กลิ่นหอมเย็นของกำยานชั้นดีลอยอวลอยู่ในตำหนักอันเงียบสงบ ทว่าภายในกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด หลันซินพยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงจากการปรากฏตัวของฮองเฮาผู้ลึกลับ นางรีบลุกขึ้นจากเตียง คุกเข่าลงถวายความเคารพอย่างรวดเร็ว แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนแอจากการป่วยไข้ แต่ท่วงท่าของนางกลับสง่างามกว่าสนมอวี้ฮวาที่เคยอ่อนปวกเปียกอย่างเห็นได้ชัด เสี่ยวลี่และนางกำนัลคนอื่นๆ ต่างก็คุกเข่าก้มหน้าลงแทบเท้าฮองเฮาอย่างนอบน้อมราวกับถูกสะกด
“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปีเพคะ” หลันซินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแผ่วเบา แต่ก็ชัดเจนพอที่จะให้ฮองเฮาได้ยิน ความรู้สึกประหลาดใจและสับสนยังคงตีตื้นขึ้นมาในใจ นางไม่เคยคาดคิดว่าจะได้พบกับฮองเฮาองค์นี้ในสถานการณ์เช่นนี้
ฮองเฮามองมาที่หลันซินด้วยสายตาที่เย็นชาดุจน้ำแข็งในฤดูหนาว รอยยิ้มบางเบาที่ประดับบนริมฝีปากดูคล้ายจะเย้ยหยันมากกว่าเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้อารมณ์ “ลุกขึ้นได้”
หลันซินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ใบหน้าของนางยังคงซีดเซียวจากพิษไข้ แต่ดวงตาของนางกลับฉายแววความมุ่งมั่นที่ซ่อนอยู่ลึกๆ แววตาที่เคยเป็นของจ้าวหลันซิน อดีตฮองเฮาผู้เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของวังหลัง นางพยายามสังเกตฮองเฮาผู้นี้อย่างละเอียด ร่างกายสูงโปร่งระหง ท่าทางสง่างามราวกับเทพธิดาที่ก้าวลงมาจากสวรรค์ ทว่าแววตาที่มองมานั้นกลับดูเย็นชาและห่างเหินราวกับไม่มีสิ่งใดในโลกนี้จะสามารถแตะต้องใจนางได้ ฮองเฮาผู้นี้ไม่ใช่จ้าวหลันซินในชาติก่อนแน่นอน และก็ไม่ใช่ลี่เฟยที่เคยเป็นศัตรูตัวฉกาจของนาง แล้วนางเป็นใครกัน? ในความทรงจำของอวี้ฮวา สนมชั้นผู้น้อยผู้นี้ ไม่มีฮองเฮาผู้นี้อยู่ในช่วงเวลาที่เข้ามาในวังเลยแม้แต่น้อย ราวกับนางปรากฏตัวขึ้นมาจากความว่างเปล่า
“เจ้าคือสนมอวี้ฮวา ที่ตกน้ำเมื่อหลายวันก่อนใช่หรือไม่” ฮองเฮาถามขึ้น น้ำเสียงไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ราวกับกำลังสอบถามเรื่องดินฟ้าอากาศ
“เป็นหม่อมฉันเองเพคะ” หลันซินตอบ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติที่สุด “ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงเมตตาเสด็จมาเยี่ยมเยียนถึงตำหนักแห่งนี้เพคะ”
ฮองเฮายิ้มเยาะเล็กน้อยที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นแฝงไปด้วยความดูแคลน “ข้าแค่ผ่านมา เห็นตำหนักแห่งนี้เงียบสงบผิดปกติ จึงแวะเข้ามาดู เห็นเจ้าฟื้นแล้วก็ดีแล้ว” น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม ราวกับไม่เห็นหลันซินอยู่ในสายตา นางไม่ได้แสดงความห่วงใยใดๆ เลยแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาและอำนาจที่แผ่ออกมา
“เพคะ” หลันซินก้มหน้าลง แม้ในใจจะกำลังเดือดดาลด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย การมาของฮองเฮาผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นการมาเพื่อแสดงอำนาจและข่มขวัญมากกว่าจะมาด้วยความเมตตาอย่างที่นางกล่าวอ้าง นางกำลังถูกมองข้าม ถูกเหยียดหยาม ซึ่งเป็นสิ่งที่จ้าวหลันซินไม่เคยต้องเผชิญมาก่อน
“วังหลังนี้มีกฎระเบียบมากมาย เจ้าเป็นสนมชั้นผู้น้อย ต้องเรียนรู้ที่จะระมัดระวังตัวให้มาก อย่าได้ก่อปัญหาให้ผู้อื่นเดือดร้อน มิฉะนั้นเจ้าอาจจะไม่โชคดีเช่นนี้อีก” ฮองเฮาทิ้งท้ายด้วยคำขู่ที่แฝงไปด้วยความหมาย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปอย่างสง่างามราวกับหงส์เหิน ทิ้งให้กลิ่นหอมของเครื่องหอมชั้นสูงอบอวลอยู่ในตำหนัก บ่งบอกถึงฐานะอันสูงส่งของนาง
