต่อเนื่อง และเสียงกระซิบที่จับใจความไม่ได้ ดวงตาที่เคยพร่าเลือนบัดนี้หนักอึ้งราวกับมีหินทับอยู่ นางพยายามจะขยับตัว แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง ราวกับถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
“คุณหนูตื่นแล้วเพคะ!” เสียงหนึ่งดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท เป็นเสียงที่สดใสและเจื้อยแจ้วผิดกับเสียงกระซิบอันเย็นชาที่นางคุ้นเคยก่อนตาย “รีบไปรายงานท่านหมอหลวงเร็วเข้า!”
เปลือกตาของหลันซินกระตุก นางพยายามฝืนลืมตาขึ้นช้าๆ แสงสว่างจ้าเข้ากระทบดวงตาที่อ่อนล้า ทำให้นางต้องหรี่ตาลง ใบหน้าแรกที่นางเห็นคือใบหน้าของสาวใช้น้อยที่ดูอ่อนเยาว์และไร้เดียงสา กำลังจ้องมองนางด้วยแววตาเป็นประกายแห่งความยินดี ผ้าห่มเนื้อดีผืนบางปกคลุมร่างของนาง บนศีรษะมีความรู้สึกหนักอึ้งราวกับมีผ้าพันแผลพันอยู่ กลิ่นยาจีนหอมฉุนลอยอบอวลไปทั่วห้อง
ห้องนี้ไม่ใช่ตำหนักอันมืดมิดที่นางตายจากมา มันเป็นห้องนอนที่ดูเรียบง่ายกว่ามาก แต่ก็ยังคงความประณีตงดงามของสถาปัตยกรรมภายในวังหลวงไว้ ไม่ใช่ตำหนักของฮองเฮาแน่นอน นางพยายามขยับมือ แต่แขนขาของนางรู้สึกหนักอึ้งจนแทบไร้เรี่ยวแรง “ข้า… ข้าอยู่ที่ไหน…” เสียงที่เปล่งออกมาไม่ใช่เสียงที่คุ้นเคย มันเป็นเสียงที่ดูอ่อนเยาว์และแผ่วเบากว่ามาก ราวกับเสียงของสตรีที่เพิ่งแตกเนื้อสาว
สาวใช้น้อยยิ้มกว้างจนเห็นฟันซี่เล็กๆ “คุณหนูจำไม่ได้หรือเพคะ นี่คือตำหนักเมฆครามของท่าน ท่านพักฟื้นอยู่ที่นี่มาสองวันแล้ว หลังจากตกน้ำในสระบัวเพคะ”
ตกน้ำในสระบัว? คำนี้ทำให้หลันซินรู้สึกมึนงงยิ่งกว่าเดิม นางจำไม่ได้เลยว่าเคยตกน้ำเมื่อใด สระบัว? ความทรงจำสุดท้ายของนางคือการนอนรอความตายในตำหนักอันเงียบเหงาที่รายล้อมไปด้วยความโดดเดี่ยวและพิษร้าย นางพยายามรวบรวมสติที่ยังเลือนรางให้กลับมา
“ข้า… ตกน้ำหรือ?” นางถามเสียงแผ่ว พยายามจับความรู้สึกรอบตัว
สาวใช้น้อยพยักหน้าหงึกหงัก “ใช่เพคะ คุณหนูถูกช่วยขึ้นมาได้ทันเวลาพอดี ท่านหมอหลวงบอกว่าคุณหนูได้รับความกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ทำให้หมดสติไปนานถึงสองวันเต็มๆ บ่าวเป็นห่วงคุณหนูแทบแย่เลยเพคะ” แววตาของสาวใช้น้อยเต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจ
หลันซินหลับตาลงช้าๆ ความทรงจำอันเจ็บปวดจากชีวิตก่อนหน้ายังคงชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ แต่มันกลับปะปนกับความทรงจำที่ไม่คุ้นเคย ความทรงจำของใครบางคน… ที่ไม่ใช่ของนาง จ้าวหลันซิน ความทรงจำเหล่านั้นบอกเล่าเรื่องราวของสตรีผู้หนึ่งชื่อว่า ‘อวี้ฮวา’ เป็นสนมชั้นต่ำที่มีตำแหน่งเล็กๆ ในวังหลวง ถูกส่งเข้ามาเป็นบรรณาการจากแคว้นเล็กๆ แห่งหนึ่ง ไม่มีบิดามารดาคอยหนุนหลัง ไม่มีตระกูลที่ทรงอำนาจคอยค้ำจุน มีแต่ความอ่อนแอและความโดดเดี่ยว อวี้ฮวาผู้นี้ถูกกลั่นแกล้งรังแกอยู่เสมอในวังหลวงที่เต็มไปด้วยเล่ห์กล และดูเหมือนว่าการตกน้ำในสระบัวก็เป็นผลมาจากการถูกกลั่นแกล้งเช่นกัน
