แสงเทียนนวลพลิ้วไหวสะท้อนในแววตาของจ้าวหลันซินขณะที่นางนั่งอยู่หน้าโต๊ะไม้จันทน์หอม ภายในตำหนักหงส์ผยอง ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมราวกับผืนผ้าไหมสีดำสนิท มีเพียงเสียงปลายพู่กันที่ขีดเขียนลงบนกระดาษอย่างแผ่วเบา ยามนี้ ทุกสิ่งดูเหมือนจะกลับสู่ความสงบหลังพายุใหญ่ที่เพิ่งพัดผ่านไป
การจลาจลที่เคยโหมกระหน่ำทั่วราชสำนักถูกปราบปรามลงได้ในที่สุด ด้วยความร่วมมือจากหลายฝ่าย แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือแผนการอันแยบยลที่นางวางไว้ หลี่เหวิน แม้องค์จักรพรรดิจะทรงกริ้วกราดและตื่นตระหนกในช่วงแรก ทว่าท้ายที่สุดก็ทรงยอมรับในแนวทางของนาง หลันซินได้ใช้โอกาสนี้สอดแทรกคนของนางเข้าไปในตำแหน่งสำคัญหลายตำแหน่ง ทั้งในกององครักษ์และกรมราชเลขา ทำให้ตอนนี้ ข่าวสารทุกสิ่งในวังหลวงล้วนต้องผ่านหูผ่านตาของนางก่อนเสมอ
การขึ้นสู่ตำแหน่งฮองเฮาของนางไม่ใช่เพียงแค่การสวมมงกุฎ แต่เป็นการสวมเกราะป้องกันและรวบรวมอำนาจ แม้จะมีเสียงซุบซิบและสายตาเคลือบแคลงจากเหล่าขุนนางผู้ใหญ่และเชื้อพระวงศ์บางส่วนที่ยังคงมองว่านางเป็นเพียงสนมชั้นต่ำที่ได้ดีเกินตัว แต่หลันซินก็ไม่ใส่ใจ นางรู้ดีว่าอำนาจที่แท้จริงหาได้อยู่ที่คำพูดเหล่านั้นไม่
“ฝ่าบาททรงมีรับสั่งให้ปรับปรุงการจัดระเบียบองค์รักษ์อีกครั้งเพคะ โดยจะให้ท่านแม่ทัพเหมินซานดูแลส่วนกลาง และให้ท่านแม่ทัพเหมินจงดูแลด้านนอกเพคะ” ซูเหมย รายงานเสียงเบา นางคือหัวหน้าสาวใช้คนสนิทที่จ้าวหลันซินไว้วางใจที่สุด นางเป็นสตรีที่ชาญฉลาด มีความจำดีเลิศ และซื่อสัตย์ภักดีต่อนางอย่างไม่มีข้อกังขา
หลันซินพยักหน้าเล็กน้อย เหมินซานและเหมินจง คือสองพี่น้องตระกูลเหมินที่เคยเป็นกำลังสำคัญในการปราบปรามกบฏ ทั้งสองเป็นคนของนางที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และความภักดีของพวกเขาก็ไร้ข้อสงสัย การจัดวางกำลังเช่นนี้เท่ากับว่ากองกำลังส่วนใหญ่ในวังหลวงอยู่ภายใต้อำนาจของนางอย่างเบ็ดเสร็จ “ดี วังหลวงแห่งนี้ควรจะมีระเบียบเสียบ้าง หลังจากนี้ไป ไม่ว่าใครจะเข้าออก ต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด”
ซูเหมยรับคำ นางยังคงยืนนิ่ง คล้ายกับมีบางอย่างที่ยังไม่ได้รายงาน
“มีสิ่งใดอีกหรือ ซูเหมย” หลันซินเอ่ยถามพลางจิบชาดอกกุ้ยฮวาอุ่นๆ ที่วางอยู่ข้างกาย
“หม่อมฉันได้รับรายงานจากสายข่าวในจวนอัครมหาเสนาบดีซ่งเพคะ ท่านเสนาบดีซ่งเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง หลังจากที่ถูกลดอำนาจลงไปบ้างจากการจลาจลครั้งก่อน” ซูเหมยกล่าวด้วยน้ำเสียงระมัดระวัง “ดูเหมือนท่านเสนาบดีซ่งจะพยายามรวบรวมขุนนางที่เคยเป็นพรรคพวกของเขาที่ถูกปลดออกไปให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง และมีข่าวลือว่าเขากำลังพยายามหาทางสร้างความไม่พอใจในหมู่ราษฎร โดยการกักตุนเสบียงและปั่นราคาข้าวเพคะ”
หลันซินวางถ้วยชาลง เสียงกระเบื้องกระทบโต๊ะดัง ‘กริ๊ก’ เบาๆ ดวงตาเรียวสวยฉายแววเย็นชา อัครมหาเสนาบดีซ่ง หรือ ซ่งหลงจวิน บุรุษผู้มีอำนาจล้นฟ้า เบื้องหน้าทำเป็นภักดีต่อราชสำนัก เบื้องหลังกลับเป็นผู้บงการความวุ่นวายครั้งแล้วครั้งเล่า เขานี่เองที่เคยเป็นหนึ่งในผู้ที่ผลักดันให้นางต้องตายอย่างโดดเดี่ยวในชีวิตก่อนหน้า และเขาก็เป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังการหายตัวไปขององค์ชายหลี่หรงในครั้งนี้ด้วย
นางรู้ดีว่าซ่งหลงจวินไม่เคยยอมแพ้ เขาคงจะรู้สึกเจ็บแค้นที่แผนการของเขาถูกขัดขวาง และอำนาจของเขาถูกสั่นคลอน “คนเช่นเขาย่อมไม่ยอมหยุดง่ายๆ” หลันซินพึมพำ “แต่ครั้งนี้ นางจะไม่อ่อนข้อให้อีกต่อไป”
“องค์ชายหลี่หรงทรงเป็นอย่างไรบ้าง” นางถามเปลี่ยนเรื่อง
“ทรงฟื้นตัวดีขึ้นมากเพคะ และดูเหมือนจะทรงจงรักภักดีต่อฝ่าบาทและฮองเฮามากยิ่งขึ้น” ซูเหมยตอบ “หม่อมฉันได้ยินมาว่าทุกครั้งที่ทรงฟื้นจากฝันร้าย ก็จะทรงเรียกหาฮองเฮาเสมอเพคะ”
รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนริมฝีปากของหลันซิน องค์ชายหลี่หรงคือหมากสำคัญที่นางไม่อาจละเลย การที่เขาถูกทำร้ายทำให้เขายิ่งเข้าหานาง และความผูกพันที่เกิดขึ้นจากความทุกข์ยากนี้เองจะกลายเป็นพันธนาการที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าสิ่งใดๆ “ให้หมอหลวงดูแลอย่างใกล้ชิด และเพิ่มเวรยามที่ตำหนักองค์ชายให้เข้มงวดกว่าเดิม”
คืนนั้น หลันซินนอนไม่หลับ นางลุกขึ้นนั่งพิงหัวเตียง มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงจันทร์เต็มดวงสาดแสงนวลตาลงมายังสวนภายในตำหนัก ภาพของซ่งหลงจวินผุดขึ้นมาในห้วงความคิด ชายผู้นี้ฉลาดแกมโกง ไม่เพียงแต่มีเครือข่ายขุนนางที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่เขายังมีอิทธิพลในหมู่พ่อค้าวาณิชและแม้กระทั่งในกองทัพบางส่วนด้วย การจะโค่นล้มเขาไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ไม่เกินความสามารถของนาง
ในชีวิตก่อนหน้า นางถูกกำจัดเพราะความไร้เดียงสา ถูกปั่นหัวให้หลงเชื่อในความรักจอมปลอม และถูกทรยศหักหลังโดยคนใกล้ตัว แต่ชีวิตนี้ นางไม่ใช่จ้าวหลันซินผู้อ่อนแอคนเดิมอีกแล้ว นางกลับมาเพื่อทวงคืนและทำลายทุกสิ่งที่เคยทำลายชีวิตนาง
เช้าวันรุ่งขึ้น หลันซินเรียกประชุมขุนนางคนสนิทที่นางไว้วางใจ รวมถึงแม่ทัพเหมินซานและเหมินจง
“ข้าได้รับรายงานว่าอัครมหาเสนาบดีซ่งกำลังเคลื่อนไหว เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้กับบ้านเมืองอีกครั้ง” หลันซินกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงไว้ด้วยอำนาจ “เขาพยายามกักตุนเสบียงและปั่นราคาข้าว ทำให้ราษฎรเดือดร้อน หากเราปล่อยไว้เช่นนี้ บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ”
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันด้วยความวิตก พวกเขาทราบดีถึงอิทธิพลของซ่งหลงจวิน
“ฮองเฮาทรงมีพระบัญชาเช่นไรพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพเหมินซานถาม
“เราจะไม่รอให้เขาสร้างความเสียหายไปมากกว่านี้” หลันซินกล่าว “ข้าต้องการให้พวกท่านรวบรวมหลักฐานความผิดของเขา ทั้งเรื่องการกักตุนเสบียง การฉ้อราษฎร์บังหลวง และความเชื่อมโยงของเขากับขุนนางที่ถูกปลดจากตำแหน่งไปในครั้งก่อน รวมถึงการหายตัวไปขององค์ชายหลี่หรงด้วย”
“แต่ท่านเสนาบดีซ่งมีเส้นสายที่แข็งแกร่ง ยากนักที่จะหาหลักฐานมากล่าวโทษเขาได้พ่ะย่ะค่ะ” ขุนนางท่านหนึ่งเอ่ยขึ้นอย่างลังเล
“ยากใช่ว่าจะทำไม่ได้” หลันซินมองตรงไปที่ขุนนางผู้นั้น “ข้าเชื่อว่าคนเช่นซ่งหลงจวิน ย่อมมีจุดอ่อนเสมอ เพียงแต่ยังไม่มีใครค้นพบ”
นางหันไปทางแม่ทัพเหมินซาน “ท่านแม่ทัพ เฝ้าระวังความเคลื่อนไหวของอัครมหาเสนาบดีซ่งให้ดี และเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉินทุกรูปแบบ”
“พ่ะย่ะค่ะ ฮองเฮา” แม่ทัพเหมินซานและเหมินจงรับคำอย่างแข็งขัน
หลังจากนั้น หลันซินก็เริ่มแผนการ นางสั่งให้ซูเหมยส่งคนของนางออกไปรวบรวมข่าวสารทุกทิศทาง ทั้งจากตลาด ร้านค้า โรงเตี๊ยม และแม้กระทั่งในซ่องโคมเขียว เพราะบ่อยครั้ง ข่าวสารที่แท้จริงมักจะถูกเล่าขานกันในสถานที่เหล่านี้
สองสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ข่าวสารที่หลั่งไหลเข้ามามากมาย นางเริ่มปะติดปะต่อเรื่องราว และพบว่าซ่งหลงจวินไม่ได้แค่กักตุนเสบียงเพื่อปั่นราคาเท่านั้น แต่เขายังมีการติดต่อกับกลุ่มค้าอาวุธเถื่อน และมีการโอนถ่ายเงินจำนวนมหาศาลไปยังต่างแคว้นอย่างลับๆ
“ดูเหมือนว่าสิ่งที่เขาทำจะไม่ใช่แค่การสร้างความปั่นป่วนในราชสำนักเท่านั้น แต่เขากำลังเตรียมการบางอย่างที่ใหญ่กว่านั้น” หลันซินพึมพำกับตัวเองขณะอ่านรายงานลับฉบับล่าสุด
ซูเหมยเข้ามาในห้องด้วยใบหน้าเคร่งเครียด “ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันมีเรื่องสำคัญจะกราบทูลเพคะ”
“เกิดอะไรขึ้น” หลันซินเงยหน้าขึ้น
“สายข่าวของเราในจวนเสนาบดีซ่ง รายงานมาว่า ท่านเสนาบดีซ่งได้จัดพิธีบูชาลับๆ ในคฤหาสน์ส่วนตัวเพคะ เป็นพิธีที่ไม่เคยมีใครพบเห็นมาก่อน และดูเหมือนจะเป็นพิธีของลัทธิโบราณบางอย่าง มีสัญลักษณ์ประหลาดที่หม่อมฉันเคยเห็นในตำราโบราณที่ถูกห้ามไม่ให้อ่านเพคะ” ซูเหมยกล่าวอย่างร้อนรน
หลันซินใจเต้นระรัว เมื่อได้ยินคำว่า ‘ลัทธิโบราณ’ และ ‘สัญลักษณ์ประหลาด’ ลางสังหรณ์บางอย่างผุดขึ้นมาในใจ นางจำได้ดีว่าในชีวิตก่อนหน้า ก่อนที่นางจะถูกกำจัด ก็มีข่าวลือเกี่ยวกับลัทธิลึกลับที่แฝงตัวอยู่ในราชสำนัก และสัญลักษณ์บางอย่างที่มักจะถูกพบในจดหมายลับที่นางเคยเห็นแวบๆ
“สัญลักษณ์นั้นเป็นอย่างไร” หลันซินถามเสียงเคร่ง
ซูเหมยใช้ปลายนิ้ววาดรูปสัญลักษณ์บนโต๊ะ เป็นรูปวงกลมที่มีดวงตาอยู่ตรงกลาง และมีปีกสองข้างแผ่ออกไปด้านข้าง คล้ายนกอินทรี หลันซินมองภาพนั้นด้วยความตกใจ ใบหน้านางซีดเผือด
“นี่มัน… สัญลักษณ์ของ ‘นกทมิฬ’!” หลันซินอุทานเสียงเบา แทบไม่ได้ยิน
สัญลักษณ์นี้ นางจำได้ดี มันเป็นสัญลักษณ์ของลัทธิ "นกทมิฬ" ลัทธิลึกลับที่บูชาพลังแห่งความมืดมิดและเชื่อในการทำลายล้างเพื่อสร้างโลกใหม่ เคยมีข่าวลือว่าลัทธินี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่มสลายของราชวงศ์เก่าเมื่อหลายร้อยปีก่อน และนางเคยเห็นสัญลักษณ์นี้บนแหวนที่นิ้วของสนมคนหนึ่งที่เคยเป็นคนสนิทของอดีตฮองเฮาที่แท้จริง ก่อนที่นางจะถูกใส่ร้ายและปลงพระชนม์ในชีวิตก่อนหน้า!
นางไม่เคยคิดว่าลัทธินี้จะยังคงอยู่ และซ่งหลงจวินจะเกี่ยวข้องกับมัน
“แน่ใจนะว่าเห็นสัญลักษณ์นี้” หลันซินถามย้ำ น้ำเสียงสั่นเล็กน้อย
“แน่ใจเพคะ สายข่าวของเราถึงกับตกใจ และแอบวาดรูปนี้มาให้หม่อมฉัน” ซูเหมยยืนยัน
หลันซินหลับตาลง ภาพเหตุการณ์ในอดีตฉายชัดในหัว ภาพการทรยศหักหลัง ภาพของดวงตาที่เต็มไปด้วยความริษยา และภาพของสัญลักษณ์นกทมิฬที่ปรากฏอยู่บนเอกสารลับที่ถูกซ่อนไว้ในตำหนักของอดีตฮองเฮาที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นฝีมือของลัทธินี้ที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
ซ่งหลงจวินไม่ใช่แค่ขุนนางฉ้อฉล แต่เป็นส่วนหนึ่งของลัทธิที่มุ่งหมายจะโค่นล้มราชวงศ์! แผนการของเขาย่อมใหญ่หลวงกว่าที่นางคิดไว้มากมายนัก ไม่ใช่แค่การสร้างความปั่นป่วนเพื่อช่วงชิงอำนาจ แต่เป็นการทำลายล้างเพื่อสร้างโลกใหม่ตามความเชื่อของพวกเขา
ความจริงที่เพิ่งถูกเปิดเผยทำให้หัวใจของหลันซินเต้นรัว แต่ไม่ใช่ด้วยความกลัว หากแต่เป็นความโกรธแค้นที่ปะทุขึ้นอีกครั้ง ชัดเจนแล้วว่าศัตรูของนางไม่ใช่แค่คนในวัง แต่เป็นเงาลึกลับที่แฝงตัวอยู่เบื้องหลังราชบัลลังก์มานานแสนนาน
“ซูเหมย” หลันซินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเย็นเยียบราวเกล็ดน้ำแข็ง “ส่งคนไปสืบเรื่องลัทธินกทมิฬให้ละเอียดที่สุด เท่าที่จะทำได้ ข้าต้องการทุกรายละเอียด ทุกความเชื่อมโยงของพวกมัน ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม”
“รับทราบเพคะฮองเฮา” ซูเหมยรับคำอย่างนอบน้อม แต่ในใจก็รู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลของเรื่องนี้
หลันซินจ้องมองสัญลักษณ์นกทมิฬบนโต๊ะด้วยแววตาแน่วแน่ แผนการแก้แค้นของนางกำลังจะเปลี่ยนไป ไม่ใช่แค่การทวงบัลลังก์คืนจากหลี่เหวิน หรือการลงโทษซ่งหลงจวิน แต่มันคือการเผชิญหน้ากับพลังอำนาจที่มองไม่เห็น ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความมืดมิดที่เคยทำลายชีวิตของนาง และอาจจะกำลังจะทำลายแคว้นต้าเว่ยแห่งนี้ด้วย
นางจะต้องพลิกฟ้าทวงบัลลังก์ และกำจัดเงามืดที่ซ่อนเร้นนี้ให้สิ้นซาก แต่จะทำอย่างไร ในเมื่อศัตรูของนางไม่ใช่แค่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็นกลุ่มคนผู้คลั่งไคล้ในความเชื่ออันมืดบอด และดูเหมือนจะมีอำนาจแฝงเร้นที่คาดไม่ถึง…
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตูตำหนัก พร้อมกับเสียงของขันทีที่รายงานด้วยความตกใจ “ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
หลันซินหันขวับ ใบหน้านางเคร่งเครียด ดวงตาฉายแววตื่นตัวเต็มที่
“องค์ชายหลี่หรง… ทรงหายตัวไปอีกแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

บัลลังก์ฮองเฮาพิโรธ
โดย มนต์ตรา ประกาศิต
© 2026 ลิขสิทธิ์ทุกประการ บริษัท ไอเดีย เม็มโมรี่ กรุ๊ป จำกัด | iDearead.club
เข้าสู่ระบบ เพื่อแสดงความรู้สึก