เมื่อฮองเฮาจากไปแล้ว หลันซินทรุดตัวลงนั่งบนเตียงอีกครั้งอย่างอ่อนแรง ความรู้สึกหลากหลายปะปนกันอยู่ในใจ นางไม่เคยรู้จักฮองเฮาผู้นี้มาก่อน แต่ก็รู้สึกได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวนาง ฮองเฮาผู้นี้เป็นศัตรูที่น่ากลัวและไม่ควรมองข้าม
“เสี่ยวลี่” หลันซินเรียกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่แหบพร่า “ฮองเฮาผู้นี้คือใครกัน? เหตุใดข้าจึงไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลย”
เสี่ยวลี่ก้มหน้าลงด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือด “คุณหนู… ท่านคงจะไข้ขึ้นจนความทรงจำเลอะเลือนไปแล้วกระมังเพคะ ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยเพคะ เป็นบุตรีของมหาเสนาบดีโจว ซึ่งเป็นสตรีที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเป็นฮองเฮาเมื่อสองปีที่แล้วก่อนที่หม่อมฉันจะเข้ามาอยู่ในวังหลวงไม่นานนัก”
สองปีที่แล้ว? ก่อนที่อวี้ฮวาจะเข้ามาในวัง? และเป็นบุตรีของมหาเสนาบดีโจว? หลันซินถึงกับต้องขบคิดอย่างหนัก สมองของนางเริ่มประมวลผลข้อมูลที่ได้รับ ในชีวิตก่อนหน้านี้ของนาง บุตรสาวของมหาเสนาบดีโจวผู้นี้ยังเป็นเพียงคุณหนูที่เพิ่งแตกเนื้อสาวที่ยังไม่มีอำนาจใดๆ ฮ่องเต้หลี่เหวินในชาตินั้นเลือกนางเป็นฮองเฮา เพราะตระกูลจ้าวของนางมีอำนาจและอิทธิพลมากพอที่จะช่วยค้ำจุนบัลลังก์ของเขาได้ แต่ในชาตินี้ เหตุใดจึงเป็นบุตรสาวของมหาเสนาบดีโจวที่ได้เป็นฮองเฮา? และเหตุใดนางจึงมีอำนาจและท่าทางที่น่าเกรงขามถึงเพียงนี้?
ความทรงจำจากชีวิตก่อนหน้าของหลันซินบอกว่า ตระกูลโจวเคยเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ แต่ไม่ได้มีอำนาจมากนักในราชสำนัก แต่ในชาตินี้ กลับผงาดขึ้นมาถึงขั้นส่งบุตรีขึ้นเป็นฮองเฮาได้ แสดงว่าในช่วงเวลาที่นางตายไปและย้อนเวลากลับมา เกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ในวังหลวงอย่างแน่นอน
“แล้วสนมลี่เฟยเล่า ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง” หลันซินถามต่อด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมให้เป็นปกติที่สุด เพื่อไม่ให้เสี่ยวลี่จับพิรุธได้ ลี่เฟยคือศัตรูตัวฉกาจของนางในชาติก่อน เป็นผู้ที่แย่งชิงทุกสิ่งไปจากนาง
เสี่ยวลี่กระซิบตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาลง ราวกับกลัวว่าจะมีใครได้ยิน “สนมลี่เฟยยังคงเป็นสนมเอกคนโปรดของฮ่องเต้เพคะ แม้จะมีฮองเฮาแล้ว แต่ฮ่องเต้ก็ยังคงเสด็จไปที่ตำหนักของสนมลี่เฟยบ่อยครั้ง ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยทรงไม่พอพระทัยสนมลี่เฟยนัก แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก เนื่องจากสนมลี่เฟยได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้เป็นอย่างมาก”
สถานการณ์เริ่มชัดเจนขึ้นแล้ว หลันซินยิ้มเยาะในใจ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความแค้นและแผนการ ลี่เฟยยังคงเป็นลี่เฟย ไม่เปลี่ยนแปลง และยังคงเป็นหนามยอกอกของฮองเฮาผู้อื่นเสมอ นี่คือจุดอ่อนที่นางสามารถใช้ประโยชน์ได้ ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยคงไม่พอใจที่ลี่เฟยยังคงเป็นคนโปรดของฮ่องเต้ ในขณะที่ตัวเองต้องทนเห็นสามีไปหาหญิงอื่น นี่คือช่องว่างที่นางจะสามารถใช้ในการแทรกซึมและสร้างพันธมิตรได้
แผนการแรกของหลันซินคือการสร้างความประทับใจให้กับท่านหมอหลวงเยว่ นางต้องการให้เขากลายเป็นผู้ช่วยเหลือที่เชื่อถือได้ในอนาคต
เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อท่านหมอหลวงเยว่มาตรวจอาการ หลันซินก็แสร้งทำเป็นว่าร่างกายยังไม่แข็งแรงดีนัก ไอค่อกแค่กเล็กน้อย แต่สมองกลับว่องไว นางพยายามถามคำถามเกี่ยวกับพืชสมุนไพรและวิธีการรักษาโรคต่างๆ อย่างละเอียด ซึ่งเป็นความรู้ที่นางเคยมีในชีวิตก่อนหน้าจากการดูแลฮ่องเต้และราชวงศ์ รวมถึงความรู้ที่นางเคยศึกษาด้วยตัวเองเพื่อหาทางรักษาโรคให้กับโอรสของนาง
“คุณหนู… ไม่เคยสนใจเรื่องยาและการรักษามาก่อนเลยนี่พ่ะย่ะค่ะ” ท่านหมอหลวงเยว่เอ่ยขึ้นด้วยความประหลาดใจ แววตาของเขามองมาที่หลันซินด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าเกือบตายมาแล้ว ย่อมต้องตระหนักถึงความสำคัญของการดูแลสุขภาพและชีวิต ท่านหมอหลวงเยว่มีความรู้มาก ขอโปรดชี้แนะให้ข้าด้วยเถิด” หลันซินตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวานและนอบน้อม แววตาของนางฉายแววความกระหายใคร่รู้ที่จริงใจ
ท่านหมอหลวงเยว่มองหลันซินอย่างพิจารณา แววตาของหญิงสาวที่เคยดูอ่อนแอ ไร้เดียงสา บัดนี้กลับฉายแววบางอย่างที่ลึกล้ำกว่าเดิม เขาไม่รู้ว่าคืออะไร แต่ก็รู้สึกประทับใจในความกระหายใคร่รู้ของนาง
“ดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากคุณหนูสนใจ ข้าก็ยินดีจะถ่ายทอดความรู้ให้” ท่านหมอหลวงเยว่ตอบด้วยรอยยิ้ม “แต่วิชาแพทย์นั้นลึกซึ้ง ต้องใช้เวลาและความพยายามมาก”
“ข้ามีเวลา และข้ายินดีที่จะเรียนรู้” หลันซินตอบด้วยรอยยิ้มที่มั่นใจ นางรู้ดีว่าความรู้คืออำนาจ และความรู้ทางการแพทย์ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในวังหลวงแห่งนี้
หลังจากท่านหมอหลวงเยว่กลับไปแล้ว หลันซินก็เริ่มแผนการต่อไป นางให้เสี่ยวลี่ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับสนมลี่เฟยและฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยอย่างละเอียดที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประวัติความเป็นมา นิสัยใจคอ ความชอบ ความไม่ชอบ รวมถึงความสัมพันธ์กับขุนนางและเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ
นางรู้ดีว่าการจะเล่นเกมการเมืองในวังหลวงนั้น ต้องมีข้อมูลให้มากที่สุด และข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดที่สามารถพลิกสถานการณ์ได้
สองสามวันต่อมา หลันซินเริ่มฟื้นตัวจากอาการป่วยอย่างสมบูรณ์ ร่างกายของอวี้ฮวาแข็งแรงกว่าที่นางคิดไว้มาก ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่ดีสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ นางยังคงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอ่านหนังสือที่เสี่ยวลี่หามาให้ และศึกษาเรื่องสมุนไพรจากท่านหมอหลวงเยว่
ความฉลาดเฉลียวของจ้าวหลันซินผนวกกับความอ่อนเยาว์ของอวี้ฮวา ทำให้ท่านหมอหลวงเยว่รู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก เขาสอนสิ่งใดไป นางก็สามารถจดจำและทำความเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว บางครั้งนางยังสามารถให้ข้อคิดเห็นที่ลึกซึ้งเกินกว่าความรู้ของสตรีในวัยเดียวกัน ทำให้ท่านหมอหลวงเยว่เริ่มมองเห็นความพิเศษในตัวสนมอวี้ฮวาผู้นี้
วันหนึ่ง ในขณะที่หลันซินกำลังศึกษาตำราแพทย์โบราณอยู่ในห้องอย่างตั้งใจ เสี่ยวลี่ก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยท่าทางร้อนรน “คุณหนูเพคะ แย่แล้วเพคะ!”
“มีอะไรหรือเสี่ยวลี่” หลันซินถามด้วยน้ำเสียงสงบ นางยังคงจดจ่ออยู่กับตำราในมือ แต่หูของนางกลับตั้งใจฟังทุกคำพูดของเสี่ยวลี่
“สนมลี่เฟย… นางถูกกล่าวหาว่าวางยาพิษสนมผู้หนึ่งที่กำลังตั้งครรภ์เพคะ! และฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยก็กำลังใช้โอกาสนี้กล่าวโทษนางต่อหน้าฮ่องเต้เพคะ!” เสี่ยวลี่รายงานด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก ใบหน้าของนางซีดเผือดด้วยความกลัว
หลันซินได้ยินดังนั้นถึงกับยิ้มออกมาอย่างเย็นชา รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความพึงพอใจและแผนการที่กำลังจะถูกจุดประกาย นี่คือโอกาส! โอกาสที่นางไม่เคยคาดคิดว่าจะมาถึงเร็วเพียงนี้ ลี่เฟยกำลังตกที่นั่งลำบาก และฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยก็กำลังจ้องจะเล่นงานนาง นี่คือสงครามระหว่างสองสตรีที่กำลังแย่งชิงอำนาจและหัวใจของฮ่องเต้ และนาง… อวี้ฮวา… จะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไปอย่างแน่นอน
“ไป!” หลันซินสั่งด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นเกินกว่าที่คุณหนูอวี้ฮวาจะเคยพูด แววตาของนางฉายประกายแห่งความมุ่งมั่นและอำนาจที่ซ่อนเร้น “เราต้องไปดูสถานการณ์ที่ตำหนักกลางเดี๋ยวนี้!” เสี่ยวลี่มองคุณหนูของตนอย่างงุนงง ไม่เคยเห็นคุณหนูมีท่าทีเด็ดขาดเช่นนี้มาก่อน ทว่านางก็รีบทำตามคำสั่งแต่โดยดี
หลันซินเดินตรงไปยังตำหนักกลางอย่างรวดเร็ว ในใจนางเต็มไปด้วยแผนการที่กำลังจะถูกก่อร่างสร้างขึ้นอย่างรวดเร็ว ในที่สุดลี่เฟยก็ได้รับผลกรรมจากการกระทำของนางเสียที และนี่คือโอกาสแรกที่หลันซินจะสามารถเปิดฉากแก้แค้นได้ด้วยการ ‘ช่วยเหลือ’ หรือ ‘ซ้ำเติม’ ลี่เฟยในยามที่นางกำลังตกต่ำ
เมื่อไปถึงตำหนักกลาง เสียงโวยวายก็ดังออกมาถึงด้านนอกแล้ว ภายในตำหนักเต็มไปด้วยขุนนางและสนมมากมายที่ยืนเรียงรายด้วยสีหน้าหลากหลาย ฮ่องเต้หลี่เหวินประทับอยู่บนบัลลังก์มังกรด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียดและหม่นหมอง ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยกำลังกล่าวโทษสนมลี่เฟยด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวและดวงตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ส่วนสนมลี่เฟยนั้นคุกเข่าอยู่กลางห้อง ใบหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและโศกเศร้า น้ำตาคลอเบ้า
นี่คือภาพที่หลันซินเคยพบเห็นในชีวิตก่อนหน้า เพียงแต่บทบาทของผู้ถูกกล่าวหาและผู้กล่าวหาได้เปลี่ยนไปเท่านั้น และในตอนนี้ นางก็กำลังจะได้เห็นอีกครั้ง… แต่คราวนี้ นางจะไม่ยอมให้เรื่องจบลงง่ายๆ แน่นอน นางจะทำให้เกมการเมืองครั้งนี้พลิกผันไปในทางที่นางต้องการ และจะต้องมีคนเจ็บปวดจากการกระทำของนางอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นลี่เฟย หรือฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟย หรือแม้กระทั่งฮ่องเต้หลี่เหวินเองก็ตาม บัลลังก์ที่เคยเป็นของนางจะต้องกลับคืนมาในกำมือของนางอีกครั้ง และผู้ที่เคยเหยียบย่ำนางจะต้องชดใช้ในสิ่งที่พวกเขาได้ทำลงไป.

บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก