บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ

ตอนที่ 5 — ฮองเฮาพิโรธ ณ ตำหนักเมฆคราม

โดย : มนต์ตรา ประกาศิต

30 ตอน · 1,648 คำ

บรรยากาศในตำหนักเมฆครามพลันตึงเครียดขึ้นมาทันที เมื่อเงาร่างอรชรของฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยก้าวเข้ามาในห้องพร้อมด้วยขบวนขันทีและนางกำนัลที่ห้อมล้อมแน่นหนา ใบหน้าของนางประดับด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา หากแต่แววตาที่จับจ้องมายังหลันซินและลี่เฟยนั้นกลับเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างเปิดเผย “นี่มันอะไรกัน สนมลี่เฟย เจ้ายังกล้ามาที่ตำหนักของสนมชั้นต่ำอย่างอวี้ฮวาอีกหรือ และเจ้าอวี้ฮวา ‌เจ้าก็กล้าที่จะให้สนมเอกคนโปรดของฮ่องเต้มาเยี่ยมเยียนได้อย่างไร” น้ำเสียงของนางแฝงไว้ด้วยอำนาจที่ยากจะปฏิเสธ กังวานไปทั่วห้องราวกับประกาศิตจากสรวงสวรรค์

ลี่เฟยผู้ซึ่งกำลังนั่งจิบชาอยู่ถึงกับสะดุ้งสุดตัว รีบวางถ้วยชาลงอย่างรวดเร็วแล้วก้มหน้าลงแทบเท้า “ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่มาขอบคุณสนมอวี้ฮวาที่ช่วยเหลือหม่อมฉันในคราวนั้นเพคะ” น้ำเสียงของนางสั่นเครือด้วยความหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบพระพักตร์

“ช่วยเหลือ? ​เจ้าหมายถึงการที่นางเข้ามายุ่งเกี่ยวกับคดีสำคัญในตำหนักกลาง จนทำให้แผนการของข้าต้องหยุดชะงักไปน่ะหรือ” ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยยิ้มเยาะมุมปาก ดวงตาคมกริบเหลือบมองหลันซินอย่างเหยียดหยาม “เจ้าคิดว่าข้าจะมองไม่เห็นแผนการอันตื้นเขินของพวกเจ้าหรืออย่างไร”

หลันซินเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใบหน้าของนางยังคงแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตนตามแบบฉบับของสนมชั้นผู้น้อย หากแต่ภายในใจกลับกำลังคำนวณหาวิธีตอบโต้ที่แยบยลที่สุด “ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ ‍หม่อมฉันเพียงแค่พูดในสิ่งที่คิดว่าถูกต้องตามหลักการแพทย์เพคะ หากนั่นทำให้ฮองเฮาทรงไม่พอพระทัย หม่อมฉันก็ขอรับโทษแต่โดยดีเพคะ” คำพูดของนางเรียบง่าย หากแต่แฝงไว้ด้วยความมั่นใจในตนเองอย่างประหลาด

“เจ้าคิดว่าการที่เจ้าพูดจาดูอ่อนน้อมเช่นนี้จะทำให้ข้าใจอ่อนหรืออวี้ฮวา” ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา สายตาของนางจ้องมองหลันซินราวกับจะทะลุปรุโปร่งเข้าไปในจิตใจ “อย่าคิดว่าการที่ฮ่องเต้ทรงชื่นชมเจ้าเพียงเล็กน้อยจะทำให้เจ้าผยองขึ้นมาได้ ‌เจ้าเป็นเพียงสนมชั้นต่ำ ไม่มีตระกูลหนุนหลัง และไร้อำนาจใดๆ ในวังหลวงแห่งนี้ จงจำใส่ใจไว้ให้ดี”

“หม่อมฉันทราบดีเพคะ” หลันซินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ “หม่อมฉันไม่เคยคิดจะผยองตน ‍และไม่เคยคิดจะแย่งชิงอำนาจกับฮองเฮาเลยเพคะ” นางจงใจเน้นคำว่า ‘แย่งชิงอำนาจ’ อย่างช้าๆ ชัดเจน เพื่อกระตุ้นโทสะที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของฮองเฮา

ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาฉายแววโกรธเกรี้ยว นางรู้ดีว่าคำพูดของหลันซินมีความหมายแฝง ​นั่นคือการบอกว่านางกำลังหวาดกลัวว่าจะมีคนมาแย่งชิงอำนาจจากนาง “หึ! เจ้าคิดจะใช้เล่ห์กลเช่นนี้มาทำให้ข้าหลงเชื่อหรือ”

“หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ” หลันซินตอบอย่างนอบน้อม “หม่อมฉันเพียงแต่ต้องการยืนหยัดในความยุติธรรมเท่านั้นเพคะ”

ในขณะที่ทั้งสองกำลังโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ลี่เฟยที่อยู่ข้างๆ ก็เริ่มรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น นางไม่ต้องการที่จะถูกลากเข้าไปในความขัดแย้งระหว่างฮองเฮาผู้ทรงอำนาจและสนมอวี้ฮวาผู้ลึกลับ ​“ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉัน… หม่อมฉันขอตัวกลับตำหนักก่อนนะเพคะ” นางเอ่ยขึ้นอย่างตะกุกตะกัก

“ไปสิ! ไปให้พ้นจากสายตาข้า!” ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยตะคอกใส่ลี่เฟยด้วยความรุนแรงราวกับจะระบายโทสะที่อัดอั้นออกมา

ลี่เฟยรีบลุกขึ้นและเดินจากไปอย่างรวดเร็วราวกับหนีผี ทิ้งให้หลันซินอยู่เผชิญหน้ากับฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยเพียงลำพังในความเงียบงันที่น่าอึดอัด

“เจ้าอวี้ฮวา! อย่าคิดว่าข้าจะไม่รู้ว่าเจ้ากำลังวางแผนอะไรอยู่ ​ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาขัดขวางเส้นทางของข้าอีกต่อไป” ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็ง สายตาของนางเต็มไปด้วยความอาฆาตมาดร้าย

“หม่อมฉันไม่เข้าใจที่ฮองเฮาทรงตรัสเลยเพคะ” หลันซินตอบด้วยรอยยิ้มที่อ่อนหวาน หากแต่แฝงไว้ด้วยความท้าทายเล็กน้อย “หม่อมฉันเป็นเพียงสนมชั้นต่ำ ไม่มีความทะเยอทะยานใดๆ เลยเพคะ”

“หึ! เจ้าคิดว่าข้าจะเชื่อคำพูดของเจ้าหรือ” ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยจ้องมองหลันซินด้วยสายตาที่ลุกเป็นไฟ “คอยดูเถอะอวี้ฮวา เจ้าจะต้องได้รับผลกรรมจากการกระทำของเจ้าอย่างสาสม” นางทิ้งท้ายไว้ด้วยคำขู่ที่น่าสะพรึงกลัว ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับคณะผู้ติดตามที่รีบร้อนตามหลังไป ทิ้งให้กลิ่นน้ำหอมฉุนกึกอบอวลอยู่ในห้องราวกับเป็นร่องรอยของพายุที่เพิ่งพัดผ่านไป

เมื่อฮองเฮาจากไปแล้ว หลันซินก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกราวกับได้ปลดปล่อยภาระอันหนักอึ้ง การเผชิญหน้าในครั้งนี้ทำให้หลันซินรู้ว่าฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยเป็นศัตรูที่น่ากลัวและไม่ควรมองข้าม นางมีอำนาจและอิทธิพลมากพอที่จะทำลายชีวิตของใครก็ได้ในวังหลวงแห่งนี้ แต่ในขณะเดียวกัน หลันซินก็มองเห็นจุดอ่อนของฮองเฮาผู้นี้ นั่นคือความทะเยอทะยานที่ไร้ขอบเขตและโทสะที่นางไม่สามารถควบคุมได้ มันเป็นช่องโหว่ที่หลันซินสามารถใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

“คุณหนูเพคะ ท่านไม่ควรไปยั่วยุฮองเฮาเลยนะเพคะ” เสี่ยวลี่เอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง ใบหน้าเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยความกังวล

“ไม่เป็นไรหรอกเสี่ยวลี่” หลันซินยิ้มบางๆ “บางครั้งการยั่วยุศัตรูก็เป็นวิธีหนึ่งในการทำให้เรารู้จักศัตรูได้ดีขึ้น และทำให้เรามองเห็นจุดอ่อนของพวกเขา ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยเป็นสตรีที่ทะเยอทะยาน นางต้องการอำนาจสูงสุดในวังหลัง และนางก็กำลังกลัวว่าจะมีใครมาแย่งชิงมันไป” ดวงตาของหลันซินทอประกายแห่งความมุ่งมั่น นางรู้ดีว่าสงครามเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

หลังจากเหตุการณ์ในวันนั้น หลันซินก็เริ่มใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอ่านตำราการปกครองและกลยุทธ์การทหารที่เสี่ยวลี่หามาให้ นางพยายามเรียนรู้ทุกอย่างที่สามารถนำมาใช้ในการแก้แค้นได้ ราวกับกระหายความรู้ที่จะเป็นอาวุธลับของนาง นางยังคงติดต่อกับท่านหมอหลวงเยว่ เพื่อเรียนรู้เรื่องสมุนไพรและยา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการร้าย นางไม่ได้มองเพียงแค่การรักษา แต่ยังมองถึงการใช้ยาพิษและยาบำรุงที่สามารถพลิกสถานการณ์ได้

ไม่นานหลังจากนั้น หลันซินก็เริ่มสร้างความสัมพันธ์กับสนมคนอื่นๆ ที่ไม่มีตระกูลหนุนหลังเช่นเดียวกับนาง นางพยายามเข้าหาพวกเขาด้วยความเมตตาและความจริงใจ ให้ความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ในสิ่งที่สามารถทำได้ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำวิธีดูแลผิวพรรณด้วยสมุนไพร การช่วยแก้ไขปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ในตำหนัก หรือแม้แต่การให้คำปรึกษาเรื่องความสัมพันธ์ในวังหลังที่ซับซ้อน นางใช้ความรู้จากชีวิตก่อนหน้ามาแนะนำพวกเขาในเรื่องต่างๆ ทำให้สนมเหล่านั้นเริ่มรู้สึกประทับใจและไว้ใจนางอย่างช้าๆ พวกเขาเห็นว่าสนมอวี้ฮวาผู้นี้แตกต่างจากสนมคนอื่น ไม่ได้มุ่งแต่จะแก่งแย่งชิงดี แต่กลับเป็นผู้ที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น

ในขณะเดียวกัน หลันซินก็เริ่มส่งเสี่ยวลี่ไปรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับขุนนางและเชื้อพระวงศ์คนอื่นๆ โดยเฉพาะผู้ที่เคยเป็นพันธมิตรของนางในชีวิตก่อนหน้า และผู้ที่เป็นศัตรูของตระกูลโจวและสนมลี่เฟย นางต้องการสร้างเครือข่ายข้อมูลที่แข็งแกร่ง เพื่อให้ทุกย่างก้าวของนางเป็นไปอย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพที่สุด

วันหนึ่ง หลันซินบังเอิญได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับองค์ชายรอง หลี่หรง องค์ชายผู้เงียบขรึมและไม่ค่อยสุงสิงกับใคร องค์ชายหลี่หรงเป็นบุตรชายของสนมชั้นต่ำที่ไม่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ และถูกมองข้ามมาโดยตลอด ในชีวิตก่อนหน้าของหลันซิน องค์ชายหลี่หรงเคยเป็นคนดี มีคุณธรรม แต่ก็อ่อนแอเกินไปที่จะต่อสู้แย่งชิงบัลลังก์ เขาจบชีวิตลงด้วยความโดดเดี่ยวและน่าสงสาร

ทว่าในชาตินี้ หลันซินมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวองค์ชายหลี่หรง ความเงียบขรึมของเขาอาจจะไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่เป็นความฉลาดที่ซ่อนอยู่ภายใต้เปลือกนอกที่เย็นชา เขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับการอ่านตำราและฝึกฝนวิชาการต่อสู้ ไม่เคยแสดงความทะเยอทะยานออกมาให้ใครเห็น แต่หลันซินสัมผัสได้ถึงประกายไฟที่ซ่อนอยู่ในแววตาของเขา เขาอาจจะเป็นพันธมิตรที่สำคัญที่สุดของนางในการโค่นล้มฮ่องเต้หลี่เหวินและสนมลี่เฟย

หลันซินเริ่มวางแผนที่จะเข้าหาองค์ชายหลี่หรงอย่างลับๆ นางรู้ดีว่าองค์ชายหลี่หรงเป็นคนที่ไม่ค่อยไว้ใจใคร การจะเข้าหาเขาต้องใช้ความระมัดระวังและแยบยลที่สุด นางจะต้องแสดงให้เขาเห็นว่านางไม่ใช่แค่สนมชั้นต่ำที่อ่อนแอ แต่เป็นสตรีที่มีสติปัญญาและสามารถพึ่งพาได้ เป็นผู้ที่มองเห็นคุณค่าในตัวเขา

วันรุ่งขึ้น หลันซินแอบส่งจดหมายลับฉบับหนึ่งไปให้องค์ชายหลี่หรงผ่านทางขันทีที่ไว้ใจได้ในตำหนักขององค์ชาย ในจดหมายนั้น นางไม่ได้กล่าวถึงเรื่องการแก้แค้นหรือการเมืองใดๆ เลย แต่นางกลับเขียนถึงเรื่องปรัชญาการปกครอง กลยุทธ์การบริหารบ้านเมือง และแนวคิดเกี่ยวกับการสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับแผ่นดินที่นางได้ศึกษามาอย่างลึกซึ้ง นางใช้คำพูดที่สุภาพ แต่แฝงไว้ด้วยความเฉียบคมและวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล

หลันซินรู้ดีว่าองค์ชายหลี่หรงเป็นคนฉลาดและมีความรู้ หากเขาได้อ่านจดหมายฉบับนี้ เขาจะต้องรู้สึกประหลาดใจและสนใจในตัวนางอย่างแน่นอน เพราะเนื้อหาในจดหมายนั้นไม่ใช่สิ่งที่สนมชั้นต่ำทั่วไปจะสามารถคิดหรือเขียนได้

ไม่กี่วันต่อมา หลันซินก็ได้รับคำตอบจากองค์ชายหลี่หรง เขาไม่ได้ตอบกลับมาเป็นจดหมาย แต่กลับเชิญนางให้ไปพบเขาที่ตำหนักของเขาอย่างลับๆ ในคืนนั้น หลันซินอ่านข้อความสั้นๆ นั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า

หลันซินรู้สึกตื่นเต้นอย่างประหลาด นี่คือโอกาสแรกที่นางจะได้พูดคุยกับองค์ชายหลี่หรงอย่างใกล้ชิด และเป็นโอกาสที่จะได้สร้างพันธมิตรที่สำคัญที่สุดในการแก้แค้นของนาง นางเตรียมตัวอย่างรอบคอบ เลือกชุดที่เรียบง่ายแต่ดูดี และกำชับเสี่ยวลี่ให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

ในคืนนั้น ท้องฟ้ามืดมิดไร้ดวงดาว มีเพียงแสงจันทร์เสี้ยวบางๆ ที่ส่องสว่าง หลันซินแอบออกจากตำหนักเมฆครามอย่างเงียบๆ โดยมีเสี่ยวลี่เป็นคนดูต้นทางให้ นางสวมชุดสีเข้มที่กลมกลืนไปกับความมืดมิดของยามค่ำคืน เดินตรงไปยังตำหนักขององค์ชายหลี่หรงด้วยหัวใจที่เต้นระรัวราวกับกลองศึก ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความหวังและความมุ่งมั่น

เมื่อไปถึงตำหนักขององค์ชายหลี่หรง ขันทีคนสนิทที่ยืนรออยู่แล้วก็พาหลันซินเข้าไปในห้องรับรอง ห้องนั้นเรียบง่ายแต่สะอาดสะอ้าน มีเพียงโคมไฟที่ให้แสงสว่างสลัวๆ องค์ชายหลี่หรงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ใบหน้าของเขาเรียบเฉยจนยากจะคาดเดาอารมณ์ แต่แววตาของเขากลับเต็มไปด้วยความฉลาดเฉลียวและแฝงด้วยความลึกลับที่น่าค้นหา

“ถวายพระพรองค์ชายเพคะ” หลันซินคุกเข่าลงถวายความเคารพอย่างนอบน้อม

“ลุกขึ้นเถอะสนมอวี้ฮวา” องค์ชายหลี่หรงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบ หากแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจบางอย่าง “ข้าไม่คิดว่าสนมชั้นผู้น้อยอย่างเจ้าจะมีความรู้เกี่ยวกับปรัชญาการปกครองได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้”

“หม่อมฉันเพียงแค่สนใจศึกษาหาความรู้จากตำราต่างๆ เพคะ” หลันซินตอบอย่างถ่อมตน “แต่สิ่งที่หม่อมฉันเขียนไปในจดหมายนั้น เป็นเพียงความคิดเห็นเล็กๆ น้อยๆ ของหม่อมฉันเท่านั้นเพคะ”

องค์ชายหลี่หรงยิ้มเล็กน้อยที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นจางหายไปอย่างรวดเร็วจนแทบจะมองไม่เห็น “ความคิดเห็นของเจ้าไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย มันเป็นความคิดเห็นที่เฉียบแหลมและลึกซึ้งเกินกว่าที่ข้าจะคาดคิด เจ้าทำให้น่าสนใจยิ่งนัก” สายตาขององค์ชายหลี่หรงจับจ้องมาที่หลันซินอย่างพิจารณา ราวกับกำลังประเมินค่าของนาง

ทั้งสองเริ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องการปกครอง การบริหารบ้านเมือง และกลยุทธ์ต่างๆ หลันซินใช้ความรู้และประสบการณ์จากชีวิตก่อนหน้ามาพูดคุยกับองค์ชายหลี่หรง นางอธิบายแนวคิดเรื่องการกระจายอำนาจ การส่งเสริมการค้า การพัฒนาการเกษตร และการสร้างความยุติธรรมในสังคม ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนและมีเหตุผล ทำให้องค์ชายหลี่หรงรู้สึกประหลาดใจและประทับใจในตัวนางเป็นอย่างมาก เขาไม่เคยพบสตรีคนใดที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลและลึกซึ้งเช่นนี้มาก่อน

“ข้าไม่เคยพบสตรีคนใดที่มีสติปัญญาเฉียบแหลมเช่นเจ้ามาก่อนเลยสนมอวี้ฮวา” องค์ชายหลี่หรงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แสดงออกถึงความชื่นชมอย่างแท้จริง “ข้ารู้สึกเหมือนได้พบกับผู้รู้ที่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้อย่างเท่าเทียม”

หลันซินยิ้มเล็กน้อย “องค์ชายก็ทรงมีความรู้และวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลเช่นกันเพคะ หม่อมฉันเพียงแค่ช่วยเติมเต็มในส่วนที่องค์ชายอาจจะยังไม่ทันได้คิด”

การสนทนาดำเนินไปอย่างออกรสชาตินานหลายชั่วโมง หลันซินรู้สึกได้ถึงความฉลาดเฉลียวและความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ในตัวองค์ชายหลี่หรง เขาเป็นคนดี มีคุณธรรม แต่ก็ไม่ได้อ่อนแอเหมือนที่นางเคยเห็นในชีวิตก่อนหน้า เขามีความกระหายใคร่รู้และมีความปรารถนาที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อบ้านเมืองและประชาชน

“สนมอวี้ฮวา” องค์ชายหลี่หรงเอ่ยขึ้นเมื่อการสนทนาเริ่มจบลง ดวงตาของเขาทอประกายแห่งความมุ่งมั่น “ข้าคิดว่าเราสามารถเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันได้ หากเจ้าต้องการสิ่งใดจากข้า ขอเพียงบอกมา ข้าจะช่วยเจ้าอย่างเต็มที่”

หลันซินมององค์ชายหลี่หรงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ในที่สุดนางก็ได้พบกับพันธมิตรที่ทรงพลังที่สุดในการแก้แค้นของนางแล้ว นางรู้ดีว่าองค์ชายหลี่หรงจะเป็นกุญแจสำคัญในการโค่นล้มฮ่องเต้หลี่เหวินและสนมลี่เฟย

“ขอบพระทัยองค์ชายเพคะ” หลันซินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่จริงใจ “หม่อมฉันก็หวังเช่นนั้นเช่นกันเพคะ”

ในขณะที่หลันซินกำลังจะกล่าวลา องค์ชายหลี่หรงก็พูดขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาแฝงไว้ด้วยความกังวลเล็กน้อย “สนมอวี้ฮวา ระวังตัวให้ดี ฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมายืนอยู่เหนืออำนาจของนางได้ง่ายๆ ข้ารู้สึกได้ว่านางกำลังจับตาดูเจ้าอยู่”

คำเตือนขององค์ชายหลี่หรงทำให้หลันซินรู้สึกหนาวสะท้านขึ้นมาในใจ นางรู้ดีว่าฮองเฮาโจวอวิ๋นเฟยเป็นศัตรูที่น่ากลัว แต่การที่องค์ชายหลี่หรงเตือนนางเช่นนี้ ยิ่งทำให้หลันซินรู้สึกว่าภัยกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ตัวนางมากขึ้นทุกที ฮองเฮากำลังจับตาดูนางอยู่จริงๆ หรือ? และนางจะทำอะไรต่อไป? หลันซินรู้ดีว่านางจะต้องระมัดระวังตัวให้มากที่สุด และจะต้องเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เพราะสงครามแย่งชิงอำนาจในวังหลวงเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และนางก็พร้อมที่จะเข้าร่วมในสมรภูมิอันดุเดือดนี้อย่างเต็มกำลัง

หน้านิยาย
หน้านิยาย
บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ

บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ

โดย มนต์ตรา ประกาศิต

© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club

ความรู้สึกของคุณVIP เท่านั้น

เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก

ความคิดเห็น VIP

เฉพาะสมาชิก VIP

เข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความคิดเห็น

ยังไม่มีความคิดเห็น เป็นคนแรกที่แสดงความคิดเห็น!