นี่มันเรื่องอะไรกัน? นางตายแล้วมิใช่หรือ? หรือนี่คือฝัน? แต่มันช่างสมจริงยิ่งกว่าความจริงเสียอีก ราวกับว่านางได้ย้อนเวลากลับมาจริงๆ
หลันซินค่อยๆ ยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของตนเอง ผิวสัมผัสที่ปลายนิ้วเรียวเล็กไม่ใช่ผิวที่หยาบกร้านและแห้งผากของสตรีที่กำลังใกล้ตาย แต่เป็นผิวที่เนียนนุ่มและเต่งตึงของหญิงสาววัยแรกแย้ม นางรีบขอให้สาวใช้นำกระจกมาให้ทันที “กระจก… เอามาให้ข้าเดี๋ยวนี้” เสียงของนางแม้จะแผ่วเบา แต่ก็แฝงไปด้วยความเร่งรีบและความกระวนกระวายใจ
สาวใช้น้อยที่ชื่อว่า ‘เสี่ยวชิง’ รีบหยิบกระจกทองเหลืองบานเล็กที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงมาให้นายของตน เมื่อกระจกถูกส่งมาให้ ภาพสะท้อนที่ปรากฏขึ้นในนั้นทำให้หัวใจของนางเต้นระรัวราวกับกลองศึก
มันไม่ใช่ใบหน้าของจ้าวหลันซิน! ใบหน้าในกระจกเป็นใบหน้าที่อ่อนเยาว์กว่ามาก ดวงตากลมโต จมูกโด่งเล็ก ปากอิ่มสีชมพู และโครงหน้าที่ดูบอบบางผิดกับใบหน้าคมคายที่นางเคยมี นี่คือใบหน้าของอวี้ฮวา! นางกลับมามีชีวิตอีกครั้งในร่างของสตรีผู้อ่อนแอคนนี้! นางย้อนเวลากลับมา!
ความรู้สึกประหลาดเข้าครอบงำทั้งความตกใจ ความสับสน และความดีใจระคนกันไป ราวกับสวรรค์ได้ยินคำสาบานสุดท้ายของนางจริงๆ แต่เหตุใดจึงเป็นร่างของอวี้ฮวา? นางผู้ไร้อำนาจ ไร้ซึ่งอำนาจและอิทธิพลในวังหลวงแห่งนี้ นางจะใช้อะไรไปแก้แค้นศัตรูที่เคยมีอำนาจล้นฟ้าอย่างฮ่องเต้และสนมลี่เฟย
ทันใดนั้น ประตูห้องก็เปิดออก ชายชราในชุดขุนนางชั้นสูงก้าวเข้ามาพร้อมกับข้าราชบริพารหลายคน ใบหน้าของเขาดูคุ้นเคยอย่างประหลาด เขาคือท่านหมอหลวงเยว่ ซูผู้ที่เคยพยายามรักษานางในชีวิตก่อนหน้า แต่สุดท้ายก็ถูกข่มขู่ไม่ให้ช่วยเหลือ หลันซินจดจำเขาได้ดี ทว่าในตอนนี้เขายังดูหนุ่มกว่าที่นางจำได้เล็กน้อย และยังคงมีแววตาที่เต็มไปด้วยความเมตตา
“ถวายบังคมท่านหมอหลวงเยว่เพคะ” เสี่ยวชิงรีบโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
ท่านหมอหลวงเยว่เดินเข้ามาใกล้ พลางตรวจดูชีพจรของอวี้ฮวา (ซึ่งบัดนี้คือจ้าวหลันซิน) อย่างละเอียด นิ้วเรียวยาวกดลงบนข้อมือเล็กๆ ของนางอย่างแผ่วเบา ใบหน้าของเขานิ่งเรียบ แต่แววตาฉายแววโล่งอก “อาการดีขึ้นมากแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าคุณหนูจะฟื้นตัวได้เร็วขนาดนี้ นับเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก” เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก “ต่อจากนี้ขอเพียงพักผ่อนให้เพียงพอและระมัดระวังอย่าให้ตกน้ำอีกก็พอแล้ว”
หลันซินพยักหน้าเล็กน้อย ในใจนางเต็มไปด้วยความคิดที่ปะปนกันไปหมด นางต้องรวบรวมสติให้มากที่สุด และใช้ร่างใหม่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการแก้แค้น ตอนนี้นางยังคงสับสนและอ่อนแอ แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยพลังแค้นอันมหาศาลที่ถูกจุดประกายขึ้นมาอีกครั้ง คำสาบานสุดท้ายยังคงก้องกังวานในโสตประสาทของนาง
“ข้า… ขอบคุณท่านหมอหลวงเพคะ” หลันซินพยายามเปล่งเสียงออกมาให้เป็นปกติที่สุด แม้จะยังไม่คุ้นชินกับน้ำเสียงที่อ่อนหวานของร่างใหม่นี้ก็ตาม
ท่านหมอหลวงเยว่พยักหน้าอย่างใจดี “ไม่จำเป็นต้องขอบคุณหรอกคุณหนู ขอเพียงคุณหนูหายดีก็พอแล้ว” เขากล่าวพร้อมรอยยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะหันไปสั่งยาบำรุงและกำชับเสี่ยวชิงถึงวิธีการดูแลคุณหนูของนางอย่างละเอียด
หลังจากท่านหมอหลวงเยว่ออกจากห้องไปแล้ว ความเงียบก็กลับเข้าครอบงำอีกครั้ง หลันซินหลับตาลง พยายามจัดระเบียบความคิดที่ปั่นป่วนในสมอง นางจ้าวหลันซิน อดีตฮองเฮาผู้ทรงอำนาจ บัดนี้กลายเป็นเพียงสนมอวี้ฮวา สตรีไร้ฐานะ ไร้ซึ่งอำนาจและบารมี นางจะทำอย่างไรดี? จะแก้แค้นได้อย่างไร?
“คุณหนูเพคะ คุณหนูรู้สึกดีขึ้นแล้วใช่ไหมเพคะ” เสี่ยวชิงถามด้วยความเป็นห่วง
หลันซินลืมตาขึ้นมองสาวใช้ของตน “เสี่ยวชิง… เจ้าออกไปก่อนเถิด ข้าอยากพักผ่อนอีกสักหน่อย”
“เพคะ” เสี่ยวชิงตอบรับอย่างว่าง่าย ก่อนจะเดินออกไปอย่างเงียบเชียบ
เมื่อเหลือเพียงลำพัง หลันซินก็ถอนหายใจยาว นางพยายามนึกทบทวนเรื่องราวของอวี้ฮวาที่อยู่ในความทรงจำ สตรีผู้นี้เป็นบุตรสาวของขุนนางเล็กๆ จากแคว้นชายแดน ถูกส่งมาเป็นบรรณาการเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี นางเป็นคนเงียบๆ อ่อนโยน ไม่ค่อยมีปากเสียง และมักจะถูกสนมคนอื่นๆ กลั่นแกล้งอยู่เสมอ การตกน้ำครั้งนี้ก็เป็นฝีมือของสนมจู ที่ไม่พอใจที่ฮ่องเต้เคยเสด็จมาเยี่ยมนางเพียงครั้งเดียว อวี้ฮวาผู้นี้ไม่เคยรู้จักการต่อสู้ ไม่เคยรู้จักการแก้แค้น นางมีเพียงความบริสุทธิ์และอ่อนแอ
แต่บัดนี้ ร่างกายนี้ไม่ได้มีเพียงวิญญาณของอวี้ฮวาอีกต่อไปแล้ว มันมีวิญญาณของจ้าวหลันซิน ผู้ที่เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของอำนาจ ผู้ที่เคยลิ้มรสความรักและความทรยศ ผู้ที่เคยสาบานว่าจะกลับมาแก้แค้น!
“ลี่เฟย… หลี่เหวิน…” ชื่อของคนทั้งสองผุดขึ้นมาในใจอีกครั้ง ความแค้นที่เคยถูกกดทับไว้ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง นางจะไม่อ่อนแอเหมือนอวี้ฮวา นางจะใช้ร่างนี้เป็นเครื่องมือในการทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของนาง และจะทำให้ผู้ที่ทำร้ายนางต้องชดใช้อย่างสาสม!
นางเหลือบมองมือเรียวเล็กของตนเอง นิ้วมือที่เคยจับพู่กันเขียนฎีกา นิ้วมือที่เคยประคองถ้วยชาถวายฮ่องเต้ นิ้วมือที่เคยลูบไล้เส้นผมของหลี่เหวินด้วยความรัก บัดนี้มันเป็นมือที่ดูบอบบางและไร้เรี่ยวแรง แต่ภายใต้ความบอบบางนั้น กลับซ่อนเร้นความมุ่งมั่นอันแข็งแกร่งเอาไว้
หลันซินค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง นางพยายามขยับแขนขาเพื่อทดสอบความแข็งแรงของร่างกาย แม้จะยังอ่อนล้า แต่ก็ไม่ได้เจ็บปวดเหมือนตอนที่นอนอยู่บนเตียงตายแล้ว ความรู้สึกของชีวิตที่กลับคืนมามันช่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
“ข้าจะต้องแข็งแกร่งขึ้น” นางกระซิบกับตัวเอง “ข้าจะต้องเรียนรู้ที่จะใช้ร่างนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด”
ในขณะที่นางกำลังจมดิ่งอยู่กับห้วงความคิด สาวใช้เสี่ยวชิงก็กลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและรอยยิ้มอย่างดีใจ “คุณหนูเพคะ! ข่าวดีเพคะ! วันนี้ฮ่องเต้จะเสด็จมาเยี่ยมนางสนมอวี้ฮวาด้วยพระองค์เองเพคะ!”
หัวใจของหลันซินกระตุกวูบ! ฮ่องเต้หลี่เหวิน! ชายผู้เป็นที่รักและผู้ทรยศของนาง! เขาจะเสด็จมา! ใบหน้าของเขายังคงตราตรึงอยู่ในห้วงความทรงจำ ความเกลียดชังพุ่งพล่านราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นไปทั่วร่าง นางยังไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับเขา… หรือนี่คือจุดเริ่มต้นของแผนการแก้แค้นของนางกันแน่?
หลันซินกำมือแน่น พยายามควบคุมอารมณ์ที่พุ่งพล่าน นางหอบหายใจเล็กน้อย ดวงตาของนางจับจ้องไปที่ประตูห้อง ราวกับจะทะลุผ่านไปเห็นคนที่กำลังจะมาเยือน
“ฮ่องเต้…” นางพึมพำเสียงแผ่ว ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้ามาในใจ ทั้งความเจ็บปวดจากอดีต ความแค้นที่ฝังลึก และความหวังริบหรี่ที่จะได้เริ่มต้นใหม่
“เพคะ คุณหนู! ท่านหมอหลวงเยว่บอกว่าฮ่องเต้ทรงเป็นห่วงคุณหนูมาก ถึงกับรับสั่งให้เตรียมยาบำรุงชั้นดีมาให้ด้วยพระองค์เองเลยนะเพคะ” เสี่ยวชิงพูดอย่างลิงโลด นางไม่รู้เลยว่าคำพูดเหล่านั้นกำลังกรีดแทงหัวใจของนายหญิงอย่างไร้ความปรานี
หลันซินหลับตาลงอีกครั้ง ภาพของหลี่เหวินที่เคยดูแลนางอย่างอ่อนโยนฉายชัดขึ้นมาในมโนสำนึก ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยภาพของเขาที่ยืนอยู่เคียงข้างลี่เฟย มองดูนางด้วยแววตาเย็นชาในวันสุดท้ายของชีวิต
“เสี่ยวชิง…” หลันซินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของนางกลับมานิ่งสงบอย่างน่าประหลาด “เตรียมเสื้อผ้าให้ข้า ข้าจะลุกขึ้น”
เสี่ยวชิงประหลาดใจเล็กน้อย “แต่คุณหนูเพคะ ท่านหมอหลวงเพิ่งบอกให้พักผ่อน…”
“ข้าบอกให้เตรียม” หลันซินกล่าวเสียงหนักแน่น แววตาของนางฉายประกายบางอย่างที่เสี่ยวชิงไม่เคยเห็นมาก่อน มันเป็นแววตาที่เต็มไปด้วยอำนาจและความมุ่งมั่น
เสี่ยวชิงรับคำอย่างงงๆ ก่อนจะรีบไปรื้อหาเสื้อผ้าในตู้ หลันซินมองดูตัวเองในกระจกอีกครั้ง ใบหน้าที่อ่อนเยาว์และบอบบางนี้ จะเป็นอาวุธชิ้นใหม่ของนาง นางจะใช้มันเพื่อเข้าใกล้ศัตรู ใช้มันเพื่อซ่อนเร้นความแค้น และใช้มันเพื่อทวงคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยเป็นของจ้าวหลันซิน
การมาเยือนของฮ่องเต้หลี่เหวิน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือโอกาสที่สวรรค์มอบให้ นางจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์สูงสุด
“หลี่เหวิน… ลี่เฟย… เตรียมตัวรับผลกรรมที่พวกเจ้าก่อไว้ได้เลย” นางกระซิบกับเงาสะท้อนในกระจก รอยยิ้มเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปากของนาง มันเป็นรอยยิ้มที่งดงาม แต่แฝงไปด้วยความเยือกเย็นและอันตรายอย่างถึงที่สุด

บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก