เสียงอื้ออึงของกองทัพกบฏที่บุกเข้ามาในวังหลวงดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าผ่าในยามค่ำคืนที่ไร้จันทร์ หลี่เหวินลุกขึ้นจากบัลลังก์หยกขาวด้วยใบหน้าที่ซีดเผือดราวกับกระดาษ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนก “กบฏ! ใครกันที่กล้าก่อการอุกอาจเช่นนี้! ทหาร! ทหาร!” เสียงของเขาสั่นเครือบ่งบอกถึงความหวาดกลัวที่กัดกินหัวใจ
หลันซินยืนอยู่ข้างบัลลังก์ นางมองดูเหตุการณ์ภายนอกผ่านหน้าต่างบานใหญ่ด้วยความนิ่งเฉย ใบหน้าของนางเรียบสนิทราวกับผิวน้ำในยามไร้ลมพัด แต่ภายในใจกลับเดือดพล่านด้วยความคาดหวัง นางรู้อยู่แก่ใจว่าเหตุการณ์นี้จะต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และมันจะต้องเกี่ยวข้องกับแผนการที่ซับซ้อนกว่าที่นางคิดไว้ แผนการที่นางเองก็เป็นส่วนหนึ่งของมันอย่างเลี่ยงไม่ได้
“ฝ่าบาทเพคะ หม่อมฉันคิดว่า ผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ อาจจะเป็นคนเดียวกับที่เคยทำร้ายหม่อมฉันในชีวิตก่อนหน้าเพคะ” หลันซินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาและหนักแน่น ราวกับทุกพยางค์ถูกกลั่นกรองมาจากก้นบึ้งของความเจ็บปวดในอดีต
หลี่เหวินถึงกับชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ ดวงตาของเขาหรี่ลงอย่างไม่เชื่อหู “เจ้าหมายความว่าอย่างไร… เจ้า… เจ้าหมายถึง… ลี่เฟย!” ชื่อนั้นหลุดออกจากปากเขาอย่างยากลำบาก ราวกับเป็นคำสาปที่ไม่อยากเอ่ยถึง
“ใช่เพคะ ฝ่าบาท” หลันซินตอบรับอย่างไม่ลังเล “นางยังคงอยู่ในคุกหลวงก็จริง แต่บ่าวได้ยินข่าวลือมาว่า นางกำลังแอบติดต่อกับขุนนางบางคน เพื่อวางแผนที่จะก่อกบฏเพคะ” นางจงใจเน้นคำว่า ‘ข่าวลือ’ เพื่อให้ดูเหมือนว่านางเพิ่งได้รับรู้เรื่องนี้ ทั้งที่ความจริงแล้ว นางเป็นผู้บงการข่าวลือเหล่านั้นเอง
หลี่เหวินได้ยินดังนั้นถึงกับโกรธแค้นจนตัวสั่นกำมือแน่น “นางยังไม่สำนึกผิดอีกหรือ! นางกล้าก่อการกบฏ! นางกล้าทรยศข้าถึงเพียงนี้!” เสียงของเขาดังก้องไปทั่วตำหนัก ความโกรธเกรี้ยวแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ในขณะที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกัน เสียงปืนใหญ่ที่ระเบิดกึกก้องและเสียงดาบกระทบกันก็ดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับเสียงมัจจุราชที่กำลังคืบคลานเข้ามา ทหารองครักษ์ของฮ่องเต้พยายามต้านทานกองทัพกบฏอย่างสุดความสามารถ แต่จำนวนของกองทัพกบฏมีมากกว่ามากนัก กำแพงวังที่เคยโอ่อ่าบัดนี้กลายเป็นเพียงฉากหลังของการต่อสู้ที่ดุเดือด เลือดสีแดงฉานเริ่มเปรอะเปื้อนพื้นหิน
“ฝ่าบาทเพคะ เราต้องรีบไปที่ที่ปลอดภัยก่อนเพคะ” หลันซินกล่าวอย่างเร่งรีบ “หากฝ่าบาทเป็นอะไรไป ราชวงศ์ของเราก็จะล่มสลายเพคะ” นางรู้ดีว่านี่คือโอกาสทองในการแสดงความจงรักภักดีและควบคุมสถานการณ์
หลี่เหวินพยักหน้าเล็กน้อย เขารู้ดีว่าหลันซินพูดถูก ในสถานการณ์เช่นนี้ ชีวิตของเขาคือสิ่งสำคัญที่สุด เขาจะต้องรอดชีวิต เพื่อปกป้องราชวงศ์ของเขา และเพื่อรักษาอำนาจที่เหลืออยู่
หลันซินและหลี่เหวินรีบออกจากตำหนักของฮ่องเต้ โดยมีทหารองครักษ์ที่ยังภักดีเหลืออยู่เพียงหยิบมือ คุ้มกันอย่างแน่นหนา พวกเขามุ่งหน้าไปยังอุโมงค์ลับที่อยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นทางออกฉุกเฉินของวังหลวงที่น้อยคนนักจะรู้
ในระหว่างทาง พวกเขาต้องต่อสู้กับกองทัพกบฏหลายครั้ง เสียงกรีดร้องและเสียงอาวุธปะทะกันดังระงม หลี่เหวินได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากคมดาบที่เฉียดไหล่ แต่หลันซินก็คอยปกป้องเขาอยู่เสมอ นางใช้ทักษะการต่อสู้ที่ฝึกฝนมาอย่างลับๆ เข้าจัดการกับทหารกบฏที่พยายามเข้ามาประชิดตัว ภาพของฮองเฮาที่ถือดาบต่อสู้เคียงข้างฮ่องเต้สร้างความประหลาดใจและกำลังใจให้แก่ทหารองครักษ์ที่เหลืออยู่
เมื่อไปถึงทางเข้าอุโมงค์ลับ หลันซินและหลี่เหวินก็รีบเข้าไปในอุโมงค์ และปิดทางเข้าอุโมงค์ด้วยกลไกที่ซับซ้อนอย่างแน่นหนา เสียงหินบดกระทบกันดังสนั่นก่อนที่ความมืดมิดจะกลืนกินทุกสิ่ง
ภายในอุโมงค์ลับ เต็มไปด้วยความมืดมิดและเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหายใจของพวกเขาที่ดังเป็นจังหวะ หลันซินจุดตะเกียงขึ้นมา เปลวไฟสีส้มส่องสว่างนำทาง พวกเขาเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์เรื่อยๆ ผ่านทางเดินที่คดเคี้ยวและชื้นแฉะ จนกระทั่งไปถึงห้องลับที่อยู่ปลายอุโมงค์
ภายในห้องลับนั้น มีองค์ชายหลี่หรงนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ใบหน้าของเขาซีดเผือดและผอมซูบ แต่แววตาของเขาก็ยังคงเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและประกายแห่งความหวัง
“องค์ชายหลี่หรง!” หลี่เหวินอุทานด้วยความดีใจและโล่งใจ “เจ้ายังไม่ตาย!” เขารีบเข้าไปประคองบุตรชายขึ้นมา
องค์ชายหลี่หรงเงยหน้าขึ้นมองหลี่เหวินด้วยรอยยิ้มจางๆ “เสด็จพ่อ… ในที่สุดเสด็จพ่อก็มาจนได้” เสียงของเขาแหบพร่าจากการถูกจองจำ
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง องค์ชายหลี่หรง” หลันซินถามด้วยความเป็นห่วง นางเดินเข้าไปใกล้ ตรวจดูสภาพร่างกายขององค์ชายอย่างละเอียด
“หม่อมฉันสบายดีฮองเฮา” องค์ชายหลี่หรงตอบ “หม่อมฉันถูกมหาเสนาบดีจางจับตัวมาขังไว้ที่นี่ แต่เขาก็ไม่กล้าทำอะไรหม่อมฉัน เพราะเขารู้ดีว่าหากหม่อมฉันเป็นอะไรไป เขาจะต้องถูกลงโทษสถานหนัก” เขาจงใจกล่าวถึงมหาเสนาบดีจางเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากความจริงที่ว่าเขาถูกหลันซินช่วยเหลือและซ่อนตัวไว้ที่นี่
“แล้วเรื่องกลุ่มกบฏเล่า องค์ชายหลี่หรง” หลี่เหวินถามอย่างร้อนใจ “เจ้าพอจะรู้เรื่องนี้บ้างหรือไม่”
องค์ชายหลี่หรงพยักหน้า “หม่อมฉันรู้เพคะ เสด็จพ่อ กลุ่มกบฏนี้เป็นฝีมือของสนมลี่เฟย นางแอบติดต่อกับขุนนางบางคน และแอบสะสมกำลังพลมานานแล้ว เพื่อวางแผนที่จะยึดอำนาจจากเสด็จพ่อเพคะ” คำพูดของเขาสอดคล้องกับสิ่งที่หลันซินกล่าวไว้ก่อนหน้า
หลี่เหวินได้ยินดังนั้นถึงกับโกรธแค้นเป็นอย่างมากอีกครั้ง “นางยังไม่สำนึกผิดอีกหรือ! นางกล้าทำถึงเพียงนี้!” ความรู้สึกผิดที่เคยมีต่อลี่เฟยในอดีตมลายหายไปสิ้น เหลือเพียงความโกรธแค้น
“เสด็จพ่อเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญบางอย่างที่ต้องการกราบทูลเพคะ” องค์ชายหลี่หรงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง แววตาของเขามองตรงไปยังหลันซิน “เรื่องชาติกำเนิดของสนมอวี้ฮวา… หรือก็คือฮองเฮาคนปัจจุบันเพคะ”
หลี่เหวินมองหลันซินด้วยความสงสัยระคนกับความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายไม่ถูก “เจ้าหมายความว่าอย่างไร องค์ชายหลี่หรง”
องค์ชายหลี่หรงมองหลันซินด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ “ฮองเฮาคนปัจจุบัน… นางไม่ใช่สนมอวี้ฮวาคนเดิมเพคะ นางคือจ้าวหลันซิน ฮองเฮาองค์ก่อนของเสด็จพ่อเพคะ!” เสียงของเขาดังก้องในห้องลับ ราวกับระเบิดที่ทำลายความลับที่ถูกเก็บงำมานาน
หลี่เหวินถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความตกใจและหวาดกลัว ใบหน้าของเขาซีดขาวราวกับเห็นผี เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผยออกมาเร็วถึงเพียงนี้ ความทรงจำอันเลวร้ายในอดีตพรั่งพรูเข้ามาในหัว
“ไม่จริง! เจ้าโกหก! จ้าวหลันซินตายไปแล้ว!” หลี่เหวินตะคอกใส่องค์ชายหลี่หรงอย่างบ้าคลั่ง เขาก้าวถอยหลังไปสองสามก้าว ราวกับจะหนีจากความจริงอันน่าสะพรึงกลัว
“หม่อมฉันไม่ได้โกหกเพคะ เสด็จพ่อ” องค์ชายหลี่หรงตอบอย่างใจเย็น “ฮองเฮาคนปัจจุบันคือจ้าวหลันซินตัวจริง นางกลับมาเพื่อแก้แค้นเสด็จพ่อ และทุกคนที่เคยทำร้ายนางเพคะ”
หลี่เหวินมองหลันซินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บปวด ร่างกายของเขาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ เขาไม่สามารถปฏิเสธความจริงที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าได้อีกต่อไป ทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยสงสัย ทุกความรู้สึกแปลกๆ ที่เคยมี บัดนี้กระจ่างชัดราวกับฟ้าผ่ากลางใจ
“เจ้า… เจ้าจะทำอะไรกับข้า” หลี่เหวินถามเสียงสั่นพร่า ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“หม่อมฉันจะทำให้ท่านต้องรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่หม่อมฉันเคยได้รับเพคะ ฝ่าบาท” หลันซินตอบด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง ดวงตาของนางฉายแววอาฆาตที่ถูกสะสมมานาน “หม่อมฉันจะทำให้ท่านต้องเสียใจกับทุกสิ่งที่ท่านได้กระทำกับหม่อมฉัน และกับราชวงศ์ของเรา”
ในขณะที่ทั้งสามกำลังพูดคุยกัน เสียงฝีเท้าที่ดังอื้ออึงก็ดังเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ เสียงนั้นบ่งบอกว่ามีคนจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ กองทัพกบฏสามารถค้นพบอุโมงค์ลับแห่งนี้ได้แล้ว
“แย่แล้วเพคะ! พวกกบฏกำลังเข้ามาแล้วเพคะ!” ขันทีคนสนิทของฮ่องเต้ที่ตามมาด้วยรายงานด้วยความตื่นตระหนก ใบหน้าของเขาซีดเผือด
หลันซินมองดูทางเข้าอุโมงค์ด้วยความนิ่งเฉย แววตาของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ในที่สุดก็ถึงเวลาที่ต้องเผชิญหน้ากันแล้ว” นางกล่าวเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง
ไม่นานหลังจากนั้น กองทัพกบฏก็บุกเข้ามาในห้องลับ ทหารกบฏจำนวนมากกรูกันเข้ามา ลี่เฟอยืนอยู่แถวหน้าของกองทัพกบฏ ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความแค้นและความสะใจที่ได้เห็นศัตรูเก่าตกอยู่ในกำมือ
“จ้าวหลันซิน! ในที่สุดข้าก็จับตัวเจ้าได้แล้ว!” ลี่เฟยตะคอกใส่หลันซิน เสียงของนางแหลมสูงด้วยความพยาบาท “เจ้าคิดว่าจะหนีข้าไปได้หรือ!”
“เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้หรือลี่เฟย” หลันซินยิ้มเย็นชา รอยยิ้มนั้นงดงามแต่แฝงไปด้วยอันตราย “เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือใคร”
ลี่เฟยหัวเราะเยาะ “เจ้าก็เป็นแค่ฮองเฮาที่กำลังจะตายเท่านั้น! ในไม่ช้าบัลลังก์นี้ก็จะเป็นของข้า!” นางชี้ไปที่หลี่เหวินด้วยความเหยียดหยาม “ส่วนเจ้า… ฮ่องเต้ผู้โง่งม เจ้าจะไม่มีวันได้เห็นรุ่งอรุณอีกต่อไป!”
“เจ้าคิดผิดแล้วลี่เฟย” หลันซินตอบ น้ำเสียงของนางหนักแน่นและเต็มไปด้วยอำนาจ “บัลลังก์นี้ไม่มีทางเป็นของเจ้าอย่างแน่นอน”
หลันซินหันไปมององค์ชายหลี่หรง “องค์ชายหลี่หรงได้โปรดนำทหารองครักษ์ที่เหลืออยู่ต่อสู้กับพวกกบฏ และปกป้องฝ่าบาทด้วยเพคะ” คำสั่งของนางชัดเจนและเด็ดขาด
องค์ชายหลี่หรงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “รับด้วยเกล้าเพคะฮองเฮา!” เขาหยิบดาบที่ซ่อนไว้ขึ้นมา ดวงตาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะปกป้องบิดาและราชวงศ์
องค์ชายหลี่หรงนำทหารองครักษ์ที่เหลืออยู่ไม่กี่นายเข้าต่อสู้กับกองทัพกบฏอย่างดุเดือด เสียงดาบกระทบกันดังสนั่นไปทั่วห้องลับ หลี่เหวินยืนอยู่ข้างหลันซินด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดและเสียใจ เขาไม่เคยคิดเลยว่าเขาจะต้องมาเผชิญหน้ากับเหตุการณ์เช่นนี้ และไม่เคยคิดว่าบุตรชายและอดีตฮองเฮาที่เขาเคยทอดทิ้ง จะเป็นผู้ยืนหยัดปกป้องเขา
หลันซินเดินเข้าไปหาลี่เฟยอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจและอำนาจ “เจ้าคิดว่าเจ้าจะชนะข้าได้หรือลี่เฟย เจ้าไม่มีทางชนะข้าได้อย่างแน่นอน”
ลี่เฟยหัวเราะเยาะอีกครั้ง “เจ้าคิดว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้หรือจ้าวหลันซิน ข้ามีกองทัพมากมาย และเจ้าก็เป็นแค่สตรีคนเดียว!” นางกวาดสายตามองทหารกบฏที่ล้อมรอบอยู่ด้วยความภาคภูมิใจ
“เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้ามีความรู้เรื่องยาและการรักษา” หลันซินยิ้มเย็นชา รอยยิ้มนั้นทำให้ลี่เฟยรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก “ข้าสามารถทำให้เจ้าต้องทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส โดยที่ไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าได้เลย”
ลี่เฟยถึงกับตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าของนางซีดเผือด นางจำได้ว่าจ้าวหลันซินมีความรู้เรื่องยาและการรักษาเป็นอย่างดี และนางก็รู้ดีว่าจ้าวหลันซินสามารถทำอะไรกับนางได้บ้าง ความทรงจำเกี่ยวกับพิษร้ายที่จ้าวหลันซินเคยปรุงขึ้นมาผุดขึ้นในสมอง
“ไม่จริง! เจ้าโกหก!” ลี่เฟยตะคอกใส่หลันซิน พยายามปฏิเสธความจริงที่กำลังคุกคามนาง
“เจ้าคิดว่าข้าจะโกหกเจ้าหรือลี่เฟย” หลันซินตอบ น้ำเสียงของนางเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน “เจ้าจะต้องรับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แท้จริงจากน้ำมือของข้า”
หลันซินชักมีดสั้นเล่มเล็กที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมา มีดสั้นเล่มนั้นส่องประกายวาววับภายใต้แสงตะเกียง นางเคยใช้มีดเล่มนี้เพื่อป้องกันตัวในชีวิตก่อนหน้า และในตอนนี้ นางก็กำลังจะใช้มันเพื่อชำระแค้นที่ค้างคามานาน
ลี่เฟยเห็นมีดสั้นในมือของหลันซินถึงกับตกใจสุดขีด นางพยายามที่จะวิ่งหนี แต่ก็ไม่ทันแล้ว หลันซินพุ่งเข้าไปหาลี่เฟยอย่างรวดเร็วราวกับเงา และแทงมีดสั้นลงไปที่ท้องของลี่เฟยอย่างจัง เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดออกมาจากบาดแผล
ลี่เฟยร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทรมานสุดขีด นางล้มลงกับพื้น เลือดสีแดงฉานไหลรินออกมาจากบาดแผลอย่างไม่หยุดยั้ง ใบหน้าของนางซีดเผือด และดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและความเจ็บปวดที่ไม่อาจบรรยายได้
“เจ้า… เจ้าทำอะไรกับข้า…” ลี่เฟยพึมพำกับตัวเอง เสียงของนางแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
“ข้าก็แค่ทำให้เจ้าได้รับรู้ถึงความเจ็บปวดที่แท้จริงเท่านั้นลี่เฟย” หลันซินตอบ น้ำเสียงของนางเย็นชาไร้ความรู้สึก “เจ้าจะต้องตายอย่างทรมานเช่นเดียวกับที่ข้าเคยตายไป” นางยืนมองลี่เฟยที่กำลังดิ้นรนอยู่บนพื้นอย่างไม่แยแส
หลังจากนั้น หลันซินก็เดินจากไป ทิ้งให้ลี่เฟยอยู่ในห้องลับอย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางกองทัพกบฏที่กำลังสับสนวุ่นวาย ลี่เฟยรู้ดีว่านางกำลังจะต้องเผชิญหน้ากับความตาย และไม่มีทางหนีพ้นได้อย่างแน่นอน ความเจ็บปวดจากบาดแผลและพิษที่หลันซินแอบใส่ไว้ในมีดเริ่มแผ่ซ่านไปทั่วร่าง
ในขณะที่หลันซินเดินออกจากห้องลับไป องค์ชายหลี่หรงและทหารองครักษ์ก็สามารถจัดการกับกองทัพกบฏที่เหลืออยู่ได้แล้ว การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว กองทัพกบฏถูกกำจัดจนหมดสิ้น วังหลวงกลับมาสงบสุขอีกครั้ง แม้จะยังคงมีร่องรอยของการต่อสู้อยู่ก็ตาม
หลี่เหวินมองหลันซินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสำนึกผิดและเสียใจ เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าความผิดพลาดในอดีตของเขาจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมเช่นนี้ และไม่เคยคิดว่าคนที่เขาเคยทอดทิ้งจะกลับมาช่วยชีวิตเขาและราชวงศ์ไว้
“จ้าวหลันซิน ข้าขอโทษ… ข้าขอโทษที่เคยทำร้ายเจ้า…” หลี่เหวินกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเสียใจและเจ็บปวด เขาก้มหน้าลง ไม่กล้าสบตาหลันซิน
หลันซินมองหลี่เหวินด้วยรอยยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่ไม่ได้มีความหมายถึงการให้อภัยทั้งหมด แต่เป็นการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น “ท่านไม่จำเป็นต้องขอโทษหม่อมฉันเพคะ ฝ่าบาท สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้ว ก็ให้มันผ่านไปเถิดเพคะ” นางรู้ดีว่าการให้อภัยที่แท้จริงต้องมาจากใจ และตอนนี้ใจของนางยังคงมีรอยแผลเป็นอยู่
“แล้วเจ้า… เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป” หลี่เหวินถามด้วยความหวังในแววตา
หลันซินมองดูท้องฟ้ายามเช้าที่กำลังจะขึ้นมา แสงสีทองอ่อนๆ เริ่มสาดส่องเข้ามาในอุโมงค์ลับ “หม่อมฉันจะใช้ชีวิตของหม่อมฉันอย่างมีความสุขเพคะ ฝ่าบาท หม่อมฉันจะสร้างรุ่งอรุณใหม่ให้กับราชวงศ์ของเรา และจะปกป้องราชวงศ์ของเราให้รอดพ้นจากภัยอันตรายทั้งปวงเพคะ” คำพูดของนางเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและพลัง
หลี่เหวินมองหลันซินด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวังและศรัทธา เขาเชื่อว่าหลันซินจะสามารถนำพาราชวงศ์ของเขาไปสู่ความรุ่งเรืองได้อีกครั้ง และเขาเองก็จะพยายามแก้ไขความผิดพลาดในอดีต
หลังจากนั้น หลันซินก็ขึ้นเป็นฮองเฮาอย่างสมบูรณ์แบบ นางบริหารวังหลังได้อย่างเรียบร้อยและยุติธรรม นางยังให้คำแนะนำหลี่เหวินในเรื่องการบริหารบ้านเมืองได้อย่างเฉียบขาดและชาญฉลาด ทำให้ราชวงศ์ของเขาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากภายใต้การนำของนาง
องค์ชายหลี่หรงก็ได้รับแต่งตั้งเป็นรัชทายาท และเขาจะขึ้นเป็นฮ่องเต้ในอนาคตอันใกล้ เขาจะปกครองบ้านเมืองด้วยความยุติธรรมและเมตตา เช่นเดียวกับที่หลันซินเคยสอนเขาและเป็นแบบอย่างให้เขาเห็นมาตลอด
หลันซินใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในวังหลวง นางได้รับการยอมรับจากทุกคน และไม่มีใครสงสัยในตัวนางอีกต่อไป นางได้ชำระแค้นกับทุกคนที่เคยทำร้ายนางอย่างสาสม และในตอนนี้ นางก็ได้พบกับความสุขที่แท้จริงในชีวิตของนางแล้ว
แต่ในใจลึกๆ ของหลันซิน นางก็ยังคงรู้สึกถึงความว่างเปล่าบางอย่าง นางได้แก้แค้นแล้ว ได้อำนาจแล้ว ได้ทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว แต่ความสุขที่แท้จริงนั้นอยู่ที่ไหนกันแน่? หรือว่าความสุขที่แท้จริงไม่ใช่การแก้แค้น แต่เป็นการให้อภัย? นางมองออกไปนอกหน้าต่าง มองดูท้องฟ้ายามรุ่งอรุณที่กำลังจะขึ้นมาอย่างช้าๆ แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมายังวังหลวงอย่างอบอุ่น นางรู้สึกถึงความสงบสุขที่แท้จริงที่เกิดขึ้นในใจของนาง และในตอนนี้ นางก็รู้แล้วว่าชีวิตของนางจะต้องดำเนินต่อไปอย่างไร เพื่อสร้างความสุขที่แท้จริงให้กับตัวเอง และให้กับราชวงศ์ของนาง นางจะใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ ให้กับบ้านเมือง และดูแลทุกคนที่นางรัก และนั่นคือความสุขที่แท้จริงที่นางตามหามาตลอด และในที่สุด นางก็ได้พบมันแล้ว
หลันซินยิ้มอย่างมีความสุข รอยยิ้มที่งดงามและบริสุทธิ์ นางรู้ดีว่าเส้นทางข้างหน้ายังคงอีกยาวไกล แต่ในตอนนี้ นางก็พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และสร้างรุ่งอรุณใหม่ให้กับราชวงศ์ของนางอย่างแน่นอน ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งและเปี่ยมด้วยความหวัง

บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก